เมื่อคนใกล้ตัวหยุดหายใจและต้องทำ CPR

20171112_cpr

บล็อกนี้เขียนเอาไว้ให้ตัวเองอ่านครับ

หลังจากที่ได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของ โจ บอยสเก๊าท์ ที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ล้มหมดสติบนเวที แล้วไม่มีใครมีความรู้เพียงพอที่จะช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้

ข้อมูลทั้งหมดผมเอามาจากเพจ Drama-addict , Street Hero Project แอป EMS 1669 และช่อง BES โดยคัดเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดเท่านั้น

เพราะบางทีปัญหาไม่ใช่ข้อมูลไม่พอ แต่เพราะข้อมูลมากเกินไป

โดยผมหวังว่า ถ้าใครอ่านบล็อก Anontawong’s Musings เป็นประจำ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน จะมีสติพอที่จะ google คำประมาณว่า “anontawong CPR หยุดหายใจ” แล้วจะเจอบทความนี้ทันทีครับ

สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุการณ์คนหมดสติและปลุกไม่ตื่น

  1. โทร.1669 เรียกรถพยาบาล ให้ข้อมูลครบถ้วน ” พบผู้ป่วยหมดสติไม่หายใจ เป็นผู้ชายอายุประมาณ 50 ปี ที่ผับ ABC ซ.ทองหล่อ XX ผมผู้พบเหตุ ชื่อนายต้น เบอร์ติดต่อ 081-XXX-XXXX) ให้นำเครื่อง AED มาด้วย
  2. เปิดทางเดินหายใจ ด้วยการดันศีรษะของผู้ป่วยไปด้านหลังและเชยคางของเขาขึ้น
  3. ทำ CPR วางผู้ป่วยบนพื้นราบแข็ง เรานั่งคุกเข่าข้างลำตัวผู้ป่วย วางส้นมือที่ถนัดลงตรงกลางอกระหว่างราวนมทั้งสอง เอามือที่ไม่ถนััดวางทับ แล้วกดให้ลึก กดให้เร็ว ขึ้นสุด-ลงสุด ประมาณ 100 ครั้งต่อนาที ความเร็วเท่ากับจังหวะเพลง Stayin’ Alive ของ Bee Gees ครับ
  4. ผายปอด (เฉพาะกรณีที่จมน้ำมา) หลังจากกดหน้าอกครบ 30 ครั้ง ควรทำการช่วยหายใจ  โดยวางปากของเราให้ครอบปากผู้ป่วยให้แนบสนิท บีบจมูกผู้ป่วยให้แนบสนิท เป่าลมเข้าไปประมาณ 1 วินาที และทำอย่างนี้สองครั้ง ก่อนจะกลับไปกดหน้าอกอีก 30 ครั้ง
  5. ทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ารถพยาบาลจะมา จะดีมากถ้ามีคนช่วยแบ็คอัพ เพราะการทำ CPR ต้องใช้แรงเยอะ (คนหนึ่งอาจทำ CPR อีกคนรอผายปอดก็ได้)

การจากไปของคุณโจ บอยสเก๊าท์เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่จะเศร้ายิ่งกว่านี้ถ้าเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับคนใกล้ตัวเราครับ

 


ขอบคุณข้อมูลจาก  Drama-addict , Street Hero Project แอป EMS 1669 และช่อง BES

ถ้าคุณเป็นเจ้าของม้าราคา 1 ล้านบาท

20170827_horse

คุณจะดูแลมันยังไง?

จะปล่อยให้มันกินอาหารขยะรึเปล่า?

จะให้มันกินเหล้าจนเมาแฮงค์รึเปล่า?

จะให้มันสูบบุหรี่รึเปล่า?

จะขังมันไว้ในห้องแอร์แล้วเปิดทีวีให้มันดูทั้งคืนรึเปล่า?

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะประคบประหงมมันมากกว่านี้

แต่กับ “ร่างกายของเรา” ที่ประเมินค่าไม่ได้ เรากลับใช้มันอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ

มนุษย์ไม่ใช่รถยนต์ ที่หากชิ้นส่วนไหนพังแล้วจะหาอะไหล่มาเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ

ดูแลร่างกายเราเหมือนกับที่เราดูแลม้าเงินล้านเถอะนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Zig Ziglar: The Million-Dollar Racehorse

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

 

เข้าใจโรคซึมเศร้าใน 3 นาที

20170517_depression

เมื่อคืนนี้เจอพี่คนนึงนำข้อความนี้มาขึ้นไว้ในเฟซบุ๊ค ผมใช้เวลาอ่านเพียง 3 นาทีก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง คิดว่ามีประโยชน์มากเลยขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

— copy มาจากพี่ที่รู้จักกันท่านหนึ่ง —
เปลี่ยนหมอ เปลี่ยน โรงพยาบาล

นี่คือ บางส่วนของบทสนทนา หมอ และคนไข้ เมื่อวาน

หมอ: หมอจะอธิบายให้เข้าใจ ว่าโรคซึมเศร้ามันเกิดจากอะไรนะคะ จะได้รู้ว่า ต้องตั้งใจรักษาอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้น คุณก็จะเป็นๆหายๆแบบนี้ ไม่จบ จนตาย

คนไข้: ค่ะ (ตาโต กับคำว่า ‘จนตาย’)

หมอ: โรคนี้ มันเกิดจาก Attitude นิสัย และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในอดีตของคุณที่ผ่านมา 17 ปีการทำงานที่คุณเล่าให้หมอฟัง คุณใช้ชีวิตแบบ ไม่บาลานซ์ ระหว่าง work-relax-sleep เลย…ที่ผ่านมา คุณมีแต่ work กับ การนอนที่ไร้คุณภาพ … ใช้ชีวิต ทำลาย neuron และสารสื่อประสาทในสมองจนเหี้ยน เหมือนผักที่คุณสับจนเละ และฝ่อไป ไม่มีจังหวะให้ฟื้นฟู จนเส้นประสาทมัน ต่อกันไม่ติด

คนไข้: (ก้มหน้ารับ)

หมอ: ทำลายสมองไม่พอ … เวลาเกิดความเครียดสะสม มันก็ก่อตัวพอกพูน เหมือนภูเขาน้ำแข็งใต้ทะเล เมื่อไม่มี relax ก็เหมือนไม่มีพลังบวกไปละลายน้ำแข็ง มันก็พอกๆกันเยอะขึ้นจนโผล่มาเหนือน้ำ ซึ่งก็แสดงออกมาในอาการป่วยที่เป็นอยู่ ต้องเพิ่ม relax เพิ่มการพักผ่อน และลดหรือเลี่ยงสิ่งเร้านะคะ

คนไข้: (คิดในใจ… หมออธิบายเก่งจัง)

หมอ: การ relax เช่น เล่นกับลูก (หยุด มองหน้าคนไข้) หรือหา ผ..เอ่อ แฟนก็ได้นะคะ (หยุด มองหน้าคนไข้อีก) เอ่อ หรือ หากิจกรรมทำกับเพื่อนๆ นะคะ

หมอ: (อธิบายต่อ) นอนพักให้พอ กินให้พอ ให้อาหารสมองนะคะ  ทำงาน ก็ทำแค่ในเวลางานนะคะ …คุณทำ IT หมอก็พอจะเข้าใจ ว่ามันต้องรับผิดชอบ แต่ถึงจุดที่ป่วยแล้ว ก็ต้องหยุดไม๊

คนไข้: … หมอพูด เหมือนเข้าใจคนทำ IT

หมอ: อ่อ ค่ะ คุณเป็น IT รายที่ 5 ที่มาหาหมอวันนี้

คนไข้: การรักษาล่ะคะ ต้องนานแค่ไหน จะหายไม๊

หมอ: โรคนี้ ต้องกินยารักษาต่อเนื่อง เพื่อให้ยาช่วยเติมสารสื่อประสาทและฟื้นฟูเส้นประสาท ให้กลับมาเหมือนเดิม เพิ่ม การนอนที่มีคุณภาพ เพิ่ม relax และต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต มุมมองและทัศนคติ ในการใช้ชีวิตใหม่ ….ความยาก คือ หมอต้องทดลองให้ยาทีละแบบ เพื่อดูผลข้างเคียง ถ้าไม่เวิร์ค ต้องเปลี่ยนไป จนกว่าจะเจอยาที่สมองเรารับ และ ย้ำ ว่าต้องรักษาต่อเนื่อง ประมาณ 1-2 ปี…. หายได้ แต่ต้องอดทน และสู้กับมัน

อย่ารักษาแบบเดี๋ยวกินยา เดี๋ยวดี เดี๋ยวหยุด เหมือนที่ผ่านมา ถ้าปล่อยเรื้อรัง ถึงจุดที่รักษายาก มันอาจถึงต้องใช้ไฟฟ้าช็อตสมองเพื่อช่วยให้เส้นประสาท สื่อถึงกันได้

คนไข้: (ทำหน้าประหลาดใจ) ขนาดนั้นเลยหรือคะหมอ เพิ่งรู้นะเนี่ย

หมอ: จริงๆ หมอไม่ได้ขู่ … ยังดีที่คุณ ยังไม่ถึงขั้น อยากฆ่าตัวตาย แต่ขั้นนี้ ที่ลุกไม่ได้ เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียว แบบนี้…ถ้าปล่อยไว้ เดี๋ยวความคิดที่ว่า ตัวเองไร้ความสามารถ ก็จะมา ท้ายที่สุด ถ้าไม่มีสติ จะไปขั้นที่น่ากลัว คือ จะคิดฆ่าตัวตายละ

คนไข้: (เว่อร์ไปไม๊หมอ)

หมอ: เอาล่ะค่ะ หมอจะจ่ายยาให้ กินทุกวันนะคะ อีกสองอาทิตย์เจอกัน

จบ …จ่ายค่าหมอและยาเกือบสามพัน เบิกประกันไม่ได้ เพราะเป็นหมอจิตเวช ค่าคุยกะหมออย่างเดียว สองพัน ในครึ่ง ชม.

แต่ขอบคุณหมอท่านนี้ ที่ทำให้เข้าใจ ว่าโรคซึมเศร้า อันตรายแค่ไหน

โรคนี้ ต้องจริงจังในการรักษาสินะ


แน่นอนว่าบทสนทนาสั้นๆ คงไม่อาจมีข้อมูลครบถ้วน แต่ผมคิดว่ามันก็ครอบคลุมใจความสำคัญๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที

บทเรียนสำหรับผมก็คือ

1. โรคนี้อาจจะเกิดกับใครก็ได้

2. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

3. ที่แต่ก่อนคนไทยไม่ค่อยเป็นโรคนี้กันอาจเป็นเพราะว่าสภาพสังคมไม่ได้บีบคั้นให้ทำงานเยอะแบบไม่เป็นเวล่ำเวลาอย่างสมัยนี้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรชะล่าใจว่าเราไม่เป็นหรอก หรือแค่ปฏิบัติธรรมก็หายแล้ว (อาจจะช่วยได้บ้างในแง่การป้องกัน แต่ในแง่การรักษาคงยาก เพราะมันเป็นเรื่องของสารสื่อประสาทในสมอง ไม่ใช่แค่เรื่องจิตใจแล้ว)

ดูแลร่างกายและจิตใจกันให้ดีนะครับทุกคน


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

รองเท้าที่พังเร็วที่สุด

20161027_shoes

คือรองเท้าที่ไม่ได้ใช้

เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นลูกเจ้าของบริษัทรองเท้าชื่อดังในเมืองไทย

สมัยเรียนหนังสือ ถ้าได้ไปบ้านเพื่อนคนนี้ พ่อของเพื่อนมักจะหยิบรองเท้าใหม่ให้ผมเอาไปใช้ฟรีๆ

ครั้งหนึ่งคุณพ่อเคยกำชับว่า เอาไปแล้วให้รีบใส่ ไม่งั้นรองเท้าจะพังเร็วเพราะกาวจะเสื่อมสภาพ

ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับผมในตอนนั้น

สัปดาห์ที่แล้วผมก็ได้รู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ เมื่อแฟนเริ่มหันมาสนใจการวิ่งออกกำลังกายรอบหมู่บ้าน แต่รองเท้าที่เธอซื้อไว้สองสามปีที่แล้วนั้น พื้นรองเท้าด้านนอกมันหลุดออกจากตัวรองเท้าเกือบจะรอบด้าน ทั้งๆ ที่เธอเพิ่งใช้มันไปแค่ไม่กี่ครั้ง


ใครที่อยู่ย่านพัฒนาการ อาจรู้จักร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำโคตรอร่อยปากซอยพัฒนาการ 76 (ตรงข้ามซอยพัฒนาการ 65) เพราะมีคนมากินแน่นร้านเกือบตลอด

ด้านหลังร้านนี้ เคยมีโชว์รูมฮาร์เล่ย์เดวิดสันที่ใหญ่และดูดีมาก แต่ไม่รู้เพราะเหตุอันใดถึงปิดตัวไปเมื่อตอนต้นปี

เมื่อวานซืนผมกับแฟนไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนี้ จึงได้พบว่าด้านหลังของร้านกลายเป็นที่รกร้าง มีแต่วัชพืชขึ้นเต็มไปหมด ราวกับว่าพื้นที่นี้ไม่เคยมีอะไรมาก่อน


ผมว่าคงยังมีอีกหลายอย่างที่มีแพทเทิร์นคล้ายกับรองเท้าและที่ดิน ที่หากไม่ได้ใช้นานๆ แล้วจะพังเร็ว

เช่นสมองและร่างกายของเราเป็นต้น

ถ้าเราไม่ค่อยได้ใช้งานและไม่ดูแลให้ดี ไม่นานทั้งร่างกายและสมองก็อาจทรุดโทรมและเต็มไปด้วย “วัชพืช”

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่เกษียณอยู่กับบ้านเฉยๆ ถึงมักจะแก่เร็วกว่าคนที่ยังทำโน่นทำนี่อยู่

อย่าปล่อยให้ “รองเท้า” เราพังเพราะไม่ได้ใช้เลยนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สภาพของสมองเมื่อเราไม่ได้ออกกำลังกาย

20161022_brain

เรารู้กันมานานแล้วว่า การออกกำลังกายนั้นดีต่อร่างกาย หัวใจ แล้วก็สมอง

คนที่ออกกำลังกายจะรู้สึกว่าหัวสมองปลอดโปร่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อหัวใจทำงานหนักขึ้น เลือดก็สูบฉีดไหลเวียนไปทั่วร่างกายมากขึ้น ซึ่งนั่นก็รวมถึงหัวสมองด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้วารสารวิชาการ Frontiers ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับการทดลองกับผู้ช่ำชองด้านการการออกกำลังกาย (master athletes)

นักวิจัยได้ทำการสแกนสมองเพื่อดูการไหลเวียนของเลือด (cerebral blood flow (rCBF)) ของกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีอายุระหว่าง 50-80* ปี และออกกำลังกายอย่างจริงจังมาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว

จากนั้นก็ให้กลุ่มตัวอย่างหยุดออกกำลังกายเป็นเวลา 10 วัน แล้วจับคนกลุ่มนี้มาสแกนสมองอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่นักวิจัยค้นพบก็คือ เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะส่วนของฮิปโปแคมปัส Hippocampus ซึ่งมีส่วนสำคัญเรื่องความจำ การเรียนรู้ และการจัดเก็บข้อมูล

bigthink-running-hippocampus3

นี่ขนาดไม่ออกกำลังกายแค่ 10 วัน เลือดยังไปหล่อเลี้ยงสมองน้อยลงขนาดนี้ คิดดูว่าสมองของคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายนานกว่านั้นจะเป็นอย่างไร

แม้กว่ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้แสดงอาการว่าการทำงานของสมองด้อยลง (cessation of exercise did not diminish cognitive function) แต่การทดลองนี้ก็เป็นช่วงเวลาแค่สั้นๆ ถ้าให้หยุดออกกำลังกายนานกว่านั้นเช่นหลายๆ เดือนหรือหลายๆ ปี ก็มีความเป็นไปได้ว่าสมองจะได้รับผลกระทบในทางลบ

วันนี้ผมคงต้องไปวิ่งจ๊อกกิ้งซะหน่อยละ


ขอบคุณเรื่องและภาพประกอบจาก Big Think: What Happens to Your Brain When You Stop Exercising?

* ผมเดาว่าที่ใช้คนอายุเยอะขนาดนี้เพราะว่านิตยสาร Frontiers นั้นเน้นศึกษาเรื่องสมองของคนสูงอายุครับ

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com