เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเซ็นหนังสือที่บูธของสำนักพิมพ์ KOOB อยู่สองครั้ง

ข้อดีของการเป็นนักเขียนที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก คือมีนักอ่านมาต่อคิวให้เซ็นหนังสือไม่เยอะนัก ก็เลยมีโอกาสได้ใช้เวลากับแต่ละคนค่อนข้างนาน บางคน 5 นาที บางคน 15 นาที หรือมากกว่านั้นก็มี

เมื่อเขาเล่าชีวิตของตัวเองให้ฟังว่ากำลังเจอกับอะไรอยู่ หนึ่งในคำถามที่ผมชอบถามเขาก็คือ “แล้วเราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”

คนที่ได้ยินคำถามนี้ก็มักจะอึ้งไปหนึ่งอึดใจ และส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าคงไม่เกินปีสองปี

ผมเคยเขียนบทความ “คำแนะนำการใช้ชีวิตจากชายหนุ่มอายุ 21 ปี” ที่ Hunter S. Thompson ตอบจดหมายเพื่อนที่เขียนมาขอคำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิต

“เราพยายามที่จะเข้าใจเป้าหมาย แต่เรากลับไม่ได้พยายามเข้าใจตนเอง เราตั้งเป้าหมายขึ้นมา และเป้าหมายนั้นก็เรียกร้องให้เราทำอะไรบางอย่าง แล้วเราก็ลงมือทำสิ่งเหล่านั้น เราเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเป้าหมาย ซึ่งผมว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

ตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณอาจเคยอยากเป็นนักดับเพลิง แต่ตอนนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคุณไม่ได้อยากเป็นนักดับเพลิงแล้ว ทำไมล่ะ? เพราะมุมมองของคุณได้เปลี่ยนไปแล้วยังไงล่ะ นักดับเพลิงไม่ได้เปลี่ยนไปเลย คนที่เปลี่ยนคือคุณต่างหาก… มันจึงเป็นเรื่องไม่ฉลาดเท่าไหร่ที่เราจะปรับแต่งชีวิตของเราเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป้าหมายเรียกร้อง เพราะมุมมองที่เรามีต่อเป้าหมายนั้นเปลี่ยนไปทุกวัน

…ถ้าคุณกำลังท้อแท้ คุณก็มีเพียงสองทางเลือก นั่นคือยอมรับสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเสาะแสวงหาหนทางใหม่อย่างจริงจัง แต่ขอเตือนว่าอย่าเผลอไปแสวงหาเป้าหมาย แต่ขอให้แสวงหา way of life – จงตัดสินใจว่าคุณอยากจะมีชีวิตแบบไหน แล้วค่อยดูว่าคุณจะทำอะไรได้บ้างในการหาเลี้ยงชีพเพื่อที่จะได้มีชีวิตอย่างที่คุณอยากมี”

ย่อหน้าสุดท้ายนี่ผมถือว่าเป็น ‘ประโยคทองคำ’ – คือเราไม่ควรแสวงหาเป้าหมาย แต่ควรถามตัวเองว่าอยากมีชีวิตแบบไหน แล้วพยายามออกแบบชีวิตให้เป็นไปตามนั้น

ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย อาจเป็นเรื่องที่ยากมากๆ หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับบางคนด้วยซ้ำ

แต่ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ สมมติฐานของผมก็คือ คุณน่าจะอยู่ในกลุ่มที่มีทางเลือกในชีวิตมากกว่าที่คิดไว้

เวลาที่เราคิดว่าเราไม่มีทางเลือก หรือชีวิตกำลังจนมุม ขอให้เราสำรวจตัวเองว่าเป็นเราเองหรือไม่ที่เลือกเดินเข้ามุมนี้เอง

อาจเป็นภาระหลายอย่างที่เราสร้างไว้ เช่นรถที่ซื้อ บ้านที่ผ่อน โรงเรียนที่ส่งลูกเรียน

อาจเป็นเป้าหมายที่เราเคยตั้งไว้ เช่น จะมีเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ จะมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้ จะวิ่งทำเวลาให้ได้เท่านั้นเท่านี้

หรือบางอย่างก็เป็นหน้าที่ที่ไม่ควรละเลย เช่น การดูแลญาติผู้ใหญ่ในบ้าน

พันธนาการเกิดขึ้นแล้วก็ต้องทำหน้าที่สะสางกันไป แต่ถามว่าเราลดภาระลงได้มั้ย คำตอบส่วนใหญ่คือ “ทำได้” ถ้าเรากล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ถ้าเราสนใจสายตาคนอื่นน้อยลง ถ้าเราไม่ขยันเพิ่มภาระ และถ้าเราไม่ยึดติดกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ตอนที่ยังไม่ได้เข้าใจอะไรมากเท่าตอนนี้

เมื่อชีวิตอยู่เกินวัยกลางคน ทักษะสำคัญที่เราต้องเรียนรู้ คือการสร้างสมดุลระหว่างการทำเพื่อปัจจุบันกับการทำเพื่อวันพรุ่งนี้

เพราะวันพรุ่งนี้ยังเป็นเพียงจินตนาการ ไม่มีอะไรการันตีว่ามันจะมาถึง

มีเพียงวันนี้ตอนนี้เท่านั้นที่เราพอจะรู้ว่ามันมีอยู่จริง และประสบการณ์วันต่อวันที่รวบยอดก็จะเป็นคำตอบว่าเรามีชีวิตที่ดีหรือไม่ มีชีวิตที่น่าพอใจหรือเปล่า

“เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”

ถ้าคำตอบคือ “อยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานๆ” แสดงว่าเราน่าจะมาถูกทาง และถ้าวันนี้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้ให้มากนัก

แต่ถ้าคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ” ก็อาจถึงเวลาที่ต้องปรับหรือเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้วครับ

เราควรเลือกเล่นเกมชีวิตใน Easy Mode

คำแนะนำหนึ่งที่ผมคิดว่ามีประโยชน์และนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตของพวกเราทุกคน คือ เราควรเลือกเล่นเกมชีวิตใน Easy Mode มากกว่าที่จะเล่นใน Hard Mode

คำแนะนำนี้มาจาก Shane Parrish ผู้เขียนบล็อก Farnam Street และผู้เขียนหนังสือ Clear Thinking

เขาบอกว่า เรามักจะทำให้ชีวิตยากขึ้นโดยไม่จำเป็น ราวกับว่าเราเลือกเล่นเกมนี้ใน Hard Mode ทั้งที่เราสามารถเลือกจะทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นได้ ด้วยการเล่นใน Easy Mode

ขอยกตัวอย่าง Hard Mode กับ Easy Mode เพื่อให้เห็นภาพนะครับ

Hard Mode: ไม่ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือคืนก่อนสอบ สอบได้คะแนนไม่ดี
Easy Mode: ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือล่วงหน้า สอบได้คะแนนดี

Hard Mode: นอนดึก ตื่นสาย ไปทำงานสาย เจ้านายดุ
Easy Mode: นอนเร็ว ตื่นเช้า ไปทำงานตรงเวลา เจ้านายรัก

Hard Mode: ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ไม่รอบคอบ ต้องแก้งานหลายรอบ
Easy Mode: ทำงานอย่างรอบคอบและตั้งใจ ส่งงานครั้งเดียวผ่าน

Hard Mode: สูบบุหรี่ กินเหล้า เข้าโรงพยาบาลตอนแก่
Easy Mode: ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า หรือกินแค่พอประมาณ ไม่ต้องทุกข์ทรมานตอนแก่

Hard Mode: ไม่ออกกำลังกาย ปล่อยให้ตัวเองอ้วน เป็นเบาหวานและเพิ่มความเสี่ยงโรคต่าง ๆ
Easy Mode: ออกกำลังกายเป็นประจำ รักษาหุ่น สุขภาพสมบูรณ์ ทำอะไรได้ด้วยตัวเองจนแก่เฒ่า

Hard Mode: ใช้เงินเกินตัว เป็นหนี้บัตรเครดิต ยืมเงินเพื่อนฝูง ไม่กล้าสู้หน้าใคร
Easy Mode: ใช้เงินสมฐานะ ไม่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างสินทรัพย์

คิดว่าแค่นี้น่าจะพอเห็นภาพ เพราะมันเป็นภาพที่เราเห็นเป็นประจำ

และสิ่งที่ผมเขียนก็ไม่ได้มีความลึกซึ้งอะไร เพราะผู้อ่านก็รู้อยู่แล้วว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

แต่เหตุผลที่เราหลายคนยังพาตัวเองไปเล่นเกมชีวิตใน Hard Mode เป็นครั้งคราว (หรือบ่อยครั้ง) ก็เพราะว่าเราตามใจกิเลสมากไปหน่อย ก็เลยโดนผลลัพธ์ที่ตามมาลงโทษ และเราก็ไม่เข็ดหลาบ จนกว่าสถานการณ์มันจะแย่มากพอให้เราบอกว่า “ไม่เอาอีกแล้ว”

เลือกเล่นเกมชีวิตใน Easy Mode เพื่อจะได้ไม่ต้องสร้างความเครียดและความทุกข์ให้ตัวเองโดยไม่จำเป็นครับ

มากกว่าความคุ้มค่าคือความอุ่นใจ

วาเลนไทน์ที่ผ่านมา ผมพาภรรยาไปกินข้าวที่ร้านประจำแถวพัฒนาการ

อาหารยังอร่อยเหมือนเดิม แถมเชฟเจ้าของร้านยังใจดี ให้ไวน์มาเพิ่มสองแก้วและเมนูพิเศษอีกหนึ่งเมนู

ก่อนออกจากร้าน น้องชายของเชฟก็เดินมาขอบคุณที่เรามาทุกปีเลย

จะว่าไป แม้กระทั่งช่อดอกไม้ที่ผมสั่งมาให้ภรรยาวันวาเลนไทน์ ก็มาจากร้านประจำที่ผมใช้บริการมา 5 ปีแล้ว

ช่วงนี้โบนัสใกล้จะออก ผมกับภรรยาเลยมีโปรเจ็กต์จะปรับปรุงบ้านที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 10

อยากเปลี่ยนผ้าม่าน เปลี่ยนวอลล์เปเปอร์ ทำตู้เก็บของใหม่ ซ่อมแซมชานบ้าน เปลี่ยนบานตู้ในครัว ฯลฯ

ตอนแรกเราก็ไปตามวิธีปกติ คือเข้าเน็ตแล้วหาผู้รับเหมาเข้ามาดูพื้นที่และตีราคา

แต่ภรรยาก็นึกขึ้นได้ว่าผมน่าจะยังมีเบอร์คนที่เคยติดผ้าม่านให้เราเมื่อ 9 ปีที่แล้ว รวมถึงคนที่เคยทำชั้นหนังสือให้ผมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมเลยลองหาเบอร์โทรในมือถือ พอโทรไปก็พบว่าพวกเขายังรับงานกันอยู่ และทั้งดีใจและแปลกใจที่พวกเรายังจำเขาได้

เราเรียกช่างที่เคยให้บริการที่บ้าน คุยกันถูกคอและเข้าใจความต้องการอย่างรวดเร็ว แถมยังให้คำแนะนำว่าตรงไหนยังไม่ต้องทำใหม่ ผมกับภรรยาก็เลยคิดว่าเราน่าจะไปกับเจ้าเดิมนี่แหละ แม้จะไม่ได้ร่วมงานกันมาเกือบสิบปีแล้วก็ตาม


สมัยนี้เราเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายดายกว่าแต่ก่อน อยากได้ของชิ้นไหนก็แค่เข้าแอปแล้วค้นหา ก็จะมีร้านค้ามากมายที่เสนอขายสินค้าชิ้นเดียวกัน เราก็แค่เลือกร้านที่ราคาดีที่สุดและเรตติ้งดีมากพอ

เมื่อการซื้อขายเป็นเช่นนี้มากขึ้น ความสัมพันธ์ของผู้ขายกับผู้ซื้อจึงเป็นแบบ transactional ที่ซื้อหนึ่งครั้งแล้วอาจไม่ต้องข้องแวะกันอีก เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ใช้ตรรกะนำและแทบไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ซึ่งจะว่าไปก็มีประสิทธิภาพดี แต่ประสิทธิภาพอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการในทุกจังหวะของชีวิต

ยิ่งในยุคที่เราใช้เวลากับหน้าจอและ AI ผมเชื่อว่าสุดท้ายคนเราจะโหยหาการได้เชื่อมโยงกับคนตัวเป็นๆ

ซึ่งการเชื่อมโยงไม่ใช่แค่การพบปะหรือเห็นหน้าค่าตา แต่เป็นการสานความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และยังคงอยู่ตรงนั้นแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันอีกหลายปี


หนึ่งในประเด็นที่ผมเคยเขียนถึง คือคำแนะนำของ Naval Ravikant ที่บอกให้เรา play long-term games with long-term people.

เมื่อเราได้ใช้เวลากับ “คนพันธุ์เดียวกัน” มากพอ เราจะรู้ว่าคนนี้ไว้ใจได้ มีเคมีเดียวกับเรา คุยกันรู้เรื่อง เรื่องความคุ้มค่า ความรวดเร็ว หรือราคาก็กลายเป็นเรื่องรอง

ร้านประจำที่ผมกับภรรยาไปกินวันวาเลนไทน์ ร้านดอกไม้ที่ผมใช้บริการ ช่างทำผ้าม่านหรือช่างทำตู้ไม้ ถามว่าถ้าผมใส่แว่นตาของนักแสวงหาดีลที่คุ้มค่าที่สุด ผมจะหาร้านที่อร่อยกว่านี้ ให้ดอกไม้ช่อใหญ่กว่านี้ ทำของคุณภาพดีกว่านี้ ในราคาที่ถูกกว่านี้ได้มั้ย – คำตอบก็คือผมย่อมทำได้

แต่บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป แค่รู้ว่าร้านนี้อร่อย ร้านนี้จัดดอกไม้สวย ช่างคนนี้จะไม่ทิ้งงาน สำหรับเรานั่นอาจเพียงพอแล้ว

ยิ่งถ้าคำนึงว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในยุคที่ผันผวนและคาดการณ์ไม่ได้ยิ่งกว่ายุคใดที่ผ่านมา

เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราต้องการมากกว่าความคุ้มค่าคือความอุ่นใจครับ

อย่าลืมมองตัวแปรอื่นในสมการ

ไม่นานมานี้ Derek Sivers ได้เขียนบทความว่าด้วยสมการแห่งความมั่งคั่ง:

Wealth = Have ÷ Want

ความมั่งคั่ง คือสิ่งที่เรามีหารด้วยความต้องการ

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 100 เราก็เป็นคนจน

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 5 เราก็เป็นคนรวย

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 1 เราก็เป็นคนรวยเอามากๆ

ถ้าชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ค่อยมีอะไร ให้ใส่ใจที่ “Have” ก่อน

แต่เมื่อเรามีพอแล้ว ให้กลับมาสำรวจ “Want” ของเราเอง

เพราะการเพิ่มสิ่งที่เรามีนั้นไม่ง่าย ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเยอะ

แต่การลดสิ่งที่เราต้องการนั้นเป็น “เกมข้างใน” (inner game) ล้วนๆ

ที่ผ่านมา Derek โฟกัสกับการเพิ่มสิ่งที่เขามี

แต่เดี๋ยวนี้ Derek โฟกัสกับการลดทอนความต้องการของตัวเอง

(สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Derek Sivers เป็นผู้ก่อตั้งเว็บ CD Baby และขายธุรกิจไปในราคา 700 ล้านบาท จากนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการหาเงิน รายได้จากหนังสือเล่มหลังๆ ที่เขาเขียน Derek จะบริจาคให้การกุศล)


อ่านสมการของ Derek แล้วทำให้คิดขึ้นได้ว่า บางทีเราก็จดจ่อหรือจับจดกับตัวแปรบางตัวในสมการมากเกินไป จนหลงลืมไปว่าเรามีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านตัวแปรตัวอื่นๆ ได้มากกว่า

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเขียนถึง The Psychology of Money ของ Morgan Housel ซึ่งผมยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021

ข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า:

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ “เวลา” ที่เราอยู่ในตลาด

95% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Warren Buffett เพิ่งงอกเงยหลังจากบัฟเฟตต์พ้นวัยเกษียณมาแล้ว

มีนักลงทุนหลายคนที่ทำผลตอบแทนปีต่อปีสูงกว่าบัฟเฟตต์เสียอีก แต่พวกเขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าบัฟเฟตต์เพราะไม่ได้ลงทุนมายาวนานเท่า

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ จึงอาจไม่สำคัญเท่ากับเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

หลายคนเอาแต่สนใจผลตอบแทน เห็นการลงทุน A ให้ผลตอบแทน 7% แต่การลงทุน B ให้ผลตอบแทน 30% ต่อปีก็เทใจให้การลงทุน B

แต่ถ้าการลงทุน B เสี่ยงมาก และเรามีโอกาสเจ๊ง เวลาที่เราอยู่ในตลาดก็จะต่ำมาก

สมมติว่า:

การลงทุน A ทำให้เราอยู่ในตลาดได้ 30 ปี
การลงทุน B ทำให้เราอยู่ในตลาดได้แค่ 3 ปีก็ต้องรีบขายทิ้ง

การลงทุน A ให้ผลตอบแทน: 1.07^30 = 7.6 เท่า

การลงทุน B ให้ผลตอบแทน: 1.30^3 = 2.2 เท่า (หรือาจจะเจ๊งก็ได้)

แน่นอนว่าไม่มีคำตอบที่ผิดหรือถูก แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน

ขอแค่ให้ระลึกว่า ผลตอบแทนนั้นเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ยาก เพราะมีปัจจัยเต็มไปหมด แต่เวลาที่เราอยู่ในตลาดนั้นเราควบคุมได้มากกว่า


นอกจากเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้ว หลักการ “มองหาตัวแปรอื่นในสมการ” ยังใช้ในความสัมพันธ์ได้อีกด้วย

เวลาเรามีปัญหากับคนอื่น ความคิดของเรามักจดจ่อไปที่ “คู่กรณี” ว่าเขาทำผิดอะไร นิสัยอะไรของเขาที่เราไม่ชอบ

แต่อย่าลืมว่าเราเองก็เป็นตัวแปรหนึ่งในสมการเช่นกัน

เหมือนเรื่องเล่าที่ภรรยาบ่นกับสามีหลายวันว่าบ้านข้างๆ ซักผ้าไม่สะอาดแล้วตากเอาไว้

อยู่มาวันหนึ่งผ้าที่ข้างบ้านตากกลับดูสะอาดขึ้นจนภรรยาประหลาดใจ สามีจึงบอกว่า:

“ผ้าข้างบ้านเขาซักสะอาดมาตั้งนานแล้ว เช้านี้ผมแค่เช็ดหน้าต่างบ้านให้บ้านเราเท่านั้นเอง”

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีปัญหากับคนอื่น ให้มองว่ามันคือโอกาสในการขัดเกลาตัวเองให้เป็นคนที่มีวุฒิภาวะในความสัมพันธ์มากขึ้น

ทุกผลลัพธ์กอปรไปด้วยหลายเหตุปัจจัย ถ้าพบว่าตัวเองพยายามแก้ตัวแปรใดมาเนิ่นนานแล้วไม่ดีขึ้น ก็ขอให้ถอยออกมาดูให้ดี ว่ามีตัวแปรอื่นที่เราหลงลืมไปหรือเปล่าครับ

ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็ว

ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็ว

พี่เอ๋ นิ้วกลมเคยคุยกับลุงคนหนึ่งซึ่งอายุมากแล้ว แต่ยังแข็งแรงและวิ่งเป็นประจำ แถมยังทำเวลาได้ดีมากด้วย

เมื่อพี่เอ๋ถามลุงว่าทำยังไงถึงวิ่งได้เร็วขนาดนี้ คุณลุงตอบว่า ไม่ต้องไปสนใจความเร็วหรอก แค่วิ่งบ่อยๆ เราก็จะแข็งแรง และเมื่อแข็งแรงเราก็จะวิ่งได้เร็วขึ้นเอง

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งของฝรั่งที่ว่า Slow is smooth. Smooth is fast.


ลูกของผมทั้งสองคนเรียนเปียโน และทุกปลายปีก็จะมีคอนเสิร์ตเล็กๆ ให้พ่อแม่ได้มาดู

เพลงที่ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 7 ขวบของผมจะเล่นช่วงสิ้นเดือนนี้คือ Perfect ของ Ed Sheeran

ใกล้รุ่งเป็นเด็กเรียนรู้เร็ว และชอบอวดหน่อยๆ ว่าตัวเองทำได้เร็ว เช่น วิ่งเร็ว คิดเลขเร็ว ทำการบ้านเร็ว แต่ดันเล่นเพลง Perfect เร็วไปด้วย เวลาซ้อมเพลงนี้ก็จะเล่นเร็วตลอด จนผมต้องคอยบอกให้ช้าลงหน่อย แต่เขาก็ยังเล่นเร็วอยู่ดี

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมพาครอบครัวไปเที่ยวเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย มีโอกาสได้ฟังวงดนตรีของนักเรียน 4 คน โดยมี 2 คนเล่นไวโอลิน 1 คนเล่นเชลโล และคนสุดท้ายเล่นดับเบิลเบส

หนึ่งในเพลงที่วงนี้เล่นคือเพลง Perfect พอดี ผมเลยบอกให้ใกล้รุ่งตั้งใจฟัง ว่าคนที่เล่นดนตรีเก่งไม่จำเป็นต้องเล่นให้เร็ว แต่ควรเล่นให้พอดีและเข้าถึงอารมณ์

ใกล้รุ่งนั่งฟังเพลงและโยกหัวตามอย่างมีความสุข พอกลับมาเมืองไทยก็สังเกตว่าเขาเล่นเพลงนี้ช้าลงและเพราะขึ้น


เช่นเดียวกับหลายบ้านที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ ผมกับภรรยาให้ลูกเล่นไอแพดช่วงหัวค่ำ โดยมีข้อแม้ว่าต้องซ้อมเปียโนก่อนถึงจะเล่นไอแพดได้

เมื่อช่วงกลางปี ผมลองเพิ่มกฎเข้าไปว่า ก่อนจะเล่นไอแพดให้อ่านหนังสือก่อน โดยให้ “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตอ่านวันละ 20 หน้า และให้ใกล้รุ่งอ่านวันละ 10 หน้า ซึ่งพวกเขาก็อ่านกันแค่นั้นจริงๆ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

เผลอแป๊บเดียว ปรายฝนอ่านพ็อกเก็ตบุ๊คจบไปเกิน 10 เล่ม โดยตอนนี้กำลังอ่าน Harry Potter ภาค 4 อยู่ ส่วนใกล้รุ่งก็อ่าน Dragon Masters เล่มบางๆ จบไป 17 เล่มแล้ว

ปีนี้ลูกๆ น่าจะอ่านหนังสือจบมากกว่าผมด้วยซ้ำ


อาจจะเพราะเราถูกรายล้อมด้วยวัฒนธรรม life hacks และเรามีแรงขับ (หรือแรงกดดัน) ที่จะประกาศความก้าวหน้า/ความสำเร็จของเราให้คนรอบข้างรับรู้

บางทีเราจึงเร่งรีบเกินไป ใช้ชีวิตตึงเกินไป เพื่อจะบรรลุตัวเลขบางตัวที่ไม่ได้มีความหมายอะไรในตัวมันเอง (arbitrary)

ถ้าเราวางความรู้สึกว่าต้องเร็วกว่าคนอื่น ต้องดีกว่าคนอื่นลงได้ บางทีชีวิตอาจจะเรียบง่ายกว่านี้

ไอน์สไตน์บอกว่า compound interest คือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก เราจึงควรใช้มันให้เกิดประโยชน์

และสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ compound interest คือความสม่ำเสมอ ถ้าเราทำมันเรื่อยๆ ทำมันทุกวัน และเป็นคนที่รอได้ ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนย่อมตามมา

“Intensity impresses. Consistency transforms.”
-Shane Parrish

ไม่ต้องเก่งกาจเพื่ออวดใคร ขอแค่ทำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น

ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็วเองครับ