5 รางวัลของคนทำงานดี

1.ได้งานเพิ่ม

ฟังดูเหมือนตลกร้าย แต่ก็เป็นความจริงที่ว่า คนที่ทำงานดีมักจะได้ทำงานเพิ่ม จนฝรั่งมีคำพูดที่ว่า

“If you want something done, give it to a busy person.”

หากมองจากมุมคนทำงาน อาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ เพราะงานปกติก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว ทำไมยังต้องแบกรับงานอื่นๆ อีก เพื่อนอีกคนข้างๆ นั่งอยู่ว่างๆ ทำไมไม่ให้เค้าทำงานเพิ่มบ้าง

แต่ถ้ามองในมุมหัวหน้า หรือผู้บริหาร มันย่อมเมคเซนส์ที่สุดแล้ว เพราะถ้าหัวหน้ามีงานชิ้นหนึ่งที่สำคัญสำหรับทีม เขาก็ย่อมอยากให้งานออกมาดี เขาจึงต้องมอบหมายให้คนที่เขาไว้ใจ

ส่วนคนที่ทำงานได้ไม่ดีนัก แม้ว่าเขาจะดูว่างกว่าเรา เอาเงินเดือนหารชั่วโมงการทำงานแล้วเขาอาจจะได้เงินมากกว่าเราด้วยซ้ำ ก็ให้คิดเสียว่าเขาไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้และเปล่งประกายเท่าเรา ก็อาจจะช่วยลดคำถามในใจเราได้

ให้ระลึกถึงกฎทางฟิสิกส์ที่ว่า “พลังงานไม่มีวันสูญหายไปไหน” ดังนั้นยิ่งเราลงแรงไปในงานที่องค์กรให้ความสำคัญ “พลังงาน” จะถูกแปรรูปไปเป็น “คุณค่า” และจะกลับมาตอบแทนเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

2.Lifestyle Inflation

ตอนเราเงินเดือน 25,000 เราคิดว่าตอนเงินเดือน 50,000 เราคงหายใจคล่องกว่านี้

พอเราเงินเดือน 50,000 เราก็คิดว่าถ้าเราเงินเดือน 75,000 คงจะสบายน่าดู

และพอเราเงินเดือน 75,000 เราก็คิดว่าถ้าเราเงินเดือน 100,000 คงไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินอีกต่อไป

จะบอกใบ้ให้ว่า มันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดนะครับ

เพราะสิ่งที่โตพร้อมรายได้ที่มากขึ้น คือความคาดหวังที่มากขึ้น ทั้งจากตัวเองและจากคนรอบข้าง

เราจะเริ่มกินข้าวนอกบ้านมากขึ้น เริ่มสั่งเครื่องดื่มแก้วละเป็นร้อยบ่อยขึ้น เริ่มซื้อของแบรนด์เนม เริ่มไปเที่ยวต่างประเทศ เริ่มซื้อรถซื้อบ้าน หนี้สินเราจะเริ่มรุ่งรัง จนถึงวันหนึ่งเราแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเราต้องกลับไปมีเงินเดือน 25,000 เราจะอยู่ได้ยังไง

ถ้าเราเป็นคนชั้นกลางที่อยู่ในเมืองใหญ่และกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวหรือสร้างครอบครัว นี่คือทางที่เราแทบทุกคนต้องผ่าน

แต่สำหรับคนทำงานดี ที่ได้รับการเลื่อนขั้นบ่อยๆ จะเจอ Lifestyle Inflation ในอัตราเร่ง

Lifestyle Inflation จึงไม่ใช่ “รางวัล” แต่เป็น “ด่าน” ที่ถ้าเราผ่านมันไปได้ก็จะไม่เจอความลำบากทางการเงิน

พี่อ้น วรรณิภา mentor ของผมเคยสอนเอาไว้ว่า

“Live one level below what you can afford.” แล้วเราจะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

คนไม่น้อยชอบทำตรงกันข้าม คือ Live one level above. ซึ่งถ้าติดนิสัยนี้ ต่อให้มีเงินเดือนหลายแสนก็อาจชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ดีก็ได้

3.ไม่ต้องอัพเดต LinkedIn

เพราะคนที่ทำงานดีมักจะมีคนชวนไปร่วมงานด้วยตลอด

ผมเห็นคนทำงานเก่งๆ ระดับตำนานหลายคนที่โปรไฟล์ใน LinkedIn นั้นแทบไม่มีอะไรเขียนเอาไว้เลย เพราะเขาไม่จำเป็นต้อง impress คนที่เขาไม่รู้จัก

ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ยังสนับสนุนให้อัพเดต LinkedIn ให้สอดคล้องกับงานปัจจุบันของเรา เพราะมันจะทำให้เราดูน่าเชื่อถือเมื่อเราต้องทักไปหาคนที่เราอยากชวนมาร่วมงานด้วย

4.อิสรภาพในการทำงาน (Autonomy)

เมื่อเราขึ้นชื่อว่าทำงานดี เราก็จะมีทางเลือกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องการเลือกบริษัทที่จะทำงาน และเลือกหัวหน้าที่จะร่วมงานด้วย

และถ้าเราเลือกหัวหน้าได้ถูกต้อง เราก็จะได้หัวหน้าที่เป็นคนที่ทำงานดีเช่นกัน

เมื่อหัวหน้าเป็นคนที่ทำงานดี เขาก็มีแนวโน้มที่จะ empower ลูกทีมให้คิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

เมื่อหัวหน้าไว้ใจเราแล้วว่าเราจะทำงานออกมาดี เขาจะให้พื้นที่กับเราในการทำงาน จะไม่มานั่งจ้ำจี้จ้ำไชหรือ micromanage เรา เพราะเขาอยากเอาเวลาไปทำงานอื่นที่สร้างคุณค่าได้มากกว่า

เมื่อหัวหน้า “ปล่อยมือ” เราก็จะมีพื้นที่ในการทำ job crafting คือออกแบบงานของตัวเองว่าจะมีขอบเขต เป้าหมาย และผลลัพธ์ (deliverables) อะไรบ้าง รวมถึงจะใช้วิธีใดในการทำงานนั้นออกมาให้ตรงหรือเกินความคาดหมายของหัวหน้าและแม้กระทั่งของเราเอง

อิสรภาพในการทำงานหรือ autonomy น่าจะเป็นหนึ่งในรางวัลที่สำคัญที่สุดของคนทำงานดี เพราะคนทำงานดีไม่ชอบให้ใครมาบอกว่าเขาต้องทำงานอย่างไร แค่บอกภาพใหญ่มาว่าต้องการอะไรแล้วเดี๋ยวผมจะจัดให้คุณเอง

ดังนั้น ในมุมของหัวหน้า ถ้าเรามีลูกทีมฝีมือดีและซื่อสัตย์อยู่แล้ว ก็แค่บอกเป้าหมายให้เขารับทราบ จากนั้นก็อย่าไปทำตัวเกะกะ – Get out of the way! – นี่คือการบริหารแบบไม่ต้องบริหารที่ win-win กันทุกฝ่าย

5.อิสรภาพในการใช้ชีวิต (Lifestyle Design)

พอเราพิสูจน์ตัวเองมามากพอ เรื่องอื่นๆ ที่มัน apply กับพนักงานคนอื่นจะเริ่มมีผลกับเราน้อยลง

เช่นจะแต่งตัวมาทำงานอย่างไร จะเริ่มงานหรือเลิกงานกี่โมง สัปดาห์นี้ทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง หัวหน้า ผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งลูกค้าอาจจะแทบไม่แคร์เลยด้วยซ้ำ

ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่เรียกร้องให้ Warren Buffet มานั่งอธิบายว่าแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง นักลงทุนก็แค่เอาเงินมาให้บัฟเฟตต์และบอกว่าอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ – Just do your thing.

พี่ต่อ ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก จะแต่งตัวอย่างไร จะโกนหนวดหรือไม่เวลามาพรีเซนต์งาน ผมก็เชื่อว่าคงไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้องานของลูกค้า เผลอๆ ลูกค้าจะอยากให้พี่ต่อไว้หนวดเคราและใส่เสื้อกล้ามมาพรีเซนต์งานด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าถ้าเรายังเป็นพนักงานประจำและยังต้องเข้าออฟฟิศ ก็คงยังต้องทำตามกฎในการอยู่ร่วมกันอยู่บ้าง แต่ก็ขอให้รู้ว่าเมื่อเราทำงานดี กฎกติกาบางเรื่องจะมีผลกับการประเมินผลของเราน้อยลง เพราะหัวหน้าและผู้บริหารให้คุณค่ากับผลงานและ impact ของเรามากกว่าสิ่งเหล่านั้น

เมื่อเราทำงานได้ดี เราจะมีอิสรภาพในการออกแบบชีวิต และได้ทำสิ่งที่สำคัญสำหรับเราครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เพื่อนฝูง งานอดิเรก และการได้อยู่นิ่งๆ กับตัวเองครับ

เมื่อเราเป็นผู้บริหาร พลังงานจะสำคัญกว่าความรู้

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเขียนบทความ “การ work hard ของผู้บริหารหน้าตาเป็นอย่างไร” เพราะสังเกตว่าคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารมักทำงานหนักอยู่แล้ว ถ้าเรียกร้องให้ตัวเองทำงานหนักไปกว่านี้มันอาจจะไม่ยั่งยืน

ตอนท้ายของบทความ ผมทิ้งประโยคหนึ่งของ Kevin Kelly ไว้ว่า

“Working differently is usually more productive than working harder.”

ซึ่งเป็นประโยคที่ผมขบคิดมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาว่าจะ work differently ได้อย่างไร

แม้คำตอบของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะใช่ คือเราไม่จำเป็นต้องทำงานมากกว่าน้อง และเราไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากกว่าน้อง

เราไม่จำเป็นต้องทำมากกว่า เพราะว่าร่างกายเราไม่เหมือนเดิม แค่นั่งนานก็ปวดหลัง แค่อดนอนก็เริ่มป่วย ปล่อยให้ลูกน้องของเราใช้พลังแห่งความหนุ่มสาวของเขาไปเถอะ

เราไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่าน้อง จริงๆ แล้วน้องต้องรู้มากกว่าเราเพราะว่าเขาอยู่หน้างาน และถ้าเขาไม่รู้อะไร เขาก็สามารถหาความรู้นั้นได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว

ที่สำคัญ ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปในอัตราเร่ง ความรู้ของเราที่มันเคยถูก ตอนนี้มันอาจจะผิดแล้วก็ได้ สิ่งที่ผู้บริหารยังพอจะ add value ได้ คือการเตือนน้องว่าอะไรที่มันน่าจะผิด เพราะสิ่งที่เคยผิดมันมักจะไม่กลับมาถูกได้โดยง่าย

“So knowledge grows by subtraction much more than by addition— given that what we know today might turn out to be wrong but what we know to be wrong cannot turn out to be right, at least not easily.”
-Nassim Taleb, Antifragile

เมื่อทำน้อยกว่า และรู้น้อยกว่า อะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดที่ผู้บริหารน่าจะทำได้

สำหรับผม ผมเชื่อว่ามันคือการดูแลพลังงานในร่างกายและจิตใจของเราให้ดี

เพราะผู้บริหารต้องตัดสินใจว่าเป้าหมายของทีมคืออะไร ต้องสื่อสาร และต้องดำรงสติอยู่ได้ในจังหวะที่ทุกคนกำลังสติแตก การมีหัวสมองที่ปลอดโปร่งในร่างกายที่สมบูรณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด

เมื่อเราดูแลร่างกายมาดี ใจเราก็จะดีตาม เราจะมองจะคิดอะไรได้อย่างชัดเจน ตัดสินใจได้คมขึ้น รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด อะไรสำคัญรองลงมา และอะไรที่เป็นเพียงสัญญาณรบกวน ซึ่งนี่แหละจะเป็นจุดที่เรา contribute ให้กับทีมได้

อีกประเด็นที่สำคัญมาก คือในฐานะผู้บริหาร คำพูดและการกระทำของเรานั้นจะถูก “ทวีคูณ” (amplify) และมีผลกระทบมากกว่าที่เราคิดเสมอ

ถ้าน้องทำอะไรพลาด หรือทำแล้วไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง แค่เราพูดด้วยน้ำเสียงปกติว่ามันยังดีไม่พอ น้องก็หน้าเสียแล้ว แต่ถ้าเราพูดแรงกว่านั้น น้องก็อาจเสียใจหรือแม้กระทั่งแตกสลายโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ

ในทางกลับกัน ถ้าน้องทำอะไรดี แล้วเราชมน้องแค่นิดเดียว น้องก็หน้าบานไปได้ทั้งวัน

ดังนั้น ถ้าเรารักษาพลังงานของเราให้ดี ไม่เผลอตำหนิน้องเกินความจำเป็น และรู้ตัวว่าจังหวะไหนควรให้กำลังใจ น้องก็จะได้รับพลังงานดีๆ จากเราไป และมีสมาธิที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเต็มที่

เมื่อเราผ่านวัยกลางคน และต้องอยู่ในตำแหน่งที่ต้องบัญชาการ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลตัวเอง ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย กินอาหารที่ดี และมีเวลาทำสิ่งที่เรารัก

ผู้บริหารคนไหนที่คุ้นเคยกับการทำงานหนักมานานและไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผมขอชี้ชวนว่าให้คุณมาออกกำลังกายดู แล้วจะพบว่าเรา productive มากขึ้นโดยที่จำนวนชั่วโมงการทำงานไม่ต้องเพิ่ม

แถมเมื่อสุขภาพแข็งแรง เวลาเจอสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องลุยงานหนัก เราก็มีร่างกายที่พร้อมรับมือกับมันได้อย่างเต็มที่

ซึ่งย่อมดีกว่าการปล่อยปละละเลยจนร่างกายผุพังถึงจุดที่เกินเยียวยา และนำไปสู่ปัญหาและความทุกข์ที่ไม่ว่ารายได้หรือคำชื่นชมใดๆ ก็มิอาจชดเชย

เมื่อเราเป็นผู้บริหาร พลังงานจะสำคัญกว่าความรู้ครับ

ในยุคที่ไม่มีใครพูดเรื่องการ “Follow Your Passion” แล้วเราจะ Follow อะไรกันดี

แม้จะจั่วหัวราวกับว่าบทความนี้เขียนให้เด็กจบใหม่ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับคนที่ทำงานมาได้พักใหญ่แล้วเหมือนกัน

เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว “Follow your passion” เป็นคำแนะนำแห่งยุคสมัย

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การตามหาสิ่งที่ตัวเองหลงใหลกลายเป็นเทรนด์ น่าจะมาจากปาฐกถาของ Steve Jobs ที่ให้ไว้กับบัณฑิตจบใหม่ของ Stanford เมื่อปี 2005

“You’ve got to find what you love…Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do. If you haven’t found it yet, keep looking. Don’t settle. As with all matters of the heart, you’ll know when you find it.”

ช่วงเวลาหนึ่งในเมืองไทยจึงมีกระแสให้คนลาออกจากงานประจำ หนังสืออย่าง “การลาออกครั้งสุดท้าย” “งานไม่ประจำทำเงินกว่า” หรือ “ลาออกซะ ถ้าอยากรวย” ล้วนติดอันดับหนังสือขายดี (และผมเองก็ได้อ่านครบทั้งสามเล่ม)

ปี 2016 “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade ติดต่อผมมาทางเพจ Anontawong’s Musings ว่าสนใจนำบทความของผมไปทำหนังสือ และพี่ปิ๊กก็ให้ไอเดียมาว่า ในเมื่อกระแสลาออกจากงานประจำมาแรง เราลองมาทำหนังสือที่ตั้งคำถามกับกระแสนี้ดูบ้างมั้ย

ต้นเดือนสิงหาคม 2017 หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ผลงานเล่มแรกของ Anontawong’s Musings และของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย จึงได้ลืมตาดูโลก และได้ตีพิมพ์ไปถึง 4 ครั้ง

เวลาล่วงเลยมา 7 ปีพอดี ดูเหมือนสมัยนี้จะไม่ค่อยมีคนพูดถึงการ “Follow Your Passion” กันอีกแล้ว

คำถามที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ แล้วเราควรจะ Follow อะไรกันดี?

วันนี้เลยอยากนำสิ่งที่ผ่านพบมาเล่าให้ฟัง เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังงงๆ กับชีวิตนะครับ

1. Follow Your Mastery

ไอเดียนี้มาจากหนังสือ So Good They Can’t Ignore You ของ Cal Newport ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 และผมเคยเขียนถึงอย่างละเอียดในบทความ “ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion” เมื่อปี 2016

เราสามารถมีทัศนคติกับการทำงานได้สองแบบ คือแบบ passion mindset และแบบ craftsman mindset

Passion mindset คือทำเฉพาะงานที่ตัวเองชอบเท่านั้น เราจะคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่างานนี้ให้ความสุขกับเรารึเปล่า – what value does the job bring to me? ถ้างานที่เราทำไม่สร้างความสุขให้เรา เราก็หางานใหม่

ส่วน craftsman mindset คือใช้ทัศนคติแบบช่างฝีมือ ที่ต้องการจะเก่งงานนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามที่เราถามจึงไม่ใช่ว่างานนี้ทำให้เรามีความสุขรึเปล่า แต่เป็นคำถามว่าเราสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับงานนี้ได้บ้าง – what value can I bring to this job?

Passion mindset คือเน้นที่ความสุขที่ได้จากงานในตอนนี้

Craftsman mindset คือเน้นที่การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สร้างคุณค่ากับงานของเราได้มากยิ่งกว่าเก่า

คนที่ใช้ passion mindset พอเจองานที่ไม่ถูกใจ ก็จะลาออกไปอยู่ที่อื่น หรือไปทำงานสายอื่น จนไม่มีโอกาสได้สะสม career capital หรือ “ต้นทุนทางวิชาชีพ” อย่างจริงจังเสียที

ขณะที่คนที่ใช้ craftsman mindset จะมีความอดทนและมีวิริยะพอที่จะอยู่กับงานสายนั้นจนกว่าเขาจะเก่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เขาสนุกกับงานมากขึ้นด้วย

คนที่มี craftsman mindset คือคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดหย่อนจนมีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนกลุ่มนี้จะมีพลังในการต่อรองสูง ทั้งในแง่ค่าตอบแทนและอิสรภาพในการทำงาน

ดังนั้นการ Follow Your Mastery จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจเพราะมันจะเปิดโอกาสให้เราได้อีกมากมายในอนาคต

2.Follow Your Talent

ประโยคนี้มาจาก Scott Galloway ผู้เขียนหนังสือ The Algebra of Wealth – A Simple Formula for Success ที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2024

Galloway เตือนว่า ถ้ามีใครบอกให้เราทำสิ่งที่ตัวเองรัก แสดงว่าคนคนนั้นน่าจะรวยอยู่แล้ว

“If someone tells you to follow your passion, it means they’re already rich.”

สิ่งที่ Galloway คิดว่าควรทำมากกว่า คือเอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วค่อยทำสิ่งที่ตัวเองรักในวันหยุดสุดสัปดาห์

“Achieve economic security and follow your passion on the weekends.”

ซึ่งทางที่จะมีความมั่นคงทางการเงินได้เร็วที่สุด คือการ follow your talent.

Talent หรือพรสวรรค์นั้นต่างจาก passion ตรงที่ talent มันมองเห็นได้ ทดสอบได้ และเอาไปทำอะไรต่อได้ – observable, testable, and actionable.

การที่เรามีความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “อาจจะ” ทำให้เราเก่งในเรื่องนั้น

แต่การที่เรามีพรสวรรค์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้เราเก่งในเรื่องนั้น “อย่างแน่นอน”

ในนิยามของ Galloway, talent คือสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ

“Talent is anything you can do that others can’t or won’t”

ซึ่งผมคิดว่าเป็นนิยามที่แหลมคมมาก เพราะเขาไม่ได้มองพรสวรรค์ในแง่ของทักษะเท่านั้น แต่มองในแง่ของนิสัยใจคอหรือแม้กระทั่งสภาพร่างกายด้วย

“Hard work is a talent. Curiosity is a talent. Patience and empathy are talents…If you are a jockey, being short is a talent.”

ปัญหาก็คือเรามักจะมองไม่เห็นพรสวรรค์ของตัวเอง เพราะเราทำมันได้อย่างง่ายดาย เราก็เลยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน แต่เรากลับเห็นพรสวรรค์ของคนอื่นอย่างง่ายดายเพราะเราทำแบบเขาไม่ได้

ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์อันใดเลย วิธีหนึ่งที่อาจช่วยได้ คือถามเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือคนใกล้ชิดว่าเขาคิดว่าเรามีจุดเด่นอะไรบ้าง บางเรื่องเราอาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเขามันอาจจะเป็นเรื่องที่เจ๋งมากก็ได้

Galloway บอกว่า ถ้าเราค้นพบว่า talent ของเราคืออะไร และลงแรงไปกับมัน เราจะเห็นพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และเราจะมีกำลังใจที่จะทำให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนเรากลายเป็นอันดับต้นๆ ในสายนี้ และสร้างรายได้ที่ดีให้กับตัวเองได้

3.Follow Your Energy

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร mentor ของผมจากโครงการ IMET MAX ส่งวีดีโอนี้มาให้ผมและเพื่อน mentee อีกสองคนดู

Last Lecture Series: How to Live Your Life at Full Power — Graham Weaver

วีดีโอนี้เพิ่งอัปโหลดมาได้สองสัปดาห์แต่มีคนดูไปแล้วเกือบ 5 แสนครั้ง

Graham Weaver เป็นอาจารย์ด้าน Management ที่ Stanford Graduate School of Business และผู้ก่อตั้ง Alpine Investors

Weaver บอกว่าจุดอ่อนของคำแนะนำให้ “follow your passion” ก็คือมันกำลังพูดราวกับว่าเรามี passion แค่เพียงเรื่องเดียว และเราก็ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรตั้งแต่ตอนที่เราอายุยังน้อย และเราก็ควรอยู่กับมันไปตลอดชีวิต

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจยังไม่รู้ตัวเองก็ได้ว่าหลงใหลเรื่องอะไร แถมเรื่องที่เราสนใจก็มีหลายอย่าง ดังนั้นการ “follow your passion” อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงและปิดกั้นตัวเองเกินไปหน่อย

สิ่งที่ Weaver มองว่าน่าจะมีประโยชน์มากกว่าคือการ “follow your energy”

อะไรก็ตามที่เราทำแล้วรู้สึกว่ามีพลัง ก็จงทำสิ่งนั้นเสีย

Weaver ให้เราลองทำแบบฝึกหัดที่ชื่อว่า Nine Lives

คือให้ลองจินตนาการดูว่าเรามีชีวิตได้ 9 แบบใน 9 จักรวาลที่ขนานกัน

จักรวาลแรกคือชีวิตปัจจุบันที่เรามีอยู่ตอนนี้

แล้วลองนึกถึงชีวิตของเราในอีก 8 จักรวาลที่เหลือว่าเราน่าจะกำลังทำอะไรอยู่ โดยมีกฎอยู่สองข้อ

กฎข้อแรกคือห้ามย้อนอดีต มันต้องเป็นสิ่งที่เรามีโอกาสจะเริ่มทำได้จากนี้ไปเท่านั้น

กฎข้อที่สองคือสิ่งที่เราเลือกนั้นต้องเป็นสิ่งที่เรานึกถึงแล้วใจเต้น

Weaver ยกตัวอย่างของเขาเองให้ฟัง

ชีวิตที่ 1 ทำงานอยู่ในองค์กรใหญ่กับงานที่เขาไม่ได้ชอบมากนัก (เป็นชีวิตจริง ณ ตอนนั้น)

ชีวิตที่ 2 ก่อตั้งบริษัทและเป็น CEO

ชีวิตที่ 3 เป็นอาจารย์

ชีวิตที่ 4 บวชเป็นพระและบรรลุธรรม

ชีวิตที่ 5 เป็นดีเจในลาสเวกัส

ชีวิตที่ 6 เป็นนักเขียน

ชีวิตที่ 7, 8, 9 ฯลฯ

Weaver ย้ำว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แต่ขอให้มันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องย้อนอดีต และเป็นเรื่องที่คิดแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวา

จากนั้นเราก็มีทางเลือกอยู่สองทาง

ทางเลือกแรกคือการพยายามเอาชีวิตในโลกคู่ขนานบางอย่างมาใส่ไว้ในชีวิตที่ 1 ของเราในปัจจุบัน อาจจะเริ่มเล่นดนตรี อาจจะเริ่มเขียนบล็อก อาจจะทำอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกอยากทำมานานแต่ไม่ได้เริ่มสักที

เมื่อเราได้ทำสิ่งที่มอบพลังชีวิตให้กับเรา เราจะมีความสุขมากขึ้น และความสุขนี้จะติดต่อไปสู่คนรอบข้างที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วย

ทางเลือกที่สอง คือให้ถามตัวเองว่า เราจะเลือกชีวิตแบบไหนใน 9 ชีวิตนี้ ถ้ามีคนการันตีว่าเราจะไม่มีทางล้มเหลว?

“Ask yourself this question – of all nine of those lives, what would I do if I knew I wouldn’t fail? Which one of those would I choose?”

Weaver เล่าให้ฟังว่าเขาได้ออกจากงานในองค์กรใหญ่ เพื่อมามีชีวิตที่ 2 – คือการก่อตั้งบริษัท จากนั้นก็มามีชีวิตที่ 3 คือการเลือกเป็นอาจารย์ และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาทำอย่างมีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้


และนี่คือสามทางเลือกสำหรับคนที่คิดว่ากำลังเดินมาถึงทางแยก

Follow your mastery

Follow your talent

Follow your energy

บางคนอาจมองว่าการ “follow your energy” มันก็ไม่ต่างกับการ “follow your passion” รึเปล่า

ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยว่าสุดท้ายมันอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่บางที กับบางคอนเซ็ปต์ แค่เราบิดคำนิดเดียว ความรู้สึกนึกคิดหรือการกระทำก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

ดังนั้นเราคงไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันว่ามันเหมือนหรือมันต่าง ขอให้คิดแค่ว่าเป็นอีกสามมุมมองที่อาจมีประโยชน์ ถ้าอันไหนเข้าท่าก็ลองดู ถ้าลองแล้วไม่เวิร์คก็แค่วางลง

ขออวยพรให้คุณผู้อ่านได้พบแนวทางที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่เราอยากมีครับ

เมื่อมีงานมากมายจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี

ในฐานะ HR หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะใช้สัมภาษณ์ผู้สมัครงาน คือให้เขาเล่าช่วงที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตการทำงาน เพราะมันจะบอกอะไรได้ดีว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และเขารับมือกับมันอย่างไร

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยผ่านช่วงที่หนักหนาแบบนั้นมาบ้าง หรือบางคนอาจจะกำลังประสบกับมันอยู่ในตอนนี้เลยก็ได้

มีเรื่องเล่าที่ผมชอบมากจากหนังสือชื่อ Bird by Bird ของ Anne Lamott

“Thirty years ago my older brother, who was ten years old at the time, was trying to get a report written on birds that he’d had three months to write, which was due the next day.

We were out at our family cabin in Bolinas, and he was at the kitchen table close to tears, surrounded by binder paper and pencils and unopened books about birds, immobilized by the hugeness of the task ahead.

Then my father sat down beside him, put his arm around my brother’s shoulder, and said, “Bird by bird, buddy. Just take it bird by bird.”

แอนเล่าถึงพี่ชายตอนอายุ 10 ขวบ ที่ต้องทำรายงานวาดรูปนกที่คุณครูให้เวลาตั้ง 3 เดือน แต่พี่ชายไม่ได้ทำจนกระทั่งถึงคืนสุดท้ายก่อนส่ง (ซึ่งเราน่าจะเคยผ่านอะไรแบบนี้กันมาทั้งนั้น)

เมื่อเด็ก 10 ขวบรู้ตัวว่าทำไม่ทันแน่ๆ แย่แน่ๆ ก็เลยได้แต่นั่งน้ำตาคลออยู่ที่โต๊ะทานข้าวพร้อมสมุดเปล่าๆ ที่กางอยู่

โชคดีที่เขามีคุณพ่อที่เข้าใจ เดินมานั่งใกล้ๆ แล้วเอามือโอบไหล่

“Bird by bird, buddy. Just take it bird by bird.”

เวลาที่เรารู้สึกว่างานมันท่วมท้นจนน้ำตาคลอและทำอะไรไม่ถูก ลองสูดลมหายใจลึกๆ หรือออกไปเดินเล่นเพื่อตั้งหลัก แล้วค่อยลำดับความคิดว่าอะไรที่เราพอจะทำได้บ้าง 1-2-3-4

อาจจะเป็นการลิสต์ทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกมา อาจจะต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าหรือลูกน้อง อาจต้องแก้ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดก่อน หรืออาจแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก่อนเพื่อจะได้มีกำลังใจ

เมื่อพอรู้แล้วว่า next steps พอจะเป็นอะไรได้บ้าง ก็ค่อยๆ ลงมือทำไปทีละอย่าง

เมื่อมีงานมากมายจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้กระซิบบอกตัวเองว่า “Bird by bird” ครับ

วิธีดูง่ายๆ ว่าพนักงานใหม่เป็น Good Hire หรือ Bad Hire

หนึ่งหัวข้อที่หัวหน้าต้องคอยลุ้น คือการรับคนใหม่เข้าทีม

กว่าจะได้เรซูเม่ กว่าจะได้สัมภาษณ์ กว่าจะตัดสินใจว่าจะเอาคนไหน กว่าที่ผู้สมัครจะรับ offer และเซ็นสัญญา ต้องลงแรงและเวลากันไปไม่น้อย

พอเข้ามาก็ต้องลุ้นว่าจะเขาจะเข้ากับทีมได้มั้ย จะตามเพื่อนทันหรือไม่ และสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจตอนใกล้ครบ 3 เดือน คือจะให้ผ่านโปร (probation) หรือเปล่า

คนที่มาแล้วอยู่ได้ดี เราจะเรียกว่า good hire

คนที่มาแล้วเข้ากับทีมไม่ได้ ทำงานไม่ดี เราจะเรียกว่า bad hire

ตอนต้องตัดสินใจว่าจะให้คนคนนี้ผ่านโปรหรือไม่ ก็เป็นจังหวะวัดใจของหัวหน้าเหมือนกัน บางคนอาจยังทำงานไม่เข้าตานัก แต่หัวหน้าก็มีแรงผลักดันที่อยากจะให้ผ่านโปรอยู่ดี ด้วยเหตุผลประมาณนี้

  • น้องยังใหม่อยู่ อาจต้องใช้เวลาปรับตัวอีกหน่อย
  • มีเอาไว้ดีกว่าไม่มี ถ้าไม่มีคนนี้ น้องคนอื่น (หรือตัวเราเอง) ก็ต้องกลับไปแบกงานอีก
  • ไม่อยากเริ่มต้นหาคนใหม่

เมื่อมันมีแรงผลักดันที่ทำให้เรามีสิทธิ์ลำเอียง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หัวหน้าบางคนยอมให้ bad hire ผ่านโปร ซึ่งอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราว แต่จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวอยู่ดี

ผมพบว่ามีวิธีดูง่ายๆ ว่าน้องคนนี้เป็น good hire หรือ bad hire โดยจะใช้ได้หลังจากน้องเข้ามาประมาณ 1 เดือน

ก็คือให้ถามตัวเองว่า “น้องคนนี้เข้ามาแล้ว เราเหนื่อยน้อยลงรึเปล่า” หรือไม่ก็ “น้องคนนี้เข้ามาแล้ว เพื่อนร่วมทีมเหนื่อยน้อยลงรึเปล่า” ขึ้นอยู่กับว่าเขาต้องเข้ามาช่วยแบ่งเบางานของใครในทีม

สมมติว่าน้องควรจะมาช่วยแบ่งเบางานของเรา แน่นอนว่าช่วงแรกเราต้องเหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องใช้แรงและเวลาในการสอนงานน้องคนนี้

แต่พอผ่านไปประมาณเดือนนึงแล้ว น้องควรจะเริ่มเอางานส่วนที่เราเคยทำอยู่ไปทำได้ – อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง – และถ้าเป็น good hire จริงๆ เราควรจะเหนื่อยน้อยลง

แต่ถ้าน้องเอางานไปทำแล้วยังพลาด เรายังต้องตามแก้อยู่บ่อยๆ ให้ทดไว้ในใจได้เลยว่าน้องคนนี้อาจเป็น bad hire

เราต้องกล้าให้ฟีดแบ็คตรงๆ (แต่ไม่แรง) เพื่อให้น้องได้มีโอกาสกลับตัวและปรับตัว

แต่ถ้าเราสอนหมดแล้ว ฟีดแบ็คหมดแล้ว แล้วดีขึ้นแค่ชั่วคราว และกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ก็แสดงว่าน้องน่าจะเป็น bad hire และเราไม่ควรให้น้องได้ผ่านโปร ไม่อย่างนั้นก็ทำนายอนาคตได้เลยว่าเราและทีมจะเหนื่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้าน้องเข้ามาแล้วเราเหนื่อยน้อยลง ถือว่าเป็น good hire

ถ้าน้องเข้ามาแล้วเราเหนื่อยเท่าเดิม (หรือเหนื่อยกว่าเดิม!) แสดงว่าเป็น bad hire และควรตัดใจและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ต้องรอนานถึงสามเดือน

และการที่เขาเป็น bad hire ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็น bad person แค่องค์กรของเรากับตัวเขาไม่เหมาะกัน การที่เราดึงดันให้เขาอยู่ที่นี่ต่อไปอาจจะเป็นการทำร้ายเขาทางอ้อมก็ได้

แน่นอนว่าวิธีดูแบบนี้ย่อมมีจุดอ่อน ดังนั้นพึงใช้เทคนิคนี้ด้วยความระมัดระวังนะครับ