ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้

ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้

หลายท่านอาจเคยได้ยินได้ฟังเรื่องเรือสำเภาของธีเซียส หรือที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าปฏิทรรศน์ธีเซียส (Theseus’ paradox)

“สำเภาที่นำธีเซียสและคนหนุ่มสาวจากเอเธนส์กลับมาจากครีต มีไม้พาย 30 ไม้ ซึ่งได้รับการดูแลรักษาจากชาวเอเธนส์เป็นอย่างดี โดยผู้ดูแลจะรื้อไม้ที่ผุพังออก เปลี่ยนเป็นลำไม้ที่ใหม่และแข็งแรงกว่า จนทำให้เรือลำนี้เป็นตัวอย่างสำคัญในบรรดาเหล่านักปรัชญาเกี่ยวกับคำถามเชิงตรรกะเรื่องการเติบโต ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าเรือนั้นยังคงเป็นเรือลำเดิม ขณะที่อีกฝ่ายโต้ว่าเรือได้เปลี่ยนไปแล้ว”
— พลูทาร์ก, Theseus

พลูทาร์กจึงได้ตั้งคำถามว่า สำเภายังคงเป็นลำเดิมหรือไม่หากทุกชิ้นส่วนของเรือค่อยๆ ถูกแทนที่ไปจนหมดสิ้น


บทความแรกอย่างเป็นทางการของบล็อก Anontawong’s Musings คือบทความที่ชื่อว่า “เกิดใหม่” เขียนไว้เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2015:

“นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาร่างกายมนุษย์ และพบว่า 98% ของอะตอมในร่างกาย เป็นคนละอะตอมกับเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

ทุกๆ ครั้งที่เราหายใจ เราสูดอากาศที่มีอะตอมจำนวนสิบยกกำลังยี่สิบสอง หรือ 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และเมื่อเราหายใจออก เราก็มีการปลดปล่อยอะตอมในจำนวนเท่ากันออกจากร่างกายด้วย

การกินอาหารและการขับถ่ายก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมในร่างกายเราเช่นกัน อาหารเหล่านี้ถูกร่างกายเผาผลาญเพื่อให้พลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายตามที่เราเคยเรียนเมื่อชั้นประถม

ดังนั้นเซลล์ทุกเซลล์จึงมีการสร้างขึ้นใหม่ตลอดเวลา โดยอวัยวะแต่ละส่วนในร่างกายของเราก็มีการสร้างเซลล์ใหม่ในอัตราที่แตกต่างกัน

ในทางเทคนิค เราจึงมีตับใหม่ทุก 6 สัปดาห์ ผิวพรรณที่ห่อหุ้มร่างกายเราก็เปลี่ยนใหม่ทุกเดือน

เรามีโครงกระดูกใหม่ทุก 3 เดือน และมีสมองใหม่ทุกหนึ่งปี

หรือแม้กระทั่ง DNA ที่เก็บข้อมูลวิวัฒนาการนับล้านปีของเซลล์มนุษย์ ก็ถูกเปลี่ยนถ่ายทุก 6 สัปดาห์เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ในเชิงกายภาพแล้ว คุณ “เกิดใหม่” อยู่ตลอดเวลา”


เมื่อเราใช้ชีวิตมาถึงวัยกลางคน เราจะรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างในตัวเรานั้นถูกแช่แข็งและแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก

“ผมเป็นคนอารมณ์ร้อน”

“ฉันเป็นคนขี้อาย”

“ผมเป็นคนไม่ยอมใคร”

“ฉันเป็นคนบูชาความรัก”

แล้วเราก็จะย้ำเตือนว่า ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้ อย่าพยายามมาเปลี่ยนอะไรฉันเลย

เมื่อเรานิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน เราก็จะยึดติดกับภาพลักษณ์นั้น ยิ่งเรายึดมั่น “ความเป็นตัวเรา” มากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็ยิ่งถูกปิดกั้น

ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปภูมิใจหรือกระทั่งหวงแหน “ตัวตน” ของเราที่ถูกสร้างเอาไว้ตั้งนานแล้ว มันอาจเคยมีประโยชน์ในอดีต แต่ไม่ตอบโจทย์เราอีกต่อไป

มนุษย์มีศักยภาพที่จะดีกว่าเดิมได้ และชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง ชีวิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ตายไปแล้ว

อะตอมในร่างกายของเราเปลี่ยนถ่ายอยู่ทุกลมหายใจ และภายในไม่กี่เดือนร่างกายของเราก็เปรียบเหมือนเรือสำเภาของธีเซียสที่ไม่เหลือลำไม้เดิมสักลำเดียว

อุปนิสัยและจิตใจเราก็เช่นกัน เมื่อชีวิตยังต้องดำเนินไป เราต้องพร้อมถอดไม้ที่ผุๆ ออก และเพิ่มไม้ท่อนใหม่เข้ามาแทน

ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้นะครับ

เราบริหารเวลาไม่ได้ แต่เราบริหารพลังงานได้

“ผมเคยมีเมนเทอร์คนหนึ่ง คือพี่แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอของดุสิตธานี พี่แต๋มเป็นคนที่โปรดักทีฟที่สุดคนหนึ่งที่เคยรู้จัก แกบอกผมว่า กระทิง สุดท้ายยูไม่สามารถบริหารเวลาได้หรอก โดยเฉพาะตำแหน่งนี้ เพราะเวลาก็มีธรรมชาติของมัน ใน 100 เปอร์เซ็นต์ ยูอาจบริหารเวลาได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์

แต่สิ่งที่ยูบริหารได้ 100 เปอร์เซ็นต์คือพลังงาน ฉะนั้นเวลาประชุม ยูไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างในประชุมก็ได้ บางประชุมยูควรเป็นผู้ฟังที่ดีไหม บางประชุมเป็นผู้สังเกตการณ์ก็พอไหม แล้วคอยกระตุ้นให้คนพูด คือการบริหารพลังงาน พอเป็นผู้บริหารเราจะมีตารางที่ต้องไปประชุม ไปโน่นนั่นนี่ตลอดเวลา ฉะนั้นยูบริหารเวลาไม่ได้หรอก แต่ยูบริหารพลังงานได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเท่ากันในทุกงานหรือทุกประชุม ผมว่าอันนี้เป็นอินไซต์ที่สำคัญมาก”

– กระทิง พูนผล จากหนังสือ Leaders’ Wisdom

ทุกครั้งที่ผมจัดเวิร์คช็อป Time Management ประโยคแรกที่ผมจะพูดเสมอคือเวิร์คช็อปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ Time Management

Time Management เป็นชื่อเรียกที่ผิด เราไม่สามารถทำให้เวลาเดินช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ เราไม่สามารถทำให้พรุ่งนี้มาก่อนวันนี้ได้

เราจัดการอะไรกับเวลาไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่เราจัดการได้คือตัวเราเอง

ยิ่งตำแหน่งเราสูงขึ้นเท่าไหร่ ตารางเวลาของเราก็จะกลายเป็น “สมบัติสาธารณะ” มากขึ้นเท่านั้น จะมีคนอยากคุยกับเรา อยากขายของ อยากได้คำชี้แนะ อยากให้เราฟันธง ถ้าเราไม่ทำ time blocking หรือบล็อกเวลาบางส่วนเอาไว้บ้าง เราจะพบว่าเวลาของเราถูกแย่งชิงไปแทบหมดสิ้น เหลือเพียงเศษซากเวลาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต่างอะไรกับเบี้ยหัวแตก มีอยู่ประปรายแต่นำไปซื้ออะไรไม่ได้

เมื่อเราสามารถทวงคืนเวลาบางส่วนผ่าน time blocking แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องการของจัดการพลังงานของเรานี่แหละ

ปัจจัยที่กระทบกับพลังงานตลอดวันของเราก็อาทิเช่น

  • คุณภาพการนอนหลับในคืนที่ผ่านมา
  • ประเภทของอาหารและเครื่องดื่มที่เรารับประทานเข้าไป
  • การออกกำลังกาย/ยืดเส้นยืดสาย
  • เวลาพักเบรค
  • ความยาก/ความน่าเบื่อ/ความถึกของงานที่เราต้องประสบในวันนี้
  • พลังงานที่เราดูดซับจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือคนที่บ้าน

สองข้อสุดท้ายเราอาจคุมอะไรไม่ได้มากนัก แต่ที่เหลือนั้นเราควรควบคุมได้เกือบ 100%

ถ้าเรานอนมาไม่พอ แค่งานง่ายๆ เราก็ยังงอแง แต่ถ้าเราได้นอนมาเต็มที่ สติปัญญาและ willpower ของเราจะแข็งแกร่งมาก

ส่วนเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับคนที่อายุ 40 ขึ้นไปจะมีความไวมากขึ้นว่าอาหารไหนกินแล้วพลังงานดี อาหารไหนกินแล้วพลังงานตก ส่วนตัวผมแค่กินมันฝรั่งทอดห่อละ 20 บาท ชั่วโมงถัดมาร่างกายจะหนืดๆ ทันที

ถ้าเราออกกำลังกายตอนเช้าอย่างพอดี พลังงานเราจะดีไปทั้งวัน แต่ถ้าเราไม่มีเวลาหรือออกไปไหนไม่ได้ แค่วิดพื้นหรือทำสควอทซัก 1 นาทีก็ช่วยให้เลือดลมสูบฉีดและช่วยให้หายง่วงได้

สุดท้ายคือเรื่องพักเบรคที่เรามักจะละเลยกัน อาจจะเพราะว่าแค่ทำงานอย่างเดียวก็ไม่ทันแล้ว จึงมองเห็นว่าการพักเบรคจะทำให้เสียเวลา แต่การพักเบรคนั้นสำคัญมาก ขนาดการแข่งรถ Formula 1 ยังต้องมี pit stop เลย แถมร่างกายของเราก็ไม่ใช่เครื่องจักร ตามันพร่าได้ ไหล่เป็น office syndrome ได้ กระเพาะปัสสาวะมันอักเสบได้ รถ Formula 1 พังแล้วพังยังมีอะไหล่ แต่ร่างกายคนไม่มีอะไหล่ ถึงซ่อมได้ก็อาจไม่เหมือนเดิม

บริหารพลังงานของเราให้ดี เพื่อจะได้ทำหน้าที่โดยไม่เบียดเบียนตัวเองครับ


ขอบคุณ Quote จากหนังสือ Leaders’ Wisdom กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร สัมภาษณ์ พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล เรียบเรียง

ปีนี้เราจะเหลือเงินเท่าไหร่เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

ปีนี้เราจะเหลือเงินเท่าไหร่เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว / Anontawong’s Musings

เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้ฟังพอดแคสต์ที่ชื่อว่า KO$HER MONEY ซึ่งสัมภาษณ์รับบี Manis Friedman

รับบี (ภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “แรบาย”) คืออาจารย์สอนศาสนายิว

มีคอนเซ็ปต์หนึ่งที่รับบีฟรีดแมนกล่าวเอาไว้ที่ผมรู้สึกว่ายากที่จะเชื่อแต่ก็น่าสนใจเกินกว่าจะโยนทิ้ง

รับบีกล่าวว่า ปีนี้คุณจะมีเงินเท่าไหร่นั้น มันถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ของชาวยิวแล้ว

วันขึ้นปีใหม่ยิวนั้นมีชื่อเรียกว่า Rosh Hashanah ซึ่งในปี 2022 นี้คือช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายนถึงค่ำวันอังคารที่ 27 กันยายน

เมื่อพระเจ้าได้กำหนดไว้แล้วว่าปีนี้คุณจะทำเงินได้เท่าไหร่ จึงไม่จำเป็นต้องไปกังวลหรือเอาเป็นเอาตายเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้มากเกินไป เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรเลย

ความฉลาดไม่ได้ทำให้ร่ำรวย เราก็เห็นอยู่ว่ามีคนรวยหลายคนที่ไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น

ขณะเดียวกันเราก็เห็นคนยากจนมากมายที่ทั้งฉลาด ทั้งขยัน ทั้งทดลองทำแล้วทุกอย่าง แต่ก็ไม่รวยขึ้นเสียที

เราอาจจะเถียงว่า อ้าว ถ้าวันนี้เราทำงาน OT เราก็จะได้เงินเพิ่มไม่ใช่เหรอ หรือถ้าเปิดร้านเกินเวลาก็ได้รายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

แต่รับบีบอกว่า อย่าดูแค่ขาเข้าอย่างเดียว ต้องดูขาออกด้วย ถ้าคุณเปิดร้านเกินเวลา อาจได้เงินมาเพิ่มก็จริง แต่ถ้าต้องเสียค่าปรับหรือต้องขึ้นโรงขึ้นศาลก็อาจจะเหลือเงินน้อยกว่าเดิมก็ได้

หรือถ้าคุณทำงานเยอะๆ อดหลับอดนอนจนล้มหมอนนอนเสื่อ เงินส่วนต่างที่ได้มาอาจต้องเอาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลอยู่ดี

ดังนั้นเงินที่คุณจะได้ในปีนี้นั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อย่าไปซีเรียสกับมันนัก

พิธีกรจึงถามต่ออีกว่า ถ้าเงินถูกกำหนดไว้แล้ว อย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำอะไรเลยน่ะสิ เพราะยังไงพระเจ้าก็จะให้เงินเราใช้เท่านี้อยู่แล้ว

รับบีบอกว่าเป็นคำถามที่ดี การทำมาหาเลี้ยงชีพนั้นเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องของปาฏิหาริย์ เป็นการอำนวยพรของพระเจ้า แต่ปาฎิหาริย์ไม่อาจเกิดขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มี่ขลุ่ย มันต้องอาศัยช่องทางของเรื่องปกติธรรมดานี่แหละ

เราอาจจะเคยได้ยินนิทานของชายผู้เชื่อมั่นในพระเจ้า:

วันหนึ่งน้ำท่วมหนัก รถบรรทุกลุยน้ำมาเพื่อมารับชายคนนั้นออกจากพื้นที่

“ไม่เป็นไร ผมเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะมาช่วยผมอย่างแน่นอน”

ระดับน้ำยังสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงชั้นสอง ชายคนนั้นต้องมาอยู่บนหลังคาบ้าน มีเรือของหน่วยกู้ภัยเข้ามาช่วย

“ไม่เป็นไร ผมเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะมาช่วยผมอย่างแน่นอน”

น้ำยังคงสูงขึ้นไม่หยุด แม้จะยืนบนหลังคาน้ำก็ท่วมอกขายคนนั้นแล้ว มีเฮลิคอปเตอร์บินมาช่วยชายคนนั้น

“ไม่เป็นไร ผมเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะมาช่วยผมอย่างแน่นอน”

แล้วชายคนนั้นก็จมน้ำตาย เมื่อเขาไปถึงสวรรค์และได้พบกับพระเจ้า เขาก็ต่อว่าพระเจ้าเป็นการใหญ่

“ทำไมท่านไม่มาช่วยผม?”

“ไม่ได้ช่วยตรงไหน เราส่งทั้งรถบรรทุก เรือ และเฮลิคอปเตอร์ไปให้เจ้าแล้วนะ”

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้ แต่ต้องเกิดผ่านเรื่องที่เป็นธรรมชาติและเรื่องที่เป็นธรรมดา

ถ้าคุณเปิดร้านขายของ ยอดขายเดือนละ 500,000 บาท แล้วตอนนี้คุณอยากได้ยอดขายเดือนละ 1,000,000 บาท คุณก็ต้องทำอะไรสักอย่าง เช่นขยายร้านให้ใหญ่ขึ้น มีสินค้าให้เลือกเยอะกว่าเดิม เพิ่มช่องทางออนไลน์ ฯลฯ

เมื่อเราต้องการจะมีรายได้มากขึ้น เราก็ต้องขยาย “ภาชนะ” เพื่อจะรองรับมันเช่นกัน

แต่ถ้าเราบอกว่า อยากมีรายได้มากขึ้นสองเท่า แต่ทำทุกอย่างเหมือนเดิม แล้วพระเจ้าจะช่วยเราได้อย่างไร หากเราอยากได้เงิน แต่เราไม่ยื่นมือออกมา คิดเหรอว่าจะมีใครเอาเงินมายัดใส่กระเป๋ากางเกงให้เรา

ดังนั้น อย่างน้อยที่สุด เราต้องยื่นมือออกมาก่อน แสดงให้คนอื่นเห็นก่อนว่าเราพร้อมจะรับแล้ว

แน่นอนว่าสิ่งที่รับบีพูดมาอาจจะยังมีช่องโหว่ คนช่างคิดและเต็มไปด้วยตรรกะคงเถียงกันได้ไม่จบสิ้น

แต่ผมก็ยังเชื่อว่าบางแง่มุมของเรื่องนี้ยังมีประโยชน์อยู่ดี จึงตัดสินใจนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

ข้อสรุปที่ผมได้สำหรับตัวเอง คือเราควรทำตามหน้าที่ของเราไปด้วยความซื่อตรงและขยันขันแข็ง เพื่อเป็นการเปิดทางให้พระเจ้าได้แสดงปาฏิหาริย์ผ่าน “ภาชนะ” ที่เราตระเตรียมเอาไว้แล้ว

แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดการณ์เอาไว้ ก็ไม่เป็นไร ให้นึกถึงสุภาษิตจีนที่ว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดินครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Secret to Becoming TRULY Rich (with Rabbi Manis Friedman)| KOSHER MONEY Episode 20 นาทีที่ 25-30

คำแนะนำการใช้ชีวิตจากชายหนุ่มอายุ 21 ปี

Hunter S. Thompson เป็นนักข่าวชาวอเมริกันที่เกิดเมื่อปี 1937 และเสียชีวิตเมื่อปี 2005

ผลงานที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดคือหนังสือ Fear and Loathing in Las Vegas ซึ่งถูกนำไปสร้างเป็นหนังฮอลลีวูด นำแสดงโดย Johnny Depp

ในปี 1958 เพื่อนของทอมป์สันชื่อ Hume Logan ได้เขียนจดหมายมาขอคำแนะนำเรื่องแนวทางการใช้ชีวิต

จดหมายตอบกลับของทอมป์สันเป็นหนึ่งในคำแนะนำที่ลึกซึ้งที่สุดที่ผมเคยอ่านมา

เลยขอนำมาถอดความให้ผู้ติดตาม Anontawong’s Musings ได้นำไปขบคิดกันต่อนะครับ


22 เมษายน 1958
57 เพอรี่สตรีท
นิวยอร์ค

สวัสดีฮูม

คุณอยากได้คำแนะนำจากผม – นี่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์และเป็นเรื่องอันตรายมาก! การที่คนคนหนึ่งจะไปแนะนำคนอื่นว่าควรใช้ชีวิตแบบไหนแสดงว่าเขาต้องหลงตัวเองประมาณหนึ่งเลยนะ การที่จะไปชี้ว่าอะไรคือเป้าหมายสูงสุด – ชี้ด้วยนิ้วมืออันสั่นระริกไปในทิศทางที่ “ถูกต้อง” เป็นเรื่องที่มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะกล้าทำ

ผมไม่ใช่คนโง่ แต่ผมก็เคารพในความจริงใจของคุณที่มาขอคำชี้แนะ ผมจึงขอออกตัวก่อนว่าเวลาที่คุณอ่านสิ่งที่ผมจะเขียน คุณควรระลึกไว้เสมอว่าคำแนะนำทุกอย่างล้วนเป็นผลผลิตของคนที่ให้คำแนะนั้น ความจริงของคนคนหนึ่งอาจจะเป็นหายนะของอีกคนก็ได้ ผมไม่อาจมองชีวิตผ่านสายตาของคุณ และคุณก็ไม่อาจมองชีวิตผ่านสายตาผม ถ้าผมพยายามจะให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงมันก็คงไม่ต่างอะไรกับคนตาบอดนำทางให้คนตาบอดอีกคน

“To be, or not to be: that is the question: Whether ’tis nobler in the mind to suffer the slings and arrows of outrageous fortune, or to take arms against a sea of troubles … ” (Shakespeare)

“จะอยู่หรือจะตาย นั่นแหละคือคำถาม: อะไรเล่าจะดีกว่ากัน ระหว่างอยู่สู้ทนกับชีวิตที่มีความสุขเพียงครั้งคราว หรือจะจบมันลงเสียเพื่อจะไม่ต้องเผชิญความทุกข์อันท่วมท้น”
-เชกสเปียร์

ใช่ นี่แหละคือคำถาม ว่าเราควรจะล่องลอยไปกับเกลียวคลื่น หรือควรจะว่ายน้ำฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมาย มันคือสิ่งที่เราต้องเลือกไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม น้อยคนนักที่จะเข้าใจความจริงข้อนี้! ลองคิดย้อนกลับไปถึงการตัดสินใจที่มีผลต่ออนาคตของคุณดูสิ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ แต่ผมว่าสุดท้ายแล้วมันคือการเลือกระหว่างทางสองแพร่งที่กล่าวมานั่นแหละว่าจะลอยน้ำหรือจะว่ายน้ำ

แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายแล้ว การลอยตามน้ำก็เป็นเรื่องเข้าท่าไม่ใช่หรือ? นั่นก็เป็นอีกหนึ่งคำถามเช่นกัน ผมว่ามันดีกว่ามากเลยนะที่จะรื่นรมย์ไปกับการลอยคอเมื่อเทียบกับการต้องแหวกว่ายอย่างไร้จุดหมาย

แล้วคนเรานั้นจะหาเป้าหมายได้อย่างไร? ไม่ใช่เป้าหมายฝันเฟื่องอย่างการสร้างปราสาทท่ามกลางหมู่ดาวนะ แต่เป็นเป้าหมายที่จับต้องได้จริงๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองไม่ได้กำลังออกตามหา “ภูเขาลูกกวาด” อันเป็นเพียงเป้าหมายที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมและไม่มีแก่นสารอันใด

คำตอบ – ซึ่งในอีกมุมหนึ่งก็เป็นโศกนาฏกรรมของชีวิตด้วย ก็คือเราพยายามที่จะเข้าใจเป้าหมาย แต่เรากลับไม่ได้พยายามเข้าใจตนเอง เราตั้งเป้าหมายขึ้นมา และเป้าหมายนั้นก็เรียกร้องให้เราทำอะไรบางอย่าง แล้วเราก็ลงมือทำสิ่งเหล่านั้น เราเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเป้าหมาย ซึ่งผมว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

ตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณอาจเคยอยากเป็นนักดับเพลิง แต่ตอนนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคุณไม่ได้อยากเป็นนักดับเพลิงแล้ว ทำไมล่ะ? เพราะมุมมองของคุณได้เปลี่ยนไปแล้วยังไงล่ะ นักดับเพลิงไม่ได้เปลี่ยนไปเลย คนที่เปลี่ยนคือคุณต่างหาก มนุษย์ทุกคนคือผลรวมของการตอบสนองต่อประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อประสบการณ์เริ่มหลากหลายและทวีคูณ คุณก็จะกลายเป็นอีกคนหนึ่ง และมุมมองของคุณก็ย่อมเปลี่ยนไป กระบวนการนี้จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกการตอบสนองคือการเรียนรู้ และทุกประสบการณ์ที่สำคัญจะเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติของคุณ

มันจึงเป็นเรื่องไม่ฉลาดเท่าไหร่ที่เราจะปรับแต่งชีวิตของเราเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป้าหมายเรียกร้อง เพราะมุมมองที่เรามีต่อเป้าหมายนั้นเปลี่ยนไปทุกวัน ยิ่งพยายามเท่าไหร่ยิ่งอาจทำให้เป็นโรคประสาทได้

ดังนั้นคำตอบจึงไม่ได้อยู่ในเป้าหมายอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเป้าหมายที่จับต้องได้ คงต้องใช้กระดาษหลายรีมถึงจะสาธยายเรื่องนี้ได้อย่างหมดจด ไม่มีใครรู้หรอกว่ามีคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับ “ความหมายของชีวิต” ออกมาแล้วกี่เล่ม และไม่มีใครรู้หรอกว่ามีคนขบคิดเรื่องนี้มาแล้วกี่ครั้ง จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่ผมจะพยายามให้คำตอบโดยสังเขป เพราะผมขาดคุณสมบัติทุกข้อที่จะมาบอกเล่าความหมายของชีวิตได้ภายในไม่กี่ย่อหน้า

ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงคำว่า “อัตถิภาวนิยม” [existentialism ปรัชญาที่ว่าคนเรานั้นอิสระ] แต่คุณอาจจะอยากทดคำนี้ไว้ในใจ ถ้าสนใจคุณลองอ่านหนังสือ Being and Nothingness ของ Jean-Paul Sartre ดูก็ได้ ส่วนหนังสือชื่อ Existentialism from Dostoevsky to Sartre นั่นก็ดี แต่นี่เป็นแค่คำแนะนำเฉยๆ นะ ถ้าคุณรู้สึกพึงพอใจกับชีวิตอยู่แล้วก็ควรหนีห่างจากหนังสือทั้งสองเล่มนี้

เอาล่ะ กลับเข้าเรื่อง อย่างที่บอกไป การที่คุณยึดมั่นในเป้าหมายที่จับต้องได้นั้นอาจเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดนัก เพราะเราไม่ได้มุ่งหมายที่จะเป็นนักดับเพลิง เราไม่ได้มุ่งหมายที่จะเป็นนายธนาคาร เราไม่ได้มุ่งหมายที่จะเป็นตำรวจหรือเป็นหมอ – เรามุ่งหมายที่จะเป็นตัวของตัวเองต่างหาก (we strive to be ourselves)

แต่อย่าเข้าใจผิดนะ ผมไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นนักดับเพลิงหรือเป็นหมอไม่ได้ แต่เราต้องทำให้เป้าหมายนั้นสอดคล้องกับคน ไม่ใช่ทำให้คนสอดคล้องกับเป้าหมาย (we must make the goal conform to the individual, rather than make the individual conform to the goal.)

มนุษย์ทุกคนถูกโปรแกรมมาโดยพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมให้มีความสามารถและความมุ่งมาดปรารถนาที่จะทำอะไรบางอย่างให้ชีวิตของเขามีความหมาย คนเราล้วนมุ่งหวังจะเป็นอะไรสักอย่าง เราทุกคนล้วนอยากมีคุณค่า

สำหรับผม ผมคิดว่าสมการน่าจะเป็นประมาณนี้ – คนคนหนึ่งจะต้องเลือกทางเดินที่เอื้อให้เขาได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุในสิ่งที่เขามุ่งมาดปรารถนา

เมื่อทำตามกระบวนการนี้ เขาจะได้สนองความต้องการที่จะสร้างอัตลักษณ์ด้วยการทำอะไรตามแบบแผนเพื่อเข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ เขาจะปลดปล่อยศักยภาพของตนด้วยการเลือกเส้นทางที่จะไม่จำกัดโอกาสในการพัฒนาตัวเอง และเขาจะไม่ต้องเจอว่าเป้าหมายที่มีนั้นเสื่อมสิ้นมนต์ขลังในช่วงที่เขาเข้าใกล้เป้าหมาย เพราะแทนที่เขาจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป้าหมายเรียกร้อง เขาจะปรับเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อให้มันสอดคล้องกับความสามารถและความปรารถนาที่เขามีในปัจจุบัน

หรือถ้าจะให้พูดสั้นๆ ก็คือ เราไม่ควรทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้ แต่เราควรเลือกเส้นทางชีวิตที่เรารู้ว่าเราจะสนุกไปกับมัน เป้าหมายนั้นเป็นเพียงเรื่องรอง การเดินทางไปสู่เป้าหมายต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ

และอาจฟังดูตลกที่ผมจะต้องขอย้ำเตือนว่า คนเราต้องได้เดินไปในเส้นทางที่เขาเป็นคนเลือก เพราะการปล่อยให้คนอื่นมาขีดเส้นทางให้เรานับเป็นการทิ้งขว้างสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต นั่นคือเจตจำนงเสรีที่มอบความเป็นปัจเจกให้มนุษย์คนหนึ่ง

สมมติว่าคุณมีทางเดินให้เลือก 8 ทาง (และแน่นอนว่าเป็นเส้นทางที่กำหนดเอาไว้แล้ว) และสมมติว่าคุณไม่เห็นประโยชน์ที่จะเดินทางใดทางหนึ่งใน 8 เส้นทางนี้เลย ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องมองหาเส้นทางที่ 9 – และนี่คือใจความสำคัญทั้งหมดที่ผมต้องการจะสื่อ

แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะที่ผ่านมาชีวิตของคุณค่อนข้างคับแคบ เป็นชีวิตแนวดิ่งมากกว่าชีวิตแนวราบ จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมคุณถึงกำลังรู้สึกเช่นนี้ แต่ใครก็ตามที่ไม่ยอมตัดสินใจเลือกทางเดินของตน สุดท้ายเขาจะต้องจำใจเลือกเพราะถูกสถานการณ์บังคับอยู่ดี

ถ้าคุณกำลังท้อแท้ คุณก็มีเพียงสองทางเลือก นั่นคือยอมรับสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเสาะแสวงหาหนทางใหม่อย่างจริงจัง แต่ขอเตือนว่าอย่าเผลอไปแสวงหาเป้าหมาย แต่ขอให้แสวงหา way of life – จงตัดสินใจว่าคุณอยากจะมีชีวิตแบบไหน แล้วค่อยดูว่าคุณจะทำอะไรได้บ้างในการหาเลี้ยงชีพเพื่อที่จะได้มีชีวิตอย่างที่คุณอยากมี

คุณอาจจะตัดพ้อว่า “ผมไม่รู้ว่าจะมองหาที่ไหน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมกำลังมองหาอะไร”

ประเด็นมันก็อยู่ตรงนี้แหละ มันคุ้มกันมั้ยที่จะยอมทิ้งสิ่งที่เรามีเพื่อออกแสวงหาสิ่งใหม่? ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณคิดว่ามันคุ้มรึเปล่าล่ะ? ไม่มีใครตัดสินเรื่องนี้แทนคุณได้หรอกนะ แต่อย่างน้อยแค่เราตัดสินใจว่า “จะลองมองหาดู” ก็ช่วยให้เราเข้าใกล้คำตอบมากขึ้นแล้ว

ถ้าผมไม่หยุดเขียนเสียแต่ตอนนี้ สงสัยจะได้หนังสือเป็นเล่มๆ แน่ ผมหวังว่าข้อความนี้จะไม่ทำให้สับสนเท่ากับตอนที่คุณเห็นมันครั้งแรกนะ แน่นอนว่าคุณต้องทดไว้ในใจเสมอว่านี่คือวิธีการมองโลกในแบบของผม ผมคิดว่ามันน่าจะประยุกต์ใช้ได้กับคนทั่วไป แต่ถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร เราทุกคนล้วนต้องยึดมั่นชุดความเชื่ออะไรบางอย่าง และนี่ก็เป็นเพียงชุดความเชื่อของผมเท่านั้นเอง

หากเจอข้อความใดในจดหมายนี้ที่อ่านแล้วไม่รู้เรื่องก็บอกผมได้เลย ผมไม่ได้พยายามจะส่งคุณไปตามหาปราสาทในเทพนิยาย แค่อยากจะชี้ให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องยอมรับทางเลือกที่คนอื่นยื่นมาให้เรา ชีวิตมีอะไรมากกว่านั้น ไม่มีใครต้องทำสิ่งที่เขาไม่อยากทำไปชั่วชีวิต แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคุณต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นก็ขอให้บอกตัวเองว่ามันเป็นเรื่องที่คุณเลี่ยงไม่ได้ มีคนที่ตกอยู่ในกลุ่มนี้มากมายดังนั้นคุณไม่ต้องกลัวเหงาเลย

ผมคงต้องพอแต่เพียงเท่านี้ จนกว่าผมจะได้ยินข่าวจากคุณอีกครั้ง ผมยังคงเป็น

เพื่อนคุณเสมอ
ฮันเตอร์


ขอบคุณเนื้อหาจาก Farnam Street: Hunter S. Thompson’s Letter on Finding Your Purpose and Living a Meaningful Life

ลำดับการพูดคุย

เมื่อวานนี้ ระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับจากสนามบินและกำลังจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็คข้อความต่างๆ รวมถึง social media ผมก็คิดขึ้นได้ว่า มนุษย์เรามีคนให้คุยด้วย 3 กลุ่มด้วยกัน

พูดคุยกับตัวเอง – ว่าวันนี้เรารู้สึกยังไง อารมณ์สดใสหรือขุ่นมัว พลังงานของเราสูงหรือต่ำ วันนี้เราอยากทำอะไรให้สำเร็จ สัปดาห์นี้มีอะไรที่จะทำให้ชีวิต spark joy บ้าง

พูดคุยกับคนขัางๆ – วันนี้เป็นยังไงบ้าง กำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ วันนี้มีประชุมเยอะมั้ย เที่ยงนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า

พูดคุยกับคนอื่น – มีคำถามอะไรให้เราบ้าง มีงานอะไรให้เราทำ ไปเที่ยวที่ไหนมา เรื่องไหนกำลังอยู่ในกระแส เพลงอะไรที่กำลังชอบฟัง

ลำดับที่ควรจะเป็น คือพูดคุยกับตัวเองก่อน เพื่อสำรวจอารมณ์และความรู้สึกว่าเรานั้นโอเค จากนั้นจึงพูดคุยกับคนข้างๆ เพราะเขาคือคนสำคัญและจะมีผลต่อชีวิตกับเราไปอีกยาวนาน สุดท้ายค่อยพูดคุยกับคนอื่นทั้งในเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว

แต่ที่คนจำนวนมากเป็นกันอยู่ คือเราคุยกับคนอื่นก่อน ผ่าน social media เพื่อดูว่าคนอื่นไปทำอะไรมา ฟังเพลงอะไรอยู่ กำลังอินกับเรื่องอะไร จากนั้นก็เช็คอีเมลและข้อความเพื่อจะได้ติดตามว่ามีงานอะไรต้องทำบ้าง

เมื่อก้มหน้ามองมือถือตลอดเวลา คนข้างๆ ก็เลยพลอยก้มมองมือถือไปด้วย บทสนทนาที่ควรเกิดจึงไม่ได้เกิด คนใกล้ชิดเลยเริ่มเหินห่าง

เมื่อเราพูดคุยกับคนอื่นอยู่ตลอด บ่อยครั้งเราจึงหมดเวลาทั้งวันไปกับความยุ่งเหยิงจากภายนอกจนไม่ได้คุยกับภายในเลยว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไง อะไรที่อยากทำให้สำเร็จ อะไรคือสิ่งที่อยากทำเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยมีอะไรที่ spark joy ลองสลับลำดับการพูดคุยดูนะครับ