ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 11

5 เรื่องประทับใจจากปราก

การเที่ยวยุโรปครั้งนี้ พวกเราได้มาอยู่ปราก ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Czech Republic ถึงสี่คืน

ผมไม่เคยเที่ยวประเทศนี้มาก่อน ก็เลยได้พบเรื่องแปลกใหม่พอสมควร

และนี่คือห้าความประทับใจที่มีกับเมืองปรากครับ

1. อลังการกว่าที่คิด
ต้องยอมรับก่อนว่า ก่อนมาเที่ยวปรากไม่ได้ศึกษามาก่อนเลยว่าที่นี่มีอะไรดีบ้าง แค่ได้ยินมาว่าบ้านเมืองเขาสวยดี แต่เห็นเป็นยุโรปตะวันออก คงไม่มีอะไรมาก ก็เลยกะว่ามาถึงแล้วค่อยศึกษาข้อมูลแล้วกัน

มาถึงแค่วันแรกก็อึ้งแล้วครับ เพราะตอนนั่งแท๊กซี่จากสนามบินไปที่พัก ก็บังเอิญผ่านอาคารหนึ่งที่ใหญ่โตมโหฬารมาก (มารู้ทีหลังว่าเป็น Prague National Museum ) ดูยิ่งใหญ่กว่าอาคารที่ผมพบเห็นในปารีสซะอีด จนทำให้ผมมองปรากใหม่ไปเลยว่า  เมืองนี้มีของมากกว่าที่คิด

วันถัดมา พอศึกษาข้อมูลมากขึ้น ถึงได้รู้ว่า ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็อยู่ในเมืองนี้เช่นกัน!

image

2. ค่าครองชีพแพงกว่าไทยนิดเดียว
สกุลเงินของเชครีพับลิค เรียกว่าเงินคราวน์

1 คราวน์แลกได้ประมาณ 1.40 บาท
ราคาข้าวของของที่นี่แทบจะเป็นตัวเลขเดียวกับเมืองไทยเลย เช่นโยเกิร์ตถ้วยละ 10 คราวน์  แอปเปิลกิโลละ 40 คราวน์  สเต๊กในร้านอาหารจานละ 120 คราวน์

หลังจากอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตนในสวิสกับฝรั่งเศสมาเกือบสิบวัน พอมาเห็นค่าครองชีพในปราก ก็เลยรู้สึก “รวย” ขึ้นมาทันที

image

3. แต่คุณภาพชีวิตเหมือนยุโรปตะวันตก
ค่าครองชีพของปรากต่ำคล้ายกับยุโรปตะวันออกอีกหลายประเทศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคุณภาพชีวิตแทบไม่ต่างจากยุโรปตะวันตกเลย  เจ้าของบ้านที่ผมไปอยู่ด้วยออกจากบ้านไปทำงานตอนแปดโมงเช้า ค่ำๆ ก็ไปดื่มกินกับเพื่อน กับถึงบ้านพักซักครู่ ก็ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งตอนสี่ทุ่ม

เรื่องสาธารณูปโภคก็โอเค ตอนแรกผมนึกว่าปรากจะมีแค่รถบัสกับรถราง  แต่ปรากฏว่าเขามีรถไฟใต้ดินด้วย และมีถึงสามสายแน่ะ แถมรถไฟใต้ดินของเขาก็ดูดีมีชาติตระกูลกว่าของปารีสด้วยซ้ำไป

4. บ้านเมืองดูมีชีวิตชีวา
ที่สวิสเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ก็น่าเบื่อเหมือนกัน เพราะสองทุ่มร้านรวงก็ปิดหมดแล้

ปารีสนี่สี่ห้าทุ่มก็ยังคึกคัก แต่ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่

ปรากเหมือนเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ตอนกลางคืนก็คึกคัก แต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยและดูปลอดภัย

5. ขายของเก่งมาก
ตั้งแต่ที่สนามบิน ผมแลกเงินยูโรเป็นเงินคราวน์  220 ยูโร เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าไม่แลก 400 ยูโรไปเลยล่ะ จะได้ไม่คิดค่าธรรมเนียม ผมก็ใจแข็งไม่แลกเพิ่มเพราะเรตของเขาแพงพอสมควร

เจ้าหน้าที่ก็ถามอีกว่า ซื้อ buy back option มั้ย อีกแค่ 3.6 ยูโร ถ้ามีเงินเหลือจะได้ขายคืนที่เรตนี้ได้ ผมก็เลยตัดสินใจซื้อ option นี้และแลกเงินเพิ่มด้วย

ยังไม่พอ ยังนำเสนอซิมการ์ดให้เราซื้ออีก ซึ่งผมก็ปฏิเสธไป

วันถัดมา เราไปร่วม Free Tour ที่ไกด์จะพาเราไปเดินชมเมืองปราก โดยระบุว่าไกด์เหล่านี้มีรายได้ทางเดียวคือกาTips จากลูกค้า แต่เขาก็มีวิธีการมใช้จิตวิทยากับลูกค้า จนกลายเป็นว่าพอตอนจบทัวร์แล้ว ลูกค้าก็ควักเงินให้ในตัวเลขที่ใกล้เคียงกับทัวร์แบบจ่ายตังค์
ผมว่านี่ก็เป็นโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ ไว้ผมจะมาลงรายละเอียดเพิ่มในอนาคตนะครับ

อีกเหตุการณ์หนึ่ง ระหว่างอยู่ในฟรีทัวร์ เราได้รับใบปลิวโฆษณาคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิค ไกด์ทัวร์ก็บอกว่าถ้าเราสนใจ เขามีบัตรที่ใช้เป็นส่วนลดได้ 100 คราวน์ เราก็เลยขอเขามาสองใบ

พอจะเดินเข้าไปในอาคารเพื่อที่จะซื้อตั๋ว ก็เจอคนแจกใบปลิวอีกคนที่พยายามจะแจกใบปลิวให้เรา พอผมบอกว่ากะจะไปดูอยู่แล้ว แต่อยากรู้ราคาค่าตั๋วก่อน เขาก็หยุดแจกใบปลิว แล้วพาเราเดินเข้าอาคารและส่งเราถึงเคาท์เตอร์ขายบัตรเลย (กลัวเราจะหาไม่เจอหรือไง?)

คนขายตั๋วก็พยายามจะให้เราซื้อตั๋วให้ได้ (ตั๋วมีราคา 1100, 900 และ 700 คราวน์) บอกว่าจะยอมลดราคาพิเศษให้ 100 คราวน์เลย

พอเราโชว์บัตรลดราคา 100 คราวน์ที่ได้จากทัวร์ไกด์มา คุณเธอก็เขินนิดๆ แล้วบอกว่า โอ้ มีบัตรนี้อยู่แล้วก็ดีเลย ขอบัตรด้วยนะ เพราะจะต้องจดชื่อไกด์ที่ให้บัตรนี้มา (สงสัยคงมีค่าตอบแทนให้ไกด์คนนี้ด้วย)

ผมบอกไปว่าเรายังไม่แน่ใจว่าจะซื้อตั๋วคอนเสิร์ตวันไหน เพราะเราต้องไปเช็คตั๋วรถทัวร์ไป Cesky Krumlov ก่อนว่าพรุ่งนี้ (วันพุธ) ยังมีที่รึเปล่า ถ้ามีก็จะไปเที่ยว Cesky Krumlov วันพุธ แล้ววันพฤหัสค่อยมาดูคอนเสิร์ต แต่ถ้าตั๋วรถทัวร์วันพุธไม่มีแล้ว ก็ต้องไปเที่ยว  Cesky Krumlov วันพฤหัส แล้วเปลี่ยนมาดูอนเสิร์ตวันพุธแทน

คุณเธอก็ยังกลัวเราจะหลุดมือ  จึงเสนอกับเราว่า เอางี้สิ เดี๋ยวฉันจองที่ดีๆ สำหรับคอนเสิร์ตวันพฤหัสฯ ก่อน แล้วคุณก็ไปซื้อตั๋วรถทัวร์สำหรับวันพุธให้เรียบร้อย แล้วกลับมาหาฉันภายในหกโมงเย็นวันนี้เพื่อจะซื้อตั๋วที่ฉันจองไว้ให้

สุดท้ายผมก็ทำตามคำที่เธอบอก คนที่นี่มีความพยายามในการขายของมากกว่าคนประเทศอื่นที่ผมเจอมาจริงๆ ครับ

—–

พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องปรากอีกซักวันนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 10

5 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากการคุยกับเพื่อนชาวฝรั่งเศส

เมื่อสิบปีที่แล้วผมได้รู้จักกับ Franck Garot (ฟร้องค์ แกโร) ซึ่งเป็น support manager ของทอมสัน รอยเตอร์

ตอนนั้นผมมา Training เพื่อรับโปรดักท์ตัวนึงไปดูแลต่อที่เมืองไทย และทีมของฟร้องค์นี่แหละที่เป็นคนสอนผม

พอรู้ว่าผมจะมาเที่ยว ฟร้องค์เลยนัดเจอกับเราใต้หอคอยไอเฟล

ตอนแรกนึกว่าจะเจอกันเดี๋ยวเดียว แต่ปรากฏว่าฟร้องค์อยู่กับเราตั้งแต่หกโมงครึ่งยันเกือบเที่ยงคืน

และนี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากฟร้องค์ครับ

1. ฝรั่งเศสเป็นแชมป์โลกเรื่องการเก็บภาษี
ฟร้องค์พูดขำๆ ว่า France is the World Champion of Tax

เรตมาตรฐานของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือ  20%  ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางจะเหลือแค่ 10% และสินค้าจำเป็นอย่างอาหารก็จะแค่ 5.5%

ส่วนภาษีรายได้ก็โหดพอตัว

สมมติบริษัทจ่ายเงินให้เราเดือนละ 15 บาท
5 บาทจะถูกรัฐบาลเก็บเอาไว้เป็นเงินออมเพื่อการเกษียณและสวัสดิการต่างๆ

ดังนั้นจาก 15 บาท เงินจะถึงมือเราแค่ 10 บาทเท่านั้น

และ 10 บาทที่เราได้มานี้ ต้องเสียภาษีอีก 2 บาท โดยจ่ายปีละครั้ง

หมายความว่า ถ้าคุณเงินเดือน 150,000 คุณจะได้ใช้เงินจริงๆ แค่ 80,000 !

2. แต่สวัสดิการก็ดีมาก
ถ้าคุณป่วย คุณรักษาฟรีตลอด และพออายุหกสิบกว่าๆ คุณก็สามารถเกษียณและกินเงินบำนาญจากรัฐได้เลย

3. ฝรั่งเศสมีนโยบายสนับสนุนให้มีลูกเยอะๆ
วิธีการสนับสนุนมีหลายรูปแบบ
เช่นการให้สิทธิพิเศษในสาธารณูปโภค ฟร้องค์ซึ่งมีลูกสามคน สามารถซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินด้วยส่วนลด 50%

หรืออาจสนับสนุนเป็นค่าลดหย่อนตอนยื่นภาษี
ถ้ามีลูก 1 คน หักค่าใช้จ่ายได้ 1 คน
ถ้ามีลูก 2 คน หักค่าใช้จ่ายได้  2.5 คน
ถ้ามีลูก 3 คน หักค่าใช้จ่ายได้ 4 คน

ฟร้องค์จึงสามารถลดหย่อนภาษีได้พอสมควรคนทั่วไปเงินถึงมือ 10 บาทโดนภาษี 2 บาท แต่สำหรับฟรองค์ โดนภาษีไปแค่ 75 สตางค์

4. ยูโดเป็นกีฬายอดนิยมของชาวฝรั่งเศส
ไม่น่าเชื่อเรื่องที่ 1
ฟร้องค์บอกว่าที่ฝรั่งเศส ยูโดคือกีฬาที่ฮิตรองจากฟุตบอล

ไม่น่าเชื่อเรื่องที่ 2
นักยูโดที่เก่งที่สุดในโลกไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น แต่เป็นคนดำคนหนึ่งที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส (ผมไม่แน่ใจว่าเขาเชื้อชาติอะไร)

ไม่น่าเชื่อเรื่องที่ 3
ฟรองค์นั้นเป็นนักยูโดระดับสายดำ! (ดูภายนอกแล้วไม่มีทางรู้เลย)

image

5. ชาลส์ เดอ โกล คือไอดอล
ชาลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle) คือหนึ่งในบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดีอยู่หลายสมัย  และเคยเป็นแกนนำในการต่อต้านนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ฟร้องค์เล่าว่า ช่วงที่เดอโกลเป็นผู้นำ เดอโกลจ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟบ้านประจำตำแหน่งด้วยตัวเอง เพราะไม่ต้องการเบียดบังภาษีประชาชนในช่วงที่ประเทศเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สองมา ความยึดมั่นในอุดมการณ์ทำให้เดอโกลเป็น role model ของนักการเมืองฝรั่งเศสหลายต่อหลายคน

ด้วยคุณงามความดีที่เดอโกลได้ทำไว้  เราจึงได้เห็นชื่อของเดอโกลในหลายแห่ง  ที่เด่นชัดที่สุดคือสนามบิน Charles de Gaulle ซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศ และสถานีรถใต้ดิน Chalres de Gaulle – Etoile ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ที่สุดกับประตูชัย (Arc de Triomphe) นั่นเอง

สำหรับเมืองไทย ที่ผมพอนึกออกคือซอยปรีดีพนมยงค์เท่านั้น
คงอีกซักพักกว่าเมืองไทยจะมีนักการเมืองที่คนจะยกย่องจนนำไปตั้งเป็นชื่อสถานที่เช่นนั้นอีก
แค่ลองนึกภาพว่าเรามีสนามบินทักษิณหรือ สถานีอภิสิทธิ์ก็จั๊กจี้แล้ว

—–
เป็นอันจบเรื่องมโนสาเร่ในฝรั่งเศส
พรุ่งนี้เราจะไปต่อกันที่ปราก (Prague) นะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 9

5 เรื่องที่ได้คิดและคิดได้ ขณะเดินเที่ยวในปารีส

1. ขาว-ดำ ฝรั่ง-ไทย เหลือง-แดง
มาอยู่ที่ปารีส ผมเห็นคนขาวเป็นแฟนกับคนดำ

ทั้งผู้ชายผิวขาวเดตกับผู้หญิงผิวดำ และผู้ชายผิวดำเดตกับผู้หญิงผิวขาว

ผมอยู่กรุงเทพมานาน ยังไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนเป็นแฟนกับคนผิวดำ และยังไม่เจอผู้หญิงกรุงเทพคนไหนเป็นแฟนกับคนดำเช่นกัน

โอเค อาจเป็นเพราะว่าคนดำในกรุงเทพยังมีจำนวนน้อยมาก แต่ถึงจะมีเยอะกว่านี้ ผมว่าคนกรุงเทพส่วนใหญ่ก็ยังไม่น่าจะอยากมีแฟนเป็นคนดำ

เทียบกับคนปารีสแล้ว ผมว่าคนกรุงเทพยังมี “กำแพง” ทางเชื้อชาติและสีผิวสูงกว่ามาก แม้เราเองจะไม่เคยคิดว่าเรามีปัญหาเรื่อง เหยียดผิวก็ตาม

พอมองดูคนผิวดำ-ผิวขาวออกเดตกันแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาสร้างครอบครัวขึ้นมาจริงๆ ลูกจะหน้าตาเป็นยังไง และจะมีวิธีมองโลกแบบไหน

เพื่อนชาวสวิสที่ผมไปพักด้วยช่วงสองคืนแรกที่เรามาเที่ยวยุโรปครั้งนี้ ก็แต่งงานกับคนมองโกเลีย

ลูกออกมาหน้าตาเก๋ไก๋มาก และผมเชื่อว่าโตขึ้นน่าจะสวยทีเดียว

ดาราเมืองไทยของเราหลายคนก็ลูกครึ่ง ทั้งๆ ที่พ่อแม่หลายคนก็ไม่ได้หล่อสวยระดับดารา

หรือเพราะธรรมชาติให้คุณค่ากับความหลากหลาย?

ยิ่งต่างกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่ผลผลิตจะออกมากลมกล่อมเหมือนญาญ่าและณเดชน์มากขึ้นเท่านั้น

หรือถ้าสมมติว่าเด็กคนหนึ่งมีพ่อเป็นเสื้อแดง  แม่เป็นเสื้อเหลือง เด็กคนนั้นจะมีความคิดอ่านทางการเมืองที่กลมกล่อมและ “รู้รอบ” แค่ไหน?

2. จริงๆ แล้ว อาหารไม่แพง
อาหารที่ปารีส ตกราคาจานละ 12-15 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็สี่ห้าร้อยบาท

นับว่าแพงกว่าก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาทของเราอยู่สิบเท่า

แต่จริงๆ แล้วปริมาณของอาหารของเขาเยอะมาก น่าจะสามเท่าเป็นอย่างน้อยเมื่อเทียบกับบ้านเรา  กินข้าวของเขาจานเดียว อิ่มไปถึงเย็นเลย

สิ่งที่แพงจริงๆ คือเครื่องดื่มต่างหากครับ น้ำเปล่าขวดละ 100 บาท  โค้กกระป๋องละ 150 บาท แพงกว่าบ้านเราสิบเท่าเช่นกัน แต่ปริมาณไม่ต่างกับโค้กกระป๋องบ้านเรา

3. ตึกใหญ่ของเราต่างกัน
ที่ปารีส อาคารที่ใหญ่ที่สุดของเขา มีไว้ทำพิพิธภัณฑ์  อย่างพิพิธภัณฑ์ Louvre นี่ต้องเดินอย่างน้อยสี่ชั่วโมง

อาคารใหญ่ที่สุดของกรุงเทพ มักจะเป็นอะไร?

ถูกครับ ห้างสรรพสินค้า!

ที่ปารีสผมแทบไม่เจอห้างใหญ่ๆ เลย ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะแบรนด์หรูหราแค่ไหนก็เป็นช็อปตามถนนทั้งนั้น เหมือนอย่างที่เราเห็นชองเซลิเซ่ (Champs Elysees) น่ะครับ

(จริงๆ แล้วจะเทียบกันก็ไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ เพราะสภาพอากาศบ้านเราจะให้มาเดินชอปปิ้งกลางแจ้งเป็นกิโลเหมือนชองเซลิเซ่ก็อาจจะเหงื่อท่วมเกินไป)

4. กรุงเทพขาดพื้นที่นั่งชิลกลางแจ้ง
เรื่องนี้ก็อาจมีข้อจำกัดทางสภาพอากาศเช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย

ที่พักคืนแรกของผมอยู่แถว Montmatre

Mont ในภาษาฝรั่งเศสก็คือภูเขานั่นเอง พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่ที่สูงกว่าส่วนอื่นๆ ของปารีส

เราเดินขึ้นไปชมโบสถ์ Sacre Coeur ซึ่งอยู่บนยอดของเนินเขา Montmartre แล้วก็ได้เห็นวิวอย่างนี้ครับ

image

พื้นที่ตรงนี้ มีคนมาทำอะไรหลากหลาย ทั้ง นั่งเล่น ดูวิว เข้าโบสถ์ ขายของ ถ่ายรูปขึ้นเฟซบุ๊ค หรือ นั่งดื่มเบียร์เล่นกีต้าร์กับเพื่อน

ที่สำคัญ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลย มันจึงเป็นพื้นที่ของทุกคนอย่างแท้จริง

คิดกลับไปที่กรุงเทพ สถานที่ที่ใกล้เคียงที่สุดที่ผมคิดออกคือสวนลุม แต่นั่นก็เป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ไปออกกำลังกาย ถ้าอยากนั่งชิลล์ๆ ก็มักจะต้องไปคอมมิวนิตี้มอลล์หรือร้านชิคๆ ซึ่งแน่นอนต้องใช้เงินไม่น้อย

ถ้ากรุงเทพสามารถมีพื้นที่คล้ายๆ Montmatre ได้ (ไม่ต้องเห็นวิวก็ได้เพราะเราเป็นที่ราบลุ่ม) ผมว่าชีวิตคนกรุงจะรื่นรมย์ขึ้น

5. ฟุตบอลอาจช่วยได้
มีวันหนึ่งผมไปเดินเล่นแถว Centre Pompidu ระหว่างนั่งพักเหนื่อยบริเวณลานน้ำพุ ก็ได้เห็นภาพที่งดงาม

image

ผมว่ามันงดงามตรงที่ลูกบอลลูกเดียวสามารถหล่อหลอมคนหลายพื้นเพได้

ทั้งคนขาว คนดำ ตั้งแต่อายุ 30 ปี ยัน 5 ขวบ

ไม่มีการแบ่งวัย แบ่งสีผิว หรือแบ่งว่าใครเตะเก่งกว่าใคร แค่มาใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน

แล้วผมก็นึกเล่นๆ ว่า ถ้าเอาคู่ขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา มาเตะบอลกันก็น่าจะสนุกดี

ไม่ใช่เฉพาะแกนนำนะครับ เอาลูกๆ แกนนำมาเล่นด้วย

สนามไม่ต้องใหญ่ เพราะวิ่งกันไม่ไหวอยู่แล้ว
เอาแค่ขนาดลานน้ำพุอย่างนี้ก็ได้ เตะกันฝั่งละห้าหกคน คละๆ สีกันไป

แน่นอน มันไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรอก แต่ผมเชื่อว่ามันจะช่วยทำให้อารมณ์ลบๆ ที่มันตกตะกอนมา เบาบางลงไปได้บ้าง

สำหรับผม ฟุตบอล โดยเฉพาะฟุตบอลที่เตะกันเล่นๆ มันมี “เวทมนตร์” (Magic)

เพราะไม่ว่าก่อนลงสนามจะเป็นคนแปลกหน้าหรือคนที่เราไม่ชอบหน้ายังไง แต่พอจบเกมแล้วเราจะรู้สึกเหมือนกับว่าเขากับเรา “ดองกันแล้ว” ผ่านลูกกลมๆ ลูกนี้ครับ

—–

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องปารีสเป็นวันสุดท้ายครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 8

5 เรื่องเกี่ยวกับการเดินทางในปารีส

1.ระบบความเชื่อใจตรงข้ามกับสวิส
ระบบรถไฟของสวิสไว้ใจว่าประชาชนจะซื่อสัตย์และซื้อตั๋ว
ที่สวิตเซอร์แลนด์จึงไม่มีด่านให้เสียบตั๋ว ซื้อเสร็จแล้วเดินขึ้นรถได้เลย (แต่ถ้าไม่ซื้อแล้วเจอตรวจก็ซวยไป)

ขณะที่ในปารีส เขาตั้งธงไว้ก่อนว่าถ้าปล่อยให้ขึ้นรถโดยไม่มีด่านเอ็งโกงกันแน่ๆ ในปารีสจึงมีด่านคล้ายๆ กับของเมืองไทย แต่จะมีทั้งก้านหมุนกั้น ต่อด้วยประตูซึ่งสูงกว่าและมิดชิดกว่ามาก

image
(ภาพจาก enturing.com)

ถึงจะทำด่านซะเข้มงวดขนาดนี้ แต่ก็ยังเห็นคนกระโดดข้ามด่านและง้างประตูเดินเข้าไปหน้าตาเฉยนะครับ

2. ระบบฝรั่งเศสจะมี human touch มากกว่า
จริงๆ ผมอาจจะเทียบได้ไม่แฟร์นักเพราะผมกำลังเทียบรถใต้ดินในปารีส กับ สถานีรถไฟเล็กๆ ในสวิส

วันที่ผมจะเดินทางจากสวิสมาฝรั่งเศสนั้น ผมต้องนั่งรถไฟจากสถานี Clarens ซึ่งเป็นสถานีย่อยในเมือง Montreux เพื่อมาขึ้นรถ TGV ที่ Lausanne

ปรากฏว่าเครื่องซื้อตั๋วที่ Clarens มีปัญหาไม่ยอมรับธนบัตร จะรับแต่บัตรเครดิตที่ต้องใส่ PIN สี่ หลักซึ่งผมไม่รู้และจำไม่ได้ (เพราะใช้วิธีเซ็นสลิปตลอด) เดือดร้อนพี่ที่เราไปอยู่ด้วยต้องวิ่งกลับไปเอาบัตรเครดิตของเขาที่บ้านเพื่อมาซื้อตั๋วให้ เพราะสถานีนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเลย

ขณะที่ในปารีส ไม่ว่าจะสถานีอะไรหรือจะดึกแค่ไหนก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด อย่างน้อยเราก็อุ่นใจได้ว่า ถ้าติดปัญหาอะไรก็ยังพอมีคนช่วยแนะนำเราได้

มีครั้งนึงผมจะซื้อตั๋วแบบสิบใบ (Un carnet อ่านว่า อั่งคาเน) พอถามเจ้าหน้าที่ เขาก็ลุกออกมาจากห้องขายตั๋วมาสอนเราซื้อที่ตู้เลย

การใช้สมองกลอย่างสวิสมันก็ดีตรงที่มีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุน แต่ขณะเดียวกัน ถ้าระบบมีปัญหาขึ้นมา ประชาชนก็ย่อมเดือดร้อนเพราะไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร

3.ป้ายบอกสถานี เมืองไทยน่าเอาอย่าง
รถใต้ดินของฝรั่งเศสมีหลายสายมาก เผลอๆ อาจจะมากกว่าของญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป แต่ป้ายบอกทางรถใต้ดินของเขาทำเอาไว้ดีมาก และเมืองไทยควรนำไปประยุกต์ใช้บ้าง เพื่อให้นักท่องเที่ยวในเมืองไทยใช้รถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น

สมมติว่าผมเองเป็นฝรั่งมาเมืองไทยครั้งแรก ไม่คุ้นเคยกับชื่อไทยๆ ผมต้องการจะไป Phra Khanong และมาขึ้นรถไฟที่สยาม ผมจะรู้มั้ยว่าควรจะขึ้นรถที่ชานชลาไหนระหว่าง

ก.Mo Chit
ข. National Stadium
ค. Bearing
ง. Bangwa

เพราะป้ายรถไฟฟ้าเราที่เห็นชัดๆ มีแต่บอกสถานีปลายทาง (Terminal station) สี่ป้ายนี้เท่านั้น

โอคล่ะ คุณอาจจะบอกว่า ตอนซื้อตั๋วก็มีแผนที่เห็นเส้นทางแล้วไงว่าคุณจะต้องขึ้นรถไฟที่วิ่งไปสถานีปลายทางใด

ก็จริงครับ แต่เราน่าจะทำให้ชีวิตนักท่องเที่ยวเขาง่ายขึ้นได้กว่านี้มิใช่หรือ?

เพราะกลายเป็นว่า เวลาซื้อตั๋ว เขาต้องจำข้อมูลถึงสองชุด คือสถานีที่จะลงคืออะไร Phra Khanong และสถานีปลายทางคือ Bearing คนที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาไทยและสถานที่ในเมืองไทยน่าจะต้องใช้ความพยายามไม่น้อยที่จะขึ้นรถให้ถูกขบวน

ของที่ฝรั่งเศส ป้ายจะชัดมากว่าถ้ามาขึ้นฝั่งนี้ รถจะไปจอดสถานีอะไรบ้าง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะขึ้นรถผิด จำแค่สถานีที่จะลงให้ได้ก็พอแล้ว

แถมป้ายยังมีบอกด้วยว่า แต่ละสถานีจะมีเชื่อมกับสายอื่นใดบ้าง (ถ้าสีขาวแปลว่ามีเชื่อม ถ้าสีทึบแปลว่าไม่มี)

image

4.มีป้ายบอกชัดเจนว่าขบวนถัดไป และขบวนต่อจากนั้น จะมาถึงภายในกี่นาที

ผมว่านี่เป็นอีกเรื่องที่รถไฟฟ้าบ้านเราควรทำ

เพราะแค่การได้รู้ว่าอีกกี่นาทีรถไฟจะมา ก็ช่วยลดความกังวลไปได้ไม่น้อย เหมือนเวลาที่เราเห็นตอนรถติดไฟแดงว่า อีกกี่วินาทีถึงจะไฟเขียวนั่นแหละครับ

image

5. ถนนเหลือเลนเดียวแล้วรถก็ยังไม่ติด
ตอนที่ผมไปเดินในเขตเมืองเก่าอย่าง Le Marais หรือแถวที่พักอย่าง Belleville ซึ่งคนอยู่กันเยอะมาก แต่ถนนส่วนใหญ่มีแค่เลนเดียว (หรือมีสองเลนแต่รถจอดข้างทางจรเหลือแค้เลนเดียว) แต่รถกลับไหลได้เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ตรงถนนใหญ่ก็มีรถไม่น้อย แถมถนนเลนเดียวนี่มีรถบัสวิ่งด้วยนะครับ

ผมว่านี่เป็นกรณีน่าศึกษา เพราะของเมืองไทย ต่อให้ถนนเรามีสามหรือสี่เลน แต่ถ้ารถจอดเสียข้างทางซักคันเดียว รถจะติดขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

ตอนนี้ยาวพอสมควร ไว้มาต่อกันตอนหน้านะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 7

5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการขึ้นหอไอเฟล

image

หอไอเฟลน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวที่มาปารีสจึงต้องแวะมาที่นี่แทบทั้งนั้น

วันนี้เลยขอนำเรื่องหอไอเฟลมาฝากกันนะครับ

1. หอไอเฟลมีทั้งหมดสามชั้น
ทุกชั้นจะสามารถดูวิวได้โดยรอบ แต่ที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละชั้นก็คือ

ชั้นแรกจะมีร้านอาหาร ห้องฉายวีดีโอ และพื้นกระจกให้คนถ่ายภาพแบบสวยๆ ได้

ชั้นที่สองมีร้านขายของชำร่วยและลิฟต์ขึ้นชั้นสาม

ชั้นที่สามมีจุดชมวิว และตุ๊กตาหุ่นคุณกุ๊ฟต๊าฟ ไอเฟล

เวลาเราขึ้น ลิฟต์จะไปจอดที่ชั้นสอง และเราต้องไปต่อลิฟต์อีกทีเพื่อขึ้นชั้นสาม

เวลาซื้อตั๋วขึ้นหอไอเฟล สามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นไปแค่ชั้นสอง (9 ยูโร) หรือชั้นสองบวกชั้นสาม (15.5 ยูโร)

โดยชั้นสองจะซื้อตั๋วแบบเดินขึ้นหรือขึ้นลิฟต์ก็ได้ (แบบเดินขึ้นตั๋วก็จะถูกกว่า 9 ยูโร แต่ผมไม่ทันดูว่าเท่าไหร่) แต่จากชั้นสองขึ้นชั้นสามต้องใช้ลิฟต์เท่านั้น ค่าลิฟต์จากชั้นสองขึ้นชั้นสามคือ 6.5 ยูโรครับ

2. จงจองตั๋วแต่เนิ่นๆ
ไม่แนะนำให้ไปซื้อตั๋วที่นั่นเพราะจะรอคิวนานมาก เข้าคิวซื้อตั๋วไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแน่ๆ เสร็จแล้วยังต้องมาเข้าคิวขึ้นลิฟต์อีก (ทั้งจากข้างล่างขึ้นไปชั้นสอง และจากชั้นสองขึ้นชั้นสาม)

ผมเอง ขนาดจองตั๋วออนไลน์ก่อนจะมาประมาณสิบวัน ยังหาตั๋วแบบขึ้นไปชั้นสามไม่ได้ ต้องซื้อตั๋วแบบไปชั้นสอง แล้วพอไปถึงชั้นสองแล้วค่อยเข้าคิวซื้อตั๋วไปชั้นสามอีกที

เพราะฉะนั้นแนะนำว่าควรจะจองตั๋ว อย่างน้อยๆ สองสัปดาห์ล่วงหน้าครับ กูเกิ้ล eiffel tower ticket ก็เจอแล้ว

เวลาจองตั๋วออนไลน์ ต้องระบุชื่อคนขึ้นลงไปในตั๋วด้วย (เค้าคงป้องกันไม่ไห้ใครเอาตั๋วออนไลน์มาขายคนที่เข้าคิวซื้อตั๋วหน้างาน)

ต้องปริ๊นท์ใส่กระดาษ A4 นะครับ และดูแลเอกสารให้ดีอย่าให้เยินมาก เพราะมันมีบาร์โค้ดอยู่

ตอนตรวจตั๋วเขาอาจขอดูบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตของเรา เพราะฉะนั้นอย่าลืมพกไปด้วยนะครับ (แต่ตอนผมขึ้นเขาไม่ได้ตรวจบัตรนะ)

อ้อ แล้วถ้าพลาดไม่ได้จองไว้ก่อน แต่ยังแรงดีอยู่ ก็แนะนำให้เข้าคิวซื้อตั๋วเแบบเดินขึ้นครับ เพราะคิวจะสั้นกว่ามาก พอเดินถึงชั้นสองแล้วค่อยไปซื้อตั๋วขึ้นลิฟต์ไปชั้นสามครับ

3. ชั้นบนสุดใช่ว่าจะได้วิวดีที่สุด
เพราะบางทีมันก็อาจสูงเกินไปจนวิวด้านล่างดูไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านเลนส์กล้อง

ชั้นที่สามจะมีข้อเสียอีกอย่างคือมันแคบมาก ผลก็คือคนก็จะมาออรอถ่ายรูปกันในแต่ละมุม แถมถ้าแดดดี ก็จะได้รูปย้อนแสงเสียส่วนใหญ่

แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินชมวิวทั้งสามชั้นเลยครับ  สามชั่วโมงน่าจะกำลังดี เพราะต้องเสียเวลาเกือบๆ ชั่วโมงในการขึ้นลิฟต์ทั้งขาขึ้นและขาลง

4. อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และโทมัส เอดิสันเคยมาที่หอไอเฟลแล้ว
ฮิตเลอร์นั้นอาจไม่เคยขึ้น แต่ตอนที่นาซียึดฝรั่งเศสได้ ฮิตเลอร์ก็ได้มาเดินเต๊ะจุ๊ยตรง Trocadero ที่ห่างจากไอเฟลประมาณสองร้อยเมตร ผมเคยเห็นวีดีโอที่ฉายภาพฮิตเลอร์และมีหอคอยไอเฟลเป็นฉากหลังและยังจำติดตามาทุกวันนี้

ส่วนเอดิสัน คนคิดค้นหลอดไฟก็เคยมาเยี่ยมคุณกุ๊สต๊าฟ ไอเฟล โดยมีหุ่นจำลองเหตุการณ์นี้อยู่ที่ชั้นสามของหอไอเฟลครับ

5. หอไอเฟลเตี้ยกว่าตึกของไทย
ที่ชั้นสาม จะมีแผนผัง 360 องศาที่ระบุตึกที่สูงที่สุดในแต่ละเมืองทั่วโลก โดยจะมีเส้นประระบุความสูงของไอเฟลเพื่อให้เห็นว่าตึกเหล่านั้นเตี้ยหรือสูงกว่าไอเฟลแค่ไหน

เมื่อหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้เจอกับตึกใบหยก 2 ของพี่ไทย ที่มีความสูง 328 เมตร เฉือนชนะหอไอเฟลที่สูง 324 เมตรไปแค่นิดเดียวเท่านั้น!

image

5.1 อย่าลืมดูหอไอเฟลตอนกลางคืน
เพราะพอติดไฟแล้วจะสวยมากขึ้นไปอีก อย่าลืมว่าหอไอเฟลทำมาจากเหล็กล้วนๆ ดังนั้นตอนกลางวันเราจะเห็นแต่เหล็กแดงๆ เกี่ยวไปเกี่ยวมา ไม่ได้สวยอะไรมากนัก แต่พอตอนกลางคืนพอเขาเปิดไฟแล้ว มันจะดูงามตามากครับ (แต่ถ้ามาหน้าร้อนอย่างผม ซึ่งมืดตอนสามสี่ทุ่ม ก็ต้องกะเวลาดีๆ เช่นขึ้นลิฟต์รอบหนึ่งทุ่มตรง ลงมาตอนสี่ทุ่มเขาก็น่าจะเปิดไฟแล้ว)

อ้อ! ทุกๆ ชั่วโมง (ตอนเข็มยาวของนาฬิกาชี้เลข 12) หอไอเฟลก็จะ “เปล่งประกายระยิบระยับ” ประมาณ 3 นาที ซึ่งทำให้ดูสวยมากขึ้นไปอีกครับ

image

image

เป็นอันจบเรื่องเล่าจากหอไอเฟลนะครับ พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องปารีสและฝรั่งเศสต่อครับ