เป็นเพื่อนกับเวลา

20190411

จริงๆ แล้วเวลาเป็นสิ่งที่เป็นกลางอย่างมาก

ไม่มีใครทำให้เวลาหมุนเร็วขึ้นหรือหมุนช้าลงได้ ต่อให้ร่ำรวยมาจากไหนก็ไม่สามารถซื้อเวลาเพิ่มได้

เวลาไม่เคยชอบพอใครและไม่ได้ชิงชังใครเป็นพิเศษ เพราะมีเวลาเราจึงเติบโต เพราะมีเวลาเราจึงแก่ตาย

แต่แม้ว่าเวลาจะเป็นกลาง เราก็ต้องระวังที่จะไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เวลาเป็นปฏิปักษ์กับเรา

ถ้าเราติดหนี้บัตรเครดิต ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่หนี้บัตรเครดิตยิ่งพอกพูน

ถ้าเราปล่อยปละละเลยเรื่องบางเรื่อง ยิ่งเวลาผ่านไป โอกาสที่เรื่องนั้นจะสร้างความเสียหายยิ่งสูงขึ้น

ถ้าเราสูบบุหรี่กินเหล้า ยิ่งเวลาผ่านไปสุขภาพจะยิ่งทรุดโทรม

ดังนั้น ในเมื่อเวลาต้องผ่านพ้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้คือการเป็นเพื่อนกับเวลา

ปลูกต้นอ่อนในวันนี้ อีก 20 ปีเวลาจะเสกให้มันเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา

เริ่มดูแลสุขภาพเสียแต่วันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปเราจะแข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกัน

เริ่มลงทุนในทรัพย์สินในวันนี้ แล้วเวลาจะสร้างผลกำไรทบต้นให้เราอย่างมหาศาล

เป็นศัตรูกับเวลา แล้วเวลาจะสร้างความทุกข์ยากแสนสาหัส

เป็นเพื่อนกับเวลา แล้วเวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เราพึงมีครับ

เวลาเป็น / เวลาตาย

20190715

เนื่องจากวันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมงและไม่มีใคร “สร้างเวลา” เพิ่มขึ้นได้

หนึ่งวิธีที่อาจช่วยให้เรามีเวลามากกว่าคนอื่นๆ คือต้องหาทางลด “เวลาตาย” ให้น้อยที่สุด – minimize dead time

เวลาตาย คือเวลาที่เราใช้ไปโดยที่ไม่มีผลตอบแทนอะไรกลับมา หรือถึงมีก็น้อยมากจนมันไม่คุ้มกัน

เวลาตายที่คนกรุงเทพเจอเยอะที่สุดก็คือรถติด จะขับรถคันละ 5 แสนหรือ 5 ล้านก็หนีไม่พ้น

อีกหนึ่งเวลาตายก็คือเวลาที่เราใช้กับเรื่องพักผ่อนหย่อนใจเยอะจนล้นเกิน เช่นเล่นมือถือเป็นชั่วโมงๆ ทั้งๆ ที่เล่นแค่ 15 นาทีก็เกินพอแล้ว

อีกตัวอย่างของเวลาตายคือเวลาที่เราใช้ไปกับการ replay เรื่องราวบางอย่างในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเหล่านั้นมักเป็นเรื่องราวในอดีตที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ หรือเป็นเรื่องอนาคตที่เรากังวลไปก่อนล่วงหน้า

เหล่านี้คือเวลาที่สูญเสียไปโดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชีวิต

ดังนั้น เราจึงควร “ลดเวลาตาย” ให้เหลือน้อยที่สุด และ “เพิ่มเวลาเป็น” ให้มีมากที่สุด

รถติดเราเลี่ยงได้ด้วยการออกจากบ้านให้เร็วขึ้น ศึกษาเส้นทางให้ดีๆ รวมถึงใช้ทางด่วน ในส่วนที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะใช้เวลาในรถฟัง podcast / audiobook หรือโทร.คุยกับคนที่เรารักด้วยบลูทูธ

ถ้าใครรู้ตัวว่าติดโทรศัพท์มือถือมากเกินไป ก็ลอง logout จาก social media รวมถึงวางมันไว้ให้ไกลตัวเวลาเราอยู่บ้านหรือทำงาน

และถ้าเราเป็นคนชอบเดินทางไปยังโลกอดีตหรือโลกอนาคต การฝึกตนให้มีสติอยู่กับปัจจุบันก็น่าจะช่วยได้

เรามาใช้เวลาให้คุ้มค่าด้วยการ minimize dead time หรือแปลงมันให้เป็น alive time กันดูนะครับ

—–

ป.ล. การนอนหลับพักผ่อนไม่ใช่ dead time นะครับ

หลุมอุกกาบาตเวลา

20190302_crater

ถ้าใครเคยอ่านดราก้อนบอล น่าจะจำตอนที่เบจิต้ากับนัปปะ สองชาวไซย่าเดินทางมาถึงโลกมนุษย์ได้

ยานชาวไซย่านั่งได้แค่คนเดียว จึงมีขนาดเล็ก รูปล่างเป็นทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางน่าจะไม่เกิน 1 เมตร

แต่ท่าลงจอดของยานนี้ไม่ต่างอะไรจากลูกอุกกาบาต เพราะมันเหมือนเป็นการพุ่งชนโลกเสียมากกว่า ยานขนาดหนึ่งเมตรจึงสร้าง “หลุมอุกกาบาต” ที่มีขนาดกว้างเป็นหลายสิบเมตรได้

กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตที่เรามักนึกว่าใช้เวลาเพียงแป๊บเดียว ก็มีโอกาสที่จะสร้างหลุมอุกกาบาตเวลาได้เช่นกัน

ตั้งใจจะดู Netflix แค่ตอนเดียว แต่ก็อดใจไม่ได้ดูไปสามสี่ตอนทุกที

ตั้งใจจะนอนเล่นมือถือแค่เดี๋ยวเดียว รู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว

คิดจะออกไปซื้อของแค่เดี๋ยวเดียว แต่เดินไปเดินมาก็หมดเวลาไปทั้งวัน

หรือแม้กระทั่งการเขียนบล็อกของผมเอง ถ้าบทความไหนได้รับความนิยมเป็นพิเศษ ผมก็จะเข้ามาเช็คแทบทุกชั่วโมง เช็คครั้งละ 5 นาที วันละสิบครั้งก็เสียเวลาไปเกือบชั่วโมงแล้ว

ดังนั้นเราจึงไม่ควรดูเบาสิ่งล่อตาล่อใจ เห็นว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ใช้เวลาแค่เดี๋ยวเดียว

เพราะอันที่จริงมันอาจสร้างความเสียหายได้ไม่ต่างจากยานอวกาศของชาวไซย่าเลยนะครับ

—–

ขอบคุคอนเซ็ปต์ Time Crater จากหนังสือ Make Time by Jake Knapp & JOhn Zeratsky

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 6 ที่)

“รอให้มีเวลาก่อน”

20181121

คือการหลอกตัวเองที่คลาสสิคที่สุดในโลก

เพราะยิ่งรอนานเท่าไหร่ เวลายิ่งมีน้อยลงเท่านั้น

เมื่ออายุมากขึ้น ความรับผิดชอบย่อมมากขึ้น คนที่ต้องดูแลก็มีมากขึ้น เวลาที่จะทำในสิ่งอยากทำเลยยิ่งหดหาย

การตัดสินใจที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเรา ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่มันคือการตัดสินใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทุกชั่วโมงของทุกวันว่าเราจะใช้มันไปกับอะไรบ้าง

ดังนั้น อย่ารอให้มีเวลา แต่จง “จัดเวลา” ให้กับสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงกันเถอะ

เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

บัญชีเวลา

20181018_timeledger

แต่ก่อนเวลาซื้อของ ผมมักจะดูราคาว่ามันคุ้มค่ากับคุณภาพหรือไม่

เดี๋ยวนี้เวลาจะซื้ออะไร ผมจะไม่คิดถึงราคาเป็นอย่างแรก แต่จะดูว่าของหรือบริการชิ้นนี้มันจะใช้เวลาของผมไปเท่าไหร่

ยกตัวอย่างเช่น แม้ผมจะอยากได้เครื่องเกม Playstation 4 มาเล่นที่บ้านมาก เดินผ่านกี่ทีก็หยุดดู แต่ผมก็ยังไม่ซื้อเพราะคิดว่าเวลาสองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เราจะเอาไปเล่นเกมนี้ ย่อมหมายถึงเวลาส่วนตัวที่เหลือน้อยลงสำหรับการพักผ่อนหรือเล่นกับลูก

ถ้าผมซื้อหนังสือราคา 500 บาทมาอ่านแล้วมันไม่ได้เรื่อง ผมจะไม่เสียดายเงิน 500 บาทเท่ากับเวลาที่เสียไปกับการอ่านหนังสือที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มให้ชีวิต

คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมบัญชีเวลา ซึ่งต่างจากบัญชีเงินฝากหลายประการ

บัญชีเงินฝาก แค่เปิดแอ็ปก็ดูยอดได้แล้ว แต่บัญชีเวลาเราไม่รู้เลยว่าตัวเลขในบัญชีเหลือเท่าไหร่

บัญชีเงินฝาก ถ้าเราขยัน ฉลาด หรือโชคดีหน่อย ก็อาจจะเพิ่มตัวเลขเป็นสองเท่าหรือสิบเท่าได้

แต่กับบัญชีเวลา ไม่ว่าเราจะทำยังไง เราก็ไม่สามารถเพิ่ม 70 ปี ให้เป็น 140 ปีหรือ 700 ปีได้

ดังนั้นบัญชีเวลาจึงสำคัญยิ่งกว่าบัญชีเงินฝากเสียอีก เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เรามีจริงๆ

ซื้อของและบริการครั้งต่อไป อย่าลืมคำนึงถึงบัญชีเวลากันด้วยนะครับ

ถ้าวันนี้มีคนมาขอเงิน 30 บาท

20170628_30baht

คุณจะให้เค้ามั้ย?

และถ้าพรุ่งนี้มาขออีก 30 บาท คุณจะยังให้เค้ามั้ย?

และถ้ามะรืนนี้มาขออีก 30 บาทล่ะ?

ต่อให้เราฐานะดีหรือใจบุญแค่ไหน เราก็คงไม่ยอมยื่นเงินให้ใครฟรีๆ ได้นานนัก

แต่ถ้าเปลี่ยนเงิน 30 บาท เป็นเวลา 30 นาทีล่ะ?

วันนี้เรายอมให้ใครบางคนมาโขมยเวลาเราไปครึ่งชั่วโมงบ้างรึเปล่า?

และพรุ่งนี้เราก็ยังจะยอมให้ใครมาเอาเวลาเราไปอีกครึ่งชั่วโมงรึเปล่า?

มะรืนนี้ก็ยังยอม และวันต่อไปก็ยังยอมรึเปล่า?

“ใครบางคน” ในที่นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นคนรู้จักที่โทร.มาบ่นโน่นบ่นนี่ให้ฟัง หรืออาจจะเป็นเฟซบุ๊คของคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่คุณทำเสร็จแล้วแอบมารู้สึกเสียดายเวลาทีหลัง

“Time is what we want most, but what we use worst.”
-William Penn

เวลาคือสิ่งที่เราต้องการที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เราใช้อย่างไม่ระมัดระวังที่สุดเช่นกัน

ถ้าเรา “หวงแหนเวลา” ของเราพอๆ กับที่เรา “หวงแหนเงิน” เราคงไม่ใช้จ่ายมันอย่างสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้

จริงๆ แล้วเราควรหวงเวลามากกว่าหวงเงินด้วยซ้ำไป

เพราะเงินนั้นหาใหม่ได้เสมอ

แต่เวลานั้นหมดแล้วหมดเลยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Eric Barker: This Is How To Be Productive: 4 Secrets From The Stoics

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

อย่ารอให้มีเวลามากกว่านี้

20170605_moretime

เพราะเราไม่มีทางมีเวลามากไปกว่านี้แล้ว

หนึ่งในคำพูดติดปากของคนเราก็คือ “ไว้มีเวลาแล้วค่อยทำ” หรือ “ไว้รอมีเวลาก่อน”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเริ่มโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำมานาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนัดทานข้าวกับคนที่เรารัก

แต่วันที่เราจะมีเวลามากขึ้นนั้นไม่มีทางมาถึง

หนึ่ง เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ความรับผิดชอบและภาระจะมีมากยิ่งขึ้น

สอง สิ่งเย้ายวนจิตใจมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลองคิดภาพสมัย 20 ปีก่อนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและเฟซบุ๊ค เทียบกับสมัยนี้เราโดนเทคโนโลยีกินเวลาชีวิตไปเท่าไหร่ และในอนาคตก็มีโอกาสสูงมากที่เทคโนโลยีจะมอบอะไรที่คนจะติดงอมแงมยิ่งกว่ามือถือซะอีก

สาม นับจากวันที่เราเกิด ระเบิดเวลาก็ได้ถูกจุด เวลาของเราจึงเหลือน้อยลงทุกขณะ

พรุ่งนี้เราจึงจะมีเวลาน้อยกว่าวันนี้ 24 ชั่วโมง และมะรืนนี้เราจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าวันนี้ 48 ชั่วโมง

ดังนั้น “ตอนนี้” คือห้วงขณะที่เรามีเวลามากกว่าวันใดๆ ในชีวิตของเราแล้ว

แทนที่จะ “รอเวลา” สู้เรามา “จัดเวลา” กันดีกว่า เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

เพราะสำหรับสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ นั้น ไม่มีเวลาใดจะเหมาะไปกว่าวันนี้แล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีเวลาหรือไม่จัดเวลา

20161120_notime

If you don’t make the time to work on creating the life you want, you’re eventually going to be forced to spend a lot of time dealing with a life you don’t want.

ถ้าวันนี้คุณไม่จัดเวลาเพื่อสร้างชีวิตแบบที่คุณต้องการ
วันหนึ่งก็คุณจะต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับชีวิตที่คุณไม่ต้องการ

-Kevin Ngo


ถ้ามีโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำ และจะรอให้ “มีเวลา” เสียก่อน โปรเจ็คนั้นคงจะเกิดได้ยากเต็มที

คนที่เอาจริงจะไม่รอให้มีเวลา แต่จะ “จัดเวลา” เพื่อการนั้น

ก่อนที่สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ จะเป็นนักเขียนโด่งดัง เขาเคยทำงานเป็นครีเอทีฟบริษัทโฆษณา งานวงการนี้ก็รู้กันอยู่แล้วว่าโหดหินแค่ไหน แต่เขาก็เจียดเวลาตอนกลางคืนเพื่อจะได้ทำงานเขียนที่เขารัก สุดท้ายนามปากกา “นิ้วกลม” ก็เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ต้น หลังจบมหาวิทยาลัยเขาหางานสอนหนังสือไม่ได้เกือบสองปี จนสุดท้ายจึงมาได้งานเป็นผู้ช่วยตรวจสอบเอกสารในสำนักงานสิทธิบัตร ไอน์สไตน์ใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อศึกษาและคิดค้นทฤษฎีฟิสิกส์ และอีกเพียงสามปีต่อมา ไอน์สไตน์ก็ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาถึงสี่ชิ้นซึ่งสั่นสะเทือนวงการฟิสิกส์  และทำให้ชื่อไอน์สไตน์กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วยุโรป

เราอาจจะไม่มีเวลาสำหรับทุกสิ่งที่เราอยากทำ แต่เราสามารถจัดเวลาเพื่อทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ

ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใด จะเอาจริงแค่ไหน และจะมีวินัยเพียงพอที่จะทำมันจนกว่าเราจะไปถึงฝั่งฝันรึเปล่า


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราไม่ได้มีเวลาน้อยเกินไป

20160322_LittleTime

สิ่งที่เรามีน้อยเกินไปคือความอดทนต่างหาก

อดทนที่หนึ่งคืออดทนต่อสิ่งเร้า

ยุคนี้เรามีอะไรต่อมิอะไรมาทำให้เราว่อกแว่กยิ่งกว่ายุคไหนๆ อีเมล์ก็ต้องเช็ค เฟซบุ๊คก็ต้องส่อง ไลน์ก็ต้องเมาท์ อินสตาแกรมก็ต้องดู

จึงไม่แปลกที่เวลาของเราน้อยลง เพราะมันไหลไปอยู่กับสิ่งเร้าเหล่านี้

อดทนที่สองคืออดทนกับการรอคอย

เดี๋ยวนี้ อะไรๆ เราก็รอไม่ได้แล้ว คิดอะไรก็อยากได้สิ่งนั้นให้เร็วที่สุด

อยากรวยไวๆ อยากเป็นผู้บริหารไวๆ อยากได้หมื่นไลค์ไวๆ อยากผ่อนบ้านหมดไวๆ อยากเกษียณไวๆ

เมื่ออยากสำเร็จไวๆ ก็เลยต้องใช้ชีวิตไวๆ

ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้เราแก่ไวๆ และตายไวๆ ด้วย

ไม่ได้จะมาตีฆ้องร้องป่าวให้ใช้ชีวิต slow life และทำงานเช้าชามเย็นชามนะครับ

เพียงแต่อยากจะชี้ว่า ที่เราบ่นๆ ว่าเวลาเรามีไม่พอนั้น เป็นปัญหาที่เราสร้างขึ้นมาเองแทบทั้งนั้น

เมื่อเราสร้างเองได้ เราก็แก้เองได้

เวลาควรจะมีมากพอ หรืออย่างน้อยก็ควรจะมีมากขึ้น ถ้าเรามีความอดทนมากกว่านี้ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

12 วิธีฆ่าเวลาอย่างสร้างสรรค์

20160313_KillTime

จริงๆ ฆ่าเวลาเป็นคำที่ผิด

เพราะเรารู้ดีว่าเราไม่สามารถฆ่าเวลาได้ เวลาต่างหากที่ฆ่าเรา

หัวข้อที่ถูกต้องจึงน่าจะเป็น “12 วิธีใช้เศษเวลาอย่างสร้างสรรค์” มากกว่า

เศษเวลาคือเวลา 3-5 นาที ที่ใช้ไปสำหรับการรอลิฟต์ รอคิว รอเพื่อน รอรถ หรือแม้กระทั่งเวลาที่เราเดินไป-มาครับ

เวลาพวกนี้เหมือนจะเล็กน้อย แต่ถ้าวันหนึ่งเราใช้เศษเวลาไปในทางสร้างสรรค์ซัก 10 ครั้ง ฃเราก็จะได้เวลาคืนมาถึงครึ่งชั่วโมง หรือเดือนละ 15 ชั่วโมงเลยทีเดียว พอๆ กับเอาเวลาไปเข้าสัมมนาสองวันเต็มๆ เลยนะครับ

มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาทฉันใด มีสามนาทีก็พึงบรรจบให้ครบ 30 นาทีฉันนั้น

มาดูกันดีกว่าว่าจะใช้เศษเวลาได้อย่างไรบ้าง

1. อ่านหนังสือ ถ้าเราพกหนังสือเล่มเล็กๆ ซักหนึ่งเล่มติดตัวเวลาเดินทาง ว่างเมื่อไหร่ก็หยิบขึ้นมาอ่าน ผมเชื่อว่าเราจะอ่านหนังสือได้อย่างน้อยเดือนละเล่มครับ (สมัยก่อนสมัยยังไม่ขับรถไปทำงานผมอ่านหนังสือได้ประมาณสัปดาห์ละเล่ม) แถมข้อดีของการอ่านหนังสือคือมันทำให้เรามีสมาธิมากกว่า (เพราะเรื่องไม่โดดไปมาเหมือนเล่นเฟซบุ๊ค) สบายตากว่า และดูเท่กว่า (เพราะคนอื่นเล่นมือถือกันหมด)

2. อ่าน Quora ในบล็อก Anontawong’s Musings ผมอ้างอิงถึง Quora บ่อยมากเพราะของมันดีจริงๆ มีแต่คำถามที่น่าสนใจ และมีแต่คนที่เก่งกว่าเรามาช่วยตอบคำถาม แต่ก็ต้องระวังเพราะว่ามันก็อาจทำให้เราเสียเวลาไปมากมายเหมือนเฟซบุ๊คได้เช่นกัน

3. อ่านบทความเก่าๆ ที่เซฟลง Pocket โปรแกรมนี้ผมเอาไว้อ่านบทความที่พบเจอแต่อย่างเก็บไว้อ่านทีหลัง มีทั้งแบบที่เป็นแอพบนถือถือ (Android / iOS) และเป็น Chrome Extensions

4. อ่าน page ใน Facebook จริงๆ เราก็รู้กันอยู่ว่าการเล่นเฟซบุ๊คเป็นเรื่องเสียเวลามากที่สุดในโลก แต่ไหนๆ ถ้าจะเล่นอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ขอให้มันได้ประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอัน และทางหนึ่งที่ดีคือติดตามเพจที่พูดในเรื่องที่เราสนใจครับ โดยตอนกด Like เพจไหนที่เราสนใจเป็นพิเศษ เราสามารถเลือกที่จะ See First หรือ Get Notifications ได้ครับ

5. ฟัง podcast / audiobooks โดยดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในมือถือก่อนได้เลย ที่ผมฟังอยู่ก็มีของ Tim Ferriss (ผู้เขียน The 4-Hour Work Week, James Altucher ผู้เขียน Choose Yourself และ Smart Passive Income ของ Patt Flynn ครับ

6. ดู Youtube ถ้าไม่ได้เตรียม podcast ไว้ในเครื่อง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเข้า Youtube แล้วพิมพ์คำว่า TED Talks  ก็จะมีเรื่องราวเจ๋งๆ จากคนเทพๆ มาให้ฟังกันไม่หวาดไม่ไหว แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือมันใช้ดาต้าเปลือง ถ้าไม่ได้ต่อ wifi อยู่ แนะนำให้ไปที่จุดสามจุดมุมขวาบนแล้วเลือก setting เพื่อจะปรับ resolution ให้เป็นตัวเลขต่ำสุด เครื่องแอนดรอยด์ของผมปรับได้เป็น 240p ซึ่งแปลว่าวีดีโอ 10 นาทีจะใช้ดาต้าประมาณ 27 Mb ครับ  อ้อ และถ้าภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงก็สามารถเปิดซับไตเติ้ลได้ด้วย โดยตอนที่เปิดวีดีโอขึ้นมาแล้ว ให้ไปที่จุดสามจุดมุมขวาบนแล้วเลือก Captions จากนั้นมันจะโชว์ขึ้นมาว่าอยากให้ขึ้นซับภาษาอะไรครับ

7. ฝึกภาษาใหม่กับ Duolingo – เขาว่ากันว่าให้เวลากับมันเพียงวันละ 5 นาทีก็เพียงพอแล้วที่จะรู้ภาษาใหม่ๆ ในระดับที่ใช้งานได้จริง อย่างเยอรมัน อิตาเลียน ฝรั่งเศส ฯลฯ แต่สำคัญคือเราต้องฝึกอย่างต่อเนื่องทุกวัน ไม่ต้องรีบร้อน แล้วผลจะตามมาเอง

8. จดความคิด ข้างบนนี้จะว่าไปถือเป็นการเสพหมดเลย เมื่อมีขาเข้าแล้วย่อมต้องมีขาออก ถ้ามีความคิดอะไรดีๆ ผุดขึ้น ลองจดลงสมุดหรือจดลงแอพอย่าง Evernote ก็ได้ครับ

9. โทรศัพท์หาคนในครอบครัว หรือเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ถึงการสื่อสารของเราจะเปลี่ยนมาเป็นทางไลน์เสียส่วนใหญ่ แต่การพูดคุยด้วยการได้ยินเสียงของกันและกันก็เป็นเรื่องดีนะผมว่า เพราะจริงๆ แล้วโทรศัพท์ก็ออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่เหรอ?

10. ลบรูปออกจากมือถือ ต่อให้มือถือเราจะมีเม็มเยอะแค่ไหน สุดท้ายมันก็ต้องเต็มได้อยู่ดี ลองประยุกต์หลักการ KonMari ที่ใช้เก็บบ้าน มาใช้กับรูปในมือถือก็ได้ เก็บไว้แต่รูปที่ spark joy นอกจากเม็มจะโล่งขึ้นเยอะแล้ว รูปในเครื่องก็จะมีคุณค่าต่อจิตใจเรามากกว่าเดิมด้วย

11. ดูลมหายใจ ถ้าเสพก็เหนื่อย จะทำอะไรก็ขี้เกียจ ก็ลองอยู่เฉยๆ แล้วดูลมหายใจตัวเองซัก 10-15 วินาที ก็จะช่วยทำให้สมองของเราผ่อนคลายได้เยอะเลยทีเดียว

12. ดูใจตัวเอง ว่าตอนนี้สบายดีอยู่ไหม สุขหรือทุกข์ โล่งๆ หรือ อึนๆ ถ้าสุข สุขเพราะอะไร ถ้าทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร และเราจะทำอะไรได้บ้างไหม ถ้าทำอะไรได้ก็กลับไปดูข้อ 8 ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็ยิ้มหวานให้ตัวเองหนึ่งที ทำใจให้สบาย ซักพักความทุกข์นั้นก็จะจางไปเองครับ

ถ้าใครมีข้อแนะนำว่าจะใช้เศษเวลาทำอะไรดี มาเล่าสู่กันฟังได้ที่เพจ Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณ Medium: 8 Productive Ways To Use The Time You’re Normally Wasting On Waiting — Life Learning  ของ Darious Foroux ที่ผลักดันให้เขียนบทความนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Chandra Yaan’s answer to How much data does a YouTube video consume?

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่