แทนที่จะถามว่าต้องทำยังไงจะไปถึงเป้าหมาย

20190520_whodoineedtobe

ลองถามว่า “เราต้องเป็นคนแบบไหนถึงจะไปถึงเป้าหมาย” ดู

เช่นถ้าเราอยากมีเงินซัก 10 ล้านบาทก่อนเกษียณ

เราก็ควรเป็นคนที่

– ขยันทำงาน

– เข้าใจเรื่องการลงทุน

– กล้าเสี่ยงอย่างมีสติ

– มองเห็นโอกาสในปัญหา

– ชอบลงมือทำมากกว่าพูด

– ไม่ใช้จ่ายเกินตัว

ถ้าการคิดว่าเราควรเป็นคนแบบไหนนั้นยากเกินไป อีกวิธีนึงก็คือการคิดว่าเราไม่ควรเป็นคนแบบไหน

ถ้าเราอยากมีเงินซัก 10 ล้านบาทก่อนเกษียณ เราก็ไม่ควรเป็นคนที่

– ขี้เกียจ

– ไม่เคยศึกษาเรื่องการลงทุน

– กลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด

– มองเห็นปัญหาแล้วเอาแต่บ่น

– พูดมากกว่าทำ

– ใช้เงินมากกว่าที่หามาได้

แล้วก็บอกตัวเองว่าอย่าเป็นคนแบบนั้น

เมื่อเราเข้าใจตัวตนของคนที่จะบรรลุเป้าหมายที่เรามุ่งหวัง เราก็จะรู้เองครับว่าเราต้องทำอะไรบ้าง

อย่าตั้งเป้าหมายให้ยากเกินไป

20190508_hardgoals

เพราะมันจะกลายเป็นข้ออ้างให้เราในภายหลัง

สมมติเราตั้งเป้าว่าจะต้องเขียนหนังสือ bestseller เราก็อาจจะเอาแต่เขียนๆ หยุดๆ อยู่หลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี แถมไม่กล้าเอางานของเราให้ใครดูเพราะมันไม่เคยดีพอเสียที

เพราะเราเอาแต่บอกตัวเองว่า ต้องเขียนดีกว่านี้ ต้องเจ๋งกว่านี้ ต้องเพอร์เฟคต์กว่านี้ สุดท้ายหนังสือเล่มนั้นจึงไม่เคยถูกตีพิมพ์ และที่แย่ไปกว่านั้นคือเราอาจแทบไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เป้าหมายที่ยากเกินไป กลายเป็นข้ออ้างชั้นดีเวลาเราทำไม่สำเร็จ

ทำไมไม่ลองตั้งเป้าง่ายๆ ดูบ้าง?

ไม่ต้องเขียนหนังสือ bestseller หรอก เขียนบล็อกให้ได้ซักสองตอน มีคนกดไลค์ตอนละ 10 ไลค์ก็พอ

ตั้งเป้าอย่างนี้ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนมาตรฐานต่ำ แต่เพื่อให้เราไม่เหลือข้ออ้างอีกแล้วต่างหาก

เมื่อเป้ามันใกล้แค่เอื้อม เราก็จะมีกำลังใจว่าเราน่าจะทำได้ และลงมือทำจริงจัง ไม่มัวแต่มาเต้นฟุตเวิร์คอยู่

เมื่อทำฝันเล็กๆ สำเร็จ เราก็ค่อยๆ ฝันให้ไกลขึ้น ตั้งเป้าให้ใหญ่ขึ้นได้

ถ้าใครที่เคยตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วไปไม่ถึงไหน ลองเปลี่ยนเป็นตั้งเป้าหมายเล็กๆ ดูนะครับ

อย่ามัวแต่ตั้งเป้ายากๆ เพื่อใช้มันเป็นข้ออ้างและที่หลบซ่อนอยู่เลย

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) (เหลือ 4 ที่) ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimstory3fb

เป้าหมายปี 2019

20190102

ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายประจำปีมาอย่างน้อย 4 ปีแล้ว

แต่ปีนี้ขอลองตั้งดูซะหน่อย

เป้าหมายปี 2019 ของผม:

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

แล้วทำทุกวัน

ดูจิ๊บจ๊อยเกินกว่าจะสร้างแรงกระเพื่อม

แต่ผมได้ค้นพบแล้วว่า สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมจริงๆ ไม่ใช่การกระทำที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการกระทำเล็กๆ ที่เราทำทุกๆ วันติดๆ กันจนเกิด “ผลประโยชน์ทบต้น” ต่างหาก

อีกอย่าง การตั้งเป้าเล็กๆ ทำให้เราไม่กลัวที่จะเริ่มต้น และไม่ต้องกลัวที่จะล้มเหลว

การผูกทุกอย่างไว้กับเวลา 1 นาที เพราะเราชอบอ้างว่าไม่มีเวลา แต่ต่อให้เรายุ่งแค่ไหน แต่ทุกคนควรจะหาเวลาอย่างน้อย 1 นาทีสำหรับการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับตัวเองได้

1 นาทีดูเหมือนจะน้อย แต่คุณลองวิดพื้นให้ได้ 1 นาทีแล้วจะรู้ว่าแค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณจะพบก็คือ ลองได้เริ่มต้นแล้ว หลายครั้งคุณอาจทำได้เกิน 1 นาทีเสมอ ซึ่งถ้าได้ก็นับเป็นโบนัส

ไว้อีกซักสามเดือนจะมารายงานผลนะครับ

(ป.ล.) บทความนี้ใช้เวลาเขียนประมาณ 4 นาที

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เป้าหมายมีไว้ชำเลือง

20181223

ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ผมใช้เงินบู๊สต์โพสต์บทความในเพจของผมน้อยกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา

แต่ก่อน เวลาโพสต์ไหนมีคนชอบเยอะซักหน่อย ผมจะใช้เงินประมาณ 60 บาทเพื่อบู๊สต์โพสต์ให้มันเข้าถึง (reach) คนมากขึ้นซัก 2000 คน ซึ่งผมจะทำอย่างนี้ประมาณสัปดาห์ละโพสต์หรือสองโพสต์

แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าโพสต์จะ engagement ดีแค่ไหน ก็ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องใช้เงินเพื่อต่อยอดอีกต่อไป

แต่ก่อน ผมเคยอยากให้เพจตัวเองมีคนติดตามซัก 50,000 คน แต่ตอนนี้เป้าหมายเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว

จะพูดว่าหายไปก็ไม่ถูก ต้องบอกว่ามันเป็นเป้าหมายที่ไม่มีเดดไลน์กำกับมากกว่า

รู้เพียงแค่ว่า ถ้าผมยังเขียนไปเรื่อยๆ อย่างนี้ทุกวัน และสิ่งที่ผมเขียนนั้นมันมีประโยชน์พอที่คนจะบอกต่อ ซักวันหนึ่งตัวเลข 50,000 ก็คงมาถึงเอง

ดังนั้น แทนที่จะตั้งเป้าว่าต้องถึง 50,000 Likes ภายในวันนั้นวันนี้ สู้ตั้งเป้าให้ตัวเองผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอดีกว่า

ตายังคอยชำเลืองมองดูเป้าหมาย แต่สิ่งที่จับจ้องอยู่จริงๆ คือกระบวนการ

เวลาเดินขึ้นเขา เราคงแหงนดูยอดเขาอยู่เรื่อยๆ แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจกว่าคือแต่ละก้าวที่เราเดิน

ถ้าตาเอาแต่จับจ้องมองไปที่ยอดเขา คงไม่แคล้วสะดุดขาตัวเองครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

คิดให้ใหญ่เริ่มให้เล็ก

20180811_thinkbig

Think big. Start small.
-Seth Godin

เพราะจินตนาการของคนไม่มีขีดจำกัด สมองของคนเราจึงสามารถนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เกินความจริงในปัจจุบันไปมากมายได้

คนคิดใหญ่กับคนคิดเล็กอาจใช้เวลาเดินทาง 5 ปีเท่ากัน คนคิดใหญ่อาจเหนื่อยกว่าคนคิดเล็ก 50% แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนท้ายอาจมากกว่าคนคิดเล็ก 50 เท่า เพราะศักยภาพมนุษย์และดอกเบี้ยทบต้นของความเพียรนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง

แต่จุดอ่อนสำหรับคนคิดใหญ่และคนที่เป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ก็คือการกลัวว่าจะออกมาไม่ดีพอ ไม่สมบูรณ์แบบพอ ไม่อลังการพอ สุดท้ายก็เลยไม่ได้เริ่ม หรือถ้าเริ่มก็ช้ากว่าคนอื่นไปหลายขุม

ยุทธศาสตร์ที่อาจจะดีกว่าก็คือการคิดให้ใหญ่และเริ่มให้เล็ก

อะไรบ้างที่เราจะทำได้ใน 5 นาทีเพื่อเป็นการเริ่มต้นการเดินทางนี้?

อยากวิ่งมาราธอน? เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่ง 400 เมตรวันนี้เลย

อยากมีหนังสือของตัวเองซักเล่ม? เริ่มเขียนบล็อกตอนแรกเลย

อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน? ลองลิสต์เรื่องรอบตัวที่เราหงุดหงิดเพราะโอกาสทางธุรกิจอยู่ในนี้ทั้งนั้นเลย

การเดินทางพันลี้ประกอบไปด้วยก้าวที่ยาวเพียงหนึ่งศอกจำนวนนับไม่ถ้วน

เริ่มก้าวแรกในวันนี้และไม่ยอมหยุดเดิน จะพันลี้หรือหมื่นลี้ก็คงไม่ไกลเกินพิชิตครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เต็มแล้วอย่างรวดเร็ว จึงเปิดรับรุ่น 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 18 ที่)

เราควรประกาศเป้าหมายของเราให้คนอื่นรู้รึเปล่า?

20180730_announcegoals

เวลาเราตั้งเป้าหมายประจำตัว เช่นจะลดน้ำหนัก จะเป็นเจ้าของธุรกิจ จะเปิดบล็อก เราควรบอกให้คนรอบข้างทราบรึเปล่า?

1.ควร
2.ไม่ควร

ควรบอก เพราะมันเป็นการ “ทุบหม้อข้าว” ที่ทรงพลัง ถ้าเราประกาศบนเฟซบุ๊คไปว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัมภายใน 3 เดือนนี้ โอกาสในการกลับคำของเราก็น่าจะน้อยลง อย่างน้อยเราก็น่าจะพยายามถึงที่สุดก่อน เพราะถ้าทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำก็คงจะเสียฟอร์มชะมัด

ช่วงที่พี่เอ๋ นิ้วกลม เริ่มวิ่งใหม่ๆ เขาก็ใช้วิธีการสร้าง public accountability ด้วยการประกาศว่า #ปีนี้ฉันจะไปมาราธอน กับลูกเพจหลายแสนคน จากนั้นก็โพสต์ภาพหลักฐานการวิ่งหลายต่อหลายครั้ง แล้วสุดท้ายนิ้วกลมก็ได้ไปวิ่งโอซาก้ามาราธอนจริงๆ

ไม่ควรบอก เพราะเป้าหมายหลายอย่างเป็นเป้าหมายทางอัตลักษณ์ (identity goal) และการบอกเป้าหมายนี้กับคนอื่นๆ อาจจะทำให้เราได้อัตลักษณ์นั้นมาครอบครองไว้บางส่วนจนเราไม่ได้พยายามเท่าที่ควรจะเป็น เช่นในระหว่างที่เราเรียนเนติบัณฑิตอยู่ เราอาจบอกเพื่อนเก่าเราอยากเป็นผู้พิพากษา แต่เมื่อเรารู้สึกว่าเพื่อนมองเห็นภาพเราเป็นผู้พิพากษาแล้ว เราอาจสูญเสียความขยันที่จะอ่านหนังสือก็ได้

เคยมีการทดลองให้นักศึกษาที่อยากเป็นนักจิตวิทยาเขียนว่าสัปดาห์หน้าจะทำอะไร 2 อย่างเพื่อให้เขยิบเข้าใกล้เป้าหมายของการเป็นนักจิตวิทยา กลุ่มแรกเขียนเสร็จแล้วก็นำไปให้นักวิจัยอ่านเพื่อรับทราบ ในขณะที่กลุ่มที่สองได้รับแจ้งว่าเกิดการเข้าใจผิด ไม่จำเป็นต้องเอาสิ่งที่เขียนให้นักวิจัยอ่านแล้ว

สัปดาห์ต่อมา นักวิจัยติดต่อกลับไปหานักศึกษาทั้งสองกลุ่ม ผลปรากฎว่านักศึกษากลุ่มแรกนั้นทำกิจกรรมที่เขียนเอาไว้น้อยกว่านักศึกษากลุ่มที่สอง

เมื่อเป้าหมายนั้นเกี่ยวพันกับอัตลักษณ์หรือตัวตนของเรา มันจะมีตัวชี้วัดใหญ่ๆ อยู่สองอย่างคือการกระทำและการรับรู้ของคนอื่น สำหรับนักศึกษากลุ่มที่สองที่ไม่ได้มีคนรับรู้ว่าจะทำอะไร พวกเขาจึงเหลือวิธีการเดียวคือลงมือทำ ในขณะที่นักศึกษากลุ่มแรก ได้แจ้งให้นักวิจัยรับทราบแล้ว จิตใต้สำนึกจึงเหมือนว่าได้พิชิตเป้าหมายไประดับหนึ่งแล้ว พวกเขาจึงมีแนวโน้มในที่จะลงมือทำกิจกรรมนั้นน้อยลง

สรุปว่าเราควรหรือไม่ควรบอกเป้าหมายของเราให้คนอื่นรับรู้?

คำตอบคืออาจจะควร หรืออาจจะไม่ควรก็ได้

ถ้าเคยบอกแล้วไม่เวิร์ค รอบนี้ก็ลองไม่บอกดูบ้าง แต่ถ้าเคยเก็บงำไว้คนเดียวแล้วไม่เวิร์ค คราวนี้ก็ลองบอกคนอื่นดูบ้าง

ชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัย คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว สิ่งสำคัญคือเราควรจะเลือกแนวทางที่ถูกกับจริตและสถานการณ์ชีวิตของเรามากที่สุดครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Psychology Today: If you want to succeed, don’t tell anyone.