เราเชื่อใจกันมากพอที่จะเถียงกันตรงๆ รึเปล่า

เพราะถ้าคนในองค์กรไม่เชื่อใจกันมากพอ เราจะพบเห็นสถานการณ์เหล่านี้

  • ในที่ประชุมไม่มีใครถาม ไม่มีใครเห็นแย้ง แต่พอออกมานอกห้องก็บ่นกันอุบอิบ
  • ในที่ประชุมรับปากกันดิบดี แต่พอถึงเวลาก็ไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้
  • เวลาเห็นข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องของเพื่อนร่วมทีม เราไม่กล้าบอก กลัวทำให้เสียความรู้สึก กลัวเกิดปัญหา เลยเก็บสะสมเอาไว้ พอทนไม่ไหวก็ไปบอกหัวหน้าให้แก้ปัญหาให้หน่อย
  • หัวหน้าไม่กล้าไปกินข้าวกับลูกน้อง กลัวถูกหาว่าจะลำเอียง
  • เมื่อผลงานของลูกน้องไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หัวหน้าไม่กล้าเรียกไปคุยเพื่อให้ปรับปรุงตัว

แล้วเราก็พยายามไปแก้ปัญหาเหล่านี้ที่ปลายเหตุ สร้าง process เพิ่ม ให้ทำรายงานเพิ่ม ให้ทำพรีเซนต์เพิ่ม ซึ่งนอกจากจะไม่สร้างคุณค่าอะไรให้กับลูกค้าและผู้ใช้งานแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนศักยภาพและกำลังใจคนทำงานอีกด้วย

หากอยากให้คนในองค์กรเชื่อใจกันมากพอ ต้องเริ่มที่ข้างบนก่อน ผู้บริหารต้องวางตัวและทำตัวให้น่าเชื่อใจ สื่อสารอย่างโปร่งใส ตัดสินใจอย่างมีหลักการ ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนแฮปปี้กับการตัดสินใจแต่อย่างน้อยทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุผลรองรับที่ดี

เมื่อคนในองค์กรมีความเชื่อใจกันมากพอ เราจะกล้าเถียงกันตรงๆ ปัญหาจะไม่ถูกซุกไว้ใต้พรมแต่จะถูกแก้ที่ต้นเหตุ

และเราทุกคนจะได้ใช้แรงและเวลาไปทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ให้สมน้ำสมเนื้อกับสติปัญญาของเราครับ

เมื่อเครียดเรื่องที่ทำงานให้นึกถึงกฎ 80/20

20200810

กฎ 80/20 หรือ Pareto principle บอกว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่มาจากสาเหตุส่วนน้อย

นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนชื่อ Vilfredo Pareto สังเกตว่าที่ดิน 80% ของประเทศตกอยู่ในมือของคนเพียง 20% เท่านั้น

80% ของบทสนทนาประจำวันใช้คำศัพท์เพียง 20% ที่เรารู้

รายได้ 80% ของบริษัทมาจากลูกค้าเพียง 20%

80% ของการประเมินผลประจำปีจะเกิดจาก 20% ของงานที่เราทำ

สัดส่วนมันไม่จำเป็นต้อง 80/20 เป๊ะๆ จะ 90/10 , 99/1 หรือแม้กระทั่ง 99/5 ก็ได้ ยังถือว่าเป็น Pareto principle เช่นเดิม

คราวนี้กลับมาที่หัวข้อเรื่องในวันนี้ เมื่อเครียดกับที่ทำงานให้นึกถึงกฎ 80/20

เรื่องที่ทำให้เราเครียดได้มีอยู่ไม่กี่เรื่อง และหนึ่งในนั้นคือเรื่องคน

80% ของความเครียดของเราเกิดจากคนเพียง 20%

เผลอๆ 99% ของความเครียดของเราเกิดจากคนเพียงคนเดียวด้วยซ้ำ

ดังนั้น ถ้าเรามีความกล้าหาญพอที่จะจัดการคนๆ นั้นได้ ปัญหาของเราจะหายไปเกือบหมด

แต่หลายองค์กรไม่กล้าพอ และเลือกที่จะ “เหมาเข่ง” คือไม่จัดการคน 1% ที่ก่อปัญหา แต่ไปฟาดงวงฟาดงาหรือออกกฎระเบียบใหม่ๆ ที่ทำให้คนอีก 99% ที่เขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่เดือดร้อนไปด้วย ปัญหาก็เลยคาราคาซังหรือแย่ลงกว่าเดิม

แก้ปมให้ถูกจุดแล้วทางออกอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่คิดครับ


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ช้างกูอยู่ไหน_๒๐๐๑๐๓_0017

สามปีของนิกที่ Wongnai กับผู้ชายที่ชื่อ “ยอด ชินสุภัคกุล”

20200809

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนอาจทราบข่าวที่ LINE MAN กับ Wongnai จะควบรวมกัน โดย “ยอด” ยอด ชินสุภัคกุล ที่เป็น CEO และ Co-Founder ของ Wongnai จะขึ้นเป็น CEO ของบริษัทใหม่ในเดือนกันยายนนี้

สิ้นเดือนสิงหาคมจึงจะเป็นวันสุดท้ายของบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด

และวันที่ 1 กันยายน 63 จะเป็น “วันแรก” ของ LINE MAN Wongnai

วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ยอดโพสต์ความรู้สึกที่มีต่อโอกาสครั้งใหม่นี้ลงเฟซบุ๊ค

และ “บอย” ซึ่งเป็น CTO และ co-founder ก็โพสต์เล่าความหลังให้ฟังด้วยเช่นกัน

เมื่อวานนี้ ผมไปอ่านเจออีกโพสต์หนึ่งของ “นิก” ที่ตอนนี้เป็น Marketing & Operations Director ของ Wongnai คิดว่ามีประโยชน์สำหรับการทำงานและการใช้ชีวิต เลยขออนุญาตนิกมาลงในบล็อกนี้ครับ

—–

“วันแรกที่พบกัน”

– นัดสัมฯ บ่ายสองที่ปานจิตต์ ไปถึงเลท 15 นาที คิดในใจสงสัยไม่รอดแน่ รอซักพัก คนสัมฯ เดินมาเรียกเองที่หน้าประตู คำแรกที่พูดกับเราคือ “นิก เชิญ” น้ำเสียงห้วน ๆ โหด ๆ หน่อย

– สัมฯ อยู่นานพอควร ตำแหน่ง BD โดนบอกตอนนั้นเลยว่า “คุณไม่ใช่ BD”

– สัมฯ เสร็จออกมาถาม feedback พี่หลุยส์ ได้คำตอบว่า “ยอดบอกแค่ว่านิกดูเป็นคนดีนะ” คิดในใจ คงไม่ได้ทำงานที่นี่ละ

– สรุปวันถัดมา ยังไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังจากสัมฯ พี่เมโทรมา “บริษัทรับเข้าทำงานตำแหน่ง Offline Marketing & PR Manager นะคะ” ทั้งที่เราไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลยแม้แต่น้อย

– งงมาก แต่ก็ใช้เวลาตัดสินใจรับ offer ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที เงินเดือนมากกว่าที่เก่าไม่เท่าไหร่ แต่การตัดสินใจครั้งนี้คือเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล และตั้งแต่นั้นเราก็ไม่เคย say no กับสิ่งที่พี่ยอดพี่หลุยส์ offer ให้แม้แต่ครั้งเดียว

>> พี่ยอด ผู้ที่มองถึง potential มากกว่าสิ่งที่เห็นหรือเป็นอยู่ตรงหน้า เป็นเหตุผลที่ทำให้เราก้าวมาถึงจุดนี้ที่ Wongnai ในทุกวันนี้ ซึ่งต่างจากวันแรกที่เข้ามามาก ๆ มาไกลแบบที่เรายังไม่เชื่อในตัวเองด้วยซ้ำว่าเราจะมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่พี่ยอดเชื่อไปก่อนหน้านั้นแล้ว และทำให้เราบอกตัวเองเสมอว่าจะไม่ทำให้พี่ยอดผิดหวัง

“บทเรียนจากการทำงานกับพี่ยอด”

– Speed is king “เดี๋ยวนี้ปลาเร็วกินปลาช้ากันทั้งนั้น”

– Don’t be perfectionism “อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ
ตั้งเป้าไว้สาม ทำได้หนึ่งก็ถือว่าทำได้บ้างแล้ว อย่าใจร้ายกับตัวเอง”

– Impact matters “ทำแล้วได้อะไรมั้ย ถ้าทำแล้วไม่ได้ให้เลิกทำ ระบบ ระเบียบ วิธีการ เปลี่ยนได้ทั้งนั้น ถ้ามันไม่เวิค”

– No silo “Make the company great ไม่ใช่ make your team great เอา goal ของบริษัทเป็นที่ตั้งเสมอ”

– The way you type reflects yourself “พิมพ์ให้ถูก สะกดให้ถูก แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ตั้งใจ และเป็นมืออาชีพ”

– Stop being bureaucratic “อย่าให้คำว่าระบบมาตีกรอบ ระบบทำให้ทุกอย่างช้า ถ้าสอนให้ทีมเข้าใจเป้าหมายและสิ่งที่เค้าควรทำ ระบบก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป”

– Done is better than perfect “คุณคิดเยอะคิดนานไปก็เท่านั้น คิดไปทำไปแก้ไป ถึงจะทันคนอื่นเค้า”

– Saying yes with some conditions is much better than saying no “อย่าตีกรอบตัวเองด้วยคำว่าทำไม่ได้ ทำได้แต่ compromise บางอย่าง อย่างน้อยมันก็ยังได้ทำ”

– Emailing is an art “เขียนอีเมลหรือบทความให้คิดถึงคนอ่าน มันเป็นศาสตร์ของคนเป็น leader”

– Negative feedback grow you, not positive “อย่าหลงดีใจไปกับคำชม คำติต่างหากที่ทำให้เราเติบโต”

– Always lead by example “วิธี lead ทีมที่ดีที่สุดคือการทำให้ดู”

>> พี่ยอด ผู้เป็นเสมือนครู สามปีที่ได้เรียนกับครูคนนี้เราเดินทางมาไกลมาก และเดินไปในทิศทางที่มั่นใจว่าถูกต้อง เคยโกรธ เคยน้อยใจพี่ยอดเวลาโดนดุโดนว่า แต่สุดท้ายทุกครั้งที่ตั้งสติได้และพยายามทำความเข้าใจ นำสิ่งนั้นมาปฏิบัติทีไร กลายเป็นเราที่ได้พัฒนาปรับปรุงตัวเองไปทีละนิด มาถึงวันนี้วิธีคิดหลายอย่างเปลี่ยนไปมากมายจริง ๆ ถึงเราอาจจะยังไม่ดีที่สุด แต่เราดีขึ้นกว่าวันแรกแน่ ๆ

“คำสอนนอกห้องเรียน”

– วันยกน้ำชาตอนแต่งงาน พี่ยอดให้พรว่า “อย่าเอาความ perfectionist มาใช้กับชีวิตคู่นะ” คำนี้ทำให้มีสติในการใช้ชีวิตคู่อยู่ตลอดจริง ๆ

– หลังแต่งงานพี่ยอดบอกว่า “คนเราต้องมีลูกนะ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเราเป็นประชากรที่ดี เราต้องส่งต่อประชากรที่ดีให้กับโลกใบนี้ต่อไป” คำนี้ทำให้คนที่เคยไม่อยากมีลูกอย่างเราเริ่มเปลี่ยนความคิด

– หลังจากเริ่มคิดที่จะมีลูก พี่ยอดบอกว่า “บริษัทสนับสนุนเต็มที่ ไม่ต้องกังวลนะ something is more important than work” คำนี้ทำให้เราพยายามใส่ใจครอบครัวมากขึ้น

>> พี่ยอด ผู้ที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับชีวิตด้านอื่น ๆ ของพนักงาน พี่ยอดนอกเวลางานคือคนที่คุยเล่นกับพนักงาน ถามไถ่หลายสิ่งอย่าง และใส่ใจจำมันได้มากกว่าที่เราคิด พี่ยอดคือคนที่มีอิทธิพลกับชีวิตเราในหลาย ๆ ด้าน

เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปสามปีกว่าแล้ว

สามปีที่ Wongnai ผ่านไป ปีแรกของ LMWN กำลังจะเริ่มขึ้น ขอบคุณพี่ยอดที่ทำให้พวกเราได้มีโอกาสสัมผัส once-in-a-lifetime experience ในครั้งนี้

So proud to be a part of this legend. I commit myself to make your mission come true. We’re gonna bring pride to Thai startup.

***ทุกปาร์ตี้ที่บริษัทเรามักจะขอให้วงดนตรีเล่นเพลง “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง” ให้พี่ยอดในตอนจบเสมอ เพราะท่อนฮุคของเพลงนี้มันบอกแทนสิ่งที่พี่ยอดกำลังทำอยู่จริง ๆ ฟังเพลงนี้เวอชันไหน ก็ไม่ขนลุกเท่าเวลาพี่ยอดตะโกนใส่ไมค์และมีพนักงานกอดคอกระโดดกันร้องตามอย่างบ้าคลั่ง (วงไหนจะมาเล่นในงานที่บริษัทเรา ต้องแกะเพลงนี้มานะ)

“เราจะออกไปแตะขอบฟ้าด้วยกัน”
#LMWN #dayone


ขอบคุณเนื้อหาจาก

นิก บันทึกไว้เตือนความทรงจำ…สามปีของนิกที่ Wongnai กับผู้ชายที่ชื่อ “ยอด ชินสุภัคกุล” 

ถ้ายังอินอยู่ ตามไปอ่านโพสต์ของยอด ของบอย และบล็อกของผมได้ครับ

ยอด: https://www.facebook.com/yod.chinsupakul/posts/10223503012863396

บอย: https://www.facebook.com/pattrawoots/posts/10158463473478043

ผมเขียนถึงยอดในปี 2018 : ถอดรหัสการทำงานของ ยอด Wongnai

และถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้ ก็ขอ tie-in เบาๆ ว่าเรากำลังเปิดรับคนกว่า 100 ตำแหน่งครับ >> careers.lmwn.com

ไม่ใช่เก่งไม่พอ แค่โฟกัสไม่พอเท่านั้นเอง

20200802

เรากำลังถูก “แฮ็ค” ด้วยเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้นที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจชอบ

เราเลยหยิบมือถือขึ้นมาดูทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโนติ เราเลยแวะข้างทางเสมอก่อนจะได้เริ่มงานจริง เราเลยเปิด Chrome ทิ้งไว้ 20 แท็บ

เราเลยกลายเป็นคนใจร้อนที่ไม่สามารถอดทนรออะไรได้

ถ้าได้ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ “ตัวเทพ” ในวงการ เราจะพบว่าหลายคนไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรมากไปกว่าคนปกติธรรมดาเลย ทักษะสำคัญที่พวกเขามีร่วมกันคือฉันทะที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอจนสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้

เรามีพรสวรรค์เพียงพออยู่แล้ว มีเครื่องมือครบถ้วนอยู่แล้ว เหลือแค่การลงมือทำด้วยความมุ่งมั่นและความอดทนที่จะรอให้มันออกดอกออกผลครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear’s 3-2-1 Newsletter

การทำงานคือการทรมานกิเลส

20200721b

ขึ้นชื่อว่าการทำงานนั้นมันมีทั้งเรื่องที่เราอยากทำและเรื่องที่เราไม่อยากทำ

แต่ถ้าเรามองงานที่เราไม่อยากทำให้เป็นแบบฝึกหัด เราก็จะทุกข์ใจกับมันน้อยลง

อยากนอนก็นอนไม่ได้ เพราะต้องตื่นไปทำงาน

อยากเข้าเว็บทั้งวันก็ไม่ได้ เพราะมีงานต้องส่ง

อยากไปเที่ยวเล่นจนดึกดื่นก็ไม่ได้ เพราะยังไม่ใช่วันศุกร์

เมื่อกิเลสสั่งให้เราทำอะไรแล้วเราไม่ทำตาม นั่นคือการทรมานกิเลส ทำให้กิเลสอ่อนแรงลง

พระพุทธเจ้าบอกว่ามนุษย์มีความทุกข์เพราะมนุษย์นั้นมีตัณหา

หากเราอยากมีความสุขจริงๆ การปรนเปรอกิเลสมีแต่จะพาเราออกห่างจากเป้าหมาย วิธีที่จะได้ผลคือการลดทอนกิเลสต่างหาก

ดังนั้น การทำงานที่เราไม่ชอบ นอกจากได้เงิน ได้ทักษะ และได้ความอดทนแล้ว เรายังจะได้ความสุขมากขึ้นเพราะกิเลสที่โดนขัดเกลาครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/