ดูแลให้ดี

20160329_TreatThemWell

“Train people well enough so they can leave, treat them well enough so they don’t want to.”

“สร้างคนของคุณให้เก่งจนไปทำงานที่ไหนก็ได้ และดูแลเขาให้ดีเสียจนเขาไม่คิดอยากจะไปไหน”

– Richard Branson

—–

ความหนักใจอย่างหนึ่งขององค์กรที่อยากจะสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพก็คือ พอลงทุน ลงแรง และลงเงินเพื่อพัฒนาเด็กของตัวเองจนเก่งชนิดหาตัวจับยากแล้ว ก็ต้องมานั่งกังวลว่าเด็กจะมาลาออกไปเติบโตที่อื่น

ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะในฐานะเจ้าของหรือคนถือเงิน จะมีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการต้องมาเห็นคนที่เราปั้นมากับมือ ออกไปสร้างผลงานกับบริษัทอื่น (โดยเฉพาะบริษัทคู่แข่ง!)

สิ่งที่ Richard Branson เจ้าของ Virgin พูด อาจจะเป็นหนึ่งในทางออกที่ดี

นั่นคือพัฒนาคนของคุณให้ดี และดูแลพวกเขาให้ดีจนเขาอยากอยู่กับเราไปนานๆ

คนเก่งๆ บางคนอาจจะแสวงหาตำแหน่งหรือเงินเดือนสูงๆ แต่ผมก็เชื่อว่าคนเก่งหลายคนมองหาอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น เช่นงานที่ท้าทาย บรรยากาศการทำงานที่ดี หัวหน้าที่มีความเป็นผู้ใหญ่และมีความเป็นผู้นำ และโอกาสที่เขาจะได้เติบโตทั้งในฐานะคนทำงานและในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ดังนั้น ถ้าเราปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพ เขาก็น่าจะปฏิบัติต่อเราด้วยความเคารพเช่นกัน

แต่ถ้าเราปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพ แล้วเขาไม่ปฏิบัติต่อเราด้วยความเคารพ นั่นก็แสดงว่าเขาไม่เหมาะกับองค์กรของเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

แน่นอน คนเก่งบางคน ถึงเวลาที่เขาควรไป เขาก็ต้องไป

ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่จะได้เห็นต้นกล้าที่เราปลูก ไปแตกกิ่งก้านสาขาและแผ่ร่มเงาให้กับคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก

เพราะสุดท้ายแล้ว ความหมายและจุดประสงค์ของการมีอยู่ขององค์กร ก็คือการสร้างผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่มีประโยชน์กับสังคม ประเทศชาติ หรือแม้กระทั่งกับโลกทั้งใบ

การที่องค์กรของเราได้พัฒนาคนของเราจนเก่ง และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาได้ออกไปทำสิ่งที่มีประโยชน์ในวงกว้างยิ่งขึ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ

ว่าองค์กรเรานั้นไม่ได้แค่ “สร้างของ” แต่ยังได้ “สร้างคน” ที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคม ประเทศชาติ หรือแม้กระทั่งกับโลกทั้งใบด้วย

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ข้อเสียของการทำงานที่ Google

20160328_GoogleCons

วันก่อนตอนขับรถจากสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนวิทยุ มองเห็นตึกขึ้นใหม่ตรงหัวมุม ผมก็เลยบอกกับแฟนว่าสำนักงานกูเกิ้ลอยู่ที่นี่นะ แฟนบอกว่าใช่ เพราะเขาเองก็เคยมาที่นี่กับบริษัทแล้วครั้งนึง แล้วแฟนก็เปรยๆ ว่าเธอน่าจะฉลาดไม่พอที่จะทำงานที่กูเกิ้ล ผมก็เลยบอกว่าทำงานกูเกิ้ลก็มีข้อเสียนะ พอเล่าให้เขาฟังว่ามีข้อเสียอะไรบ้าง เขาก็บอกว่าเออ ไม่เคยคิดในมุมนี้มาก่อนเลย

ผมก็เลยได้เรื่องมาเขียนบล็อกในวันนี้ครับ!

ในบรรดาองค์กรระดับโลกนับร้อยนับพันแห่ง กูเกิ้ลน่าจะเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีคนใฝ่ฝันอยากร่วมงานมากที่สุด อาจจะเพราะด้วยแบรนด์ที่แข็งแรง โปรดักท์ที่ทุกคนใช้กัน คำถามสัมภาษณ์ที่หินสุดๆ ขนมและอาหารให้กินฟรีไม่อั้น และพนักงานสามารถแบ่งเวลา 20% ของตัวเองไปทำโปรเจ็คอะไรก็ได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ใครต่อใครก็อยากทำงานที่กูเกิ้ล จำนวนเรซูเม่มากกว่า 1,000,000 ฉบับต่อปี  เป็นเครื่องยืนยันได้

แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ

มีคนเคยถามใน Quora ว่าอะไรคือเรื่องที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับการทำงานที่กูเกิ้ล

ผมจึงขอหยิบยกมาเล่าให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้นะครับ

Overqualified & under-utilized – เก่งเกินไปและไม่ได้ใช้ความสามารถตัวเองอย่างเต็มที่
เนื่องจาก Google นั้น “สวยเลือกได้” มากๆ ไม่ว่าจะตำแหน่งเบสิคแค่ไหนก็สามารถหาคนเก่งขั้นเทพมาทำได้ มีคนที่ประสบการณ์ทำงาน 25 ปีคนหนึ่งที่มาตอบใน Quora ว่า งานที่เขาทำนั้น ให้เด็กประสบการณ์สองปีมาทำก็ยังได้ หรือบางทีก็มีเด็กฝึกงานจากมหาวิทยาลัยท๊อปๆ ในอเมริกาที่ต้องมานั่งจัดการวีดีโอใน Youtube ที่โดนร้องเรียนมาว่าเนื้อหาไม่เหมาะสม หรือมานั่งเขียนเทสต์ว่าปุ่มนี้ควรจะใช้สีอะไรดี

Few opportunities to contribute to the greater good – ไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งดีๆ ให้ส่วนรวม
ธรรมดาในองค์กรอื่นเราจะเห็นว่าระบบมันยังไม่เข้าที่ หรือยังขาดเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ที่กูเกิ้ลระบบทุกอย่างได้รับการพัฒนาและ optimized มาจนเกือบจะสุดทางแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากมากที่เราจะมองเห็นช่องว่างที่จะเข้าไปช่วยเติมเต็มได้

Hard to get promoted – ได้โปรโมตยาก
สืบเนื่องมาจากสองข้อแรก ว่างานที่ทำก็ไม่ได้มีโอกาสโชว์ฝีมือมากนัก แถมพอจะคิดทำอะไรเพื่อส่วนรวม ระบบภายในก็ดันเยี่ยมยอดแล้วอีกต่างหาก วิธีที่คุณจะได้รับการโปรโมตก็คือต้องทำงานให้โดดเด่นกว่าเพื่อน แต่เพื่อนทุกคนที่ล้อมรอบตัวคุณก็ล้วนแต่เทพๆ ทั้งนั้น หัวหน้าของคุณก็เจอปัญหาเดียวกัน ทำให้เขาเองก็ไม่ค่อยได้โปรโมต พอหัวหน้าไม่ได้ขึ้น โอกาสที่เราจะขึ้นก็ย่อมน้อยลงเช่นกัน

Dealing with arrogant people – ต้องเจอกับคนเซลฟ์จัด
ลองคิดภาพว่าทั้งออฟฟิศที่คุณอยู่ มีแต่คนจบจากมหาลัย Top 10 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.90 เป็นอย่างน้อย บรรยากาศจะเป็นอย่างไร? คนเราพอฉลาดก็มักจะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นการพูดคุยกันเรื่องงานจึงมักจะกลายเป็นการเอาชนะคะคานกันมากกว่า

Locked in the Google World – ถูกล็อคอยู่ในโลกแห่งกูเกิ้ล
คุณจะใช้เวลาเกือบทั้งหมดของชีวิตไปกับการกินข้าวกับเพื่อนพนักงานกูเกิ้ลในโรงอาหารของกูเกิ้ล ใช้ Google Gear พูดคุยด้วยตัวอักษรย่อของกูเกิ้ล ส่งอีเมล์ของกูเกิ้ล (Gmail) ด้วยโทรศัพท์ของกูเกิ้ล (Android) และเขียนโค้ดด้วย programming language framework ที่ใช้กันเฉพาะในกูเกิ้ลด้วย เมื่อทุกอย่างอยู่ในระบบนิเวศของกูเกิ้ลหมด คุณจึงแทบจะไม่ได้สัมผัสโลกภายนอกเลย

นอกจากที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่องค์กรทั่วไปก็มีกัน เช่นเรื่องการเมือง เรื่องข้อจำกัดในการให้เรตติ้งพนักงาน ฯลฯ

ที่เขียนมานี้ไม่ใช่ต้องการจะโจมตีกูเกิ้ลแต่ประการใดนะครับ ผมเชื่อว่ากูเกิ้ลก็ยังเป็นองค์กรที่น่าไปทำงานด้วยมากที่สุดอยู่ดี

เพียงแต่เห็นว่ายังไม่ค่อยมีใครพูดถึงแง่ลบของการทำงานที่นี่เท่าไหร่ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

จะได้เห็นว่าไม่มีองค์กรไหนที่จะดีหรือแย่ไปเสียทุกอย่างครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: What is the worst part about working at Google

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีบอกข่าวร้ายกับหัวหน้า

20160321_BadNews

ใช่ว่าทุกวันจะเป็นวันดีๆ

งานบางชิ้นอาจเสร็จไม่ทัน ลูกค้าอาจยกเลิกออเดอร์ สินค้าที่เพิ่งเปิดตัวอาจขายไม่ได้

และถ้าเราเองเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบปัญหานั้น สิ่งที่เราหวาดกลัวมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการนำข่าวร้ายไปบอกเจ้านาย

ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ Jack Welch อดีต CEO ของ General Electric (GE) ที่ว่าด้วยเรื่องนี้เลย – How to break bad news to your boss 

แจ๊คมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

  1. เป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่ต้องรับรู้และช่วยแก้ปัญหาอยู่แล้ว
  2. ถ้าอะไรทำท่าไม่ดี อย่าปกปิด รีบบอกเสียแต่เนิ่นๆ
  3. เวลาบอก อย่าแค่บอกเฉยๆ แต่แนะนำวิธีการแก้ปัญหาด้วย

แจ๊คเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่ง สมัยที่เขาเป็นวิศวกรพลาสติก (plastic engineer) แจ๊คได้ทำการทดลองผิดพลาดจนเกิดการระเบิดในโรงงานของ GE หลังคาพังพินาศ และกระจกทุกบานในชั้นนั้นแตกกระจาย เดชะบุญที่ไม่มีใครบาดเจ็บ

แจ๊คถูกเรียกตัวให้ไปที่สำนักงานใหญ่ และคิดว่าคงถูกไล่ออกแน่ๆ แต่ Charlie Reed ผู้บริหารที่เรียกเขาไปคุยด้วยกลับมองว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้สอนบทเรียนสำคัญให้กับเด็กหนุ่มอย่างแจ๊ค

ชาร์ลีค่อยๆ ถามแจ๊คว่า การระเบิดเกิดมาจากสาเหตุอะไร มีอะไรที่จะพอช่วยป้องกันได้บ้าง และโรงงงานต้องมีการปรับปรุงยังไงเพื่อไม่ให้มีการระเบิดเกิดขึ้นอีก

วิธีการรับมือกับ “หายนะ” ที่เกิดขึ้นของชาร์ลีนี่เท่ระเบิดจนแจ๊คยังจดจำมาถึงทุกวันนี้

ในฐานะคนทำงาน เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เราจะต้องเจอปัญหา และช้างตายทั้งตัวจะเอาใบบัวใหญ่แค่ไหนมาปิดก็ไม่มิด

ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการยืดอกรับผิดชอบ เดินเข้าไปหาเจ้านายของคุณ และนั่งคุยกันยาวๆ เพื่อหาทางออกและหาทางป้องกันเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยอีกครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก LinkedIn Pulse: How to break bad news to your boss 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เงินเดือน 2 หมื่นก็เก็บเงินถึง 10 ล้านได้

20160307_10Million

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่รู้สึกว่าดีมากจนอยากเอามาเขียนลงในบล็อกนี้

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “การเงิน การลงทุน เล่มนี้ง่ายดี” จากสำนักพิมพ์ “พราว”

พร้อมคำโปรยที่ว่า “ทำเงินเป็น 10 ล้าน ด้วยวิธีที่เราทำได้ และใครๆ ก็ทำได้”

เขียนโดยเจ้าของเพจ “ลงทุน หุ้น การเงิน Tactschool ส่งต่อความรู้ทางการเงิน” (ดูจากคอมเม้นท์แล้วน่าจะชื่อว่าคุณแทคนะครับ)

ราคาเล่มละ 200 บาท อาจจะดูราคาสูงนิดหนึ่งเพราะเขาพิมพ์สี่สี แต่ถ้าได้อ่านจนจบเล่มผมเชื่อว่ามันจะคุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานมาไม่กี่ปีครับ

ขนาดผมเองทำงานมาสิบกว่าปี ยังรู้สึกว่าคุ้มมากๆ เลย แต่เผอิญแต่ก่อนผมเองไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องวางแผนทางการเงินเท่าไหร่ ก็เลยได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว

แค่เปิดคำนำมาก็โดนแล้วครับ

หนังสือสอนวางแผนการเงินจำนวนมากเขียนเข้าใจยาก

เขียนอะไรก็ไม่รู้ ทำยาก ยาว เยอะ

และพอจะทำก็ไม่รู้จะทำยังไงดี

บอกแต่ว่าถ้าได้ผลตอบแทนปีละเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์จะมีเงินเท่าไร

แต่ไม่บอกว่าจะไปหาผลตอบแทนแบบนั้นที่ไหน

บอกว่าต้องลงทุนแต่กลับไม่บอกวิธีการลงทุนเลย

หรือถ้าบอกก็อาจจะทำได้ยากมาก สำหรับคนที่มีเงินเก็บเดือนละไม่กี่พัน

หรือกู้เงินธนาคารไม่ได้ จะซื้ออสังหาฯ ได้เดือนละกี่หลัง?

หนังสือเล่มนี้บอกทั้งวิธีการลงทุน และหาการลงทุนที่เหมาะกับคนทั่วไป

การลงทุนที่หักภาษีได้กระจุยกระจาย จนคุณแทบไม่ต้องจ่ายภาษี

จำนวนประกันที่เหมาะกับเรา การวางแผนทางการเงิน

และที่สำคัญมันทำได้จริง

– TactSchool ส่งต่อความรู้ทางการเงิน 

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า คนเขียนคนนี้มันเก๋าว่ะ คือแม้ข้อมูลอาจจะไม่ได้ล้ำลึกอะไร แต่สไตล์การเขียนและคำถามที่เขาตั้งขึ้นมาตลอดเล่มมันคือคำถามที่อยู่ในใจของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน รวมถึงผมด้วย

เป็นหนังสือที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาเลยก็ว่าได้

ประเด็นสำคัญที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ชูขึ้นมาคือ ใครๆ ก็มีเงินเก็บ 10 ล้านได้

ผมทำไฟล์ Google Sheets ไว้ให้นะครับ คลิ้กเข้าไปดูได้เลย 

(ถ้าเปิดจากคอมพิวเตอร์ก็สามารถดาวน์โหลดได้โดยไปที่ File -> Download As… นะครับ)

ไฟล์นี้ผมลองสร้างขึ้นมาเอง หลังจากอ่านในหน้า 152 ของหนังสือ ที่โชว์ให้เห็นกันจะๆ ว่าเงินเดือน 20,000 ก็มีเงินเก็บถึง 10 ล้านได้

โดยสมมติฐานมีดังนี้ครับ

1. ตอนนี้คุณอายุ 25 ปี และมีเงินเดือน 20,000 บาท

2. เงินเดือนคุณขึ้นปีละ 5% ทุกปี จนพอคุณอายุ 55 ปี คุณจะมีเงินเดือน 86,439 บาท

3. คุณแบ่งรายได้ 15% ของเงินเดือนไปลงทุนใน LTF

4. LTF ที่คุณเลือกให้ผลตอบแทนทบต้น 10% (LTF = Long Term Fund = กองทุนรวมที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ และต้องถือไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน (ตามกฎหมายใหม่)

ข้อหนึ่งน่าจะเป็นไปได้ไม่ยาก โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีมาก็ได้เงินดือน 15,000 บาทเป็นอย่างน้อยแล้ว

ข้อสองอาจจะยากนิดนึง เพราะนั่นแสดงว่าเราต้องตั้งใจทำงานให้ดี และต้องอยู่บริษัทที่รู้คุณค่าคนที่มีผลงานดีด้วย แต่ตัวเลขเงินเดือน 86,439 บาทภายในอายุ 55 ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะเดี๋ยวนี้บางคนอายุไม่ถึง 40 ปีก็ได้เงินเดือนประมาณนี้กันแล้ว

ข้อสามอาจจะยากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของความมีวินัย ยิ่งพอเราโตขึ้น เงินเดือนมากขึ้น แต่งงาน ซื้อบ้าน มีลูก ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอย่างนึกไม่ถึง ถ้าเราสามารถบังคับตัวเองด้วยการซื้อ LTF ผ่านการหักบัญชีทุกเดือนไปเลย ก็น่าจะช่วยได้ไม่น้อย

ส่วนข้อสุดท้าย ผลตอบแทน 10% ถือเป็นเรื่องของฟ้าดิน เพราะอนาคตอีก 30 ปีเราไม่รู้หรอกว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าอ้างอิงจากผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนทบต้น 10% เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และถือเป็นการลงทุนผลตอบแทนสูงมากเมื่อคำนึงว่าแทบไม่ต้องใช้แรงกาย แรงสมอง หรือเวลาเลย

ถ้าอยากลองปรับตัวเลขดู เช่นซื้อ LTF แค่ 10% ของเงินเดือน หรือได้ผลตอบแทนทบต้นแค่ปีละ 5% ก็ลองแก้ในช่องสีเหลืองได้เลยครับ (ต้องดาวน์โหลดมาเปิดในเครื่องนะครับ)

10Million

สำหรับคนที่ไม่ค่อยเก่งเลข ผมขออธิบายวิธีการคำนวณนิดหนึ่ง

ถ้าปี 2559 เราซื้อ LTF 100 บาท และ LTF ให้ผลตอบแทน 10%

ปี 2560 LTF ที่เราซื้อไว้จะมีมูลค่าเท่ากับ (1+0.1)* 100 = 110 บาท

ซึ่ง 0.1 ก็คีอผลตอบแทน 10% นั่นเอง

ปี 2561 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*110 = 122 บาท

ปี 2562 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*122 = 134.2 บาท

หรือเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ (1.1)^3 * 100 = 134.2 บาท

^3 แปลว่ายกกำลังสาม

หรือคิดเป็นสูตรง่ายๆ ก็คือเอา 1.1 ยกกำลังจำนวนปีคูณด้วยเงินต้น

ในแถวแรกของตาราง อายุ 25 เงินเดือน 20,000 ซื้อ LTF 3,000 บาท ถือไปจนถึงอายุ 55 (30 ปี)

ดังนั้นมูลค่า 3000 บาทที่เราซื้อ LTF ในปีนี้ จะเท่ากับ (1.1)^30*3,000*12 = 628,178 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า

ที่คูณ 12 เพราะเราซื้อทุกเดือน ปีหนึ่งเราจึงซื้อ 12 ครั้งครับ

ส่วนใครที่อายุ 30 กว่าแล้ว ยังไม่ได้ซื้อ LTF ไว้เลยก็ไม่ต้องเสียใจไป

เพราะถ้าคุณอายุ 35 แต่หน้าที่การงานดี มีเงินเดือน 60,000 ซื้อ LTF ปีละ 15% ก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทตอนอายุ 55 เช่นกัน

(EDIT: เพิ่มเติมหลังจากมีน้องมาคอมเม้นท์ใน Facebook) หรือถ้าคิดว่าผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% เป็นไปได้ยากมาก ก็ลดเหลือปีละ 7% ก็ได้ครับ แต่นั่นอาจแปลว่าเราต้องขยันจนมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 8% (ถ้าเริ่มต้น 20,000 ตอนอายุ 25 ก็จะมีเงินเดือน 200,000 ตอนอายุ 55) ด้วยวิธีนี้เราก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทเหมือนกัน

พอมีเงินเก็บ 10 ล้านบาท ถ้าเราเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะมีเงินใช้ปีละ 500,000 หรือประมาณเดือนละ 40,000 บาท* ไปตลอดชีวิต พอเราไม่อยู่แล้ว เงิน 10 ล้านก็จะเป็นมรดกสำหรับลูกหลานครับ

อ่านแล้วฮึกเหิมขึ้นมาบ้างรึยังครับ?

ยังมีเนื้อหาดีๆ ในหนังสือเล่มนี้อีกเยอะ เช่นจะเลือก LTF ยังไง จะซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ จะลดภาษียังไงให้ได้มากที่สุด

ขอบคุณ TactShool ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา จะขอติดตามผลงานอื่นๆ ของคุณต่อไปนะครับ


* ถ้าเงินเฟ้อปีละ 3% เงิน 40,000 บาทในอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าเท่ากับ 16,500 บาทในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าไม่มาก แต่ถ้าไม่มีหนี้สินก็อยู่ได้สบายๆ และถ้าดูตารางดีๆ จะเห็นว่าเราเก็บเงินมากสุดแค่เดือนละ 12,966 บาทเท่านั้น แต่มีใช้เดือนละ 16500 บาทไปตลอด และถ้าเราอยากอู้ฟู่กว่านี้ จะเอาเงินต้น 10 ล้านมาใช้บ้างก็ได้ เหลือมรดกให้ลูกน้อยหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือการเงิน การลงทุน เล่มนี้ง่ายดี, TactSchool 

12507152_1237057622990749_3280039539741851651_n

 

(UPDATE 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

เสี่ยว

20160228_CEO

“ถาม: ถ้าอย่างนั้น คิดว่าคำว่า CEO คืออะไร

ตอบ: CEO สำหรับผมเหรอ ถ้าอ่านตรงตัวหรือแปลตามแบบของผม ก็แปลว่า “เสี่ยว” (หัวเราะ) แล้วเสี่ยวแปลว่าอะไร ภาษาอีสานก็แปลว่าเพื่อนรัก ดังนั้น CEO สำหรับผมก็คือ คนที่จะต้องทำตัวให้เป็นที่รักของทุกคน โดยเฉพาะในองค์กรของเรา แล้วพอคนรักกันแล้ว มันก็มีใจทำงานให้กัน ดังนั้น ไม่จำเป็นว่าเป็น CEO แล้วจะต้องกระดิกนิ้ว ชี้นิ้วสั่ง สำหรับผม นิ้วชี้น่ะห้ามใช้ แต่ให้ใช้นิ้วก้อย ที่แปลว่า เราดีๆ กันไว้ แล้วเราก็ห้ามใช้นิ้วโป้ง ห้ามโกรธกัน”

– ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์*
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย
a day BULLETIN 100 Interview The Master
สัมภาษณ์ : พฤษภาคม 2552 โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

ช่วงนี้นกแอร์กำลังประสบปัญหาอันเนื่องมาจากกัปตันทยอยกันลาออก เราจึงได้เห็นคุณพาที สารสิน CEO ของนกแอร์ออกสื่อบ่อยๆ

จะว่าไปเราเห็นหน้าค่าตาคุณพาทีมานานแล้ว รู้กันหมดว่าเขาเป็น CEO ของนกแอร์

แต่ขอสารภาพตามตรงว่าผมไม่เคยรู้จัก CEO ของแอร์เอเชียเลย เห็นหน้าเขาใน a day BULLETIN 100 Interview The Master ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

บทสัมภาษณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่เปิดโลกทัศน์ของผมมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยได้รู้มาก่อน

เช่น

หลังจากกลุ่มชินฯ ขายหุ้นแอร์เอเชียให้กับเทมาเส็ก พนักงานแอร์เอเชียในเมืองไทย 1,200 คน ก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานแอร์เอเชีย 1,200 คน (ณ ปี 2549) จะไม่ตกงานแน่ๆ คุณธรรศพลฐ์กับผู้บริหารอีก 5 คนก็ไปกู้แบงค์เพื่อขอซื้อหุ้นแอร์เอเชียคืน โดยผู้บริหารคนไทยถือหุ้น 51% และมาเลเซียถือหุ้น 49%

จากคนที่ไม่เคยเป็นหนี้มาก่อนในชีวิต คุณธรรศพลฐ์และผู้บริหารเป็นหนี้แบงค์รวมกันพันกว่าล้าน

“ตอนนั้นเราจะทิังบริษัทก็ได้ ไม่เอาไม่สนก็ได้ แต่ลูกน้องบางคนท้องอยู่ บางคนลูกยังเล็กอยู่ เราก็ทำใจไม่ได้ที่จะทิ้งกันไป ผมบอกเลยว่าทิ้งบริษัทน่ะง่าย แต่ต้องกรอกเงินกู้มันยากกว่าเยอะ”

“ถามว่าถ้าผมเป็นผู้บริหารที่ทำสายการบินเจ๊ง มีคนตกงาน 1,200 กว่าคน ผมจะไปทำงานที่ไหนได้อย่างสบายใจเหรอ ผมคงไม่มีความสุขไปทั้งชีวิตแน่นอน การที่เราเป็นหนี้พันล้านก็ไม่มีความสุขหรอก แต่หนี้เรายังใช้หมดได้ แล้วเราก็จะกลับมามีความสุขเหมือนเดิม แต่ถ้าหากเราติดหนี้ชีวิตคนพันกว่าคน มันใช้ไม่หมด จนตายเราก็จะไม่มีความสุข”

ในปีที่สัมภาษณ์ (พ.ค. 2552) คุณธรรศพลฐ์บอกว่าในอีกสองปี แอร์เอเชียจะมีเครื่องบิน 25 ลำ และจะมีผู้โดยสารปีละ 8 ล้านคน

ฟังตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อว่าเครื่องบินแค่ 25 ลำจะขนผู้โดยสารถึง 8 ล้านคนได้อย่างไร

แต่พอเอา 8 ล้าน หาร 365 = วันละ 22,000 คน ก็แสดงว่าเครื่องบินลำหนึ่งต้องขนผู้โดยสารวันละ 22,000 / 25 = 880 คน ซึ่งก็เป็นเป็นไปได้หากบินวันละหลายเที่ยวหน่อย

พนักงานสามารถส่งเมล์ถึงผู้บริหารได้โดยตรง

“ถาม: พนักงานที่นี่ส่งเมล์ถึงผู้บริหารได้โดยตรงเลยหรือ

ตอบ: ได้เลย โทร.มายังได้ เพราะเบอร์มือถือผมพนักงานทุกคนมีหมด ผมว่าทุกคนในแอร์เอเชียน่าจะมีเบอร์ผมหมดนะ เพราะผมให้เบอร์เอง เผื่ออะไรก็ให้เขาโทร.มาได้เลย ทำไมถึงทำแบบนั้นเหรอ แล้วทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ก็เราเป็นเสี่ยวกัน เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”

—–

ผมอยากเห็นผู้บริหารหลายๆ คนคิดอย่างนี้บ้างจัง

ว่าเขาและพนักงานทุกคนไม่ใช่เจ้านายกับลูกน้อง แต่คือเสี่ยวกัน เพียงแต่หน้าที่คนละอย่าง

หลายคนยังตั้งแง่กับแอร์เอเชียว่าเป็นสายการบินที่ยังมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองอยู่ (ส่วนตัวผมไม่เชื่ออย่างนั้นนะ)

แต่ถึงแม้เราจะมององค์กรหนึ่งในแง่ลบอย่างไร ก็ยังมี “ส่วนดีๆ” ที่เราเรียนรู้จากเขาได้เสมอ

แอร์เอเชียมีพนักงานแค่สองพันคน แต่สามารถช่วยให้คนนับสิบล้านคนได้บินทุกปี (ถ้าไม่นับพี่ตูน บอดี้สแลม แอร์เอเชียก็น่าจะเป็นเจ้าแรกที่ทำให้เราเชื่อว่าคนไทยทุกคนบินได้)

ยังมีความคิดดีๆ อีกมากในบทสัมภาษณ์ของคุณธรรศพลฐ์ ใครสนใจอ่านสัมภาษณ์ฉบับเต็มหาอ่านได้ที่ a day BULLETIN 100 Interview the Master หรือจะอ่านออนไลน์ใน a day BULLETIN ฉบับที่ 44 ก็ได้เช่นกันครับ
—–
* สมัยตอนสัมภาษณ์ชื่อของคุณธรรศพลฐ์สะกดว่า “ทัศพล แบเลเว็ลด์” แต่พอเข้าไปดูในเว็บของแอร์เอเชียสะกดว่า ธรรศพลฐ์แล้ว

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Asia Aviation PLC: คณะผู้บริหารบริษัท

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Master