ความเร็วไม่สำคัญเท่ากับการไม่ล้มเลิก

ชีวิตเราเดี๋ยวนี้สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก อยากดูอะไรก็ได้ดูทันที อยากกินอะไรก็ได้กินแทบจะในทันที (รอพี่ไรเดอร์มาส่ง) อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ทันทีและไม่เกิน 2 วันก็ได้ของกันแล้ว

เมื่อทุกอย่างมันง่ายดาย เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่รอไม่เป็น

เมื่อการรอมันยากเย็น เราจึงอยากบรรลุเป้าหมายให้ได้โดยเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ตำแหน่งหน้าที่ หรือยอดผู้ติดตาม

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้ชีวิตมีทิศทาง ทำให้เราไม่ใช้พลังงานและวันเวลาอันจำกัดไปอย่างสะเปะสะปะ

เมื่อเป้าหมายมีแล้ว ทิศทางมีแล้ว ก็เหลือแต่ว่าเราจะเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วแค่ไหน

ถ้าเราเร่งเครื่องเต็มสูบ ก็อาจจะถึงเส้นชัยก่อนคนอื่น แต่ความเร็วนี้ก็มีต้นทุนของมัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ สุขภาพ และความเคารพที่มีต่อตนเอง

ที่ต้องระวังก็คือ ยิ่งเรารีบเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะเกิด “อุบัติเหตุ” ที่ทำให้การเดินทางต้องยุติก็มากขึ้นเช่นกัน

หรือหากเรารีบเกินไปจนไม่สนุกและไม่ชอบตัวเองเอาเสียเลย ก็มีโอกาสสูงยิ่งที่เราจะล้มเลิกเสียกลางคัน

หากรู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนประเภท go-getter ที่อยากได้อะไรแล้วต้องได้ให้เร็วที่สุด เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืน

เราสามารถไปสู่เป้าหมายด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง จะถึงช้ากว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร ข้อดีของการไปอย่างช้าๆ คือเราจะได้เพลิดเพลินกับการเดินทาง

ตราบใดที่เรายังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง และโชคชะตาไม่ใจร้ายกับเราเกินไปนัก เราก็จะไปถึงที่หมายได้เช่นกัน

เพราะความเร็วไม่สำคัญเท่ากับการไม่ล้มเลิกครับ

Outcome สำคัญกว่า Output

นี่เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับคนที่ชอบความ productive

เราบอกตัวเองว่าต้องเก่งขึ้น เร็วขึ้น ทำให้มากขึ้น มีผลงานให้มากขึ้น

แต่คำถามสำคัญก็คือสิ่งต่างๆ ที่เราทำออกมา สุดท้ายแล้วนำมาสู่อะไรบ้าง

เหมือนเราเล่นเกม เก็บไอเท็มมาได้มากมาย (output) แต่สุดท้ายแล้วเราเอาชนะตัวบอสและช่วยเจ้าหญิงได้รึเปล่า (outcome)

ปี 2564 กำลังจะหมดลง เป็นเวลาที่ดีที่จะได้ทบทวนตัวเอง ว่า what you’ve got to show for all the hard work you have done

ถ้าพบว่า เหนื่อยแทบตาย แต่สุดท้ายไม่ค่อยมีอะไรที่เราจะหยิบขึ้นมาบอกได้ว่าอันนี้แหละคือสิ่งที่มีความหมายและเราภาคภูมิใจ

ก็อาจต้องกลับมาทบทวน game plan ของตัวเองใหม่ ว่าปีหน้าจะวางตัว-วางใจอย่างไร อะไรคือสิ่งที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้และทำได้ดี

โจทย์นี้ไม่ได้ง่าย แต่คุ้มค่าต่อการใช้เวลาใคร่ครวญ

ไม่อย่างนั้นเราจะติดกับดักตัวเลขและการวัดผล ซึ่งมันอาจไม่ได้มีความหมายอะไรจริงๆ ก็ได้ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย โดย ฮิโรคาซึ ยามานาชิ (Hirokazu Yamanashi)

เคยตั้งคำถามกับสิ่งที่เราต้องการบ้างมั้ย

เราถูกสอนด้วยชุดความคิดของตะวันตกมาแต่ไหนแต่ไร

พอยิ่งมีอินเทอร์เน็ตและหนังสือแปล How-to ออกมาปีละหลายสิบเล่ม การยึดความสำเร็จเป็นสารัตถะของชีวิตก็ยิ่งแนบแน่น

เราถูกบอกให้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ให้สร้างอุปนิสัยที่เหมาะสม ให้ไม่ลดละความพยายามที่จะคว้าซึ่งสิ่งที่เราต้องการมาให้ได้

เราจึงทำงานอย่างหนัก เราจึงออกกำลังกายและทำลายสถิติตัวเอง เราจึงเสพสิ่งรอบตัวไม่หยุดยั้ง ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าลึกๆ แล้วเราเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

แต่หลายครั้งการไล่ล่าเป้าหมายกลับนำมาซึ่งสิ่งตรงข้าม

อยากออกกำลังกาย อยาก beat yesterday แต่ดันทำให้ตัวเองเจ็บเรื้อรัง

อยากเสพข่าวสารเพื่อเข้าใจความเป็นไปของโลกใบนี้ แต่ยิ่งเสพมากเท่าไหร่ยิ่งสับสนและกังวลมากขึ้นเท่านั้น

อยากทำงานหาเงินมาดูแลครอบครัวให้อยู่สุขสบาย แต่กลายเป็นว่าแทบไม่เคยได้ใช้เวลาร่วมกัน

“I should be suspicious of what I want.”

Rumi

เราจึงควรตั้งคำถามกับทุกความต้องการของเราเสมอ

เพราะมันคงเป็นตลกร้าย หากเราต้องจ่ายราคาสูงลิบลิ่ว เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการครับ