เราบริหารเวลาไม่ได้ แต่เราบริหารพลังงานได้

“ผมเคยมีเมนเทอร์คนหนึ่ง คือพี่แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอของดุสิตธานี พี่แต๋มเป็นคนที่โปรดักทีฟที่สุดคนหนึ่งที่เคยรู้จัก แกบอกผมว่า กระทิง สุดท้ายยูไม่สามารถบริหารเวลาได้หรอก โดยเฉพาะตำแหน่งนี้ เพราะเวลาก็มีธรรมชาติของมัน ใน 100 เปอร์เซ็นต์ ยูอาจบริหารเวลาได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์

แต่สิ่งที่ยูบริหารได้ 100 เปอร์เซ็นต์คือพลังงาน ฉะนั้นเวลาประชุม ยูไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างในประชุมก็ได้ บางประชุมยูควรเป็นผู้ฟังที่ดีไหม บางประชุมเป็นผู้สังเกตการณ์ก็พอไหม แล้วคอยกระตุ้นให้คนพูด คือการบริหารพลังงาน พอเป็นผู้บริหารเราจะมีตารางที่ต้องไปประชุม ไปโน่นนั่นนี่ตลอดเวลา ฉะนั้นยูบริหารเวลาไม่ได้หรอก แต่ยูบริหารพลังงานได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเท่ากันในทุกงานหรือทุกประชุม ผมว่าอันนี้เป็นอินไซต์ที่สำคัญมาก”

– กระทิง พูนผล จากหนังสือ Leaders’ Wisdom

ทุกครั้งที่ผมจัดเวิร์คช็อป Time Management ประโยคแรกที่ผมจะพูดเสมอคือเวิร์คช็อปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ Time Management

Time Management เป็นชื่อเรียกที่ผิด เราไม่สามารถทำให้เวลาเดินช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ เราไม่สามารถทำให้พรุ่งนี้มาก่อนวันนี้ได้

เราจัดการอะไรกับเวลาไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่เราจัดการได้คือตัวเราเอง

ยิ่งตำแหน่งเราสูงขึ้นเท่าไหร่ ตารางเวลาของเราก็จะกลายเป็น “สมบัติสาธารณะ” มากขึ้นเท่านั้น จะมีคนอยากคุยกับเรา อยากขายของ อยากได้คำชี้แนะ อยากให้เราฟันธง ถ้าเราไม่ทำ time blocking หรือบล็อกเวลาบางส่วนเอาไว้บ้าง เราจะพบว่าเวลาของเราถูกแย่งชิงไปแทบหมดสิ้น เหลือเพียงเศษซากเวลาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต่างอะไรกับเบี้ยหัวแตก มีอยู่ประปรายแต่นำไปซื้ออะไรไม่ได้

เมื่อเราสามารถทวงคืนเวลาบางส่วนผ่าน time blocking แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องการของจัดการพลังงานของเรานี่แหละ

ปัจจัยที่กระทบกับพลังงานตลอดวันของเราก็อาทิเช่น

  • คุณภาพการนอนหลับในคืนที่ผ่านมา
  • ประเภทของอาหารและเครื่องดื่มที่เรารับประทานเข้าไป
  • การออกกำลังกาย/ยืดเส้นยืดสาย
  • เวลาพักเบรค
  • ความยาก/ความน่าเบื่อ/ความถึกของงานที่เราต้องประสบในวันนี้
  • พลังงานที่เราดูดซับจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือคนที่บ้าน

สองข้อสุดท้ายเราอาจคุมอะไรไม่ได้มากนัก แต่ที่เหลือนั้นเราควรควบคุมได้เกือบ 100%

ถ้าเรานอนมาไม่พอ แค่งานง่ายๆ เราก็ยังงอแง แต่ถ้าเราได้นอนมาเต็มที่ สติปัญญาและ willpower ของเราจะแข็งแกร่งมาก

ส่วนเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับคนที่อายุ 40 ขึ้นไปจะมีความไวมากขึ้นว่าอาหารไหนกินแล้วพลังงานดี อาหารไหนกินแล้วพลังงานตก ส่วนตัวผมแค่กินมันฝรั่งทอดห่อละ 20 บาท ชั่วโมงถัดมาร่างกายจะหนืดๆ ทันที

ถ้าเราออกกำลังกายตอนเช้าอย่างพอดี พลังงานเราจะดีไปทั้งวัน แต่ถ้าเราไม่มีเวลาหรือออกไปไหนไม่ได้ แค่วิดพื้นหรือทำสควอทซัก 1 นาทีก็ช่วยให้เลือดลมสูบฉีดและช่วยให้หายง่วงได้

สุดท้ายคือเรื่องพักเบรคที่เรามักจะละเลยกัน อาจจะเพราะว่าแค่ทำงานอย่างเดียวก็ไม่ทันแล้ว จึงมองเห็นว่าการพักเบรคจะทำให้เสียเวลา แต่การพักเบรคนั้นสำคัญมาก ขนาดการแข่งรถ Formula 1 ยังต้องมี pit stop เลย แถมร่างกายของเราก็ไม่ใช่เครื่องจักร ตามันพร่าได้ ไหล่เป็น office syndrome ได้ กระเพาะปัสสาวะมันอักเสบได้ รถ Formula 1 พังแล้วพังยังมีอะไหล่ แต่ร่างกายคนไม่มีอะไหล่ ถึงซ่อมได้ก็อาจไม่เหมือนเดิม

บริหารพลังงานของเราให้ดี เพื่อจะได้ทำหน้าที่โดยไม่เบียดเบียนตัวเองครับ


ขอบคุณ Quote จากหนังสือ Leaders’ Wisdom กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร สัมภาษณ์ พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล เรียบเรียง

เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่เงินซื้อเวลาได้

เพราะกว่าจะได้เงินมา เราต้องเอาเวลาและพลังชีวิตไปแลกมาไม่รู้เท่าไหร่

เงินกับเวลาจึงเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

ถ้าเราจัดการเรื่องการเงินได้ดี เราก็จะเริ่มให้ความสำคัญกับเงินน้อยลง และให้ความสำคัญกับเวลามากขึ้น

เราอาจจะหยุดทำงานบ้าน แล้วจ้างแม่บ้านมาช่วยทำความสะอาด หรือสั่ง food delivery แทนที่จะขับรถออกไปซื้อเอง

บางคนประหยัดมาทั้งชีวิต แม้กระทั่งพอมีฐานะดีขึ้นแล้วก็ยังชินกับการใช้เงินอย่างระมัดระวังอยู่ดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ต้องหาให้เจอว่าประหยัดแค่ไหนถึงจะพอดี เวลาที่ต้องเสียไปเพื่อประหยัดเงินไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยบาทนั้นมันคุ้มกันจริงหรือ

เพราะเงินนั้นตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ แต่ถ้าเราใช้เงินซื้อเวลา เราจะเอาเวลานั้นไปทำในสิ่งที่เราอยากทำและสร้างประสบการณ์ที่ดีได้นะครับ

5 ความประทับใจจากหนังสือ งานประจำสอนทำธุรกิจ

“พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป็นเจ้าของเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย ที่พิมพ์หนังสือ “Thank God It’s Monday – ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ให้กับผมและบล็อก Anontawong’s Musings

แม้จะรู้จักกันมา 5 ปี แต่ผมก็ได้เจอกับพี่ปิ๊กไม่บ่อยนัก เมื่อกลางปีที่แล้วหลังจากพ้นช่วงล็อกดาวน์มาไม่นาน เราเลยนัดกินข้าวกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบว่าต่างคนต่างทำอะไรกันอยู่ พอผมถามถึงหนังสือเล่มใหม่ๆ ที่สนพ.อะไรเอ่ยจะทำ พี่ปิ๊กเล่าให้ฟังถึงเด็กคนหนึ่งที่พี่ปิ๊กเพิ่งได้ไปคุยมา ชื่อน้องนาฟิส อิสลาม

พี่ปิ๊กบอกผมว่า “เด็กคนนี้มีของ” เพิ่งเรียนจบมาไม่นานแต่ทำเพจ “สมองไหล” ที่มีคนติดตามเป็นแสนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เพจสมองไหลนั้นจะรวบรวมข้อคิดดีๆ จากหนังสือแนว self-improvement มาถ่ายทอดในรูปแบบที่โดนใจ และยังทำหน้าที่เป็น “คลีนิกที่จ่ายหนังสือแทนยา” โดยคุณนาฟิสจะช่วยวินิจฉัยคนที่ทักมาทาง inbox ว่ามีปัญหาอะไร หนังสือเล่มไหนที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตเขาในตอนนี้ และจัดแจงส่งหนังสือเล่มนั้นให้ คุณนาฟิสจึงมีรายได้จากการขายหนังสือมากเพียงพอที่จะลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพเพื่อกลับมาทำธุรกิจของตัวเองที่บ้านเกิด และใช้เวลาที่มีมากขึ้นเพื่อขีดเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยด้วย

วันนี้ผมอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้ว

และนี่คือ 5 ความประทับใจจากหนังสือ “งานประจำสอนทำธุรกิจ” ครับ

1.พ่อแม่รวยสอนลูก


ตอนมัธยมต้น คุณนาฟิสต้องเข้าไปเรียนในเมือง อยากมีมือถือไว้ใช้ แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ซื้อให้ ถ้าอยากได้ต้องหาเงินซื้อเอง คุณนาฟิสเลยรับจ้างล้างรถ ถูบ้านให้พ่อกับแม่จนเก็บเงินซื้อมือถือราคา 600 บาท ส่วนเงินเติมมือถือคุณนาฟิสก็ต้องใช้เงินค่าขนมของตัวเอง

พอเรียนมัธยมปลาย พ่อแม่ก็บอกคุณนาฟิสแต่เนิ่นๆ ว่า จะส่งเสียคุณนาฟิสถึงแค่เรียนจบเท่านั้น เรื่องเงินเรื่องหนี้สินพ่อแม่จะจัดการเอง ไม่ต้องมาส่งเสียเลี้ยงดู จงเอาแรงและเวลาออกไปสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ถ้าคุณนาฟิสมีปัญหาทางการเงิน พ่อแม่ก็จะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้ คุณนาฟิสเลยต้องหาความรู้ทางการเงินด้วยการอ่านหนังสืออย่างพ่อรวยสอนลูกของ Robert Kiyosaki และ Money 101 ของโค้ชหนุ่ม Money Coach ได้ทำความรู้จักกับ “หนี้รวย” “หนี้จน” และ “ภาษีฟุ่มเฟือย”

หนี้รวยคือหนี้ที่มีแล้วสร้างรายได้ เช่นกู้เงินมาซื้อห้องแล้วปล่อยเช่า หนี้จนคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แถมยังสร้างภาระ เช่นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด

ภาษีฟุ่มเฟือย คือกุศโลบายในการเก็บเงิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้เงินไปกับเรื่องฟุ่มเฟือย ให้โอน 10% เข้าบัญชีเงินออมทันที เช่นดูหนัง 200 บาทก็โอนอีก 20 บาทเข้าบัญชีเงินออม

2. “หางาน” ต้องใช้ปริญญาแต่ “สร้างงาน” นั้นไม่ต้อง

ตอนเรียนชั้นมัธยม คุณนาฟิสลองทำธุรกิจโรงเรียนเทควันโดของตัวเองโดยแทบไม่ต้องใช้เงินทุน เพราะใช้พื้นที่ของโรงเรียน และหาลูกค้าด้วยการโพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว จนมีรายรับเดือนละเป็นหมื่นและได้บทเรียนทางธุรกิจมามากมาย

พอเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณนาฟิสก็ได้งานประจำที่กรุงเทพกับบริษัทสตาร์ตอัพแห่งหนึ่ง ทำอยู่ 1 ปีเต็มและได้พบความจริงว่างานประจำนั้นได้ค่าตอบแทนตามเวลา ไม่ได้ค่าตอบแทนตามผลลัพธ์ การเติบโตของรายได้นั้นจำกัด

ช่วงที่ล็อกดาวน์เพราะโควิด ต้อง work from home คุณนาฟิสมีเวลามากขึ้น จึงครุ่นคิดว่าจะใช้เพจสมองไหลที่มีอยู่แล้วไปต่อยอดได้อย่างไร แล้วเขาก็คิดโมเดลแนะนำหนังสือและขายหนังสือขึ้นมา หากใครสนใจก็ขับรถไปซื้อหนังสือที่หน้าร้านมาส่งให้ วันแรกขายได้ 6 เล่ม ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนมียอดขายเดือนละ 1,000 เล่มและสามารถต่อรองกับสำนักพิมพ์เพื่อให้ได้ต้นทุนหนังสือที่ถูกลงได้ จนวันหนึ่งถึงจุดที่มีรายได้แตะหลักแสนต่อเดือนและมีเงินเก็บมากพอที่จะใช้ไปได้อีก 3 ปี คุณนาฟิสจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

3.เคล็ดวิชาป้ายยา

คุณนาฟิสขายหนังสือได้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่ต้องใช้เงินบู๊สต์โพสต์ เพราะมีเคล็ดวิชาป้ายยาอยู่

หลักการมี 6 ขั้นตอนดังนี้

3.1 ขยี้ปัญหา
3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหาให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนจะแก้ปัญหานั้นได้แล้ว
3.3 นำลูกค้ากลับมาอยู่ในสถานะเดิม
3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า
3.5 เสนอสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่าในใจลูกค้า
3.6 สร้าง sense of urgency

มาดูตัวอย่างกัน

3.1 ขยี้ปัญหา – ปัญหาของคนทำออนไลน์คอนเทนต์คือค่าโฆษณาที่แพงขึ้น จึงเขียนหัวข้อโพสต์ว่า “ถ้าทำคอนเทนต์ดี ก็ไม่ต้องเสียเงินยิงค่าโฆษณาสักบาท”

3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหา – คุณนาฟิสจะเขียนถึงประเภทของการทำคอนเทนต์ และเทคนิคการทำคอนเทนต์ให้คนแชร์เป็นจำนวนมาก

3.3 นำลูกค้ากลับสู่สถานะเดิม – “นี่คือเทคนิคที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่จริงๆ แล้วยังมีเทคนิคอีกมากมาย”

3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า – “เทคนิคทั้งหมดผมได้ไปเรียนมาจากคอร์สราคา 8,000 บาท”

3.5 เสนอสินค้าให้ต่ำกว่าราคาในใจ – “แต่ข่าวดีคือ ครูที่สอนผมทำคอนเทนต์เขาเขียนหนังสือออกมา ซึ่งเหมือนเอาบทเรียนราคา 8,000 บาท ในคอร์สมายัดลงหนังสือในราคา 245 บาท”

3.6 สร้าง sense of urgency เพราะจริงๆ แล้วลูกค้าอาจจะไปซื้อตามร้านหนังสือก็ได้ คุณนาฟิสก็เลยเขียนทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้หนังสือเหลือเพียง 43 เล่มเท่านั้น”

ด้วยวิธีการ 6 ข้อดังกล่าว ทำให้มียอดสั่งหนังสือเข้ามาแบบถล่มทลาย

4. เป้าหมายเล็กจะนำไปสู่เป้าหมายใหญ่เอง


คุณนาฟิสไม่ค่อยชอบตั้งเป้าหมายใหญ่ระยะยาว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนตลอด จึงยึดแนวทางของสตาร์ตอัพที่ตั้งเป้าหมายระยะสั้น ทดลอง ลงมือทำ และปรับใหม่ตามสถานการณ์โดยใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด

ความเจ๋งก็คือ เมื่อเราโฟกัสเป้าหมายเล็กๆ และทำให้สำเร็จเสียก่อน มันจะทำให้เราเริ่มมีวิสัยทัศน์และมองเห็นเส้นทางที่ยาวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายเล็กๆ ที่สำเร็จจึงกลายเป็นรากฐานสำหรับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นไปโดยปริยาย

ดังนั้น จงตั้งเป้าหมายแบบสตาร์ตอัพ อย่าทำแบบคนส่วนใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายแบบบริษัทมหาชนและอ้างว่าต้นทุนไม่พอ

5. ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “มีหรือไม่มีเวลา” ประเด็นอยู่ที่ “ใช้หรือไม่ใช้เวลา”

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้เวลาไปกับเรื่องอะไร ซึ่งคุณนาฟิสให้คำแนะนำไว้สามข้อด้วยกัน

5.1 ตั้งเป้าหมายก่อน จะได้รู้ว่าเราอยากใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง เช่นอ่านหนังสือให้ได้วันละ 30 นาที หรือเขียนบทความให้ได้วันละ 1 บท

5.2 ตัดงานอดิเรกที่ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมาย แต่ก่อนคุณนาฟิสติดเกม FIFA มาก เล่นทุกภาคตั้งแต่มัธยมจนเรียนจบปริญญาตรี แต่ตอนนี้งานอดิเรกที่ทำจะพยายามให้สอดคล้องกับเป้าหมายมากที่สุด อ่านหนังสือแทนเล่นเกม ฟังพอดแคสต์แทนฟังเพลง คุยเรื่องไอเดียแทนการนินทา

5.3 ใช้เศษเวลาให้คุ้มค่า มันคือ “ช่วงเวลาก้ำกึ่ง” 5-15 นาทีที่เรามีอยู่ตลอดวัน ช่วงรอรถ ช่องรอลิฟต์ ช่วงเดินทาง ถ้าเราติดหนังสือไว้กับตัวและวางหนังสือเอาไว้ทั่วบ้าน เราก็จะอ่านหนังสือได้มากขึ้น ถ้าเรากำลังนั่งรอรถ ก็ใช้เวลานั้นตอบแชตลูกค้าได้ หรือแม้กระทั่งนั่งสำรวจตัวเองว่าต้องการอะไรกันแน่ก็อาจจะทำให้เราได้พบคำตอบที่พลิกเกมได้เช่นกัน

ที่เล่ามา 5 ข้อนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือหนา 272 หน้าที่ผมอ่านจบภายในเวลาไม่กี่วัน และสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คุณนาฟิสได้เรียนรู้แบบไม่มีกั๊ก

เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมีไฟมากขึ้น อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามากขึ้น และอยากทำฝันของตัวเองให้สำเร็จ ยิ่งช่วงนี้ปิดโควิดอยู่ด้วย มีเวลาอ่านกันแน่นอน ถ้ายังไม่สะดวกออกไปซื้อตามร้านหนังสือก็ทักไปทางเพจสมองไหลได้

ขอบคุณคุณนาฟิสและสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยที่รังสรรค์หนังสือดีๆ อีกเล่มขึ้นมาในบรรณพิภพครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong