อย่าลืมสิ่งสำคัญ

20190220_important

เวลาทะเลาะกับแฟน เรามุ่งหวังแต่จะพิสูจน์ว่าตัวเองถูกหรือปกป้องว่าตัวเองไม่ผิด จนลืมไปว่าสิ่งสำคัญจริงๆ คือการรักษาความสัมพันธ์สำคัญนี้ไว้

เวลาฟังอะไรในที่ประชุมแล้วไม่เข้าใจ เรากลับนั่งเงียบไม่กล้าเอ่ยปากถามเพราะกลัวจะเสียหน้า จนลืมไปว่าเป้าหมายของการประชุมคือการทำให้ทุกคนเห็นภาพตรงกัน

เวลาไถเฟซแล้วสะดุดข่าวดราม่า เราลงไปร่วมผสมโรง ประณามคน(ที่เราคิดว่า)ผิด และถกเถียงกับอีกฝ่าย จนเราลืมไปว่าจริงๆ แล้วเราใช้เฟซบุ๊คเพื่ออะไร

ในจังหวะที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เรามักจะหลงลืมสิ่งสำคัญและโดนอัตตาตัวตนเอาไปกินอยู่เสมอ

แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการขาดทุนทางเวลา อารมณ์ และความรู้สึกโดยใช่เหตุ

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่อดรีนาลีนกำลังพลุ่งพล่าน ขอให้มีสติเหลือเพียงพอที่จะถามว่า “อะไรสำคัญจริงๆ สำหรับเรากันแน่?”

แล้วปัญหาในชีวิตน่าจะลดลงไปได้เยอะเลยทีเดียวครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 15 ที่)

หรือเราควรจะกลับมาเขียนไดอารี่?

20190217_diary

สมัยเรียนอยู่มัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ผมเริ่มเขียนไดอารี่อย่างจริงจังเพราะเพื่อนคนหนึ่งซื้อมาให้เป็นของขวัญก่อนเดินทาง

จากนั้นผมก็เขียนไดอารี่มาเรื่อยๆ สั้นบ้าง ยาวบ้าง บางทีก็เว้นวรรคไปเป็นเดือนหรือเป็นปี และการเว้นวรรคก็ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุและความรับผิดชอบที่มากขึ้น

แต่แพทเทิร์นหนึ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือ ช่วงไหนก็ตามที่เขียนไดอารี่ ช่วงนั้นชีวิตจะมีความสบายใจและจัดการได้ง่ายกว่าตอนที่ไม่ได้เขียน

หลังจากแต่งงานมีครอบครัว ผมก็แทบไม่ได้เขียนไดอารี่อีก ถ้าจะมีบ้างก็เขียนแบบ five minute journal

แต่สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากได้อ่านบทความ Benefits of a daily diary and topic journals ของ Derek Sivers ก็ทำให้ผมกลับมาเขียนไดอารี่อีกครั้ง แต่คราวนี้เขียนผ่าน notepad แทนที่จะเขียนใส่สมุด

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ เขียนไปได้ 4 ตอน และผมก็เริ่มเห็นประโยชน์จากมันอีกครั้ง

สามวันก่อนก็มีคน message มาถามผมทางเพจว่าอยากจะปรับปรุงการสื่อสาร เพราะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่คิดออกมาเป็นคำพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ ผมเลยแนะนำให้เขาลองเขียนไดอารี่ดู เพราะการเขียนไดอารี่เป็นแบบฝึกหัดที่ดีมากๆ สำหรับการถ่ายทอดความคิดขมุกขมัวออกเราออกมาเป็นภาษา

จะว่าไป ถ้าเพื่อนคนนั้นไม่ได้ซื้อไดอารี่ให้ผมก่อนไปนิวซีแลนด์เมื่อ 25 ปีที่แล้ว วันนี้ก็คงไม่มีบล็อกชื่อ Anontawong’s Musings

เลยอยากชวนคุณผู้อ่านบล็อกมาลองเขียนไดอารี่กันดูบ้างครับ อย่างน้อยที่สุดมันจะเป็นแคปซูลบันทึกความทรงจำที่ตัวเราในอนาคตจะขอบคุณตัวเราในวันนี้แน่นอน

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19

อย่าสับสน

20190212b

ระหว่าง:-

เรื่องด่วนกับเรื่องสำคัญ

ทำงานเร็วกับทำงานชุ่ย

ตรงไปตรงมากับขวานผ่าซาก

ความจริงของเรากับความจริงทั้งหมด

การเป็นคน nice กับการพยายามจะ please ทุกคน

พูดให้ฟังกับทำให้ดู

ปัญหาซ้ำซากเกิดเพราะเรามักนึกว่าเรื่องด่วนคือเรื่องสำคัญ นึกว่าความจริงของเราคือความจริงทั้งหมด และนึกว่าการพูดกรอกหูจะได้ผลดีกว่าการทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง

ดูเผินๆ แล้วหน้าตาเหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วทดแทนกันไม่ได้เลย

ถ้าชอบซื้อหนังสือมากกว่าชอบอ่านหนังสือ

20190210_imbalance

หนังสือที่ไม่ได้อ่านก็จะเต็มบ้าน

ถ้าชอบสะสมกีตาร์มากกว่าชอบซ้อมกีตาร์ ฝีมือของเราก็ไม่ได้พัฒนาไปไหน

ถ้าชอบพูดถึงเป้าหมายมากกว่าชอบลงมือทำ ช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับความจริงก็จะยังคงเดิม

การมีฉันทะเป็นเรื่องดี แต่จะยิ่งดีถ้ามีฉันทะทั้งขาเข้าและขาออกนะครับ

อย่าถามว่าจะทำดีรึเปล่า

20190210_canidothis

เพราะส่วนใหญ่มันดีอยู่แล้ว

คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ถ้าเราเลือกที่จะทำสิ่งนี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว มันจะกระทบกับสิ่งสำคัญอื่นๆ ในชีวิตของเรายังไงบ้าง

เดือนที่ผ่านมาผมปฏิเสธงานไปสองงาน

งานแรกคือการเป็นวิทยากรรับเชิญในงานประชุมประจำปีของธนาคารแห่งหนึ่ง มีผู้จัดการสาขามาฟังหลายร้อยคน หัวข้อที่ได้มาคือการกระตุ้นให้พนักงานมีแรงใจและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมชอบอยู่แล้ว

ปัญหาก็คือเขาติดต่อมาก่อนงานประชุมเพียง 10 วัน และหนึ่งวันก่อนที่จะมีงานประชุมของธนาคาร ที่ออฟฟิศ Wongnai ของผมก็มีงาน Townhall ต่อด้วยงานปาร์ตี้ที่ทีมผมเป็นคนดูแล

เมื่อเวลาเตรียมตัวน้อย แถมสัปดาห์นั้นผมต้องโฟกัสกับ Townhall และงานเลี้ยงบริษัท ถ้าผมรับเป็นวิทยาการให้ธนาคารด้วย สิ่งที่จะตามมาก็คือ

– ผมต้องแบ่งเวลาไปเตรียมเนื้อหาสำหรับการเป็นวิทยากรรับเชิญ
– ผมอาจบกพร่องเรื่องการเตรียมงาน townhall และงานปาร์ตี้
– ผมจะมีเวลาพักผ่อนน้อยลงตลอดทั้งสัปดาห์นั้น
– ผมจะสนุกกับงานปาร์ตี้ได้ไม่เต็มที่ เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้า

ผมจึงจำเป็นต้องปฏิเสธงานวิทยากรนี้ไป แม้จะรู้สึกเสียดายโอกาสที่จะมีรายได้เสริมและการได้พูดคุยกับผู้จัดการสาขาธนาคารหลายร้อยคน

ส่วนงานที่สองที่ผมเพิ่งปฏิเสธไปเมื่อวานนี้ คืองานเป็นนักเขียนรับเชิญให้เอเจนซี่แห่งหนึ่ง ซึ่งธีมที่เขาขอให้เขียนก็ถูกจริตผม แต่ผมกำลังทำงานใหญ่อยู่สองงานและต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสามเดือนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย หากผมรับงานเขียนนี้เพิ่มเข้ามา ก็จะทำให้ผมสูญเสียโฟกัสในงานสองงานที่อยู่ในมือนี้ไป ก็เลยจำใจต้องปฏิเสธไปเช่นกัน

ก่อนที่จะเพิ่มอะไรขึ้นมาในชีวิต ไม่ว่าจะรับงานเสริม ซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ หรือสมัครสมาชิกบริการใดก็ตามแต่ นอกจากจะคิดถึงสิ่งที่เราจะได้มา อย่าลืมคำนึงถึงสิ่งที่เราจะสูญเสียไปด้วย เช่น

– เวลาพักผ่อน
– เวลาออกกำลังกาย
– เวลาเล่นกับลูก
– เวลาในการสะสางสิ่งที่ยังค้างคา
– เวลาในการทำความฝันบางอย่างให้เป็นจริง

Don’t ask – “Can I do this?” Ask “What doesn’t get done if I do this”
-Greg McKeown

อย่าถามว่าทำได้รึเปล่า ให้ถามว่าถ้าทำเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมาแล้วเราจะไม่ได้ทำอะไร

หรือถามว่าสิ่งที่เรากำลังจะรับเพิ่มเข้ามาใหม่ มันสำคัญกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่แต่ยังทำได้ไม่ดีรึเปล่า

คิดแบบนี้แล้วน่าจะช่วยให้เรากล้าปฏิเสธมากขึ้นครับ