5 ความประทับใจจากหนังสือ งานประจำสอนทำธุรกิจ

“พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป็นเจ้าของเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย ที่พิมพ์หนังสือ “Thank God It’s Monday – ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ให้กับผมและบล็อก Anontawong’s Musings

แม้จะรู้จักกันมา 5 ปี แต่ผมก็ได้เจอกับพี่ปิ๊กไม่บ่อยนัก เมื่อกลางปีที่แล้วหลังจากพ้นช่วงล็อกดาวน์มาไม่นาน เราเลยนัดกินข้าวกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบว่าต่างคนต่างทำอะไรกันอยู่ พอผมถามถึงหนังสือเล่มใหม่ๆ ที่สนพ.อะไรเอ่ยจะทำ พี่ปิ๊กเล่าให้ฟังถึงเด็กคนหนึ่งที่พี่ปิ๊กเพิ่งได้ไปคุยมา ชื่อน้องนาฟิส อิสลาม

พี่ปิ๊กบอกผมว่า “เด็กคนนี้มีของ” เพิ่งเรียนจบมาไม่นานแต่ทำเพจ “สมองไหล” ที่มีคนติดตามเป็นแสนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เพจสมองไหลนั้นจะรวบรวมข้อคิดดีๆ จากหนังสือแนว self-improvement มาถ่ายทอดในรูปแบบที่โดนใจ และยังทำหน้าที่เป็น “คลีนิกที่จ่ายหนังสือแทนยา” โดยคุณนาฟิสจะช่วยวินิจฉัยคนที่ทักมาทาง inbox ว่ามีปัญหาอะไร หนังสือเล่มไหนที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตเขาในตอนนี้ และจัดแจงส่งหนังสือเล่มนั้นให้ คุณนาฟิสจึงมีรายได้จากการขายหนังสือมากเพียงพอที่จะลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพเพื่อกลับมาทำธุรกิจของตัวเองที่บ้านเกิด และใช้เวลาที่มีมากขึ้นเพื่อขีดเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยด้วย

วันนี้ผมอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้ว

และนี่คือ 5 ความประทับใจจากหนังสือ “งานประจำสอนทำธุรกิจ” ครับ

1.พ่อแม่รวยสอนลูก


ตอนมัธยมต้น คุณนาฟิสต้องเข้าไปเรียนในเมือง อยากมีมือถือไว้ใช้ แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ซื้อให้ ถ้าอยากได้ต้องหาเงินซื้อเอง คุณนาฟิสเลยรับจ้างล้างรถ ถูบ้านให้พ่อกับแม่จนเก็บเงินซื้อมือถือราคา 600 บาท ส่วนเงินเติมมือถือคุณนาฟิสก็ต้องใช้เงินค่าขนมของตัวเอง

พอเรียนมัธยมปลาย พ่อแม่ก็บอกคุณนาฟิสแต่เนิ่นๆ ว่า จะส่งเสียคุณนาฟิสถึงแค่เรียนจบเท่านั้น เรื่องเงินเรื่องหนี้สินพ่อแม่จะจัดการเอง ไม่ต้องมาส่งเสียเลี้ยงดู จงเอาแรงและเวลาออกไปสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ถ้าคุณนาฟิสมีปัญหาทางการเงิน พ่อแม่ก็จะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้ คุณนาฟิสเลยต้องหาความรู้ทางการเงินด้วยการอ่านหนังสืออย่างพ่อรวยสอนลูกของ Robert Kiyosaki และ Money 101 ของโค้ชหนุ่ม Money Coach ได้ทำความรู้จักกับ “หนี้รวย” “หนี้จน” และ “ภาษีฟุ่มเฟือย”

หนี้รวยคือหนี้ที่มีแล้วสร้างรายได้ เช่นกู้เงินมาซื้อห้องแล้วปล่อยเช่า หนี้จนคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แถมยังสร้างภาระ เช่นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด

ภาษีฟุ่มเฟือย คือกุศโลบายในการเก็บเงิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้เงินไปกับเรื่องฟุ่มเฟือย ให้โอน 10% เข้าบัญชีเงินออมทันที เช่นดูหนัง 200 บาทก็โอนอีก 20 บาทเข้าบัญชีเงินออม

2. “หางาน” ต้องใช้ปริญญาแต่ “สร้างงาน” นั้นไม่ต้อง

ตอนเรียนชั้นมัธยม คุณนาฟิสลองทำธุรกิจโรงเรียนเทควันโดของตัวเองโดยแทบไม่ต้องใช้เงินทุน เพราะใช้พื้นที่ของโรงเรียน และหาลูกค้าด้วยการโพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว จนมีรายรับเดือนละเป็นหมื่นและได้บทเรียนทางธุรกิจมามากมาย

พอเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณนาฟิสก็ได้งานประจำที่กรุงเทพกับบริษัทสตาร์ตอัพแห่งหนึ่ง ทำอยู่ 1 ปีเต็มและได้พบความจริงว่างานประจำนั้นได้ค่าตอบแทนตามเวลา ไม่ได้ค่าตอบแทนตามผลลัพธ์ การเติบโตของรายได้นั้นจำกัด

ช่วงที่ล็อกดาวน์เพราะโควิด ต้อง work from home คุณนาฟิสมีเวลามากขึ้น จึงครุ่นคิดว่าจะใช้เพจสมองไหลที่มีอยู่แล้วไปต่อยอดได้อย่างไร แล้วเขาก็คิดโมเดลแนะนำหนังสือและขายหนังสือขึ้นมา หากใครสนใจก็ขับรถไปซื้อหนังสือที่หน้าร้านมาส่งให้ วันแรกขายได้ 6 เล่ม ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนมียอดขายเดือนละ 1,000 เล่มและสามารถต่อรองกับสำนักพิมพ์เพื่อให้ได้ต้นทุนหนังสือที่ถูกลงได้ จนวันหนึ่งถึงจุดที่มีรายได้แตะหลักแสนต่อเดือนและมีเงินเก็บมากพอที่จะใช้ไปได้อีก 3 ปี คุณนาฟิสจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

3.เคล็ดวิชาป้ายยา

คุณนาฟิสขายหนังสือได้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่ต้องใช้เงินบู๊สต์โพสต์ เพราะมีเคล็ดวิชาป้ายยาอยู่

หลักการมี 6 ขั้นตอนดังนี้

3.1 ขยี้ปัญหา
3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหาให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนจะแก้ปัญหานั้นได้แล้ว
3.3 นำลูกค้ากลับมาอยู่ในสถานะเดิม
3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า
3.5 เสนอสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่าในใจลูกค้า
3.6 สร้าง sense of urgency

มาดูตัวอย่างกัน

3.1 ขยี้ปัญหา – ปัญหาของคนทำออนไลน์คอนเทนต์คือค่าโฆษณาที่แพงขึ้น จึงเขียนหัวข้อโพสต์ว่า “ถ้าทำคอนเทนต์ดี ก็ไม่ต้องเสียเงินยิงค่าโฆษณาสักบาท”

3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหา – คุณนาฟิสจะเขียนถึงประเภทของการทำคอนเทนต์ และเทคนิคการทำคอนเทนต์ให้คนแชร์เป็นจำนวนมาก

3.3 นำลูกค้ากลับสู่สถานะเดิม – “นี่คือเทคนิคที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่จริงๆ แล้วยังมีเทคนิคอีกมากมาย”

3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า – “เทคนิคทั้งหมดผมได้ไปเรียนมาจากคอร์สราคา 8,000 บาท”

3.5 เสนอสินค้าให้ต่ำกว่าราคาในใจ – “แต่ข่าวดีคือ ครูที่สอนผมทำคอนเทนต์เขาเขียนหนังสือออกมา ซึ่งเหมือนเอาบทเรียนราคา 8,000 บาท ในคอร์สมายัดลงหนังสือในราคา 245 บาท”

3.6 สร้าง sense of urgency เพราะจริงๆ แล้วลูกค้าอาจจะไปซื้อตามร้านหนังสือก็ได้ คุณนาฟิสก็เลยเขียนทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้หนังสือเหลือเพียง 43 เล่มเท่านั้น”

ด้วยวิธีการ 6 ข้อดังกล่าว ทำให้มียอดสั่งหนังสือเข้ามาแบบถล่มทลาย

4. เป้าหมายเล็กจะนำไปสู่เป้าหมายใหญ่เอง


คุณนาฟิสไม่ค่อยชอบตั้งเป้าหมายใหญ่ระยะยาว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนตลอด จึงยึดแนวทางของสตาร์ตอัพที่ตั้งเป้าหมายระยะสั้น ทดลอง ลงมือทำ และปรับใหม่ตามสถานการณ์โดยใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด

ความเจ๋งก็คือ เมื่อเราโฟกัสเป้าหมายเล็กๆ และทำให้สำเร็จเสียก่อน มันจะทำให้เราเริ่มมีวิสัยทัศน์และมองเห็นเส้นทางที่ยาวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายเล็กๆ ที่สำเร็จจึงกลายเป็นรากฐานสำหรับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นไปโดยปริยาย

ดังนั้น จงตั้งเป้าหมายแบบสตาร์ตอัพ อย่าทำแบบคนส่วนใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายแบบบริษัทมหาชนและอ้างว่าต้นทุนไม่พอ

5. ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “มีหรือไม่มีเวลา” ประเด็นอยู่ที่ “ใช้หรือไม่ใช้เวลา”

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้เวลาไปกับเรื่องอะไร ซึ่งคุณนาฟิสให้คำแนะนำไว้สามข้อด้วยกัน

5.1 ตั้งเป้าหมายก่อน จะได้รู้ว่าเราอยากใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง เช่นอ่านหนังสือให้ได้วันละ 30 นาที หรือเขียนบทความให้ได้วันละ 1 บท

5.2 ตัดงานอดิเรกที่ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมาย แต่ก่อนคุณนาฟิสติดเกม FIFA มาก เล่นทุกภาคตั้งแต่มัธยมจนเรียนจบปริญญาตรี แต่ตอนนี้งานอดิเรกที่ทำจะพยายามให้สอดคล้องกับเป้าหมายมากที่สุด อ่านหนังสือแทนเล่นเกม ฟังพอดแคสต์แทนฟังเพลง คุยเรื่องไอเดียแทนการนินทา

5.3 ใช้เศษเวลาให้คุ้มค่า มันคือ “ช่วงเวลาก้ำกึ่ง” 5-15 นาทีที่เรามีอยู่ตลอดวัน ช่วงรอรถ ช่องรอลิฟต์ ช่วงเดินทาง ถ้าเราติดหนังสือไว้กับตัวและวางหนังสือเอาไว้ทั่วบ้าน เราก็จะอ่านหนังสือได้มากขึ้น ถ้าเรากำลังนั่งรอรถ ก็ใช้เวลานั้นตอบแชตลูกค้าได้ หรือแม้กระทั่งนั่งสำรวจตัวเองว่าต้องการอะไรกันแน่ก็อาจจะทำให้เราได้พบคำตอบที่พลิกเกมได้เช่นกัน

ที่เล่ามา 5 ข้อนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือหนา 272 หน้าที่ผมอ่านจบภายในเวลาไม่กี่วัน และสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คุณนาฟิสได้เรียนรู้แบบไม่มีกั๊ก

เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมีไฟมากขึ้น อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามากขึ้น และอยากทำฝันของตัวเองให้สำเร็จ ยิ่งช่วงนี้ปิดโควิดอยู่ด้วย มีเวลาอ่านกันแน่นอน ถ้ายังไม่สะดวกออกไปซื้อตามร้านหนังสือก็ทักไปทางเพจสมองไหลได้

ขอบคุณคุณนาฟิสและสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยที่รังสรรค์หนังสือดีๆ อีกเล่มขึ้นมาในบรรณพิภพครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

เหตุผลที่นโปเลียนตอบจดหมายช้า

นโปเลียน โบนาปาร์ต คือจักรพรรดิของฝรั่งเศสเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว

หนึ่งในนิสัยของนโปเลียนคือการตอบจดหมายช้า

นโปเลียนสั่งเลขาไว้ว่า จดหมายใดก็ตามที่ส่งถึงพระองค์ ให้รอ 3 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยเปิดซอง

เมื่อถึงเวลาเปิดจดหมาย นโปเลียนจะพบว่าหลายอย่างที่เป็น “เรื่องสำคัญ” นั้นได้คลี่คลายไปด้วยตัวมันเอง จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรและไม่ต้องตอบจดหมายนั้นเลยด้วยซ้ำ

กิจกรรมในชีวิตเราแบ่งออกได้เป็นสี่อย่าง

สำคัญและเร่งด่วน สำคัญและไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

เรามักจะเผลอนึกว่าเรื่องเร่งด่วนนั้นสำคัญ อะไรก็ตามที่เป็นกระแสเราจึงต้องเกาะไปกับเขาด้วย ซึ่งนั่นส่งผลให้เรามีชีวิตรีบเร่งตลอดเวลาเพราะ Fear of Missing Out (FOMO) มันรุนแรง

แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระลึกไว้ คือเรื่องสำคัญที่แท้จริงนั้นมันจะสำคัญอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์ การเรียนรู้ หรือการสร้างสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืน มันคือสิ่งที่เราไม่ควรละเลย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ส่วนเรื่องที่แท้จริงแล้วไม่สำคัญนั้น พอเวลาผ่านไปมันก็จะค่อยๆ สูญสิ้นความเร่งด่วนและความสำคัญไปโดยปริยาย เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องเป็นเดือดเป็นร้อน ทุรนทุรายให้เสียแรงและเวลาไปกับมันแต่อย่างใด

ใช้ชีวิตให้ช้าลง มองให้ออกว่าอะไรที่เราควรใส่ใจ

แล้วเราจะมีชีวิตที่ก่อประโยชน์ได้โดยไม่ต้องเหนื่อยจนเกินงามครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Stillness Is the Key by Ryan Holiday

เป็นเพื่อนกับเวลา

20190411

จริงๆ แล้วเวลาเป็นสิ่งที่เป็นกลางอย่างมาก

ไม่มีใครทำให้เวลาหมุนเร็วขึ้นหรือหมุนช้าลงได้ ต่อให้ร่ำรวยมาจากไหนก็ไม่สามารถซื้อเวลาเพิ่มได้

เวลาไม่เคยชอบพอใครและไม่ได้ชิงชังใครเป็นพิเศษ เพราะมีเวลาเราจึงเติบโต เพราะมีเวลาเราจึงแก่ตาย

แต่แม้ว่าเวลาจะเป็นกลาง เราก็ต้องระวังที่จะไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เวลาเป็นปฏิปักษ์กับเรา

ถ้าเราติดหนี้บัตรเครดิต ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่หนี้บัตรเครดิตยิ่งพอกพูน

ถ้าเราปล่อยปละละเลยเรื่องบางเรื่อง ยิ่งเวลาผ่านไป โอกาสที่เรื่องนั้นจะสร้างความเสียหายยิ่งสูงขึ้น

ถ้าเราสูบบุหรี่กินเหล้า ยิ่งเวลาผ่านไปสุขภาพจะยิ่งทรุดโทรม

ดังนั้น ในเมื่อเวลาต้องผ่านพ้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้คือการเป็นเพื่อนกับเวลา

ปลูกต้นอ่อนในวันนี้ อีก 20 ปีเวลาจะเสกให้มันเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา

เริ่มดูแลสุขภาพเสียแต่วันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปเราจะแข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกัน

เริ่มลงทุนในทรัพย์สินในวันนี้ แล้วเวลาจะสร้างผลกำไรทบต้นให้เราอย่างมหาศาล

เป็นศัตรูกับเวลา แล้วเวลาจะสร้างความทุกข์ยากแสนสาหัส

เป็นเพื่อนกับเวลา แล้วเวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เราพึงมีครับ

เวลาเป็น / เวลาตาย

20190715

เนื่องจากวันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมงและไม่มีใคร “สร้างเวลา” เพิ่มขึ้นได้

หนึ่งวิธีที่อาจช่วยให้เรามีเวลามากกว่าคนอื่นๆ คือต้องหาทางลด “เวลาตาย” ให้น้อยที่สุด – minimize dead time

เวลาตาย คือเวลาที่เราใช้ไปโดยที่ไม่มีผลตอบแทนอะไรกลับมา หรือถึงมีก็น้อยมากจนมันไม่คุ้มกัน

เวลาตายที่คนกรุงเทพเจอเยอะที่สุดก็คือรถติด จะขับรถคันละ 5 แสนหรือ 5 ล้านก็หนีไม่พ้น

อีกหนึ่งเวลาตายก็คือเวลาที่เราใช้กับเรื่องพักผ่อนหย่อนใจเยอะจนล้นเกิน เช่นเล่นมือถือเป็นชั่วโมงๆ ทั้งๆ ที่เล่นแค่ 15 นาทีก็เกินพอแล้ว

อีกตัวอย่างของเวลาตายคือเวลาที่เราใช้ไปกับการ replay เรื่องราวบางอย่างในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเหล่านั้นมักเป็นเรื่องราวในอดีตที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ หรือเป็นเรื่องอนาคตที่เรากังวลไปก่อนล่วงหน้า

เหล่านี้คือเวลาที่สูญเสียไปโดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชีวิต

ดังนั้น เราจึงควร “ลดเวลาตาย” ให้เหลือน้อยที่สุด และ “เพิ่มเวลาเป็น” ให้มีมากที่สุด

รถติดเราเลี่ยงได้ด้วยการออกจากบ้านให้เร็วขึ้น ศึกษาเส้นทางให้ดีๆ รวมถึงใช้ทางด่วน ในส่วนที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะใช้เวลาในรถฟัง podcast / audiobook หรือโทร.คุยกับคนที่เรารักด้วยบลูทูธ

ถ้าใครรู้ตัวว่าติดโทรศัพท์มือถือมากเกินไป ก็ลอง logout จาก social media รวมถึงวางมันไว้ให้ไกลตัวเวลาเราอยู่บ้านหรือทำงาน

และถ้าเราเป็นคนชอบเดินทางไปยังโลกอดีตหรือโลกอนาคต การฝึกตนให้มีสติอยู่กับปัจจุบันก็น่าจะช่วยได้

เรามาใช้เวลาให้คุ้มค่าด้วยการ minimize dead time หรือแปลงมันให้เป็น alive time กันดูนะครับ

—–

ป.ล. การนอนหลับพักผ่อนไม่ใช่ dead time นะครับ

หลุมอุกกาบาตเวลา

20190302_crater

ถ้าใครเคยอ่านดราก้อนบอล น่าจะจำตอนที่เบจิต้ากับนัปปะ สองชาวไซย่าเดินทางมาถึงโลกมนุษย์ได้

ยานชาวไซย่านั่งได้แค่คนเดียว จึงมีขนาดเล็ก รูปล่างเป็นทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางน่าจะไม่เกิน 1 เมตร

แต่ท่าลงจอดของยานนี้ไม่ต่างอะไรจากลูกอุกกาบาต เพราะมันเหมือนเป็นการพุ่งชนโลกเสียมากกว่า ยานขนาดหนึ่งเมตรจึงสร้าง “หลุมอุกกาบาต” ที่มีขนาดกว้างเป็นหลายสิบเมตรได้

กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตที่เรามักนึกว่าใช้เวลาเพียงแป๊บเดียว ก็มีโอกาสที่จะสร้างหลุมอุกกาบาตเวลาได้เช่นกัน

ตั้งใจจะดู Netflix แค่ตอนเดียว แต่ก็อดใจไม่ได้ดูไปสามสี่ตอนทุกที

ตั้งใจจะนอนเล่นมือถือแค่เดี๋ยวเดียว รู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว

คิดจะออกไปซื้อของแค่เดี๋ยวเดียว แต่เดินไปเดินมาก็หมดเวลาไปทั้งวัน

หรือแม้กระทั่งการเขียนบล็อกของผมเอง ถ้าบทความไหนได้รับความนิยมเป็นพิเศษ ผมก็จะเข้ามาเช็คแทบทุกชั่วโมง เช็คครั้งละ 5 นาที วันละสิบครั้งก็เสียเวลาไปเกือบชั่วโมงแล้ว

ดังนั้นเราจึงไม่ควรดูเบาสิ่งล่อตาล่อใจ เห็นว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ใช้เวลาแค่เดี๋ยวเดียว

เพราะอันที่จริงมันอาจสร้างความเสียหายได้ไม่ต่างจากยานอวกาศของชาวไซย่าเลยนะครับ

—–

ขอบคุคอนเซ็ปต์ Time Crater จากหนังสือ Make Time by Jake Knapp & JOhn Zeratsky

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 6 ที่)

“รอให้มีเวลาก่อน”

20181121

คือการหลอกตัวเองที่คลาสสิคที่สุดในโลก

เพราะยิ่งรอนานเท่าไหร่ เวลายิ่งมีน้อยลงเท่านั้น

เมื่ออายุมากขึ้น ความรับผิดชอบย่อมมากขึ้น คนที่ต้องดูแลก็มีมากขึ้น เวลาที่จะทำในสิ่งอยากทำเลยยิ่งหดหาย

การตัดสินใจที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเรา ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่มันคือการตัดสินใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทุกชั่วโมงของทุกวันว่าเราจะใช้มันไปกับอะไรบ้าง

ดังนั้น อย่ารอให้มีเวลา แต่จง “จัดเวลา” ให้กับสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงกันเถอะ

เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

บัญชีเวลา

20181018_timeledger

แต่ก่อนเวลาซื้อของ ผมมักจะดูราคาว่ามันคุ้มค่ากับคุณภาพหรือไม่

เดี๋ยวนี้เวลาจะซื้ออะไร ผมจะไม่คิดถึงราคาเป็นอย่างแรก แต่จะดูว่าของหรือบริการชิ้นนี้มันจะใช้เวลาของผมไปเท่าไหร่

ยกตัวอย่างเช่น แม้ผมจะอยากได้เครื่องเกม Playstation 4 มาเล่นที่บ้านมาก เดินผ่านกี่ทีก็หยุดดู แต่ผมก็ยังไม่ซื้อเพราะคิดว่าเวลาสองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เราจะเอาไปเล่นเกมนี้ ย่อมหมายถึงเวลาส่วนตัวที่เหลือน้อยลงสำหรับการพักผ่อนหรือเล่นกับลูก

ถ้าผมซื้อหนังสือราคา 500 บาทมาอ่านแล้วมันไม่ได้เรื่อง ผมจะไม่เสียดายเงิน 500 บาทเท่ากับเวลาที่เสียไปกับการอ่านหนังสือที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มให้ชีวิต

คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมบัญชีเวลา ซึ่งต่างจากบัญชีเงินฝากหลายประการ

บัญชีเงินฝาก แค่เปิดแอ็ปก็ดูยอดได้แล้ว แต่บัญชีเวลาเราไม่รู้เลยว่าตัวเลขในบัญชีเหลือเท่าไหร่

บัญชีเงินฝาก ถ้าเราขยัน ฉลาด หรือโชคดีหน่อย ก็อาจจะเพิ่มตัวเลขเป็นสองเท่าหรือสิบเท่าได้

แต่กับบัญชีเวลา ไม่ว่าเราจะทำยังไง เราก็ไม่สามารถเพิ่ม 70 ปี ให้เป็น 140 ปีหรือ 700 ปีได้

ดังนั้นบัญชีเวลาจึงสำคัญยิ่งกว่าบัญชีเงินฝากเสียอีก เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เรามีจริงๆ

ซื้อของและบริการครั้งต่อไป อย่าลืมคำนึงถึงบัญชีเวลากันด้วยนะครับ

ถ้าวันนี้มีคนมาขอเงิน 30 บาท

20170628_30baht

คุณจะให้เค้ามั้ย?

และถ้าพรุ่งนี้มาขออีก 30 บาท คุณจะยังให้เค้ามั้ย?

และถ้ามะรืนนี้มาขออีก 30 บาทล่ะ?

ต่อให้เราฐานะดีหรือใจบุญแค่ไหน เราก็คงไม่ยอมยื่นเงินให้ใครฟรีๆ ได้นานนัก

แต่ถ้าเปลี่ยนเงิน 30 บาท เป็นเวลา 30 นาทีล่ะ?

วันนี้เรายอมให้ใครบางคนมาโขมยเวลาเราไปครึ่งชั่วโมงบ้างรึเปล่า?

และพรุ่งนี้เราก็ยังจะยอมให้ใครมาเอาเวลาเราไปอีกครึ่งชั่วโมงรึเปล่า?

มะรืนนี้ก็ยังยอม และวันต่อไปก็ยังยอมรึเปล่า?

“ใครบางคน” ในที่นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นคนรู้จักที่โทร.มาบ่นโน่นบ่นนี่ให้ฟัง หรืออาจจะเป็นเฟซบุ๊คของคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่คุณทำเสร็จแล้วแอบมารู้สึกเสียดายเวลาทีหลัง

“Time is what we want most, but what we use worst.”
-William Penn

เวลาคือสิ่งที่เราต้องการที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เราใช้อย่างไม่ระมัดระวังที่สุดเช่นกัน

ถ้าเรา “หวงแหนเวลา” ของเราพอๆ กับที่เรา “หวงแหนเงิน” เราคงไม่ใช้จ่ายมันอย่างสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้

จริงๆ แล้วเราควรหวงเวลามากกว่าหวงเงินด้วยซ้ำไป

เพราะเงินนั้นหาใหม่ได้เสมอ

แต่เวลานั้นหมดแล้วหมดเลยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Eric Barker: This Is How To Be Productive: 4 Secrets From The Stoics

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

อย่ารอให้มีเวลามากกว่านี้

20170605_moretime

เพราะเราไม่มีทางมีเวลามากไปกว่านี้แล้ว

หนึ่งในคำพูดติดปากของคนเราก็คือ “ไว้มีเวลาแล้วค่อยทำ” หรือ “ไว้รอมีเวลาก่อน”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเริ่มโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำมานาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนัดทานข้าวกับคนที่เรารัก

แต่วันที่เราจะมีเวลามากขึ้นนั้นไม่มีทางมาถึง

หนึ่ง เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ความรับผิดชอบและภาระจะมีมากยิ่งขึ้น

สอง สิ่งเย้ายวนจิตใจมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลองคิดภาพสมัย 20 ปีก่อนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและเฟซบุ๊ค เทียบกับสมัยนี้เราโดนเทคโนโลยีกินเวลาชีวิตไปเท่าไหร่ และในอนาคตก็มีโอกาสสูงมากที่เทคโนโลยีจะมอบอะไรที่คนจะติดงอมแงมยิ่งกว่ามือถือซะอีก

สาม นับจากวันที่เราเกิด ระเบิดเวลาก็ได้ถูกจุด เวลาของเราจึงเหลือน้อยลงทุกขณะ

พรุ่งนี้เราจึงจะมีเวลาน้อยกว่าวันนี้ 24 ชั่วโมง และมะรืนนี้เราจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าวันนี้ 48 ชั่วโมง

ดังนั้น “ตอนนี้” คือห้วงขณะที่เรามีเวลามากกว่าวันใดๆ ในชีวิตของเราแล้ว

แทนที่จะ “รอเวลา” สู้เรามา “จัดเวลา” กันดีกว่า เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

เพราะสำหรับสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ นั้น ไม่มีเวลาใดจะเหมาะไปกว่าวันนี้แล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีเวลาหรือไม่จัดเวลา

20161120_notime

If you don’t make the time to work on creating the life you want, you’re eventually going to be forced to spend a lot of time dealing with a life you don’t want.

ถ้าวันนี้คุณไม่จัดเวลาเพื่อสร้างชีวิตแบบที่คุณต้องการ
วันหนึ่งก็คุณจะต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับชีวิตที่คุณไม่ต้องการ

-Kevin Ngo


ถ้ามีโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำ และจะรอให้ “มีเวลา” เสียก่อน โปรเจ็คนั้นคงจะเกิดได้ยากเต็มที

คนที่เอาจริงจะไม่รอให้มีเวลา แต่จะ “จัดเวลา” เพื่อการนั้น

ก่อนที่สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ จะเป็นนักเขียนโด่งดัง เขาเคยทำงานเป็นครีเอทีฟบริษัทโฆษณา งานวงการนี้ก็รู้กันอยู่แล้วว่าโหดหินแค่ไหน แต่เขาก็เจียดเวลาตอนกลางคืนเพื่อจะได้ทำงานเขียนที่เขารัก สุดท้ายนามปากกา “นิ้วกลม” ก็เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ต้น หลังจบมหาวิทยาลัยเขาหางานสอนหนังสือไม่ได้เกือบสองปี จนสุดท้ายจึงมาได้งานเป็นผู้ช่วยตรวจสอบเอกสารในสำนักงานสิทธิบัตร ไอน์สไตน์ใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อศึกษาและคิดค้นทฤษฎีฟิสิกส์ และอีกเพียงสามปีต่อมา ไอน์สไตน์ก็ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาถึงสี่ชิ้นซึ่งสั่นสะเทือนวงการฟิสิกส์  และทำให้ชื่อไอน์สไตน์กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วยุโรป

เราอาจจะไม่มีเวลาสำหรับทุกสิ่งที่เราอยากทำ แต่เราสามารถจัดเวลาเพื่อทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ

ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใด จะเอาจริงแค่ไหน และจะมีวินัยเพียงพอที่จะทำมันจนกว่าเราจะไปถึงฝั่งฝันรึเปล่า


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com