กล้าพูดอย่างเดียวไม่พอ

20170828_courage

ต้องกล้าฟังด้วย

“Courage is what it takes to stand up and speak; courage is also what it takes to sit down and listen. ”
-Winston Churchill

วัฒนธรรมของไทยที่ปลูกฝังให้เรานับถือผู้อาวุโสกว่า มักจะถูกมองว่าทำให้เด็กไม่กล้าเถียงผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่นั้นถูกเสมอ

จริงๆ แล้วคนที่น่าเห็นใจไม่ใช่เด็กนะครับ คนที่น่าเห็นใจคือผู้ใหญ่ต่างหาก

ยิ่งถ้าเราอายุเยอะและมีตำแหน่งสูงๆ โอกาสที่จะมีใครเตืือนเราเวลาที่เราทำพลาดยิ่งน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เพราะเราพูดอะไรไปก็ไม่มีใครกล้าขัด ได้แต่พยักหน้ากันหงึกๆ แล้วค่อยไปนินทาเราลับหลัง

ดังนั้น ยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมีความกล้าสองขั้น

กล้าขั้นแรก ต้องกล้าถามคนที่อาวุโสน้อยกว่าเราว่ามีความเห็นอะไรบ้าง (เพราะถ้าเราไม่เอ่ยปาก บางคนก็ไม่ยอมพูดหรอก)

กล้าขั้นที่สอง คือหากมีคนพูด และมันเป็นเรื่องที่เราไม่เห็นด้วย เราต้องกล้าฟังเขาจนจบ ไม่ใช่พูดตัดบทหรือรีบปฏิเสธ

เพราะถ้าเราตัดบทเมื่อไหร่ นั่นแสดงว่าเราไม่ได้จริงใจที่จะฟังเขาตั้งแต่แรก แล้วจะมีใครกล้าแสดงความเห็นอีก

Courage is what it takes to stand up and speak; courage is also what it takes to sit down and listen.

ความกล้าพูดจะทำให้เราเป็นผู้นำที่ดี

แต่ความกล้าที่จะฟัง จะทำให้เราเป็นผู้นำที่ลูกน้องรักครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

วิธีรับมืออนาคต (จากผู้ก่อตั้ง Amazon)

20170816_future

ความท้าทายอย่างหนึ่งที่คนทำเพจเฟซบุ๊คมักเจอกัน คือยอด reach ที่ต่ำลงเรื่อยๆ

สมมติว่าคุณมีคนไลค์เพจประมาณ 10,000 คน สมัยก่อนเวลาคุณโพสต์บทความหนึ่งทีอาจจะมีคนเห็นโพสต์ของคุณซัก 30% หรือ 3,000 คน (เราเรียกสิ่งนี้ว่ายอด reach) แต่เดี๋ยวนี้เวลาโพสต์ทีนึงอาจมีคนเห็นแค่ 10% หรือ 1,000 คนเท่านั้น ถ้าอยากให้มีคนเห็นโพสต์ของเรามากขึ้นก็ต้องยอมจ่ายตังค์ให้เฟซบุ๊คเพื่อ boost post (เวลามันโชว์ในฟีดของเราจะมีคำว่า Sponsored ใต้ชื่อเพจ)

อนาคตเฟซบุ๊คอาจจะปรับ reach ให้ต่ำลงไปอีก จนเพจที่มีคนไลค์เป็นแสนอาจมีคนเห็นโพสต์แค่ไม่กี่พันคนก็ได้

ในทางกลับกัน ปีที่ผ่านมาเฟซบุ๊คโปรโมตวีดีโอมาก (คงอยากเอาชนะ Youtube) จนคนทำเพจหันมาทำ Facebook Live กันใหญ่ อนาคตถ้าเฟซบุ๊คเปลี่ยนโฟกัสจากวีดีโอไปเป็นสื่ออื่นอีก คนทำเพจก็คงต้องปรับตัวกันอีกยก

เมื่อชะตากรรมของคนทำเพจอยู่ในมือของเฟซบุ๊คที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด เราจะรับมือมันอย่างไรดี?

ผมว่า Jeff Bezos (เจฟ เบโซส) ผู้ก่อตั้ง Amazon มีมุมมองที่น่าสนใจครับ

“I very frequently get the question: ‘What’s going to change in the next 10 years?’ And that is a very interesting question; it’s a very common one. I almost never get the question: ‘What’s not going to change in the next 10 years?’ And I submit to you that that second question is actually the more important of the two — because you can build a business strategy around the things that are stable in time. … [I]n our retail business, we know that customers want low prices, and I know that’s going to be true 10 years from now. They want fast delivery; they want vast selection. It’s impossible to imagine a future 10 years from now where a customer comes up and says, ‘Jeff I love Amazon; I just wish the prices were a little higher,’ [or] ‘I love Amazon; I just wish you’d deliver a little more slowly.’ Impossible. And so the effort we put into those things, spinning those things up, we know the energy we put into it today will still be paying off dividends for our customers 10 years from now. When you have something that you know is true, even over the long term, you can afford to put a lot of energy into it.”

“มีคนถามผมบ่อยๆ ว่า ‘อีก 10 ปีจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง’ ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ แต่แทบไม่เคยมีใครถามผมเลยว่า ‘อีก 10 ปี มีอะไรบ้างที่จะไม่เปลี่ยน?’ แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่สองนั้นสำคัญกว่าคำถามแรก เพราะยุทธศาสตร์ของคุณควรตั้งอยู่บนสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในธุรกิจค้าปลีกของเรา เรารู้ว่าลูกค้าต้องการของราคาถูก และเราก็รู้ว่าอีก 10 ปีมันก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ลูกค้ายังต้องการให้เราส่งของให้เร็ว และต้องการที่จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าคนไหนเดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เจฟ ผมชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณตั้งราคาให้มันแพงกว่านี้หน่อย’ หรือ ‘เจฟ ฉันชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณส่งสินค้าให้ช้ากว่านี้หน่อย’ เมื่อคุณรู้ว่ามีอะไรที่จะยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ คุณก็จะเอาแรงและเวลาไปลงทุนกับเรื่องเหล่านั้นได้”

หรือถ้าจะให้ผมสรุปเป็นประโยคเดียวง่ายๆ ก็คือ:

เราควรจะใส่ใจกับสิ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง – focus on the things that won’t change.

คนทำเพจก็คือคนทำสื่อ ยังไงเสียลูกเพจก็อยากเสพสิ่งดีๆ อ่านแล้วได้อะไรกลับไป ไม่ว่าจะเป็นความสนุก สาระ หรือมุมมองใหม่ๆ และความจริงข้อนี้ก็จะคงเป็นจริงอยู่เสมอไม่ว่าเฟซบุ๊คจะเปลี่ยนกฎไปยังไง

หน้าที่ของคนทำสื่อ คือทำผลงานของตัวเองออกมาให้ดี ให้มีประโยชน์ ให้คนที่เข้ามาอ่านรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเวลาที่เขาเสียไป

ในฐานะบล็อกเกอร์คนหนึ่ง ผมจึงก้มหน้าก้มตาเขียนบทความของผมต่อไป เพราะผมเชื่อว่าบทความดีๆ ย่อมมีคนอ่าน ซึ่งมันเป็นอย่างนี้มาหลายร้อยปีแล้ว และจะยังคงเป็นอย่างนี้ไปอีกหลายร้อยปีข้างหน้า

การใส่ใจกับสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนนี่มันเป็นข้อแนะนำที่ดีสำหรับการดำเนินชีวิตด้วยนะครับ

เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปเร็วแค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนเลยคือ “หลักการ” หรือกฎธรรมชาติ

หลักการง่ายๆ ที่ทุกคนก็รู้กันดี เช่น

ถ้าอยากมีสุขภาพดี ก็ต้องกินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (EMS – Eat Move Sleep)

ถ้าอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องมีฉันทะ (passion) มีความขยัน ไม่ว่อกแว่ก และหมั่นทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่าที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันดีแล้วรึยัง

ถ้าอยากเป็นที่รัก ก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ และรู้จักให้

เทคโนโลยีหรือเครื่องมือสมัยใหม่จะล้ำเลิศแค่ไหนก็ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้หลักการพื้นฐานเหล่านี้

ดังนั้น ถ้าเบสิคเราแน่นซะอย่าง ต่อให้โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราก็พร้อมที่จะรับมือกับมันแน่นอน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Above the Crowd by Bill Gurley Uber’s New BHAG: UberPool

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Esther Vargas The Washington Post

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

BookAdvertise

ถ้าคุณอยากต่อเรือซักลำ

20170810_buildaship

วิธีแรก คือตีฆ้องร้องป่าวให้คนไปหาท่อนซุง แบ่งหน้าที่ และคอยสั่งการ

วิธีที่สอง คือเล่าเรื่องราวแห่งท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล จนพวกเขาถวิลหาการออกผจญภัย

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”
― Antoine de Saint-Exupéry

ว่ากันว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือการเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

บางทีเรื่องราวสั้นๆ แค่ไม่กี่ประโยค ก็สามารถเปลี่ยนโลกไปตลอดกาลได้

ใครที่อ่านบทความ Sapiens ที่ผมเคยสรุปเอาไว้ อาจจะพอจำได้สิ่งมีชีวิตแรกโลกนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 3,800 ล้านปีที่แล้ว ส่วนเผ่าพันธุ์ Homo Sapiens อย่างเราก็อยู่บนโลกใบนี้มาอย่างน้อยๆ 200,000 ปี

ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจจะเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ท่องทะเลหรือปีนป่ายภูเขา แต่เราก็ยังไม่เคยไปได้ไกลกว่าดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกดวงนี้

ในปี 1961 ประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้กล่าวปราศรัยในสภาคองเกรสว่า

“I believe that this nation should commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing a man on the moon and returning him safely to the earth.”

“ผมเชื่อว่าอเมริกาควรตั้งเป้าหมายที่จะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์และพาเขากลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ก่อนหมดทศวรรษนี้”

อีกเพียง 8 ปีต่อมา มนุษย์ก็ได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตแรกในรอบ 3,800 ล้านปีที่ออกจากอาณาเขตของโลก และได้ไปยืนอยู่บนดวงจันทร์จริงๆ

ลองนึกภาพถึงคนที่เราชื่นชม ก็อาจพบว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีทั้งนั้น

Steve Jobs เล่าเรื่องของการ “คิดต่าง” (think different) จนสร้างอุปกรณ์ที่ดีที่สุด งดงามที่สุดแห่งยุคสมัยได้

Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX เล่าเรื่องของความอยู่รอดของมนุษยชาติ ด้วยการสร้างยานอวกาศที่จะพามนุษย์ไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารได้

หรือแม้กระทั่งพี่ตูน บอดี้สแลม ก็เป็นนักเล่าเรื่่องราวแห่งการไม่ละทิ้งความฝันและความเชื่อ

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”

กลับมามองที่ตัวเอง

การมีทักษะการจัดการที่ดี (ตีฆ้องร้องป่าว แบ่งหน้าที่ และออกคำสั่ง) อาจทำให้เราทำงานสำเร็จ แต่ไม่อาจซื้อใจลูกน้องเราได้

แต่ถ้าเราสามารถเล่าได้ว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ทำแล้วเขาจะได้รับประสบการณ์แบบไหน แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ ผมเชื่อว่าเราจะเป็นผู้นำที่ทำงานสำเร็จแถมยังเป็นที่รักด้วยนะครับ

—–

Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies

คนฉลาดรู้ว่าควรจะพูดยังไง

20170330_smart

คนเฉลียวรู้ว่าควรจะเงียบเมื่อไหร่

“A smart person knows how to talk. A wise person knows when to be silent.”
― Roy T. Bennett

เวลาเราคิดถึงคำว่า “ผู้นำ” เรามักจะนึกถึงคนที่พูดจาฉะฉาน มีวาทศิลป์ พูดให้คนคล้อยตามหรือแม้กระทั่งเคลิ้มตามได้

แต่ผู้นำที่ “พูดน้อย” ก็มีเช่นกัน

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงโค้ชทีมบาสเก็ตบอลโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอเมริกา

เวลาที่ฝึกซ้อมโค้ชจะพูดน้อยมาก เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสังเกตวิธีการเล่นของลูกทีมแต่ละคน และพูดเพียงคำแนะนำสั้นๆ เช่น “ทิม ตอนชู๊ตไกล ปล่อยบอลให้ช้ากว่านี้หน่อย” หรือ “สตีฟ ลงมาป้องกันตรงกลางสนามด้วย”

ไม่มีคำพูดปลุกใจใดๆ มีแต่คำแนะนำที่ตรงประเด็นและเป็นประโยชน์กับคนๆ นั้น

ดังนั้น หากเราเป็นคนที่พูดไม่เก่ง ก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าเราจะเป็นหัวหน้าที่ไม่ดี

บางทีการพูดน้อยของเราอาจเป็นประโยชน์ก็ได้ เพราะเราจะมีเวลามากขึ้นในการฟังสิ่งที่ลูกน้องต้องการจริงๆ มากกว่าจะไปคิดแทนลูกน้องว่าเขาต้องการอะไร

“A smart person knows how to talk. A wise person knows when to be silent.”

ฟังให้เยอะ และพูดเท่าที่จำเป็น ก็สำเร็จได้นะครับ

ป.ล. ถ้าใครชอบบล็อกนี้ ช่วยกดไลค์เพจ Anontawong’s Musings เป็นกำลังใจด้วยนะครับ (ยอดไลค์ไม่ขยับมาร่วม 6 เดือนแล้ว!)


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนเก่งจริงย่อมกล้าจ้างคนเก่งกว่า

20160717_aplayers

อดีตผู้บริหารบริษัทผมคนหนึ่งชื่อฟิลิปเคยเขียนบล็อกเอาไว้ว่า

คนเกรด A จะจ้างคนเกรด A (A players hire A players)

ส่วนคนเกรด B จะจ้างคนเกรด C (B players hire C players)

เพราะหัวหน้าทีมที่เป็นคนเกรด A จะรู้ได้ทันทีว่าคนที่เขาสัมภาษณ์อยู่นั้นเป็นคนเกรด A เหมือนกัน (เสือย่อมเห็นเสือ)

และคนเกรด A จะไม่กังวลว่าเด็กใหม่ที่ร้บเข้าทีมจะเก่งกว่าหรือจะโดดเด่นไปกว่าเขา

แต่ถ้าหัวหน้าทีมเป็นคนเกรด B ถ้าเขาได้สัมภาษณ์เด็กที่เป็นเกรด A เขาอาจจะไม่รับก็ได้ เพราะอาจจะดูไม่ออก หรือไม่ก็ดูออกแต่รู้สึกว่าอาจจะมาทำให้ตำแหน่งของตัวเองคลอนแคลน

คนเกรด B เลยจะจ้างแต่คนเกรด C

และคนเกรด C ก็จะจ้างแต่คนเกรด D

แล้วในเวลาไม่นาน องค์กรก็จะเต็มไปด้วยคนทุกเกรด ยกเว้นเกรด A (เพราะหนีไปทำที่อื่นหมด)

แต่ก็มีคนถามว่า ในโลกแห่งความจริง มันจะทำได้เหรอที่จะจ้างแต่คนเกรด A อย่างเดียว?

ฟิลลิปบอกว่าทำได้ เพราะ Google กับ Apple ก็ทำอย่างนี้มาตลอด

องค์กรของเราอาจจะไม่ได้เนื้อหอมเท่า Google หรือ Apple แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะจ้างคนไม่เก่งซักหน่อย

เพราะคนเกรด B ถ้าได้รับการดูแลดีๆ เขาอาจจะกลายเป็นคนเกรด A ก็ได้

และคนทำงานเกรด A ก็ย่อมอยากได้คนเก่งๆ มาร่วมทีม เพื่อจะช่วยให้บริษัทก้าวหน้าและเพิ่มโอกาสในการเติบโตในองค์กร ไม่มามัวคิดเล็กคิดน้อยว่าคนเก่งๆ ในทีมจะมาทำให้ตำแหน่งของเราสั่นคลอน

จริงๆ แล้วในฐานะหัวหน้า เราควรจะจ้างแต่คนที่เก่งพอ (หรือมีศักยภาพพอ) ที่จะมาทำงานแทนเราด้วยซ้ำไป

เหมือนคำกล่าวที่ว่า Don’t be indispensable. If you can’t be replaced, you can’t be promoted. อย่าเป็นคนสำคัญจนทีมขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีใครแทนคุณได้ คุณก็ไปต่อไม่ได้เหมือนกัน

มีคนเสนอไอเดียด้วยซ้ำว่า ในใบประเมินผู้สมัคร ควรจะมีคำถามว่า “ผู้สมัครคนนี้เก่งกว่าคุณในด้านใดบ้าง?”

หัวหน้าเกรด A ย่อมมองเห็นว่าผู้สมัครเก่งกว่าตนในด้านไหน และไม่ลังเลที่จะดึงมาเข้าทีม

เพราะถ้าคุณไม่กล้าจ้างคนเกรด A

นั่นก็แสดงว่าคุณไม่ใช่หัวหน้าเกรด A เช่นกัน


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPixabay.com

นิสัย 10 ข้อของเจ้านายที่ดี

20160711_goodboss

การมีนายดีเป็นลาภอันประเสริฐ

และการจะเป็นนายที่ดีก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

เว็บไซต์ Fast Company  จึงได้รวบรวมนิสัย 10 ข้อของเจ้านายที่ลูกน้องนิยมชมชอบ อันได้แก่

1. สื่อสารชัดเจน – ไม่มีใครชอบความคลุมเคลือ เจ้านายที่ดีคือคนที่สามารถอธิบายความเป็นไปในบริษัทให้ลูกน้องเข้าใจได้ง่ายๆ แถมยังฟังและให้ความสำคัญกับความเห็นของลูกน้องอีกด้วย

2. ไว้ใจลูกน้อง – เวลารับใครเข้าทำงาน หัวหน้าที่ดีจะไม่ดูแค่ประสบการณ์ในเรซูเม่ แต่เขาต้องเล็งเห็นความฉลาดเฉลียว คุณธรรม และความเชื่อมั่นในตัวเองของคนที่เขาจะรับเข้ามา เมื่อคัดลูกน้องเป็นอย่างดีแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาคอยจ้ำจี้จำไชหรือกังวลว่างานจะเสร็จหรือเปล่า เพราะเจ้านายจะมอบหมายหน้าที่และเชื่อมั่นว่าลูกน้องจะทำออกมาได้ดี

3. เสมอต้นเสมอปลาย – ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

4. เข้าใจงานที่ลูกน้องทำ – หัวหน้าที่ดีจะรู้ว่า แต่ละวันลูกน้องต้องเจอกับอะไรบ้าง และพร้อมเข้าไปช่วยแก้ปัญหายามลูกน้องติดขัด

5. เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้ทำผิดพลาด – ยังไงเสียความผิดพลาดก็ต้องเกิดอยู่แล้ว สู้ให้ทำผิดพลาดแล้วหัวหน้าได้รู้ ดีกว่าผิดพลาดแล้วลูกน้องไม่กล้ามาบอก

6. รู้เนื้อรู้ตัว – หัวหน้าที่ดีจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำและคำที่เขาพูดนั้นมีส่วนสำคัญในการสร้าง (หรือทำลาย) บรรยากาศในการทำงาน ดังนั้นเขาจะระวังตัวเป็นพิเศษและไม่ปล่อยให้จุดอ่อนที่เขามีมาทำให้เสียบรรยากาศ

7. จัดการเจ้านายตัวเองได้ – เวลาคุยกับผู้บริหาร หัวหน้าที่ดีจะเป็นป๋าดันให้ลูกน้องในทีม (คือพูดให้ลูกน้องตัวเองดูดี) ถ้าหัวหน้าเป็นที่ยอมรับของผู้ใหญ่ในองค์กร ก็จะยิ่งช่วยให้ทั้งทีมทำงานได้สะดวกโยธินยิ่งขึ้น

8. เข้าอกเข้าใจลูกน้อง – ว่าลูกน้องก็มีชีวิตนอกออฟฟิศเหมือนกัน หัวหน้าที่ดีจะให้ความเคารพกับเวลาส่วนตัวของลูกน้อง ปล่อยให้ลูกน้องได้ทำกิจกรรมกับครอบครัวและจัดการชีวิตตนเอง

9. เชื่อในเรื่องพัฒนาตนเอง – เจ้านายที่ดีก็เคยเป็นลูกน้องมาก่อน เขาเคยได้รับโอกาสในการฝึกฝนและเคยมีพี่เลี้ยงดูแล ดังนั้นเมื่อตัวเองได้เป็นเจ้านายแล้วเขาก็ยย่อมมองหาโอกาสให้ลูกน้องได้รับสิ่งดีๆ บ้างเช่นกัน

10. หนุนหลังลูกน้อง – เจ้านายที่ดีคือเจ้านายที่ลูกน้องเชื่อใจว่าจะคอยสนับสนุนเขาเสมอ เป็นเจ้านายที่มอบหมายงานที่ท้าทายและมีประโยชน์ มีความจริงใจในการติเพื่อก่อ

อ่านครบ 10 ข้อแล้ว คิดว่าเจ้านายของเรามีกี่ข้อครับ?

แล้วถ้าคุณเป็นเจ้านาย (หรือคิดจะเป็นเจ้านายซักวัน) คิดว่าเราเองมีครบสิบข้อแล้วรึย้ง?


ขอบคุณข้อมูลจาก Fast Company: 10 Habits of Well-liked bosses

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ตัวอย่าง

20160401_Example

“Example is not the main thing in influencing others. It is the only thing.”

“การทำให้ดูเป็นตัวอย่างไม่ใช่วิธีหลักในการโน้มน้าวคนอื่น มันคือวิธีเดียวเลยต่างหาก”

– Albert Schweitzer

ผู้นำที่แท้ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ

พ่อแม่ที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องสั่งสอนลูกให้มากคำ

เพราะต่อให้เราพูดให้ปากเปียกปากแฉะอย่างไร ถ้าการกระทำของเราไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด เด็กมันก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

ทำให้ผมนึกถึงอีก Quote ที่เคยอ่านมาจากที่ไหนซักที่ว่า

Your children don’t grow up to be what you teach them – they grow up to be who you are

ลูกของคุณจะไม่โตมาเป็นอย่างที่คุณสอนเขาหรอก เขาจะโตมาเป็นอย่างที่คุณเป็นนี่แหละ

นี่คือเหตุผลที่เราควรจะพูดเพราะๆ กับแม่เราเอง เพื่อลูกจะได้พูดเพราะๆ กับเราด้วยเช่นกัน

นี่คือเหตุผลที่เราควรจะขยันทำงาน เพื่อที่ลูกเราจะได้ตั้งใจเรียนหนังสือ

และนี่คือเหตุผลที่เราควรจะมีเวลาเล่นกับลูก เพื่อที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia