คนที่ชอบบอกตัวเองว่าขอศึกษามากกว่านี้ก่อน

บางทีเขาอาจกำลังหลบซ่อนอยู่ก็ได้

กับหลายสิ่งหลายอย่าง เราสามารถลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่จำเป็นต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วค่อยลงมือ

เพราะถึงศึกษามาดีแค่ไหน ยังไงโลกแห่งความจริงมันก็ไม่เหมือนในในตำราอยู่ดี

จริงๆ แล้วถ้าอยากศึกษาให้ถ่องแท้ วิธีที่ดีที่สุดคือลงมือทำ เพราะมันจะเข้าใจและขึ้นใจกว่าการอ่านในหนังสือหรือในเว็บบอร์ดมากมายนัก

“We often avoid taking action because we think “I need to learn more,” but the best way to learn is often by taking action.”
-James Clear

อยากเป็นบล็อกเกอร์ก็แค่ลงมือเขียนบทความลงในเฟซตัวเอง

อยากเป็นนักลงทุนก็แค่เปิดพอร์ตแล้วลองซื้อหุ้นที่เรารู้จัก

อยากทำธุรกิจก็แค่ลองเสนอสิ่งที่เราถนัดให้กับเพื่อนฟรีๆ และดูผลตอบรับ

แทบทุกอย่างเราสามารถลงมือทำโดยจำกัดความเสี่ยงได้ทั้งนั้น

อาจจะยังไม่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ที่แน่ๆ เราได้ออกมาเผชิญกับความกลัวของตัวเอง

และผลตอบแทนคือคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นคำตอบที่เราอยากเห็นหรือไม่อยากเห็นก็ได้

แต่มันจะมีประโยชน์กว่าสิ่งที่เราเจอจากตำราแน่นอน

เมื่อทำสิ่งถูกมันจะแย่ที่สุดแค่ตอนแรก

ถ้าอาบน้ำเย็นในอากาศหนาวๆ แบบนี้ เราจะรู้สึกแย่ที่สุดแค่ 3 วินาทีแรกที่โดนน้ำ จากนั้นมันจะเริ่มแย่น้อยลง พออาบเสร็จก็หายหนาว แถมรู้สึกสดชื่นไปอีกหลายชั่วโมง

ถ้าซื้อของคุณภาพดีที่ราคาแพง เราจะรู้สึกแย่ที่สุดแค่ตอนที่เราจ่ายเงิน จากนั้นเราจะรู้สึกสบายใจเพราะใช้มันได้อย่างราบรื่น ยาวนาน และคุ้มค่า ไม่ต้องมานั่งซ่อมหรือซื้อใหม่บ่อยๆ

ถ้าต้องให้ฟีดแบ็คพนักงานว่าเขายังทำได้ไม่ดี มันจะรู้สึกแย่ที่สุดในตอนที่ต้องเอ่ยปากและเห็นสีหน้าที่ผิดหวังหรือเสียใจ จากนั้นมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเพราะเขาจะปรับปรุงตัวเองหรืออย่างน้อยที่สุดก็จะระมัดระวังมากขึ้น

ในทางกลับกัน

อากาศเย็นๆ แบบนี้ ถ้าเราอาบน้ำอุ่นจัดๆ มันจะรู้สึกดีมากตอนที่อาบ จากนั้นผิวจะแห้งกร้านแถมยังอาจขึ้นผื่นให้คันไปทั้งวัน

ถ้าซื้อของราคาถูกคุณภาพต่ำ เราจะรู้สึกดีตอนจ่ายตังค์ แต่จากนั้นเราก็จะหัวเสียกับความก๊อกแก๊กของมัน

ถ้าพนักงานทำงานไม่ดีแล้วเราเลือกที่จะไม่บอก เราก็อาจสบายใจที่ไม่ต้องกระทบกระทั่ง แต่ก็ต้องทนอยู่กับผลงานที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างนี้อยู่เรื่อยไป

เมื่อทำสิ่งถูกมันจะแย่ที่สุดแค่ตอนแรก

เมื่อทำสิ่งที่ผิดมันจะดีที่สุดแค่ตอนแรก

ก็คงต้องเลือกดีๆ ว่าจะเอาอย่างไหนครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากเพจเขียนไว้ให้เธอ – มา “วิม ฮอฟ” กัน

หลุดแล้วอย่าหลุดยาว

ถ้าวันนี้ตั้งใจจะออกกำลังกายแล้วไม่ได้ออก ก็กลับมาออกพรุ่งนี้ อย่ากลับมาออกเดือนหน้า

ถ้าเมื่อคืนทะเลาะกัน ก็รีบขอโทษเสียแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้หมางใจกันนานเป็นปี

ถ้าวันนี้เผลอทำสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำ พรุ่งนี้ก็อย่าทำอีก ไม่ใช่ทำซ้ำจนกลับไปสู่นิสัยแย่ๆ ตามเดิม

เมื่อเราหลุดอะไรแล้ว ให้รีบกลับมาแก้ไข ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าเกินไป จะกลับมาลำบาก

เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง

คนเราไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ มีผิด มีหลุด มีพลาดได้

พลาดแล้วรีบแก้แล้วจะง่าย

แต่ถ้าพลาดแล้วปล่อยไว้ New Year’s Resolutions จะพังทลาย ความฝันที่มีจะหนีหาย

และชีวิตดีๆ ที่ควรมีได้ก็จะห่างไกลเท่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1: On maturity, how to do exceptional work, and the connectedness of things

จะเป็นเพื่อนกับอดีตหรือเป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

อดีตนั้นใจแข็งเป็นหิน ต่อให้เราอยากกลับไปแก้ไขอย่างไรก็ทำไม่ได้แล้ว

อดีตไม่เคยให้โอกาสครั้งที่สองกับเรา ผิดกับปัจจุบันที่ให้โอกาสครั้งที่สอง ครั้งที่สาม-สี่-ห้ากับเราเสมอ

กับปัจจุบันนั้น เรามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ก็เหลือแต่ว่าเราจะเลือกคบกับใครมากกว่ากัน

จะเป็นเพื่อนกับอดีตที่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากระลึกถึงและเรียนรู้จากมัน

หรือจะเป็นเพื่อนกับปัจจุบันที่โคตรใจกว้าง และพร้อมอยู่เคียงข้างเราไปตลอดทางครับ

อะไรคือชัยชนะที่แท้จริง

เราถูกสอนมาว่า ชีวิตต้องมีเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายที่ยาก และพยายามอย่างมากมายเพื่อพิชิตเป้าหมายนั้น ตอนพิชิตได้มันก็ฟินอยู่ แต่พอเสร็จแล้วก็ต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า “แล้วยังไงต่อ?”

คำตอบที่มักจะได้ ก็คือ ตั้งเป้าหมายให้ท้าทายกว่าเดิม แล้วเราก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

แล้วมันจะไปจบลงที่ตรงไหน มันคือการทรมานทรกรรมร่างกายในนามของการบรรลุศักยภาพหรือการพิชิตความฝันรึเปล่า

เพราะถ้าเราเอาแต่ตั้งเป้าหมายใหม่ไปเรื่อยๆ เราก็กำลังเล่นอยู่ในเกมที่ไม่มีวันชนะ

และชัยชนะที่แท้จริง คือการที่เราพอใจในจุดที่เรายืนอยู่ ไม่มีความรู้สึกว่าต้องตั้งเป้าหมายอะไรให้ท้าทายกว่านี้แล้วรึเปล่า

พอใจไม่ได้แปลว่าใส่เกียร์ว่าง ไม่ได้แปลว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่มันคือการรักษาระดับให้อยู่บนทางสายกลาง ไม่หย่อนเกินไป และต้องไม่ตึงเกินไป

เพราะดีเกินดีคือไม่ดี

และดีที่สุดคือพอดีครับ