คิดให้ใหญ่เริ่มให้เล็ก

20180811_thinkbig

Think big. Start small.
-Seth Godin

เพราะจินตนาการของคนไม่มีขีดจำกัด สมองของคนเราจึงสามารถนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เกินความจริงในปัจจุบันไปมากมายได้

คนคิดใหญ่กับคนคิดเล็กอาจใช้เวลาเดินทาง 5 ปีเท่ากัน คนคิดใหญ่อาจเหนื่อยกว่าคนคิดเล็ก 50% แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนท้ายอาจมากกว่าคนคิดเล็ก 50 เท่า เพราะศักยภาพมนุษย์และดอกเบี้ยทบต้นของความเพียรนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง

แต่จุดอ่อนสำหรับคนคิดใหญ่และคนที่เป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ก็คือการกลัวว่าจะออกมาไม่ดีพอ ไม่สมบูรณ์แบบพอ ไม่อลังการพอ สุดท้ายก็เลยไม่ได้เริ่ม หรือถ้าเริ่มก็ช้ากว่าคนอื่นไปหลายขุม

ยุทธศาสตร์ที่อาจจะดีกว่าก็คือการคิดให้ใหญ่และเริ่มให้เล็ก

อะไรบ้างที่เราจะทำได้ใน 5 นาทีเพื่อเป็นการเริ่มต้นการเดินทางนี้?

อยากวิ่งมาราธอน? เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่ง 400 เมตรวันนี้เลย

อยากมีหนังสือของตัวเองซักเล่ม? เริ่มเขียนบล็อกตอนแรกเลย

อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน? ลองลิสต์เรื่องรอบตัวที่เราหงุดหงิดเพราะโอกาสทางธุรกิจอยู่ในนี้ทั้งนั้นเลย

การเดินทางพันลี้ประกอบไปด้วยก้าวที่ยาวเพียงหนึ่งศอกจำนวนนับไม่ถ้วน

เริ่มก้าวแรกในวันนี้และไม่ยอมหยุดเดิน จะพันลี้หรือหมื่นลี้ก็คงไม่ไกลเกินพิชิตครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เต็มแล้วอย่างรวดเร็ว จึงเปิดรับรุ่น 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 18 ที่)

เราควรประกาศเป้าหมายของเราให้คนอื่นรู้รึเปล่า?

20180730_announcegoals

เวลาเราตั้งเป้าหมายประจำตัว เช่นจะลดน้ำหนัก จะเป็นเจ้าของธุรกิจ จะเปิดบล็อก เราควรบอกให้คนรอบข้างทราบรึเปล่า?

1.ควร
2.ไม่ควร

ควรบอก เพราะมันเป็นการ “ทุบหม้อข้าว” ที่ทรงพลัง ถ้าเราประกาศบนเฟซบุ๊คไปว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัมภายใน 3 เดือนนี้ โอกาสในการกลับคำของเราก็น่าจะน้อยลง อย่างน้อยเราก็น่าจะพยายามถึงที่สุดก่อน เพราะถ้าทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำก็คงจะเสียฟอร์มชะมัด

ช่วงที่พี่เอ๋ นิ้วกลม เริ่มวิ่งใหม่ๆ เขาก็ใช้วิธีการสร้าง public accountability ด้วยการประกาศว่า #ปีนี้ฉันจะไปมาราธอน กับลูกเพจหลายแสนคน จากนั้นก็โพสต์ภาพหลักฐานการวิ่งหลายต่อหลายครั้ง แล้วสุดท้ายนิ้วกลมก็ได้ไปวิ่งโอซาก้ามาราธอนจริงๆ

ไม่ควรบอก เพราะเป้าหมายหลายอย่างเป็นเป้าหมายทางอัตลักษณ์ (identity goal) และการบอกเป้าหมายนี้กับคนอื่นๆ อาจจะทำให้เราได้อัตลักษณ์นั้นมาครอบครองไว้บางส่วนจนเราไม่ได้พยายามเท่าที่ควรจะเป็น เช่นในระหว่างที่เราเรียนเนติบัณฑิตอยู่ เราอาจบอกเพื่อนเก่าเราอยากเป็นผู้พิพากษา แต่เมื่อเรารู้สึกว่าเพื่อนมองเห็นภาพเราเป็นผู้พิพากษาแล้ว เราอาจสูญเสียความขยันที่จะอ่านหนังสือก็ได้

เคยมีการทดลองให้นักศึกษาที่อยากเป็นนักจิตวิทยาเขียนว่าสัปดาห์หน้าจะทำอะไร 2 อย่างเพื่อให้เขยิบเข้าใกล้เป้าหมายของการเป็นนักจิตวิทยา กลุ่มแรกเขียนเสร็จแล้วก็นำไปให้นักวิจัยอ่านเพื่อรับทราบ ในขณะที่กลุ่มที่สองได้รับแจ้งว่าเกิดการเข้าใจผิด ไม่จำเป็นต้องเอาสิ่งที่เขียนให้นักวิจัยอ่านแล้ว

สัปดาห์ต่อมา นักวิจัยติดต่อกลับไปหานักศึกษาทั้งสองกลุ่ม ผลปรากฎว่านักศึกษากลุ่มแรกนั้นทำกิจกรรมที่เขียนเอาไว้น้อยกว่านักศึกษากลุ่มที่สอง

เมื่อเป้าหมายนั้นเกี่ยวพันกับอัตลักษณ์หรือตัวตนของเรา มันจะมีตัวชี้วัดใหญ่ๆ อยู่สองอย่างคือการกระทำและการรับรู้ของคนอื่น สำหรับนักศึกษากลุ่มที่สองที่ไม่ได้มีคนรับรู้ว่าจะทำอะไร พวกเขาจึงเหลือวิธีการเดียวคือลงมือทำ ในขณะที่นักศึกษากลุ่มแรก ได้แจ้งให้นักวิจัยรับทราบแล้ว จิตใต้สำนึกจึงเหมือนว่าได้พิชิตเป้าหมายไประดับหนึ่งแล้ว พวกเขาจึงมีแนวโน้มในที่จะลงมือทำกิจกรรมนั้นน้อยลง

สรุปว่าเราควรหรือไม่ควรบอกเป้าหมายของเราให้คนอื่นรับรู้?

คำตอบคืออาจจะควร หรืออาจจะไม่ควรก็ได้

ถ้าเคยบอกแล้วไม่เวิร์ค รอบนี้ก็ลองไม่บอกดูบ้าง แต่ถ้าเคยเก็บงำไว้คนเดียวแล้วไม่เวิร์ค คราวนี้ก็ลองบอกคนอื่นดูบ้าง

ชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัย คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว สิ่งสำคัญคือเราควรจะเลือกแนวทางที่ถูกกับจริตและสถานการณ์ชีวิตของเรามากที่สุดครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Psychology Today: If you want to succeed, don’t tell anyone.