ถ้าวันนี้มีคนมาขอเงิน 30 บาท

20170628_30baht

คุณจะให้เค้ามั้ย?

และถ้าพรุ่งนี้มาขออีก 30 บาท คุณจะยังให้เค้ามั้ย?

และถ้ามะรืนนี้มาขออีก 30 บาทล่ะ?

ต่อให้เราฐานะดีหรือใจบุญแค่ไหน เราก็คงไม่ยอมยื่นเงินให้ใครฟรีๆ ได้นานนัก

แต่ถ้าเปลี่ยนเงิน 30 บาท เป็นเวลา 30 นาทีล่ะ?

วันนี้เรายอมให้ใครบางคนมาโขมยเวลาเราไปครึ่งชั่วโมงบ้างรึเปล่า?

และพรุ่งนี้เราก็ยังจะยอมให้ใครมาเอาเวลาเราไปอีกครึ่งชั่วโมงรึเปล่า?

มะรืนนี้ก็ยังยอม และวันต่อไปก็ยังยอมรึเปล่า?

“ใครบางคน” ในที่นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นคนรู้จักที่โทร.มาบ่นโน่นบ่นนี่ให้ฟัง หรืออาจจะเป็นเฟซบุ๊คของคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่คุณทำเสร็จแล้วแอบมารู้สึกเสียดายเวลาทีหลัง

“Time is what we want most, but what we use worst.”
-William Penn

เวลาคือสิ่งที่เราต้องการที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เราใช้อย่างไม่ระมัดระวังที่สุดเช่นกัน

ถ้าเรา “หวงแหนเวลา” ของเราพอๆ กับที่เรา “หวงแหนเงิน” เราคงไม่ใช้จ่ายมันอย่างสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้

จริงๆ แล้วเราควรหวงเวลามากกว่าหวงเงินด้วยซ้ำไป

เพราะเงินนั้นหาใหม่ได้เสมอ

แต่เวลานั้นหมดแล้วหมดเลยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Eric Barker: This Is How To Be Productive: 4 Secrets From The Stoics

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

อย่ารอให้มีเวลามากกว่านี้

20170605_moretime

เพราะเราไม่มีทางมีเวลามากไปกว่านี้แล้ว

หนึ่งในคำพูดติดปากของคนเราก็คือ “ไว้มีเวลาแล้วค่อยทำ” หรือ “ไว้รอมีเวลาก่อน”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเริ่มโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำมานาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนัดทานข้าวกับคนที่เรารัก

แต่วันที่เราจะมีเวลามากขึ้นนั้นไม่มีทางมาถึง

หนึ่ง เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ความรับผิดชอบและภาระจะมีมากยิ่งขึ้น

สอง สิ่งเย้ายวนจิตใจมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลองคิดภาพสมัย 20 ปีก่อนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและเฟซบุ๊ค เทียบกับสมัยนี้เราโดนเทคโนโลยีกินเวลาชีวิตไปเท่าไหร่ และในอนาคตก็มีโอกาสสูงมากที่เทคโนโลยีจะมอบอะไรที่คนจะติดงอมแงมยิ่งกว่ามือถือซะอีก

สาม นับจากวันที่เราเกิด ระเบิดเวลาก็ได้ถูกจุด เวลาของเราจึงเหลือน้อยลงทุกขณะ

พรุ่งนี้เราจึงจะมีเวลาน้อยกว่าวันนี้ 24 ชั่วโมง และมะรืนนี้เราจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าวันนี้ 48 ชั่วโมง

ดังนั้น “ตอนนี้” คือห้วงขณะที่เรามีเวลามากกว่าวันใดๆ ในชีวิตของเราแล้ว

แทนที่จะ “รอเวลา” สู้เรามา “จัดเวลา” กันดีกว่า เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

เพราะสำหรับสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ นั้น ไม่มีเวลาใดจะเหมาะไปกว่าวันนี้แล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีเวลาหรือไม่จัดเวลา

20161120_notime

If you don’t make the time to work on creating the life you want, you’re eventually going to be forced to spend a lot of time dealing with a life you don’t want.

ถ้าวันนี้คุณไม่จัดเวลาเพื่อสร้างชีวิตแบบที่คุณต้องการ
วันหนึ่งก็คุณจะต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับชีวิตที่คุณไม่ต้องการ

-Kevin Ngo


ถ้ามีโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำ และจะรอให้ “มีเวลา” เสียก่อน โปรเจ็คนั้นคงจะเกิดได้ยากเต็มที

คนที่เอาจริงจะไม่รอให้มีเวลา แต่จะ “จัดเวลา” เพื่อการนั้น

ก่อนที่สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ จะเป็นนักเขียนโด่งดัง เขาเคยทำงานเป็นครีเอทีฟบริษัทโฆษณา งานวงการนี้ก็รู้กันอยู่แล้วว่าโหดหินแค่ไหน แต่เขาก็เจียดเวลาตอนกลางคืนเพื่อจะได้ทำงานเขียนที่เขารัก สุดท้ายนามปากกา “นิ้วกลม” ก็เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ต้น หลังจบมหาวิทยาลัยเขาหางานสอนหนังสือไม่ได้เกือบสองปี จนสุดท้ายจึงมาได้งานเป็นผู้ช่วยตรวจสอบเอกสารในสำนักงานสิทธิบัตร ไอน์สไตน์ใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อศึกษาและคิดค้นทฤษฎีฟิสิกส์ และอีกเพียงสามปีต่อมา ไอน์สไตน์ก็ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาถึงสี่ชิ้นซึ่งสั่นสะเทือนวงการฟิสิกส์  และทำให้ชื่อไอน์สไตน์กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วยุโรป

เราอาจจะไม่มีเวลาสำหรับทุกสิ่งที่เราอยากทำ แต่เราสามารถจัดเวลาเพื่อทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ

ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใด จะเอาจริงแค่ไหน และจะมีวินัยเพียงพอที่จะทำมันจนกว่าเราจะไปถึงฝั่งฝันรึเปล่า


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราไม่ได้มีเวลาน้อยเกินไป

20160322_LittleTime

สิ่งที่เรามีน้อยเกินไปคือความอดทนต่างหาก

อดทนที่หนึ่งคืออดทนต่อสิ่งเร้า

ยุคนี้เรามีอะไรต่อมิอะไรมาทำให้เราว่อกแว่กยิ่งกว่ายุคไหนๆ อีเมล์ก็ต้องเช็ค เฟซบุ๊คก็ต้องส่อง ไลน์ก็ต้องเมาท์ อินสตาแกรมก็ต้องดู

จึงไม่แปลกที่เวลาของเราน้อยลง เพราะมันไหลไปอยู่กับสิ่งเร้าเหล่านี้

อดทนที่สองคืออดทนกับการรอคอย

เดี๋ยวนี้ อะไรๆ เราก็รอไม่ได้แล้ว คิดอะไรก็อยากได้สิ่งนั้นให้เร็วที่สุด

อยากรวยไวๆ อยากเป็นผู้บริหารไวๆ อยากได้หมื่นไลค์ไวๆ อยากผ่อนบ้านหมดไวๆ อยากเกษียณไวๆ

เมื่ออยากสำเร็จไวๆ ก็เลยต้องใช้ชีวิตไวๆ

ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้เราแก่ไวๆ และตายไวๆ ด้วย

ไม่ได้จะมาตีฆ้องร้องป่าวให้ใช้ชีวิต slow life และทำงานเช้าชามเย็นชามนะครับ

เพียงแต่อยากจะชี้ว่า ที่เราบ่นๆ ว่าเวลาเรามีไม่พอนั้น เป็นปัญหาที่เราสร้างขึ้นมาเองแทบทั้งนั้น

เมื่อเราสร้างเองได้ เราก็แก้เองได้

เวลาควรจะมีมากพอ หรืออย่างน้อยก็ควรจะมีมากขึ้น ถ้าเรามีความอดทนมากกว่านี้ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

12 วิธีฆ่าเวลาอย่างสร้างสรรค์

20160313_KillTime

จริงๆ ฆ่าเวลาเป็นคำที่ผิด

เพราะเรารู้ดีว่าเราไม่สามารถฆ่าเวลาได้ เวลาต่างหากที่ฆ่าเรา

หัวข้อที่ถูกต้องจึงน่าจะเป็น “12 วิธีใช้เศษเวลาอย่างสร้างสรรค์” มากกว่า

เศษเวลาคือเวลา 3-5 นาที ที่ใช้ไปสำหรับการรอลิฟต์ รอคิว รอเพื่อน รอรถ หรือแม้กระทั่งเวลาที่เราเดินไป-มาครับ

เวลาพวกนี้เหมือนจะเล็กน้อย แต่ถ้าวันหนึ่งเราใช้เศษเวลาไปในทางสร้างสรรค์ซัก 10 ครั้ง ฃเราก็จะได้เวลาคืนมาถึงครึ่งชั่วโมง หรือเดือนละ 15 ชั่วโมงเลยทีเดียว พอๆ กับเอาเวลาไปเข้าสัมมนาสองวันเต็มๆ เลยนะครับ

มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาทฉันใด มีสามนาทีก็พึงบรรจบให้ครบ 30 นาทีฉันนั้น

มาดูกันดีกว่าว่าจะใช้เศษเวลาได้อย่างไรบ้าง

1. อ่านหนังสือ ถ้าเราพกหนังสือเล่มเล็กๆ ซักหนึ่งเล่มติดตัวเวลาเดินทาง ว่างเมื่อไหร่ก็หยิบขึ้นมาอ่าน ผมเชื่อว่าเราจะอ่านหนังสือได้อย่างน้อยเดือนละเล่มครับ (สมัยก่อนสมัยยังไม่ขับรถไปทำงานผมอ่านหนังสือได้ประมาณสัปดาห์ละเล่ม) แถมข้อดีของการอ่านหนังสือคือมันทำให้เรามีสมาธิมากกว่า (เพราะเรื่องไม่โดดไปมาเหมือนเล่นเฟซบุ๊ค) สบายตากว่า และดูเท่กว่า (เพราะคนอื่นเล่นมือถือกันหมด)

2. อ่าน Quora ในบล็อก Anontawong’s Musings ผมอ้างอิงถึง Quora บ่อยมากเพราะของมันดีจริงๆ มีแต่คำถามที่น่าสนใจ และมีแต่คนที่เก่งกว่าเรามาช่วยตอบคำถาม แต่ก็ต้องระวังเพราะว่ามันก็อาจทำให้เราเสียเวลาไปมากมายเหมือนเฟซบุ๊คได้เช่นกัน

3. อ่านบทความเก่าๆ ที่เซฟลง Pocket โปรแกรมนี้ผมเอาไว้อ่านบทความที่พบเจอแต่อย่างเก็บไว้อ่านทีหลัง มีทั้งแบบที่เป็นแอพบนถือถือ (Android / iOS) และเป็น Chrome Extensions

4. อ่าน page ใน Facebook จริงๆ เราก็รู้กันอยู่ว่าการเล่นเฟซบุ๊คเป็นเรื่องเสียเวลามากที่สุดในโลก แต่ไหนๆ ถ้าจะเล่นอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ขอให้มันได้ประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอัน และทางหนึ่งที่ดีคือติดตามเพจที่พูดในเรื่องที่เราสนใจครับ โดยตอนกด Like เพจไหนที่เราสนใจเป็นพิเศษ เราสามารถเลือกที่จะ See First หรือ Get Notifications ได้ครับ

5. ฟัง podcast / audiobooks โดยดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในมือถือก่อนได้เลย ที่ผมฟังอยู่ก็มีของ Tim Ferriss (ผู้เขียน The 4-Hour Work Week, James Altucher ผู้เขียน Choose Yourself และ Smart Passive Income ของ Patt Flynn ครับ

6. ดู Youtube ถ้าไม่ได้เตรียม podcast ไว้ในเครื่อง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเข้า Youtube แล้วพิมพ์คำว่า TED Talks  ก็จะมีเรื่องราวเจ๋งๆ จากคนเทพๆ มาให้ฟังกันไม่หวาดไม่ไหว แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือมันใช้ดาต้าเปลือง ถ้าไม่ได้ต่อ wifi อยู่ แนะนำให้ไปที่จุดสามจุดมุมขวาบนแล้วเลือก setting เพื่อจะปรับ resolution ให้เป็นตัวเลขต่ำสุด เครื่องแอนดรอยด์ของผมปรับได้เป็น 240p ซึ่งแปลว่าวีดีโอ 10 นาทีจะใช้ดาต้าประมาณ 27 Mb ครับ  อ้อ และถ้าภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงก็สามารถเปิดซับไตเติ้ลได้ด้วย โดยตอนที่เปิดวีดีโอขึ้นมาแล้ว ให้ไปที่จุดสามจุดมุมขวาบนแล้วเลือก Captions จากนั้นมันจะโชว์ขึ้นมาว่าอยากให้ขึ้นซับภาษาอะไรครับ

7. ฝึกภาษาใหม่กับ Duolingo – เขาว่ากันว่าให้เวลากับมันเพียงวันละ 5 นาทีก็เพียงพอแล้วที่จะรู้ภาษาใหม่ๆ ในระดับที่ใช้งานได้จริง อย่างเยอรมัน อิตาเลียน ฝรั่งเศส ฯลฯ แต่สำคัญคือเราต้องฝึกอย่างต่อเนื่องทุกวัน ไม่ต้องรีบร้อน แล้วผลจะตามมาเอง

8. จดความคิด ข้างบนนี้จะว่าไปถือเป็นการเสพหมดเลย เมื่อมีขาเข้าแล้วย่อมต้องมีขาออก ถ้ามีความคิดอะไรดีๆ ผุดขึ้น ลองจดลงสมุดหรือจดลงแอพอย่าง Evernote ก็ได้ครับ

9. โทรศัพท์หาคนในครอบครัว หรือเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ถึงการสื่อสารของเราจะเปลี่ยนมาเป็นทางไลน์เสียส่วนใหญ่ แต่การพูดคุยด้วยการได้ยินเสียงของกันและกันก็เป็นเรื่องดีนะผมว่า เพราะจริงๆ แล้วโทรศัพท์ก็ออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่เหรอ?

10. ลบรูปออกจากมือถือ ต่อให้มือถือเราจะมีเม็มเยอะแค่ไหน สุดท้ายมันก็ต้องเต็มได้อยู่ดี ลองประยุกต์หลักการ KonMari ที่ใช้เก็บบ้าน มาใช้กับรูปในมือถือก็ได้ เก็บไว้แต่รูปที่ spark joy นอกจากเม็มจะโล่งขึ้นเยอะแล้ว รูปในเครื่องก็จะมีคุณค่าต่อจิตใจเรามากกว่าเดิมด้วย

11. ดูลมหายใจ ถ้าเสพก็เหนื่อย จะทำอะไรก็ขี้เกียจ ก็ลองอยู่เฉยๆ แล้วดูลมหายใจตัวเองซัก 10-15 วินาที ก็จะช่วยทำให้สมองของเราผ่อนคลายได้เยอะเลยทีเดียว

12. ดูใจตัวเอง ว่าตอนนี้สบายดีอยู่ไหม สุขหรือทุกข์ โล่งๆ หรือ อึนๆ ถ้าสุข สุขเพราะอะไร ถ้าทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร และเราจะทำอะไรได้บ้างไหม ถ้าทำอะไรได้ก็กลับไปดูข้อ 8 ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็ยิ้มหวานให้ตัวเองหนึ่งที ทำใจให้สบาย ซักพักความทุกข์นั้นก็จะจางไปเองครับ

ถ้าใครมีข้อแนะนำว่าจะใช้เศษเวลาทำอะไรดี มาเล่าสู่กันฟังได้ที่เพจ Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณ Medium: 8 Productive Ways To Use The Time You’re Normally Wasting On Waiting — Life Learning  ของ Darious Foroux ที่ผลักดันให้เขียนบทความนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Chandra Yaan’s answer to How much data does a YouTube video consume?

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

1 นาที = 1000 นาที

20160312_1_Equals_1000

“สมมติก่อนตาย หมอบอกว่าจะตายตอนนี้แล้ว แล้วพระเจ้าบอกว่าคุณสามารถซื้อเวลาได้ชั่วโมงละ 1,000 บาท คุณเอาไหม วันละ 24 ชั่วโมงก็ 24,000 ถ้ามีเงินก็ซื้อกันจนหมดนั่นแหละ

แต่ถ้าผมถามว่าตอนนี้ถ้าเรากลับบ้าน เราขึ้นทางด่วนแล้วประหยัดเวลาไปได้ 1 ชั่วโมง แลกกับต้องเสีย 50 บาท แล้ว 1 ชั่วโมงนั้น มันเหมือนกับก่อนตายไหม แถมเป็น 1 ชั่วโมงที่เราเตรียมตัวได้ด้วย 1 ชั่วโมงที่เล่นกับลูกได้ 1 ชั่วโมง ที่เราเดินเหินไปเที่ยวได้ แต่ 1 ชั่วโมงที่อยู่ในโรงพยาบาลเป็นการนอนอยู่กับที่ มัน 1 ชั่วโมงเดียวกันไหม มัน 1 ชั่วโมงเดียวกันนะ”

– ทันตแพทย์สม สุจีรา
a day BULLETIN 100 Interview The Thinker
สิงหาคม 2555 สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

 

เป็นความย้อนแย้งอย่างหนึ่งของคนเรา

ในวันที่มีสุขภาพดี ยังเดินเหินได้ ยังทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมาย เรากลับใช้ชีวิตราวกับว่าเราจะอยู่ตลอดไป

กลางวัน เราก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเลิกงานเสียที

กลางคืน แทนที่จะให้เวลากับตัวเองหรือกับคนที่เรารัก เรากลับให้เวลากับมือถือ

แต่ในวันที่เรานอนป่วยหนักบนเตียงนอนโรงพยาบาล เรากลับอยากมีชีวิตต่อ ให้ได้อยู่ในโลกนี้ยาวนานขึ้นซักหนึ่งนาทีก็ยังดี

สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนบทความไว้ว่า หนึ่งนาทีที่เราใช้ไปตอนกลางคืน อาจเท่ากับสองนาทีที่เราจะเสียไปในตอนเช้า

แต่ถ้ามองให้ไกลกว่านั้น หนึ่งนาทีที่เราผลาญไปในตอนที่เรายังหนุ่มสาว อาจมีค่าเท่ากับพันนาทีในวันที่เราแก่ชราเลยก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Thinker

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เราไม่ได้ต้องการเวลามากขึ้น

20150630_DontNeedMoreTime

You don’t need more time, you just need to decide.
คุณไม่ได้ต้องการเวลามากขึ้นหรอก คุณแค่ต้องตัดสินใจเท่านั้นเอง

– Seth Godin

—–

เคยมั้ยครับที่เข้าประชุมแล้วมีเรื่องต้องตัดสินใจ แต่ที่ประชุมตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่มีใครกล้าฟันธง หรือเพราะว่ายัง “ต้องการข้อมูลมากขึ้น” หรือ “ต้องการเวลาคิดให้ถี่ถ้วนกว่านี้”

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ เพื่อที่จะกลับมาประชุมกันใหม่ แล้วก็ยังตัดสินใจกันไม่ได้อยู่ดี หรือถ้ามีการตัดสินใจ การเลื่อนเวลามาหนึ่งสัปดาห์นั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้การตัดสินใจนั้นดีขึ้น

ที่เราผัดวันประกันพรุ่งการตัดสินใจของเราออกไป ไม่ใช่เพราะว่าเรารอบคอบอะไรหรอก แต่เพราะเรากลัวจะผิดพลาดมากกว่า

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่มีวันที่จะมีข้อมูลได้ครบถ้วนเพียงพอที่จะตัดสินใจโดยไม่พลาดอยู่แล้ว

ดังนั้น ผู้นำที่ดีต้องกล้าตัดสินใจในสภาวะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนนี่แหละ ถ้ามันจะพลาดบ้างก็ค่อยปรับค่อยแก้กันไป เพราะการดึงเวลาเอาไว้ไม่ยอมตัดสินใจซักที นอกจากงานจะไม่เดินแล้ว ยังสร้างความกังวลและความสับสนให้กับลูกทีมอีกด้วย

—–

จริงๆ แล้วตอนที่ผมอ่านประโยค You don’t need more time, you just need to decide นี้ครั้งแรก ผมเข้าใจความหมายไปอีกทาง

เคยอยากให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมงมั้ยครับ?

สมัยเรียนอยู่มหาลัย ผมมักจะบอกกับเพื่อนๆ ว่าอยากให้วันหนึ่งมีซัก 30 ชั่วโมง จะได้มีเวลานอนให้เต็มอิ่มกว่านี้ และมีเวลาเล่นกีตาร์+เตะบอล+เล่นเกมมากกว่านี้

นั่นคือสมัยที่ผมยังเรียนหนังสือ (ไม่มีภาระอื่น) อยู่หอ (ใช้เวลาเดินทางแค่วันละ 10 นาที) และยังไม่เคยได้ยินคำว่าเฟซบุ๊ค

ปัจจุบันผมมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น แถมยังมีสมาร์ทโฟนติดตัวอีกต่างหาก

แล้วจะทำยังไงกันล่ะทีนี้?

เคยได้ยินคำว่า FOMO (โฟโม่) มั้ยครับ?

FOMO ย่อมาจาก Fear Of Missing Out

ลึกๆ แล้วเรามีความกลัวว่าเราจะ “พลาด” อะไรไป เราเลยต้องคอยตามเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ

FOMO ทำให้เรายอมเข้าคิวยาวๆ เพื่อซื้อขนมชื่อดังจากเมืองนอกที่เพิ่งเปิดตัว

FOMO ทำให้หลายๆ คนยอมจ่ายเงินเป็นแสนเพื่อจะได้มีจักรยานเจ๋งๆ ไว้ขับ

FOMO ทำให้เรายอมนอนดึกเพื่อจะได้ดูละครและเชียร์ทีมบอลที่เรารัก

FOMO ทำให้เราตามอ่าน “สาระน่ารู้” “ข่าว” “ข่าวลือ” และ “บทสนทนา” ใน LINE วันละเป็นชั่วโมง

ทุกวันนี้เรามีทางเลือกดีๆ เต็มไปหมด พอคิดจะเอามันทุกอย่าง มันก็เลยทำได้ไม่ดีซักอย่าง และอาการ “ขาดแคลนเวลา” จึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ถ้ารู้ตัวว่าคุณเป็นคนที่มี FOMO ลองเปลี่ยนมาเป็นคนที่มี JOMO ดูบ้างดีมั้ยครับ?

JOMO = Joy Of Missing Out

ไหนๆ เราก็ไม่มีวันทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้หมดอยู่แล้ว สู้ใช้เวลาที่มีทำสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุดดีกว่า ส่วนจะพลาดข่าวสาร หรือบทสนทนา หรือละครเรื่องอะไรไปเราก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นเท่าไหร่หรอก

ดังนั้นเราจึงเต็มใจที่จะพลาดสิ่งเหล่านั้นด้วยความยินดี

You don’t need more time, you just need to decide.

การที่วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมงอาจเป็นเรื่องที่เหมาะสมดีอยู่แล้ว

เราแค่ต้อง “ฉลาดเลือก” ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง

20150415_AnotherDayIsGone

เพลงหมดเวลา – วง Buddhist Holiday

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง กับสิ่งที่เราคิดฝัน
ไม่มีทางเป็นจริงหากยังมัวแต่รอร้องหา โดยไม่ทำอะไรซักอย่าง

คิดถูก คิดผิด ต้องลองให้รู้ รู้อยู่ว่าใจเรานั้นต้องการอะไร
เริ่มไขว่ เริ่มคว้า หรืออยากแค่เพียงนอนฝันอยู่

หมดเวลาไปอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนสิ่งที่มีอยู่ในใจนั้นกำลังจะเลือนหาย กับอะไรซักอย่าง

คิดถูก คิดผิด ต้องลองให้รู้ รู้อยู่ว่าใจเรานั้นต้องการอะไร
เริ่มไขว่ เริ่มคว้า หรืออยากแค่เพียงนอนฝันอยู่

—–

ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกที่พูดถึงเพลงของเฉลียงว่า ผมมักจะฟังเพลงผิดเป็นประจำ

วันนี้มีมาอีกเพลงครับ

ไม่เชิงฟังผิด เพียงแต่จำผิดเฉยๆ เอาท่อนสองท่อนมารวมกันเฉยเลย

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง กับสิ่งที่เราคิดฝัน

+ หมดเวลาไปอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย

= หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย

เพลงนี้เป็นเพลงของวง Buddhist Holiday เป็นวงอินดี้ที่ไม่ดังนัก แต่เพลงเค้าเพราะหลายเพลงเลยทีเดียว

ฟังเพลงเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

คุณเคยมั้ย ที่บางทีความคิดว่า “อีกไม่นานเราก็จะตาย” โผล่มาเฉยๆ

ช่วงที่ผมไปพักที่ภูเก็ตและใช้เวลาทิ้งๆ ขว้างๆ ความคิดนี้ก็ลอยมา พร้อมกับท่อนเพลงที่ว่า “หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย”

แล้วก็รู้สึกว่ามีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ

ไอ้ความรู้สึกนี้แหละที่ค่อนข้างอันตราย เพราะถ้าในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต เรายังมีเรื่องที่เราเสียดาย หรือยังค้างคาใจอยู่ ก็อาจจะทำให้เราได้ไปเกิดในภพที่ไม่ดีนัก (ตามความเชื่อของชาวพุทธ)

แล้วผมก็พลันนึกถึง website เว็บนึงที่เอาไว้ “คำนวณเวลาตาย” ของเรา ซึ่งเป็นเว็บที่เก่ามาก ตั้งแต่สมัยผมยังไม่รู้จัก Google เลย

ผมลองกูเกิ้ลหาเว็บนี้ดูก็เจอว่าเว็บนี้ยังอยู่ครับ : Death Timer

ลองกรอกข้อมูลของตัวเองลงไป มันบอกว่าผมจะตายในปี 2052 หรืออีกเพียง 37 ปีเท่านั้น

ใครอยากจะลองเว็บนี้ก็ไม่ต้องกลัวนะครับ เขาทำเอาไว้ “ขำๆ” เท่านั้น ผมเชื่อว่าเป้าหมายของเว็บนี้เก็เพื่อช่วยให้เราระลึกว่า วันนี้ควรจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

เหมาะมากกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ยังสนุกกับการใช้ iPad อยู่

เพราะแต่ละวันมีแค่ 24 ชั่วโมง

และเราไม่มีทางรู้เลยว่า เวลาที่หมดในวันนี้จะเป็นการหมดเวลาครั้งสุดท้ายรึยัง

ระวังแก่เกินเรียน

20150327_LearnBusy

Learn as much as you can while you are young, since life becomes too busy later.
– Dana Stewart Scott

เมื่อตอนเจ้ายังหนุ่มสาว จงเรียนรู้ให้มากเข้าไว้ เพราะโตมาแล้วชีวิตเจ้าจะวุ่นวายเกินกว่าจะเรียนรู้อะไรได้
-ดาน่า สจ๊วต สก๊อต

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมอ่านประโยคนี้ก็คงเฉยๆ

เพราะคิดว่า ยังไงเราก็สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

งานที่เราทำทุกวันก็คือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง

คนที่เราต้องพบปะพูดคุย หรือทะเลาะเบาะแว้ง ก็เป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง

มีบทเรียนในทุกวัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นมันรึเปล่า

แต่บางทีเราก็อยากมีสิทธิ์เลือกเรื่องที่เราจะเรียนรู้ได้มากกว่านี้

—–

สมัยหนุ่มๆ ผมนั่งรถไฟมาทำงาน

ผมไม่ได้หมายถึงรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินนะครับ

ผมหมายถึงรถไฟหวานเย็นที่เค้าให้นั่งฟรีๆ นี่แหละ (ก่อนที่มันจะฟรีก็เก็บค่าขึ้นรถไฟแค่ 2 บาทเท่านั้น จะถูกไปถึงไหน)

เป็นช่วงชีวิตที่สบายสุดๆ ขอบอก

ผมจะเดินจากคอนโดมาขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหมาก มาลงรถไฟตรงที่หยุดรถอโศก แล้วค่อยขึ้นรถใต้ดินสถานีเพชรบุรีมาลงสถานีลุมพินีเพื่อเดินมาออฟฟิศที่ตึกอื้อจื่อเหลียง

ใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วโมงพอดี

และเพราะตอนนั้นผมยังไม่มีสมาร์ทโฟนและเฟ๊ซบุ๊ค ช่วงที่เดินทางตอนเช้าผมจึงมีเวลาอย่างน้อย 30 นาทีในการอ่านหนังสือบนรถไฟทั้งสองขบวน

ส่วนตอนเย็นจะได้อ่านเยอะกว่าหน่อย เพราะรถไฟชอบมาช้า

สรุปคือในหนึ่งวันผมจะได้อ่านหนังสือที่ผมอยากอ่าน ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง

เฉลี่ยผมเลยอ่านหนังสือจบสัปดาห์ละหนึ่งเล่ม ปีหนึ่งก็ 50 เล่ม

ผมใช้รถไฟมาทำงานไม่ต่ำกว่า 8 ปี ดังนั้นผมน่าจะได้อ่านหนังสือ 400 เล่มเพราะรถไฟหวานเย็น

มาเดี๋ยวนี้ มีคู่ชีวิตแล้ว จะพาโหนรถไฟก็กระไรอยู่ ผมจึงขับรถมาทำงาน การอ่านหนังสือในช่วงเวลาเดินทางจึงหมดไป ทำได้อย่างมากก็ฟัง audiobook

ตอนเย็นกว่าจะฝ่ารถติดกลับถึงบ้าน ก็มานั่งเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ก็เลยไม่ได้อ่านหน้งสือ

ในอนาคตหากมีลูก เวลาในการหาความรู้แบบเดิมๆ ก็คงจะยิ่งน้อยลงไปอีก

แน่นอน หนังสือไม่ใช่แหล่งความรู้ที่ดีที่สุด แต่มันก็ยังเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดที่เราจะเรียนรู้ในเรื่องที่เราสนใจ

แต่พอเราอายุมากเข้า มีหน้าที่ที่เยอะขึ้น (ตอนแรกจะเรียกว่า “ภาระ” แต่ผมว่าคำนี้มันดูลบเกินไปหน่อย) เวลาที่จะมีให้ตัวเองย่อมน้อยลงไปอย่างช่วยไม่ได้

จึงอยากขอเตือนคนที่ยังโสดและยังมีเวลาเหลือเฟือ ให้ตักตวงช่วงเวลานี้ให้เต็มที่

เพราะวันหนึ่งคุณจะคิดถึงมันแน่นอนครับ