วันหนึ่งเราก็จะเป็นแบบเขาเช่นกัน

“What you are, they once were. What they are, you will be.”
-The Crypt of the Capuchin Monks

นี่คงเป็นประโยคเตือนสติสำหรับคนหนุ่มสาว เวลามองไปที่คนรุ่นปู่ย่าตายาย แล้วรู้สึกว่าทำไมคนเหล่านี้ช่างตกยุค ชักช้า ดื้อดึง ยึดติดกับโลกใบเก่า

โดยเรามักจะลืมไปว่า วันหนึ่งเราก็จะแก่แบบเขา วันหนึ่งเราจะกลายเป็นคนตกยุค ชักช้า ดื้อดึง และยึดติดกับโลกใบเก่าเช่นกัน

และในทางกลับกัน คุณปู่คุณย่าเหล่านี้ก็เคยเป็นคนหนุ่มสาวมาก่อน และอาจมองคนรุ่นทวดด้วยสายตาเดียวกันกับที่เรามองพวกเขาตอนนี้

และถ้าคิดไปให้ไกลกว่านั้น วันหนึ่งเราก็จะเป็นเพียงร่างกายไร้วิญญาณหรือเถ้าถ่านไม่ต่างจากคนนับแสนล้านคนที่เคยผ่านชีวิตบนโลกใบนี้

ดังนั้น เราจึงควรมองคนที่มาก่อนเราด้วยสายตาที่เข้าใจและมีเมตตา

เพราะในวันที่เราแก่เฒ่า เราก็น่าจะต้องการสายตาแบบนั้นบ้างเช่นกันครับ

ชีวิตนับถอยหลัง

“เวลาที่มีชีวิตอยู่มันกำลังนับถอยหลังนะ ไม่ได้นับไปข้างหน้า”
-อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

หากมนุษย์เรามีอายุคาดเฉลี่ย 80 ปี ก็แสดงว่าเรามีเวลาบนโลกนี้ประมาณ 4,000 สัปดาห์

ใครที่อยู่ในวัยกลางคนแล้ว ก็จะเหลือประมาณ 2,000 สัปดาห์เท่านั้น

และยิ่งถ้านับว่าสุขภาพเราจะร่วงโรยหลังวัย 60 เราก็จะเหลือเวลาที่ยังมีกำลังวังชาทำอะไรได้ดั่งใจอีกแค่ 1,000 สัปดาห์

เวลาจึงไม่ได้มีเวลามากมายอย่างที่เราคิด

James Clear บอกไว้ว่า ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่เราอยากได้วันนี้ เราจะใช้เวลา แต่ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่อยากได้ในอีกห้าปีข้างหน้า เราจะลงทุนเวลา

“Think about what you want today and you’ll spend your time.

Think about what you want in 5 years and you’ll invest your time.”

อีกไม่กี่พันสัปดาห์ที่เหลือ เราจะลงทุนไปกับอะไรบ้าง?

ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอดีต

เรารู้กันมานานแล้วว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นสิ่งที่เราควรฟังหูไว้หู เพราะมันมักจะถูกแต่งขึ้นโดยผู้ชนะ

แต่นอกจากผู้มีอำนาจทางการเมืองแล้ว เราแต่ละคนก็ชอบแต่งเรื่องเช่นกัน

โดยเราจะตกแต่งเรื่องเล่าที่ชื่อว่า “ฉัน” และคอยดัดแปลงเรื่องราวในอดีตเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “ฉัน” ในปัจจุบันตลอดเวลา

เพราะในอดีตมีสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของเรานั้นกลับมีอยู่น้อยนิด ความทรงจำใดก็ตามที่ขัดกับเป้าหมายในปัจจุบันนั้นมักจะโดนกำจัดทิ้งไปหรือโดนฝังกลบเอาไว้

ชายคนหนึ่งเคยถูกแม่สอนเมื่อตอนเด็กๆ ว่าเวลาเจอสุนัขจรจัดให้ยืนอยู่นิ่งๆ ถ้าวิ่งจะโดนมันไล่กัดเอา วันหนึ่งเขาไปเจอสุนัขจรจัด เพื่อนๆ วิ่งหนี ส่วนเขายืนนิ่ง สุดท้ายก็โดนสุนัขกัดขา

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาจำฝังใจว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตราย ทุกคนล้วนเป็นศัตรู

แต่หลังจากผ่านการปรึกษากับนักจิตแพทย์อยู่หลายครั้ง เขาก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่า หลังจากโดนสุนัขกัด มีผู้ชายแปลกหน้าปั่นจักรยานผ่านมาและช่วยพาเขาไปโรงพยาบาล

เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเหตุการณ์นี้ด้วย ทัศนคติของเขาจึงเริ่มเปลี่ยนไปว่าโลกนี้ไม่ได้อันตรายอย่างที่เคยคิด

แม้จะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่ชายคนนั้นเลือกได้ว่าจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ไหน จะเน้นเรื่องโดนสุนัขกัดก็ได้ หรือจะเน้นเรื่องการได้รับความช่วยเหลือก็ได้

อดีตจึงไม่ได้กำหนดปัจจุบัน ปัจจุบันต่างหากที่กำหนดอดีต

เพราะอดีตนั้นไม่ได้มีตัวตนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่ถูกแต่งแต้มตามแต่ที่เราจะเลือกครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด 2 โดย คิชิมิ อิชิโร และ โคะกะ ฟุมิทะเกะ

ชีวิตที่ดีคือรางวัลของการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

ดูแลสุขภาพกายให้ดีด้วยการนอนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ดูแลสุขภาพใจให้ดีด้วยการจัดเวลาให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ไม่สนใจสายตาของคนอื่นมากจนเกินไป และหัดรู้เนื้อรู้ตัวจะได้ไม่ปล่อยให้ความคิดทำร้ายตัวเอง

ดูแลงานของตัวเองให้ดีด้วยการรู้ว่าจุดประสงค์ของงานนี้คืออะไร รู้ใจหัวหน้า ทำมากกว่าที่ขอ รักษาคำพูด ให้เครดิตคนอื่น ไม่หวงวิชา

ดูแลสติปัญญาด้วยการเสพสิ่งดีๆ และผลิตงานดีๆ ออกมา ไม่ปล่อยให้ว่างจนเฉื่อยเนือย แต่ก็ไม่ปล่อยให้ยุ่งจนทุกอย่างเบลอไปหมด

ดูแลการเงินให้ดี ใช้ให้น้อยกว่าที่หามาได้ มีรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง มีเงินเก็บส่วนหนึ่ง ลงทุนส่วนหนึ่ง บริจาคส่วนหนึ่งเพราะเป็นการบอกกับจิตใต้สำนึกว่าเรามีมากพอ

ดูแลความสัมพันธ์ให้ดี ไม่เผลอทำกับคนที่บ้านเหมือนที่เราทำกับคนที่ทำงาน ฟังให้มาก เถียงให้น้อย ยอมๆ บ้างก็ได้ ดีกว่าต้องมางอนกันนานๆ ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ดูแลผู้มีพระคุณเพราะคนกตัญญูไม่มีวันตกอับ

ถ้าชีวิตของเรายังไม่ค่อยดีในบางมุม แสดงว่าเราอาจยังขาดตกบกพร่องในบางหน้าที่

เพราะชีวิตที่ดีคือรางวัลของการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ครับ

เราเป็นแค่ลิงที่พูดได้

06

“If you ever start taking things too seriously, just remember that we are talking monkeys on an organic spaceship flying through the universe.”
-Joe Rogan

แน่นอนว่าชีวิตมันต้องกินต้องใช้ ปัจจัยสี่ยังเป็นเรื่องจำเป็น ภาระยังมีให้ต้องดูแล

แต่เราก็ควรมองให้ออกด้วยว่าเกือบทุกอย่างที่เราวุ่นวายอยู่นั้นมนุษย์ invent ขึ้นมาทั้งสิ้น

ทั้งงาน เงิน ตลาด ความก้าวหน้า สถานะ สิ่งเหล่านี้มีไม่ได้มีอยู่เองโดยธรรมชาติ แต่มีอยู่เพราะมนุษย์สร้างขึ้นและติ๊ต่างร่วมกันว่ามันมีอยู่จริง

เป็นเพียงเกมอย่างหนึ่งที่เราเล่นแก้เบื่อระหว่างที่เรากำลังเดินทางบนยานโลก แม้จะดูยาวนานแต่ก็สั้นเพียงกะพริบตาเมื่อเทียบกับห้วงเวลาของจักรวาล

โชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นลิงที่พูดได้และรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักใช้จินตนาการและความรู้เพื่อโลกที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานลิงรุ่นถัดไป

ไม่ล้อเล่นกับชีวิต แต่ก็ไม่ต้องเอาเป็นเอาตายกับมันจนเกินงามครับ