ถ้าคิดอะไรไม่ออก

20181119.png

ให้ลงมือทำไปก่อน

ทราบมั้ยครับว่า สำหรับผม การเขียนบทความเป็นเรื่องค่อนข้างง่ายทีเดียว

สิ่งที่ยากกว่าการเขียนบทความมากๆ คือการคิดประเด็น

ถ้าคิดประเด็นไม่ออก ผมจะร้อนรนไปทั้งวัน ต้องเข้าเน็ต ต้องพลิกหนังสือ ต้องกลับไปดูโน๊ตเก่าๆ บางทีก็ต้องออกไปวิ่งให้หัวสมองมันเชื่อมโยงเรื่องราวบางอย่าง

อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเจอประเด็นที่น่าสนใจ แต่พอได้ประเด็นมาแล้ว กระบวนการเขียนใช้เวลาแค่ 15-30 นาทีเอง

แต่ก็มีบางครั้ง ถ้าคิดประเด็นอะไรไม่ออกจริงๆ ผมจะมานั่งหน้าจอคอมเปล่าๆ แล้วลงมือพิมพ์

พิมพ์อะไรก็ได้ที่ผ่านเข้ามาในหัว เพียงไม่นาน ประเด็นมันก็จะผุดขึ้นมาเอง

การลงมือทำอะไรบางอย่าง คือการเปิดทางให้สมอง

คนเรามักจะต้องรอ inspiration ก่อน ถึงจะเกิด motivation แล้วค่อยเกิด action

Inspiration > Motivation > Action

แต่ถ้าเราต้องผลิตงานทุกวัน การนั่งรอ inspiration เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่

วิธีที่ยั่งยืนกว่าคือ

Action > Motivation > Inspiration

ลงมือทำอะไรซักอย่างก่อน เมื่อได้เริ่มต้นแล้วแรงผลักดันจะตามมาเอง และถ้าโชคดีก็อาจะได้แรงบันดาลใจที่จะส่งผลให้งานมันออกมาดีกว่าที่คาด

คิดอะไรไม่ออก ให้ลงมือทำไปก่อน

แล้วเดี๋ยวก็จะคิดออกเอง

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The Subtle Art of Not Giving a F*ck by Mark Manson

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

เราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

20181118_notthatimportant

เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีเพื่อนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ พอเราบอกให้ลาหยุดไปเที่ยวเสียบ้าง เขาก็จะตอบว่าลาไม่ได้หรอก

เหตุผลที่ดีก็คือ ถ้าเขาลา งานจะไม่เดิน

แต่เหตุผลที่แท้จริง อาจเป็นเพียงเพราะเขาต้องการรักษาความเชื่อที่ว่า เขาเป็นคนสำคัญขององค์กร

แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกนะครับ

ต่อให้วันนี้เราลาออกกะทันหัน พรุ่งนี้องค์กรก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่องค์กรไม่มีทางพังเพราะเราไม่อยู่อย่างแน่นอน

ถ้าคนอย่าง บิล เกตส์ ยังวางมือจากไมโครซอฟท์ได้ เราเป็นใครกันถึงจะวางมือจากงานไปเที่ยวซัก 3-4 วันไม่ได้?

สำคัญตัวเองให้น้อยลง สอนคนอื่นให้สามารถทำงานแทนตอนที่เราไม่อยู่ แล้วกายกับใจจะเบาขึ้นเยอะครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เติมตัวเองให้เต็มก่อน

20181117_fillyourselffirst

เวลาผมเจอน้องที่มาบอกกับผมว่าหมดไฟในการทำงาน ผมจะถามเขากลับว่า นอนกี่โมง และเสาร์อาทิตย์ทำอะไร?

ส่วนใหญ่มักจะตอบกันว่านอนตีหนึ่งตีสองเพราะเอางานกลับไปทำที่บ้าน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังนั่งทำงานเพราะกลัวงานไม่เสร็จ

ผมมักจะแนะนำว่า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ให้ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วนอนให้เยอะๆ หน่อย

ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่นี้ หลายคนก็กลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้ง

ความยากของเด็กที่เพิ่งจบใหม่แล้วต้องเจองานหนัก คือไม่รู้ว่าตัวเองควรจะบริหารเวลาอย่างไร

เมื่องานมันเยอะและกดดัน ก็เลยมักจะเทเวลาให้กับงานเสียหมด ซึ่งแรกๆ ก็อาจจะพอไหว แต่นานๆ ไปก็จะหมดแรงและหมดใจเอาดื้อๆ

ผมจึงมักบอกน้องๆ เสมอว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เราบ้าง อย่าปล่อยให้หัวใจแห้งผากจนเกินไป

เพราะผมเชื่อมาตลอดว่า เราต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน ถึงจะไปช่วยคนอื่นได้

เหมือนออฟฟิศอยู่ทองหล่อ จะขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้านอยู่พระราม 2 ถ้าน้ำมันเราเหลือ 1 ขีด เป็นใครก็ต้องแวะเติมน้ำมันก่อนทั้งนั้น

การมีน้ำใจ การขยันทำงาน การรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งดีๆ ที่มีมากเกินไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้เหมือนกัน

การเติมตัวเองให้เต็มก่อนจึงไม่ใช่เรื่องของการเห็นแก่ตัว แต่เป็นเรื่องของคนที่เข้าใจโลกและยึดผลประโยชน์ระยะยาวเป็นที่ตั้ง

ถ้าน้ำมันเหลือ 1 ขีดแต่ดันทุรังขับรถไปส่งเพื่อนนอกเมือง น้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา ก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ทุกฝ่ายนะครับ

อย่าทาสีก่อนลงเสาเข็ม

20181112_paint

เราเสียเวลาไปไม่น้อยกับการทำงานผิดขั้นตอน

สมมติเราจะทำสไลด์ขึ้นมาซักชุด แทนที่เราจะวางแผนก่อนว่าจะเล่าเรื่องแบบไหน อะไรคือหัวข้อหลักๆ เรากลับเปิด Powerpoint ขึ้นมาแล้วโซโล่เลย

แถมตอนทำสไลด์ เราก็มักจะติดอยู่กับสไลด์ใดสไลด์หนึ่งเป็นเวลานานๆ เพราะมัวแต่แต่งรูปหรือทำ animation อยู่ การทำงานก็เลยกระฉึกกระฉักไม่เสร็จซักที

เวลาผมเขียนบทความ ถ้าถึงจุดไหนที่ผมไม่มีข้อมูล ผมจะไม่หยุดเขียนเพื่อเข้า Google แต่ผมจะมาร์คเอาไว้ว่าตรงนี้ต้องกลับมาใส่ข้อมูลเพิ่มนะ

เป้าหมายเดียวของผมในการนั่งลงคราวนี้คือเขียนให้จบบทความ ข้อมูลจะขาดไม่เป็นไร พิมพ์ผิดบ้างไม่เป็นไร ข้อความไม่สละสลวยไม่เป็นไร ยังไม่มีรูปไม่เป็นไร เพราะเรื่องเหล่านี้ผมกลับมาตามเก็บทีหลังได้ทั้งหมด

เวลาเราจะสร้างบ้าน เราต้องลงเสาเข็มให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเทพื้น ก่อผนัง โบกปูน และอื่นๆ อีกมากมาย การทาสีบ้านเราจะเก็บไว้ทำเป็นเรื่องท้ายๆ เพราะถ้าทาสีก่อน เดี๋ยวมันก็เลอะแล้วก็ต้องทาใหม่อยู่ดี

ลองสำรวจการทำงานของเราให้ดีนะครับว่า ในหลายครั้งหลายครา เรากำลังทาสีบ้านทั้งๆ ที่ยังลงเสาเข็มไม่เสร็จรึเปล่า และเหตุผลที่เราชอบทาสี ก็เพราะว่ามันง่ายและสนุกกว่าการลงเสาเข็มใช่หรือไม่

ถ้าใช่ ก็ลองฝืนตัวเองดู ทำงานตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แล้วงานจะเสร็จเร็วขึ้นไม่น้อยเลยครับ

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้าทำเร็วที่สุดแล้วก็ยังไม่ทัน

20181002_fastest

งั้นลองช้าลงบ้างดีมั้ย?

ทำช้าๆ อาจเสร็จก่อนทำเร็วๆ

ทำทีละอย่าง อาจเสร็จเร็วกว่าทำทีละสองอย่าง

ทำวันละ 8 ชั่วโมง อาจได้งานมากกว่าทำวันละ 12 ชั่วโมง

ทำแล้วหยุดพักบ่อยๆ อาจเสร็จก่อนทำโดยไม่หยุดพัก

เพราะประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่สติ

สติที่จะเลือกว่าจะทำอะไร จะไม่ทำอะไร

อะไรที่จะทำเอง อะไรที่จะขอความช่วยเหลือ อะไรที่จะยังไม่ทำตอนนี้

ถ้าเร็วแล้วมันขุ่นมัวนัก ช้าลงนิดแล้วอะไรๆ อาจจะชัดเจนขึ้นนะครับ