กฎ 1%

20200425c

ในปี 2010 Dave Brailsford ถูกแต่งตั้งให้เป็น performance director ของนักจักรยานทีมชาติอังกฤษ

ในประวัติศาสตร์รายการแข่งขันจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Tour De France นั้น ยังไม่เคยมีนักปั่นชาวอังกฤษคนไหนคว้ารางวัลในรายการนี้ได้แม้แต่คนเดียว และนี่คือมิสชั่นที่เดฟได้รับมอบหมาย

เดฟจึงริเริ่มยุทธศาสตร์ที่เขาเชื่อว่าจะทำให้มีนักปั่นชาวอังกฤษได้ขึ้นไปยืนบนโพเดียมของ Tour De France ภายในเวลา 5 ปี

ยุทธศาสตร์ที่ว่าคือการปรับปรุงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งจักรยานให้ได้ 1%

เดฟโดยเริ่มต้นจากเรื่องเบสิคอย่างดีไซน์ของจักรยาน การรับประทานอาหาร และการฝึกซ้อมของนักกีฬา

แต่เดฟไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังจ้างหมอศัลยกรรมมาสอนวิธีการล้างมือให้กับนักกีฬา หาวิธีการนวดที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด และแม้กระทั่งหาหมอนที่หนุนนอนแล้วจะหลับได้ทรงประสิทธิภาพที่สุดอีกด้วย

เดฟและทีมงานมองหาทุกวิถีทางที่จะปรับปรุงทุกๆ มิติเกี่ยวกับการแข่งจักรยานให้ดีขึ้น ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

แล้วนักปั่นจากอังกฤษก็คว้าเหรียญทองของ Tour De France ได้ภายในเวลาแค่ 3 ปี

ในโอลิมปิกปี 2012 ทีมชาติอังกฤษยังเอาชนะคู่แข่งจากชาติต่างๆ อย่างขาดลอยและกวาดเหรียญทองไปได้ถึง 70% ของการแข่งขันทั้งหมด

กฎ 1% บัญญัติว่า ถ้าเพียงเราปรับปรุงทุกๆ ด้านของชีวิตแค่ 1% และเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ภายในหนึ่งปีชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากมาย

ซึ่งวิธีการนี้ตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ ที่มักจะเริ่มต้นจาก “แรงบันดาลใจ” แล้วใช้ความฮึดเข้าแลกจนทำอะไรที่เกินตัวและมักจะล้มเลิกเสียกลางคัน

ไอเดียเรื่องกฎ 1% นี้มีคนลองเอาไปประยุกต์ใช้ เริ่มต้นจากอ่านหนังสือวันละ 20 หน้า เริ่มออกกำลังกายแบบ calisthenics วันละ 15 นาที ภายในเวลาเพียงสองเดือนก็อ่านหนังสือจบไป 9 เล่มและลดน้ำหนักไปได้ 4 กิโลครึ่ง

กฎ 1% สอนให้เรารู้ว่า เรื่องเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร เมื่อเราทำมันอย่างต่อเนื่องก็มากเกินพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nikhil Nallaballe’s answer to What is the most clever life hack you’ve learned?

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

กฎ 70% สำหรับคนเป็นหัวหน้า

20200203

คนที่เพิ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหม่ๆ มักจะมีอาการ “ช็อคน้ำ”

หนึ่ง คือจากที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ก็ต้องมาเป็นหัวหน้าของเขา

สอง คืองานของเพื่อนที่เราไม่ค่อยรู้ ก็ต้องเรียนรู้ให้มากพอที่จะให้คำปรึกษาได้

สาม คือเรามักจะพบว่าเรายังขาด soft skills บางอย่างที่จะช่วยให้ทีมทำงานออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

สี่ คือเราไม่กล้ามอบหมายงานให้ลูกน้อง หนึ่งเพราะน้องยุ่งอยู่แล้ว สองการสอนนั้นต้องใช้เวลา สามถึงสอนไปงานก็มักออกมาไม่ได้ดั่งใจ เราจึงเลือกที่จะทำเสียเอง

พองานเก่าก็ยังทำ งานใหม่ก็ต้องดู จากคนที่เคยทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี ก็กลายเป็นหัวหน้าที่ทำได้ไม่ดีสักอย่าง

หัวหน้าใหม่ รวมถึงหัวหน้าเก่าบางคน จึงน่าจะได้ประโยชน์จากกฎ 70% นี้ครับ

กฎ 70% บัญญัติไว้ว่า ถ้าลูกน้องสามารถทำงานชิ้นนี้ได้ดีประมาณ 70% ของที่เราทำได้ ก็จงมอบหมายให้ลูกน้องทำงานนั้นเสียเถิด เพื่อที่เราจะได้มีเวลาสำหรับงานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

แม้กฎ 70% จะเข้าใจง่าย แต่ทำได้ยากมาก เหตุผลหนึ่งที่เรามักจะไม่ยอมปล่อยงานให้คนอื่น เพราะเรายังอยาก “รู้สึกดีกับตัวเอง” ด้วยการทำงานที่เราถนัด เพราะงานอื่นๆ ที่มากับหน้าที่หัวหน้านั้นเราไม่เก่งเอาเสียเลย การได้ทำงานที่ตัวเองเก่งอยู่แล้วคือ comfort zone ที่เราโหยหา

แต่การพยายามทำอะไรด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่มีทางยั่งยืน เราอาจจะกัดฟันทำได้สักสองสามเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี แต่สุดท้ายร่างกายคนเรามีลิมิต เวลาของเราก็มีจำกัด แต่งานนั้นเป็นอนันต์ การพยายาม “อมงาน” เอาไว้กับตัวนั้นไม่ได้สร้างผลดีกับใครทั้งสิ้น

ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าเรายังทำหน้าที่หัวหน้าได้ไม่ค่อยดี ลองเอากฎ 70% ไปลองใช้ดูนะครับ อาจจะเริ่มจากคนที่เราไว้ใจมากๆ ก่อนก็ได้

ช่วงแรกนั้นยากแน่นอน แต่ในระยะยาว ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้ชีวิตของลูกน้องดีขึ้น และทำให้ทีมดีขึ้นได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Hector Quintanella’s answer to What’s the biggest challenge you expect to face in 2020?

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

กฎง่ายๆ สำหรับการใช้ชีวิต

20180625_simple

กฎประจำตัวข้อหนึ่งที่ผมพยายามใช้มาตลอดก็คือ:

อะไรที่มีประโยชน์ก็ทำ อะไรที่ไม่มีประโยชน์ก็อย่าไปทำ

ไม่มีอะไรว้าว ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ผมถึงบอกว่ามันเป็นกฎง่ายๆ แต่ถ้าแยกแยะได้ เราจะใช้ชีวิตได้ฉลาดขึ้น

ขยันทำงาน = มีประโยชน์ = ทำ

ขยันทำงานจนไม่ได้พักผ่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ใช้ LINE เพื่อติดต่อกับเพื่อนฝูง = มีประโยชน์ = ทำ

ใช้ LINE เพื่อส่ง “เรื่องเขาเล่าว่า” ซึ่งไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนและน่าจะเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

สั่งของออนไลน์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขับรถออกไปซื้อ = มีประโยชน์ = ทำ

สั่งของออนไลน์ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นแต่พอดีมันกำลัง flash sales = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ทะเลาะกับแฟน รอให้อารมณ์เย็น กล่าวขอโทษ ปรับความเข้าใจ = มีประโยชน์ = ทำ

ทะเลาะกับแฟน จึงไม่ยอมพูดยอมจา รอให้เขามาง้อ เพราะอยากเอาชนะและเป็นผู้เหนือกว่าในความสัมพันธ์นี้ = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

อ่านประวัติศาสตร์บ้านเมืองเพื่อจะได้เข้าใจปัจจุบัน = มีประโยชน์ = ทำ

อ่านข่าวการเมืองเพื่อไปฟาดฟันทางความคิดกับคนที่เชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

แน่นอน การจะตัดสินว่าอะไรมีประโยชน์หรืออะไรไม่มีประโยชน์บางทีมันก็ไม่ง่าย เพราะบางเรื่องก็ทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในเวลาเดียวกัน เราจึงต้องฝึก “กล้ามเนื้อประเมินประโยชน์” บ่อยๆ

เมื่อฝึกจนชำนาญ สายตาและสมองเราก็จะแหลมคมพอที่จะใช้เวลาวันนี้ให้ฉลาดกว่าเมื่อวานครับ

กฎ 5 ข้อจาก Simon Sinek

20180414_5rulessimonsinek

Simon Sinek (ไซมอน ซิเน็ค) เป็นนักพูดที่โด่งดังมาจากเวที TED ในหัวข้อ How great leaders inspire action จนต่อมาได้กลายเป็นหนังสือ Start with Why ที่ขายดีไปทั่วโลก

ครั้งหนึ่งเขาได้รับเชิญไปพูดในงานของ Usher’s New Look

Usher คือศิลปินผิวสีชาวอเมริกัน และ Uher’s New Look คือองค์กรที่ Usher ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยชี้แนะโค้ชเด็กวัยรุ่นให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ในงาน Usher’s New Look ไซมอนพูดถึงกฎ 5 ข้อที่เขาอยากให้ทุกคนจำไว้ในระหว่างที่กำลังค้นหาตัวเอง – 5 rules to follow as you find your spark ซึ่งผมเห็นว่าดีมากเลยอยากนำมาสรุปไว้ตรงนี้ครับ

 

กฎข้อที่ 1

ไซมอนเคยไปวิ่ง fun run กับเพื่อนใน Central Park พอถึงเส้นชัย ก็มีสปอนเซอร์เอาเบเกิลมาแจก (bagel หน้าตาคล้ายโดนัท แต่จะหั่นครึ่งใช้เหมือนขนมปังทำแซนด์วิช)

มีโต๊ะวางอยู่เรียงกัน ฝั่งหนึ่งมีคนแจกเบเกิลอยู่หลายคน ส่วนอีกฝั่งก็เป็นนักวิ่งที่เข้าคิวรอเลือกเบเกิลที่ตัวเองอยากกินอยู่

ไซมอน: อ๊ะ เบเกิลฟรี ไปหยิบกันเถอะ

เพื่อน: ไม่เอาดีกว่า แถวยาว

ไซมอน: เบเกิลฟรีเชียวนะ

เพืื่อน: ไม่เอาว่ะ เราขี้เกียจเข้าคิว

แล้วไซมอนก็คิดได้ว่า โลกนี้มีคนอยู่ 2 แบบ

แบบแรก คือคนที่เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น

แบบที่สอง คือคนที่เห็นแต่อุปสรรคเท่านั้น

ไซมอนเห็นแต่เบเกิล ส่วนเพื่อนของเขาเห็นแต่คิวยาวๆ

ไซมอนจึงเดินไปที่คิว ก้มตัวลง เอามือสอดเข้าไประหว่างคนสองคนที่เข้าคิวอยู่ และหยิบเบเกิลออกมาสองชิ้น โดยไม่มีใครว่าอะไร

ไซมอนสรุปว่า บางทีคุณก็ไม่ต้องเข้าคิว บางทีคุณแหกกฎก็ยังได้ ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ตัวเขาเองไม่ได้เข้าคิว และราคาที่ต้องจ่ายคือการไม่ได้เลือกว่าจะได้เบเกิลรสอะไร (เพราะเอื้อมมือไปหยิบโดยไม่ได้ดู)

(กฎนี้จริงๆ ผมเองก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่จะตัดออกก็ใช่ที่ เพราะผมยังชอบประโยคที่ว่าคนบางคนเห็นแต่เป้าหมาย ส่วนบางคนเห็นแต่อุปสรรค)

 

กฎข้อที่ 2

ในคริสตศตวรรษที่ 18 มีโรคโรคหนึ่งระบาดไปทั่วยุโรป

โรคนั้นมีชื่อว่าโรคไข้หลังคลอด หรือ Childbed Fever แม่ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไข้ขึ้นสูงหลังคลอดบุตร และเสียชีวิตลงภายใน 48 ชั่วโมง บางโรงพยาบาลมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 70%

แต่ศตวรรษที่ 18 คือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ที่คนไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ บรรดาหมอล้วนแล้วแต่ต้องการจะศึกษาและหาคำตอบว่าอะไรคือต้นเหตุของโรคนี้ พวกเขาจึงแบ่งเวลาตอนเช้าเพื่อใช้ในการชันสูตรศพที่ตายจากโรค Childbed Fever ส่วนตอนบ่ายจึงทำหน้าที่คลอดบุตรตามปกติ

ผ่านไปเกือบร้อยปี ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 คุณหมอนาม Oliver Wendell Holmes ก็ตั้งข้อสังเกตว่า หมอหลายคนที่ชันสูตรศพในตอนเช้าไม่ได้ล้างมือก่อนไปทำคลอดในตอนบ่าย

Holmes จึงบอกกับหมอเหล่านั้นว่า “จริงๆ แล้วคุณนั่นแหละคือต้นเหตุของปัญหา” (Guys – you are the problem) และแนะนำให้หมอล้างมือให้สะอาดก่อนทำคลอด แต่กลับไม่มีใครเชื่อหมอโฮล์มส์ และต้องใช้เวลากว่า 30 ปีกว่าที่หมอจะหันมาล้างมือ จนโรค Childbed Fever ค่อยๆ หมดไปในที่สุด

 

กฎข้อที่ 3

หน่วย SEAL ของอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดในโลก การฝึกที่แสนหฤโหดนั้นหมายความว่ามีชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยที่ถอดใจไประหว่างช่วงฝึกซ้อมก่อนจะได้เป็นทหาร SEAL

มีคนเคยถามนายทหาร SEAL ว่าคนแบบไหนที่จะอดทนและผ่านการฝึก SEAL ไปจนได้บรรจุ

นายทหารคนนี้ตอบว่า

พวกคนกล้ามใหญ่ๆ มีรอยสักเต็มตัว ขี้โม้ๆ พวกนี้ไม่ผ่าน

พวกคนที่ชอบออกคำสั่งโดยไม่ค่อยอยากทำอะไรเอง พวกนี้ก็ไม่ผ่าน

พวกนักกีฬาคนดังจากมหาลัยที่ไม่เคยเจอความลำบากอย่างแท้จริง พวกนี้ก็ไม่ผ่าน

คนที่อยู่กับการฝึก SEAL จนตลอดรอดฝั่ง บางคนก็ตัวไม่ใหญ่ บางคนก็กลัวจนตัวสั่น แต่คนเหล่านี้ เวลาที่โดนบททดสอบจนหมดทั้งแรงกายและแรงใจ พวกเขากลับยังสามารถขุดพลังบางอย่างออกมาเพื่อจะช่วยเหลือเพื่อนทหารที่อยู่ข้างๆ ได้

ไซมอนจึงบอกว่า จงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และจงกล้าที่จะเอ่ยขอความช่วยเหลือเมื่อรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้

เมื่อคุณเอ่ยปาก คุณจะแปลกใจว่ามีคนพร้อมจะช่วยคุณเต็มไปหมด ที่ก่อนหน้านั้นเขาดูเฉยๆ เพราะเขานึกว่าคุณไม่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะคุณมัวแต่แสร้งว่าทุกอย่างโอเค

แต่ถ้าคุณกล้าพูดว่าทุกอย่างไม่โอเค คุณไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ก็จะมีคนมากมายเข้ามาพยุงคุณไว้ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณพร้อมจะช่วยเขาในวันที่เขาลำบากเช่นกัน

 

กฎข้อที่ 4

เนลสัน แมนเดลลา อดีตประธานาธิบดีของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เป็นหนึ่งในผู้นำไม่กี่คนที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมจากทั่วโลก

มีคนเคยถามแมนเดลลาว่าเขาเรียนรู้ทักษะการเป็นผู้นำที่ดีมาจากใคร

แมนเดลลาตอบว่า พ่อของเขาเป็นหัวหน้าเผ่า (tribal chief) เวลามีประชุมประจำเผ่า แมนเดลลาก็จะติดสอยห้อยตามพ่อเขาไปด้วยเป็นประจำ

มีสองอย่างที่แมนเดลลาจำได้

หนึ่ง ทุกคนจะนั่งล้อมเป็นวงกลมเสมอ

สอง พ่อของเขาจะพูดเป็นคนสุดท้ายเสมอ

ไซมอนบอกว่า เราถูกสอนมาตลอดชีวิตให้เป็นผู้ฟังที่ดี แต่ไซมอนเชื่อว่า เราต้องเรียนรู้ที่จะพูดเป็นคนสุดท้ายต่างหาก

ในองค์กรมากมาย เราเห็นผู้นำหรือท่านประธานเดินเข้ามาในห้องประชุมแล้วพูดเปิดว่า ปัญหาคืออย่างนี้ ผมคิดอย่างนี้ แต่ผมก็อยากฟังความคิดเห็นของแต่ละคนนะ

ซึ่งถึงจังหวะนั้นก็สายเกินไปแล้ว เพราะความคิดของคุณส่งผลกับทุกคนในห้องไปเรียบร้อยแล้ว

ในฐานะผู้นำ การปล่อยให้ทุกคนได้พูดก่อนมีข้อดีสองข้อ

หนึ่ง คือทุกคนได้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเพราะได้มีส่วนช่วยออกความคิดเห็น

สอง คือคุณจะได้รู้ว่า จริงๆ แล้วแต่ละคนคิดอย่างไร

ระหว่างที่คุณฟัง คุณไม่ควรแสดงออกว่าตัวเองคิดอะไรอยู่

ถ้ามีใครพูดแล้วคุณเห็นด้วย คุณก็อย่าไปพยักหน้า และถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับใคร คุณก็อย่าไปส่ายหน้า

สิ่งเดียวที่คุณควรทำคือถามคำถามเพื่อให้เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาถึงคิดอย่างนี้

จงอดทนที่จะไม่ออกความเห็น และสุดท้ายก็จะถึงตาคุณได้พูดแน่นอน

 

กฎข้อที่ 5

ครั้งหนึ่ง อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมได้รับเชิญให้ไปปาฐกถาในงานประชุมที่มีคนเข้าร่วมนับพันคน

ระหว่างที่พูดอยู่นั้น เขาก็หยิบกาแฟจากแก้วโฟมขึ้นมาจิบ

ยังไม่ทันจะพูดต่อ เขาก็มองลงไปที่แก้วกาแฟอีกครั้งแล้วอมยิ้ม ก่อนที่จะพูดออกนอกเรื่อง

“คุณรู้มั้ย ปีที่แล้วผมก็มาพูดที่งานนี้ ตอนนั้นผมยังเป็นปลัดกระทรวงอยู่ ผมบิน business class ให้ พอถึงสนามบิน ก็มีคนมาต้อนรับขับสู้ ขับรถพาผมไปส่งถึงโรงแรม ทำการเช็คอินให้เรียบร้อยและขึ้นไปส่งผมถึงบนห้อง วันรุ่งขึ้น ก็มีคนมารอผมที่ล็อบบี้ และขับรถพาผมมาที่นี่ พาเข้าประตูหลังเพื่อไปนั่งรอในห้องรับรอง แล้วเอากาแฟมาเสิร์ฟในแก้วเซรามิคอย่างดี”

“ปีนี้ผมไม่ได้เป็นปลัดกระทรวงแล้ว ผมนั่งเครื่องบินชั้นประหยัด พอถึงสนามบินก็เรียกแท๊กซี่ไปโรงแรมเอง เช้านี้ไม่มีใครรอผมที่ล็อบบี้ ผมต้องเรียกแท๊กซี่มาที่นี่ เข้าทางประตูหน้า หาทางเดินมาหลังเวที แล้วพอผมถามว่าพอจะมีกาแฟมั้ย เขาก็ชี้ไปที่เครื่องทำกาแฟ ผมเลยเดินไปชงกาแฟให้ตัวเองและรินกาแฟใส่ถ้วยโฟมใบนี้”

“บทเรียนก็คือ แก้วเซรามิคใบนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อผม มันมีไว้สำหรับตำแหน่งของผมต่างหาก ตัวผมจริงๆ แล้วคู่ควรกับแก้วโฟมเท่านั้น” (The ceramic cup was not meant for me. It was meant for the position I held. I deserve a styrofoam cup.)

จงจำไว้ว่าเวลาคุณเริ่มมีชื่อเสียงเงินทอง หลายคนจะเปิดประตูให้คุณ เอากาแฟมาเสิร์ฟให้คุณโดยที่คุณไม่ได้ขอ เขาจะเรียกคุณว่า “ท่าน” หรือ “คุณผู้หญิง” และประเคนหลายสิ่งอย่างให้กับคุณ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคุณเลย มันมีไว้เพื่อตำแหน่งของคุณหรือสำหรับความสำเร็จที่คุณได้สร้างมาต่างหาก

ในวันที่คุณรุ่งเรือง คุณมีสิทธิ์ที่จะเพลิดเพลินไปกับอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่คุณได้รับ แต่อย่าลืมที่จะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จะระลึกไว้เสมอว่า แท้จริงแล้วคุณนั้นคู่ควรกับแก้วโฟมเท่านั้น

—–

ขอสรุปกฎ 5 ข้ออีกครั้งดังนี้

1. อย่ารีรอที่จะมุ่งมั่นเพื่อสิ่งที่คุณต้องการ ตราบใดที่คุณไม่ได้ไปขวางทางคนอื่น – You can go after whatever you want. You just cannot deny anyone else to go after whatever they want.

2. บางทีคุณนั่นแหละคือตัวปัญหา – Sometimes you are the problem.

3. จงช่วยเหลือคนอื่นและขอความช่วยเหลือ – Help each other. Learn to ask for help.

4. ฝึกฝนที่จะพูดเป็นคนสุดท้าย – Practice being the last to speak.

5. คุณคู่ควรกับแก้วโฟมเสมอ – You always deserve a styrofoam cup.

หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ 🙂

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Usher’s New Look on Youtube: 5 Rules to Follow as You Find Your Spark by Simon Sinek 

ขอบคุณภาพจาก U.S. Air Force photo/Chief Master Sgt. John Evalle 

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

BookAdvertise

กฎ 7 คะแนน

20171217_seven

เรากำลังอยู่ในยุคที่มีทางเลือกมากมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

นั่นก็ดี นี่ก็ใช่

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องดีกับเรื่องแย่ แต่เป็นเรื่องยากมากที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องที่ดีกับเรื่องที่ดีที่สุด

ที่ชีวิตเราไปไม่ได้ไกลเท่าที่ควร จึงไม่ใช่เพราะเราทำเรื่องแย่ๆ แต่เพราะเราทำแต่ “เรื่องดีๆ” จนไม่เหลือแรงให้กับเรื่องที่ “ดีที่สุด” ต่างหาก

แล้วเราจะเลือกได้อย่างไร ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรรทำ?

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek เพิ่ง “สัมภาษณ์ตัวเอง” ลงพอดคาสท์ แล้วเล่าว่าเทคนิคหนึ่งที่เขาใช้สำหรับการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร คือให้คะแนน 1-10 กับโอกาสทุกอย่างที่เข้ามา เช่นการโดนรับเชิญไปร่วมงานประชุม ได้รับเชิญไปพูด โดนชวนทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ฯลฯ

โดยมีกฎเหล็กคือห้ามให้ 7 คะแนน

เพราะแนวโน้มก็คือเรามักจะให้ 7 คะแนนกับ “เรื่องดีๆ”

และพอเป็น 7 เราก็มักเลือกที่จะทำ ทั้งๆ ที่เราอาจไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันมากมาย

เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอโอกาสที่อยากให้ 7 คะแนน จึงต้องตัดสินใจให้ได้ว่า จะให้ 6 หรือ 8

8 คือเราต้องรู้สึกอยากมากระดับนึง จนแทบจะเป็นการ say yes

6 ก็คือเป็นการบอกกลายๆ ว่าเราเลือกจะไม่ทำ ถึงแม้มันจะเป็นโอกาสที่ดีก็ตาม

กฎ (ห้ามให้) 7 คะแนน ช่วยให้เราแบ่งกิจกรรมออกเป็นสองกลุ่มได้ชัดเจน คือกิจกรรมที่อยากทำจริงๆ (8-10 คะแนน) กับกิจกรรมที่ไม่ได้อยากทำขนาดนั้น (1-6 คะแนน)

เมื่อเราตัดสิ่งดีๆ จนเหลือแต่สิ่งที่ดีที่สุด เราก็จะสามารถสร้าง impact ได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ