เป้าหมายคือกลับมาใหม่พรุ่งนี้

20200706

การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และต้องมุ่งไปให้ถึงนั้นมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ

หนึ่ง คนบางคนไม่ได้มีความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดขนาดนั้น

สอง เรามักจะเห่อแค่ช่วงแรกและเบื่อเสียกลางทาง

สาม บางทีเราก็ไม่ได้เบื่อ แต่ด้วยความที่หักโหมเกินไป เราก็เลยบาดเจ็บหรือเข็ดขยาดจนขาดความต่อเนื่อง

ถ้าเราเคยทดลองวิธีการตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วล้มเหลวมาแล้วหลายครา ลองเปลี่ยนเป้าหมายดู

“The only goal is to come back tomorrow.”
-Alan Trapulionis

เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือทำอะไรก็ได้เพื่อให้เราพร้อมจะกลับมาทำมันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ยกตัวอย่างคนที่อยากจะหัดวิ่งให้เป็นกิจวัตร

ถ้าเราไม่เคยวิ่งมาก่อน แล้ววันแรกเราซัดไป 5 กิโลเมตร พรุ่งนี้เราจะล้า มะรืนนี้เราจะลังเลสงสัย และวันถัดไปเราจะมีข้ออ้างอื่นๆ

แต่ถ้าวันแรกเราวิ่งแค่เพียง 500 เมตร ถ้าเราหยุดทั้งๆ ที่เรายังไม่หมดก๊อก พรุ่งนี้เราจะมีแรงกายและแรงใจกลับมาซ้อมวิ่งอีกหน

เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากที่เราย่อหย่อนเเกินไป แต่เกิดจากที่เราตึงเกินไปต่างหาก

ตึงเพราะเอาตัวเองไปเทียบกับคนเก่งๆ ตึงเพราะอยากได้ชัยชนะมาเร็วๆ ตึงเพราะลืมไปว่าของดีๆ ย่อมต้องใช้เวลา

ไม่ว่าจะเริ่มทำสิ่งใด ความต่อเนื่องสำคัญกว่าความเข้มข้นเสมอ

สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับสิ่งๆ นั้น แล้วเราจะทำมันได้อย่างยั่งยืนครับ

ถ้าวิ่งเป็นประจำก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะหุ่นดี

20200513c

บริษัท Wongnai ที่ผมทำงานอยู่เคยเชิญพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ และ พี่เก้ง จิระ มะลิกุล มาบอกเล่าประสบการณ์ในกิจกรรม Wongnai WeShare

นอกจากผมจะประทับใจในวิธีคิดวิธีทำงานของพี่ทั้งสองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจก็คือ “หุ่น” ของพี่ๆ แม้วัยจะขึ้นเลข 5 แล้วยังดูสมาร์ทอยู่เลย

และกิจกรรมที่พี่สองคนนี้ทำเหมือนกันก็คือการวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำ พี่โจ้วิ่งครบ 10,000 กิโลแล้ว ส่วนพี่เก้งก็เคยจบมาราธอนมาแล้ว

—-

เมื่อวานนี้ผมได้อ่านโพสต์ของเพจวิ่งไหนดีที่เล่าเรื่องราวของคุณกริช พ่อลูกอ่อนที่ลดน้ำหนักจาก 140 กิโลเหลือเพียง 78 กิโลภายในปีครึ่ง

“ช่วงเช้าผมจะวิ่งโซน 2 ประมาณ 1 ชม. หรือวิ่ง 10 กม. เย็นเล่นเวท 1-2 ชม. แบ่งเป็น 3 วัน วันละส่วน
– อก-หลังแขน-ท้อง
– แขนหน้า-ไหล่
– ขา-หลัง-ท้อง

จะออกแบบนี้ 3 วัน พัก 1 วัน วนไปเรื่อย ๆ ครับ

ส่วนการกิน งดทอด มัน หวาน เน้นโปรตีนเน้นผัก ทานแบบIF 16/8 ก็หาศึกษาตามอินเทอร์เน็ตและนำมาปรับให้เข้ากับตัวเราที่สุดครับ”

ผมอ่านไปก็คิดไปว่า ถ้าทำได้อย่างคุณกริช ยังไงๆ น้ำหนักก็ต้องลดป่ะ

ถ้าเราทำเรื่องบางเรื่องเป็นประจำและสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ปลายทางย่อมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

ถ้าวิ่งเป็นประจำก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะหุ่นดีขึ้น

ถ้าอ่านหนังสือดีๆ เป็นประจำ ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะลุ่มลึกขึ้น

ถ้าเขียนบทความทุกวัน ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเขียนเก่งขึ้น

ถ้าทำงานเกินความสามารถบ่อยๆ ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเราจะเทพกว่าคนอื่น

อะไรหลายอย่างที่เราอยากได้หรืออยากมี บางทีก็ตรงไปตรงมากว่าที่คิด

ลองมาทำบางเป้าหมายให้กลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้กันดูนะครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เดือนกันยาจะมาเร็วกว่าที่คิด

20200115c

แป๊บๆ ก็จะสิ้นเดือนแรกของปี 2563

นี่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ว่าความมุ่งหวัง เป้าหมาย และปณิธานใหม่ๆ ที่เรามีเมื่อวันที่ 1 มกราคมมันยังสว่างสดใสหรือถูกเมฆหมอกแห่งความเคยชินปกคลุมไปหมดแล้ว

ยังไม่สายที่จะรีเซ็ตตัวเองอีกครั้ง อะไรที่เคยทำได้ 7 วันแล้วหยุดไป นี่คือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากคนที่ทำงานหนักแค่ชั่วคราว ความสำเร็จเกิดจากคนที่ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่ถอนตัว

เพราะถ้าเราปล่อยให้ชีวิตกลับไปอยู่กับวิถีเดิมๆ วันและเดือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็เกือบสิ้นปี

อย่าให้ซ้ำรอยกับที่ผ่านมา เพราะเดือนกันยาจะมาเร็วกว่าที่คิดครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

รีวิว 5 เป้าหมายปี 2019

20191231

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2019 ผมตั้งเป้าหมายประจำปีเอาไว้ 5 ข้อด้วยกัน

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

แล้วทำทุกวัน

ผมรีวิวเป้าหมายตอนครบ 3 เดือน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รีวิวอีกเลย วันนี้วันสิ้นปีแล้วเลยต้องสบตากับความจริงแล้วนำมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย

เจริญสติ 1 นาที
ถือว่าปีนี้มีโอกาสเจริญสติมากกว่าปี 2018 อาจเป็นเพราะลูกโตขึ้น เลยมีเวลาส่วนตัวมากกว่าเดิมนิดหน่อย

รูปแบบการเจริญสติเปลี่ยนไป นั่งสมาธิน้อยลงแต่เน้นการเดินจงกรมและการขยับมือตามแนวหลวงพ่อเทียน รู้สึกว่าสมาธิแบบเคลื่อนไหวนั้นเหมาะกับจริตตนเองมากกว่า

ปีนี้ได้อ่านหนังสือธรรมะที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตคือหนังสือดวงตาแห่งชีวิตของท่านเขมานันทะ และได้ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ผ่าน Spotify ตอนขับรถกลับบ้านเกือบทุกวันทำงาน

อ่านหนังสือ 1 นาที
ไม่ได้เก็บหลักฐานเอาไว้แต่เชื่อว่าปี 2019 น่าจะอ่านหนังสือจบได้มากกว่าปี 2018 หลักการคือให้เอาหนังสือเข้าห้องน้ำ ส่วนมือถือให้เอาไว้ที่อื่น หนังสือที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปีนี้คือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ส่วนเล่มรองชนะเลิศคือ Brave New Work ของ Aaron Dignan

ผมเริ่มฟังหนังสือเสียงผ่าน Storytel ซึ่งถูกกว่า Audible ของ Amazaon เพราะจ่ายเหมาแค่เดือนละ 10 เหรียญแล้วจะฟังกี่เล่มก็ได้ แล้วก็ได้พบว่าการฟังหนังสือนี่ซึมซับอะไรไม่ค่อยได้มาก กลับไปรีวิวก็ไม่ได้ แต่ก็เหมาะกับหนังสือ Memoir เล่มหนาๆ ที่ถือไม่ไหวและอาจไม่มีกำลังใจอ่านจนจบ หนังสือสองเล่มหนาเตอะที่ผมฟังจบไปคือ Becoming ของ Michelle Obama และ Einstein ของ Walter Isaacson

ออกกำลังกาย 1 นาที
ช่วงครึ่งปีแรกสนุกสนานกับการออกกำลังกายวันละ 7 นาทีเกือบทุกเช้า ซึ่งเป็นไอเดียมากจากหนังสือ Make Time ของอดีตพนักงาน Google (แปลไทยชื่อหนังสือ “ยุ่งจริง! หรือแค่คิดไปเอง”) ส่วนครึ่งปีหลังใส่ใจการวิ่งมากขึ้นและจบมาราธอนแรกในชีวิตที่บางแสน

ได้ค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการวิ่งของผมคือการ “สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง” กับการวิ่งเสียก่อน วิ่งไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ต้องเร่งฝีเท้า ไม่ต้องเข้มงวดกับตารางซ้อม เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง มันจะอยากออกมาซ้อมวิ่งเองโดยธรรมชาติ เพราะการวิ่งจะเป็นเพื่อนเรา มิใช่ยอดเขาให้พิชิต

วางแผนประจำวัน 1 นาที
วันไหนวางแผน วันนั้นจะไม่สะเปะสะปะ เวลาจะถูกใช้ไปอย่างมีสัมปชัญญะ ไม่เลี้ยวเข้า social media บ่อยเสียจนเรารังเกียจตัวเอง อีกอันหนึ่งที่เริ่มทำคือการเขียนบันทึกประจำวันลง notepad แล้วนานๆ ทีก็ส่งเข้าเมลตัวเองเพื่อเป็นการแบ็คอัพ วิธีนี้น่าจะทำให้เราเขียนได้อย่างต่อเนื่องและเก็บไว้ได้หลายสิบปีเพราะ notepad และอีเมลคงไม่หายไปไหนง่ายๆ

เขียนบล็อก 1 นาที
ความรู้สึกว่าจะต้องเขียนบล็อกทุกวันนั้นคลี่คลายลง ตอนไปญี่ปุ่นผมก็ไม่ได้เขียนบล็อก วันไหนไม่สบายหรือเหนื่อยมาทั้งวันก็อาจไม่ได้เขียนบล็อกเพราะให้ความสำคัญกับการนอนมากกว่า มีบางคราวที่ไปเขียนชดเชยเอาวันหลัง สำหรับปีนี้ถ้านับรวมบทความนี้ก็เขียนได้ 350 บทความ ไม่เพอร์เฟกต์แต่ก็พอใจ

บทความบางตอนได้เข้ามาอยู่ในหนังสือช้างกูอยู่ไหนที่วางแผงไปตอนคริสต์มาส หนังสือเล่มนี้อ่านยากกว่า Thank God It’s Mondayฯ แต่ก็ชวนให้ผู้อ่านได้ถามคำถามที่ลึกซึ้งกว่าเดิม แอบลุ้นเหมือนกันว่าปีหน้าเราจะพาข้อเขียนและมุมมองไปได้ลึกกว่านี้มั้ย

ปี 2020 ผมคงจะไม่มีเป้าหมาย แต่น่าจะมี “ธีม” ประจำปี ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังในวันพรุ่งนี้ครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

ตัด T ออกจาก SMART Goals ดูมั้ย

20191219

ใกล้ขึ้นปีใหม่ หลายคนน่าจะกำลังคิดถึงการตั้งเป้าหมายสำหรับปี 2563

และหนึ่งในวิธีตั้งเป้าหมายที่เราได้ยินกันมานาน ก็คือการตั้งเป้าแบบ SMART Goals

Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound

เจาะจง วัดผลได้ ทำได้จริง สอดคล้องกับตัวตน มีเดดไลน์

แต่ผมกลับค้นพบว่า กับเป้าหมายส่วนตัว บางทีการตัดเรื่องเวลาออกไปก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

เพราะผมสังเกตว่า เมื่อเราเซ็ตเดดไลน์ เรามักจะเคร่งเครียดหรือเร่งร้อนเกินไปจนทำบางสิ่งที่ขัดกับวิถีทางที่เราเชื่อ หรือเบียดเบียนพื้นที่ส่วนอื่นของชีวิตมากเกินควร

เช่นถ้าผมตั้งเป้าว่าจะต้องมีคนตามเพจ 100,000 คนภายในสิ้นปีหน้า ผมก็คงต้องเขียนแต่บทความที่ไวรัลแล้วใช้เงินบู๊สต์โพสต์เยอะๆ ซึ่งก็จะทำให้เสียโอกาสเขียนบทความที่มีคุณภาพดีแต่อาจไม่แมส และเสียเงินให้กับ FB ให้ได้มาซึ่งยอด followers แถมยังเป็น followers ที่มี engagement ต่ำอีกด้วย

หรือถ้าผมตั้งเป้าว่าจะต้องวิ่ง Sub-4* มาราธอน ให้ได้ภายใน 3 เดือน ผมก็อาจจะซ้อมหนักเสียจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจนบาดเจ็บยาว

แต่ถ้าผมตั้งเป้าว่าจะมีคนตามเพจ 100,000 คน โดยไม่มีเดดไลน์ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น หน้าที่ของผมก็คือเขียนบทความดีๆ ไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หยุดเขียนและถ้าเฟซบุ๊คไม่เจ๊งไปเสียก่อน วันหนึ่งก็ต้องไปถึงแสนจนได้

เช่นเดียวกัน ถ้าผมตั้งเป้าว่าจะวิ่ง Sub-4 marathon ให้ได้แต่ไม่คาดคั้นว่าต้องทำสำเร็จเมื่อไหร่ ผมก็จะซ้อมไปเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ร่างกายพร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมก็อาจจะจบ sub-4 โดยที่ไม่กระทบความสัมพันธ์หรือสร้างภาระให้ร่างกายมากจนเกินเหตุ

บางคนอาจถามว่าถ้าไม่มี time-bound มันจะไม่เหยาะแหยะเหรอ

อันนี้ผมว่าแล้วแต่ บางคนสนุกกับการมีเวลามากดดัน แต่บางคนก็อาศัยความสม่ำเสมอและความเคยชินจนกลายเป็นอุปนิสัยที่ทำได้โดยไม่ต้องพยายาม

แล้วถ้าไม่มี time-bound จนเราไปช้ากว่าที่ควรเป็น เกิดเหตุระหว่างทางจนไปไม่ถึงจะทำยังไง

ผมก็จะบอกว่าถึงไปไม่ถึงก็ไม่เห็นเป็นไรสักหน่อย 100,000 followers หรือ Sub-4 มันก็เป็นเพียงตัวเลขกลมๆ ที่อุปโลกน์กันขึ้นมา ไม่ได้มีคุณค่าหรือความหมายใดๆ ในตัวมันเอง

สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องคิดให้ดีว่ากำลังเล่นเกมสั้นหรือเกมยาว มันเป็น finite game หรือ infinite game

เราเปิดบล็อกหรือเปิดเพจไม่ใช่เพื่อจะเอายอด followers ไว้อวดใคร เราเขียนเพราะเห็นว่ามันอาจสร้างประโยชน์และอาจสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เราในอนาคต

เราไม่ได้วิ่ง Sub-4 เพื่อจะได้ถ่ายรูปอวดเพื่อนลงเฟซบุ๊คในวันที่วิ่งจบ เราวิ่ง Sub-4 เพื่อจะสร้างอุปนิสัยการดูแลตัวเองและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอซึ่งจะนำไปสู่สุขภาพที่ดีในวัยที่ล่วงเลย

ถ้าลอง SMART goals แล้วไม่เวิร์ค หรือเวิร์คแต่รู้สึกว่ามันคร่ำเคร่งเกินไป ก็ลองตัด T ออกให้เหลือเพียง SMAR goals ดูนะครับ

—–
*Sub-4 = วิ่งจบภายใน 4 ชั่วโมง

ป.ล. แนะนำเฉพาะกับเป้าหมายส่วนตัวนะครับ เป้าหมายบริษัทควรจะมี T กำกับเสมอ ยกเว้นเป้าหมาย infinity เช่น vision ขององค์กร

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ fb.com/anontawongblog/posts/1529356450556797

คิดเล่นๆ ทำจริงๆ

20191217

5 ปีที่แล้ว ผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าเขียนบล็อกได้วันละตอน วันหนึ่งก็น่าจะมีบทความมากพอรวบรวมเป็นหนังสือได้

3 ปีที่แล้ว หลังจากตัดสินใจลงฮาล์ฟเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็คิดเล่นๆ ว่าถ้าซ้อมดีๆ อาจจะได้ Sub-2 หรือวิ่ง 21.1 กิโลเมตรจบใน 2 ชั่วโมง

1 ปีที่แล้ว หลังจากวิ่งฮาล์ฟที่สองในชีวิตจบ ก็คิดเล่นๆ ว่าปี 2562 เราอาจมีลุ้นจบมาราธอน

มาวันนี้เรื่องที่คิดไว้เล่นๆ เป็นจริงหมดเลยครับ

ผมจบมาราธอนเมื่อเดือนที่แล้ว และวิ่ง sub-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ส่วนหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่ออกมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ขายดีอย่างน่าชื่นใจ

และที่สำคัญ หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ “เกี่ยวกับช้าง” ก็กำลังจะวางแผงในอีกสองสัปดาห์นี้

เรื่องดีๆ ในชีวิตหลายอย่าง เกิดได้จากการคิดเล่นๆ และทำจริงๆ

คิดเล่นๆ คือคิดว่าถ้าทำได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรมั้ง

ทำจริงๆ ก็คือลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้คาดคั้นว่ามันจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้หรือเล็งผลเลิศ

คนบางคนคิดจริงจังและทำจริงจัง อันนั้นน่านับถือ แต่ผมก็รู้ตัวว่าไม่ใช่คนแบบนั้น

บางคนคิดเล่นๆ แต่ไม่เคยทำเลย อันนี้ผมก็เคยเป็นมาก่อน

ส่วนคนบางคนก็คิดจริงๆ แต่ทำเล่นๆ หรือล้มเลิกเสียกลางคัน ผมเชื่อว่าหลายคนอยู่ในกลุ่มนี้

ถ้าใครเคยคิดจริงๆ แต่ทำเล่นๆ แล้วไม่เวิร์ค ลองเปลี่ยนเป็นคิดเล่นๆ แล้วทำจริงๆ ดูได้นะครับ

แทนที่จะถามว่าต้องทำยังไงจะไปถึงเป้าหมาย

20190520_whodoineedtobe

ลองถามว่า “เราต้องเป็นคนแบบไหนถึงจะไปถึงเป้าหมาย” ดู

เช่นถ้าเราอยากมีเงินซัก 10 ล้านบาทก่อนเกษียณ

เราก็ควรเป็นคนที่

– ขยันทำงาน

– เข้าใจเรื่องการลงทุน

– กล้าเสี่ยงอย่างมีสติ

– มองเห็นโอกาสในปัญหา

– ชอบลงมือทำมากกว่าพูด

– ไม่ใช้จ่ายเกินตัว

ถ้าการคิดว่าเราควรเป็นคนแบบไหนนั้นยากเกินไป อีกวิธีนึงก็คือการคิดว่าเราไม่ควรเป็นคนแบบไหน

ถ้าเราอยากมีเงินซัก 10 ล้านบาทก่อนเกษียณ เราก็ไม่ควรเป็นคนที่

– ขี้เกียจ

– ไม่เคยศึกษาเรื่องการลงทุน

– กลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด

– มองเห็นปัญหาแล้วเอาแต่บ่น

– พูดมากกว่าทำ

– ใช้เงินมากกว่าที่หามาได้

แล้วก็บอกตัวเองว่าอย่าเป็นคนแบบนั้น

เมื่อเราเข้าใจตัวตนของคนที่จะบรรลุเป้าหมายที่เรามุ่งหวัง เราก็จะรู้เองครับว่าเราต้องทำอะไรบ้าง

อย่าตั้งเป้าหมายให้ยากเกินไป

20190508_hardgoals

เพราะมันจะกลายเป็นข้ออ้างให้เราในภายหลัง

สมมติเราตั้งเป้าว่าจะต้องเขียนหนังสือ bestseller เราก็อาจจะเอาแต่เขียนๆ หยุดๆ อยู่หลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี แถมไม่กล้าเอางานของเราให้ใครดูเพราะมันไม่เคยดีพอเสียที

เพราะเราเอาแต่บอกตัวเองว่า ต้องเขียนดีกว่านี้ ต้องเจ๋งกว่านี้ ต้องเพอร์เฟคต์กว่านี้ สุดท้ายหนังสือเล่มนั้นจึงไม่เคยถูกตีพิมพ์ และที่แย่ไปกว่านั้นคือเราอาจแทบไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เป้าหมายที่ยากเกินไป กลายเป็นข้ออ้างชั้นดีเวลาเราทำไม่สำเร็จ

ทำไมไม่ลองตั้งเป้าง่ายๆ ดูบ้าง?

ไม่ต้องเขียนหนังสือ bestseller หรอก เขียนบล็อกให้ได้ซักสองตอน มีคนกดไลค์ตอนละ 10 ไลค์ก็พอ

ตั้งเป้าอย่างนี้ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนมาตรฐานต่ำ แต่เพื่อให้เราไม่เหลือข้ออ้างอีกแล้วต่างหาก

เมื่อเป้ามันใกล้แค่เอื้อม เราก็จะมีกำลังใจว่าเราน่าจะทำได้ และลงมือทำจริงจัง ไม่มัวแต่มาเต้นฟุตเวิร์คอยู่

เมื่อทำฝันเล็กๆ สำเร็จ เราก็ค่อยๆ ฝันให้ไกลขึ้น ตั้งเป้าให้ใหญ่ขึ้นได้

ถ้าใครที่เคยตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วไปไม่ถึงไหน ลองเปลี่ยนเป็นตั้งเป้าหมายเล็กๆ ดูนะครับ

อย่ามัวแต่ตั้งเป้ายากๆ เพื่อใช้มันเป็นข้ออ้างและที่หลบซ่อนอยู่เลย

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) (เหลือ 4 ที่) ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimstory3fb

เป้าหมายปี 2019

20190102

ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายประจำปีมาอย่างน้อย 4 ปีแล้ว

แต่ปีนี้ขอลองตั้งดูซะหน่อย

เป้าหมายปี 2019 ของผม:

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

แล้วทำทุกวัน

ดูจิ๊บจ๊อยเกินกว่าจะสร้างแรงกระเพื่อม

แต่ผมได้ค้นพบแล้วว่า สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมจริงๆ ไม่ใช่การกระทำที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการกระทำเล็กๆ ที่เราทำทุกๆ วันติดๆ กันจนเกิด “ผลประโยชน์ทบต้น” ต่างหาก

อีกอย่าง การตั้งเป้าเล็กๆ ทำให้เราไม่กลัวที่จะเริ่มต้น และไม่ต้องกลัวที่จะล้มเหลว

การผูกทุกอย่างไว้กับเวลา 1 นาที เพราะเราชอบอ้างว่าไม่มีเวลา แต่ต่อให้เรายุ่งแค่ไหน แต่ทุกคนควรจะหาเวลาอย่างน้อย 1 นาทีสำหรับการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับตัวเองได้

1 นาทีดูเหมือนจะน้อย แต่คุณลองวิดพื้นให้ได้ 1 นาทีแล้วจะรู้ว่าแค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณจะพบก็คือ ลองได้เริ่มต้นแล้ว หลายครั้งคุณอาจทำได้เกิน 1 นาทีเสมอ ซึ่งถ้าได้ก็นับเป็นโบนัส

ไว้อีกซักสามเดือนจะมารายงานผลนะครับ

(ป.ล.) บทความนี้ใช้เวลาเขียนประมาณ 4 นาที

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เป้าหมายมีไว้ชำเลือง

20181223

ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ผมใช้เงินบู๊สต์โพสต์บทความในเพจของผมน้อยกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา

แต่ก่อน เวลาโพสต์ไหนมีคนชอบเยอะซักหน่อย ผมจะใช้เงินประมาณ 60 บาทเพื่อบู๊สต์โพสต์ให้มันเข้าถึง (reach) คนมากขึ้นซัก 2000 คน ซึ่งผมจะทำอย่างนี้ประมาณสัปดาห์ละโพสต์หรือสองโพสต์

แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าโพสต์จะ engagement ดีแค่ไหน ก็ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องใช้เงินเพื่อต่อยอดอีกต่อไป

แต่ก่อน ผมเคยอยากให้เพจตัวเองมีคนติดตามซัก 50,000 คน แต่ตอนนี้เป้าหมายเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว

จะพูดว่าหายไปก็ไม่ถูก ต้องบอกว่ามันเป็นเป้าหมายที่ไม่มีเดดไลน์กำกับมากกว่า

รู้เพียงแค่ว่า ถ้าผมยังเขียนไปเรื่อยๆ อย่างนี้ทุกวัน และสิ่งที่ผมเขียนนั้นมันมีประโยชน์พอที่คนจะบอกต่อ ซักวันหนึ่งตัวเลข 50,000 ก็คงมาถึงเอง

ดังนั้น แทนที่จะตั้งเป้าว่าต้องถึง 50,000 Likes ภายในวันนั้นวันนี้ สู้ตั้งเป้าให้ตัวเองผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอดีกว่า

ตายังคอยชำเลืองมองดูเป้าหมาย แต่สิ่งที่จับจ้องอยู่จริงๆ คือกระบวนการ

เวลาเดินขึ้นเขา เราคงแหงนดูยอดเขาอยู่เรื่อยๆ แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจกว่าคือแต่ละก้าวที่เราเดิน

ถ้าตาเอาแต่จับจ้องมองไปที่ยอดเขา คงไม่แคล้วสะดุดขาตัวเองครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt