กัดฟัน 10 นาที

งานชิ้นใหญ่ที่ยากและลำบาก เรามักจะหลีกเลี่ยงและหันไปทำงานอื่นแทนเพื่อลดความรู้สึกผิด

แต่นกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินไม่อาจหนีพ้นจากสิงโตไปได้

ดังนั้น ถ้าเจองานที่ไม่อยากทำ แต่รู้ว่ายังไงก็ต้องทำ ให้สัญญากับตัวเองว่าเราจะเริ่มทำวันนี้ ณ เวลานี้ และบอกกับตัวเองว่าจะทำแค่ 10 นาทีเท่านั้น ถ้าครบสิบนาทีแล้วมันทรมานนัก เราก็จะไม่ทำต่อ

แต่สิ่งที่เรามักจะเจอ ก็คือเมื่อผ่านสิบนาทีแรกไปแล้ว เราจะไปต่อได้เองเหมือนรถที่เครื่องติดแล้ว

ลองดูงานใน To Do List ว่างานชิ้นไหนที่เราผัดผ่อนมานานแล้ว

หยิบมันขึ้นมา แล้วบอกตัวเองว่า จะกัดฟันทำแค่ 10 นาทีครับ

โชคดี 4 ประเภท

1. โชคดีเพราะฟลุค อารมณ์เหมือนคนถูกหวย เป็นโชคดีที่นานๆ เกิดสักครั้งและควบคุมไม่ได้


2. โชคดีเพราะความขยัน เมื่อได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ค้นหาไม่มีหยุด มันก็เป็นการเพิ่มความน่าจะเป็นให้ตัวเองได้ค้นพบความโชคดี


3. โชคดีเพราะตาแหลมคม ทำให้มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น เข้าสู่เกมก่อนที่คนอื่นจะไหวตัว เดินออกจากเกมก่อนที่ตลาดจะลง


4. โชคดีที่เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ตัวเราดึงดูดความโชคดี ถ้าให้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดหน่อย สมมติว่าเราเก่งที่สุดในโลกเรื่องการดำน้ำลึก แล้วบังเอิญมีใครสักคนไปเจอเรือมหาสมบัติที่จมอยู่ใต้ท้องทะเล เขาก็จะมาติดต่อเราให้ไปช่วยและจ่ายค่าตอบแทนให้เราอย่างงาม สังเกตว่าโชคดีของคนคนนั้นกลายมาเป็นโชคดีของเราไปด้วย เป็นความโชคดีที่ไม่ได้มาแบบฟลุคๆ


โชคดีในแบบที่สี่นั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะทำได้ยาก แต่สร้างคุณค่าได้อย่างยาวนาน


เราจึงควรหาให้เจอว่าจะสร้างจุดเด่นขึ้นมาอย่างไรเพื่อจะได้เป็น “ตัวนำโชค” ให้ตัวเองครับ


—–


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

บริษัทปฏิบัติกับพนักงานเหมือนคนโตๆ กันแล้วรึเปล่า

ถ้ายังทำกันเหมือนเด็กประถมที่ต้องมาถึงก่อน 8 โมงเช้า ต้องแต่งกายถูกระเบียบ ต้องเชื่อฟังคนที่ตำแหน่งสูงกว่าแม้ว่ามันจะไม่เมคเซ้นส์แค่ไหน

บริษัทก็จะเต็มไปด้วยพนักงานระดับประถมที่อยู่ในกรอบ ไม่สามารถคิดริเริ่มอะไรเองได้ เหมือนจะเคารพเชื่อฟังแต่ก็พร้อมจะโดดเรียนเมื่อคุณครูเผลอ

ส่วนพนักงานระดับอุดมศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้า มีความสามารถในการแก้ปัญหา ชอบตั้งคำถาม และอยากใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เขาก็คงไปหาโรงเรียนใหม่ที่พร้อมจะเชื่อใจและปฏิบัติต่อเขาอย่างผู้ใหญ่คนหนึ่งครับ

ขยันแค่ไหนไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

แน่นอนว่างานแต่ละงานนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง แต่งานแต่ละงานก็สร้างคุณค่าได้ไม่เท่ากัน

เงินเป็นตัววัดคุณค่าอย่างหนึ่ง แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์แต่มันก็เครื่องมือที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้

ถ้าเราทำงานที่ใครก็ทำได้ ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินก็น้อยหน่อย เพราะมีคนที่ทำได้ดีพอๆ กับเรามากมาย เผลอๆ จะโดน AI แย่งงานอีกต่างหาก

แต่หากเราทำงานที่หาคนทำได้ยาก ผลตอบแทนก็ย่อมสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ขยันแค่ไหนจึงไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

วันนี้วันแรกของสัปดาห์ เลือกให้ดีว่าจะใช้เวลาไปกับงานชิ้นไหนบ้าง

เลือกทำงานที่ยากและไม่ค่อยมีใครอยากทำ งานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้ เมื่อเสร็จแล้วจึงค่อยสะสางงานที่เหลือ

หากทำอย่างนี้ได้วันแล้ววันเล่า เราจะเก่งและก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็วครับ

12 คำถามที่ควรใช้ใน Employee Engagement Survey

หลายองค์กรมีการทำ Employee Engagement Survey เพื่อดูว่าพนักงานมีความผูกพันและมีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรนานแค่ไหน

แต่หลาย survey ก็อาจจะมีคำถามเยอะแยะมากมาย และบางคำตอบที่ได้มาก็อาจจะเอาไปใช้แอคชั่นอะไรไม่ค่อยได้

Gallup สถาบันที่เคยออกหนังสือชื่อดังอย่าง StrengthsFinder ได้แนะนำว่า หลังจากศึกษาองค์กรนับพันเป็นเวลาหลายทศวรรษ คำถาม 12 ข้อนี้คือชุดคำถามที่ลัดสั้นและตรงประเด็นที่สุดในการตรวจสอบว่าพนักงานมี Engagement กับองค์กรมากแค่ไหนครับ

ท้ายประโยคแต่ละข้อจะมีตัวเลขอยู่ในวงเล็บซึ่งแสดงถึงจำนวนพนักงานที่ “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง” สำหรับคำถามข้อนั้น ซึ่งนี่เป็นค่าเฉลี่ยจากองค์กรทั่วโลกที่ Gallup ได้ไปสำรวจมาครับ

Q01. I know what is expected of me at work – ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันต้องทำมีอะไรบ้าง (50%)

Q02. I have the materials and equipment I need to do my work right. – ฉันมีข้อมูลและเครื่องมือที่เอื้อให้ฉันทำงานออกมาได้อย่างถูกต้อง (33%)

Q03. At work, I have the opportunity to do what I do best every day. – ทุกๆ วันฉันมีโอกาสได้ทำเรื่องที่ฉันถนัด (33%)

Q04. In the last seven days, I have received recognition or praise for doing good work. – ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนชมว่าฉันทำงานดี (25%)

Q05. My supervisor, or someone at work, seems to care about me as a person. – หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นห่วงฉันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง (40%)

Q06. There is someone at work who encourages my development. – มีคนที่สนับสนุนให้ฉันได้พัฒนาตัวเอง (30%)

Q07. At work, my opinions seem to count. – ความคิดเห็นของฉันนั้นมีความหมาย (25%)

Q08. The mission or purpose of my company makes me feel my job is important. – จุดมุ่งหมายขององค์กรทำให้ฉันรู้สึกว่างานที่ฉันทำนั้นมีความสำคัญ (33%)

Q09. My associates or fellow employees are committed to doing quality work. เพื่อนร่วมงานมีความตั้งใจที่จะทำงานให้ออกมาดี (33%)

Q10. I have a best friend at work. ฉันมีเพื่อนสนิทที่ทำงาน (30%)

Q11. In the last six months, someone at work has talked to me about my progress. ใน 6 เดือนที่ผ่านมามีคนมาคุยกับฉันเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (33%)

Q12. This last year, I have had opportunities at work to learn and grow. ในปีที่ผ่านมาฉันได้เรียนรู้และเติบโตจากงานที่ฉันทำ (33%)

ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่าข้อ 6 กับ 11 อาจจะมีความซ้ำซ้อนกันอยู่นิดหน่อย แต่ที่เหลือก็เป็นคำถามที่ผมน่าจะอยากตอบและอยากบอกให้องค์กรรู้

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ It’s the Manager by Jim Clifton & Jim Harter