นิทานหมาป่า

20150703_FoxTale

เมื่อเช้าอยู่ดีๆ ก็นึกถึงหนังสือ “ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย” ของสำนักพิมพ์ Oh My God Books 

หนังสือเล่มนี้เกิดจากการสัมภาษณ์คนชราอายุตั้งแต่ 60-105 ปี จำนวน 235 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่ได้รับการยอมรับว่าได้ค้นพบความสุขและความหมายของชีวิต

ผมขอไม่เล่าความลับทั้งห้าข้อนะครับ ให้ไปหาอ่านเอาเองน่าจะดีกว่า

แต่ขอเล่านิทานเรื่องหนึ่งที่มาจากหนังสือเล่มนี้ครับ

—–

เรื่องราวอันเยี่ยมยอดเรื่องหนึ่งในวัฒนธรรมของเผ่านาวาโฮ

ชายชราชาวนาวาโฮบอกหลานชายว่า บางครั้งเขารู้สึกเหมือนเกิดการต่อสู้ในตัวของเขาเอง

ชายชราบอกว่ามันเป็นการต่อสู้ระหว่างหมาป่าสองตัว

ตัวหนึ่งเป็นปีศาจ เป็นหมาป่าแห่งโทสะ ความริษยา ความโทมนัส ความเสียดาย ความตะกละ ความทะนงตน ความสงสารตนเอง ความรู้สึกผิด ความขุ่นเคือง ความด้อย ความเด่น ความกลัวการเยียวยาร่างกายและจิตใจ กลัวความสำเร็จ กลัวที่จะต้องสำรวจสิ่งที่ใครๆ บอกกันว่าเป็นความจริง กลัวที่จะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา กลัวต้องเข้าไปสัมผัสความเป็นจริงผ่านทางดวงตาและหัวใจของผู้อื่น และแก้ตัวน้ำขุ่นๆ โดยที่หัวใจของฉันก็รู้ว่านั่นเป็นคำเท็จเทียม

หมาป่าอีกตัวเป็นฝ่ายธรรมะ เป็นหมาป่าแห่งความโสมนัส สันติความรัก ความหวัง ความสงบ ความถ่อมตน ความเมตตากรุณา ความเห็นใจ ความใส่ใจต่อผู้ที่ช่วยเหลือฉันแม้ความพยายามของเขานั้นอาจมีข้อบกพร่อง ความเต็มใจที่จะให้อภัยตนเองและผู้อื่น และตระหนักว่าชะตาของฉันอยู่ในกำมือของฉันเอง

หลานชายใช้ความคิดและถามขึ้นว่า “แต่คุณปู่ครับ แล้วหมาป่าตัวไหนชนะ
ล่ะครับ”

คุณปู่ตอบว่า “ตัวที่ปู่เลือกให้อาหารมันน่ะสิ”

—–

ผมว่าในแต่ละวัน หมาป่าสองตัวนี้คงผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอสถานการณ์อะไร และรู้เนื้อรู้ตัวแค่ไหน

ถ้าวันๆ เราเอาแต่ให้เวลากับชีวิตภายนอก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หมาป่าปีศาจจะเติบใหญ่และขย้ำหมาป่าธรรมะอย่างสบายลิ้น

แต่หากเรามีเวลาให้ตัวเองได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และคิดถึงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิต ผมเชื่อว่าหมาป่าฝ่ายธรรมะจะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

วันนี้ คุณจะให้อาหารกับหมาป่าตัวไหนครับ?

—–

ป.ล. ต้นฉบับของสำนักพิมพ์ใช้คำว่า “สุนัขป่า” แต่ผมขอเปลี่ยนเป็น “หมาป่า” เพราะฟังเป็นธรรมชาติกว่าครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานชอล์กแท่งเดียว

20151006_Chalk

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมรอคอยวันอาทิตย์ให้มาถึงเสมอๆ

เพราะเป็นวันที่ผมจะได้อ่าน “มติชนหน้า 14” ซึ่งรวบรวมคอลัมน์นักเขียนเจ๋งๆ ไว้มากมาย อาทิเช่น ‘ปราย พันแสง, บินหลา สันกาลาคีรี, บัวไร, เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย, ศุ บุญเลี้ยง

และคอลัมน์ที่ผมชอบที่สุดคือคอลัมน์ “คุยกับประภาส” โดยคุณประภาส ชลศรานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Workpoint และต้นทางไอเดียของรายการในตำนานอย่างเกมทศกัณฑ์ แฟนพันธุ์แท้ และ คุณพระช่วย

เมื่อวานพอดีได้คุยกับน้องสองคน ว่าจะทำยังไงถึงจะกระตุ้นให้คนในทีมมีความกระตือรือล้นมากขึ้น ผมเลยเล่าเรื่องชอล์กแท่งเดียวที่ผมเคยอ่านในคอลัมน์คุยกับประภาสให้น้องเค้าฟังครับ

วันนี้เลยอยากจะเอามาแชร์ในบล็อกนี้ด้วย เลยลองไป google แล้วก็เจอเรื่องนี้ถูกแบ่งปันไว้หลายที่มาก แต่แหล่งที่ดูจะแชร์บทความนี้อย่างสมบูรณ์ที่สุดกลับเป็นเว็บไซต์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซะนี่!

ผมลอง Google เรื่องนี้เพื่อจะหาต้นทางภาษาอังกฤษดู ก็เจอเรื่องนี้ถูกเล่าไว้หลายที่เช่นกัน เช่นใน Business Insider

เรื่องจริงที่กลายเป็นตำนานนี้ว่าด้วยชายที่ชื่อว่า ชาร์ลส์ ชวาป (Charles Schwab) ซึ่งเป็นผู้บริหารคนสำคัญของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ (Andrew Carnegie) เจ้าพ่อโรงงานเหล็กกล้าสมัยที่อเมริกากำลังสร้างรางรถไฟทั่วประเทศ  โดยคาร์เนกี้นั้นได้รับการจัดอันดับว่ารวยเป็นอันดับสองของ 20 คนที่รวยที่สุดตลอดกาล (บิล เกตส์ได้ที่ 6 และ บัฟเฟตต์ได้ที่ 19)

มาฟังนิทานจากคุณประภาสกันเลยดีกว่า

—–

ปี พ.ศ.2455 ชาร์ลส์ ชวาป ได้เข้ามาบริหารบริษัทผลิตเหล็กกล้าคาร์เนกี้ในอเมริกา ในขณะที่บริษัทอยู่ในสภาพย่ำแย่ การผลิตตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะปริมาณการหลอมเหล็กกล้าที่ได้น้อยลงจนไม่ได้ดุลกับค่าใช้จ่าย ฐานะของบริษัทจึงเริ่มง่อนแง่น

เย็นวันหนึ่ง ชวาปเดินเข้าไปในโรงงานเพื่อพูดคุยกับหัวหน้าคนงานถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

“ผมพูดไปไม่รู้กี่ครั้ง คนงานใช้แรงงานก็อย่างนี้แหละครับ เรื่อยๆ เอื่อยๆ คิดไม่เป็น ถึงขั้นด่าพ่อด่าแม่ผมก็ทำมาแล้ว ก็ไม่เห็นพวกเขาจะขยันขึ้นเลย” หัวหน้าคนงานตอบชวาป

ในตอนนั้นเป็นเวลาที่คนงานกะกลางวันกำลังจะเลิกงาน และคนงานกะกลางคืนกำลังจะเข้าเวรแทน ชวาปเอ่ยปากขอชอล์กแท่งหนึ่งจากหัวหน้าคนงาน “วันนี้พวกคุณหลอมเหล็กได้เท่าไร”

“6 ตัน” หัวหน้าคนงานตอบ

ชวาปเอาชอล์กเขียนตัวเลข 6 ขนาดใหญ่ลงไปที่พื้น แล้วเดินกลับไป

ขณะที่หัวหน้าคนงานกำลังยืนงงอยู่ คนงานกะกลางคืนก็เริ่มทยอยกันมาเข้าเวร หลายคนสงสัยในเลข 6 ที่อยู่บนพื้น “มันคืออะไร”

“คุณชวาปเข้ามาถามว่าวันนี้หลอมเหล็กได้กี่ตัน อั๊วก็บอกไปว่า 6 ตัน คุณชวาปแกก็เลยเขียนเลข 6 ไว้ตรงนี้” หัวหน้าคนงานตอบพลางเกาหัวด้วยความงง

วันรุ่งขึ้นชวาปกลับไปที่โรงงาน เขาพบว่าเลข 6 ที่เขาเขียนไว้ที่พื้นได้ถูกคนงานกะกลางคืนลบออกไป และพวกเขาก็เขียนเลข 7 ลงแทนที่

เมื่อคนงานกะกลางวันเดินทางมาเข้าเวร และเห็นเลข 7 อยู่บนพื้น พวกเขาก็รู้แล้วว่าคนงานกะกลางคืนหลอมเหล็กได้มากกว่าพวกเขา เย็นวันนั้น เลข 8 ก็ถูกเขียนทับเลข 7 ที่ถูกลบไปอีก

ไม่ถึงเดือน โรงงานเหล็กกล้าคาร์เนกี้ก็สามารถหลอมเหล็กได้วันละถึง 20 ตัน และเพียงผ่านไปไม่ถึงปี บริษัทก็กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจเหล็กกล้าของอเมริกา เงินเดือนและสวัสดิการของคนงานดีขึ้นจนบริษัทอื่นต้องอิจฉา

ชอล์กแท่งเดียวแท้ๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Idlelog 

ขอบคุณที่มาของบทความ Breastfeedingthai

นิทานช้างน้อย

20150819_LittleElephant

วันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟังอีกหนึ่งเรื่องนะครับ

เป็นเรื่องของช้างน้อยครับ

ตั้งแต่วัยเด็ก ช้างจะถูกล่ามไว้กับต้นไม้เพื่อให้มันอยู่กับที่ แม้ว่าเจ้าช้างน้อยจะออกแรงดึงเท่าไหร่ ต้นไม้ก็ไม่ขยับเลย

หลังจากพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ช้างน้อยก็ได้เรียนรู้ว่า ดิ้นรนไปก็เสียแรงเปล่า อยู่เฉยๆ ดีกว่า

ผ่านไปหลายปี ช้างน้อยกลายเป็นช้างหนุ่ม มีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นมหาศาล

แต่หากช้างหนุ่มโดนล่ามไว้ แม้กับต้นไม้ที่เล็กกว่า ช้างหนุ่มตัวนั้นก็จะไม่คิดเดินไปไหน ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว หากมันออกแรงสักหน่อย ต้นไม้ต้นนั้นย่อมล้มลงอย่างง่ายดาย

คนเราเองก็เหมือนกัน

ตอนเด็กๆ เราอาจเคยล้มเหลวในเรื่องบางเรื่องหลายครั้ง จนสุดท้ายเราก็ยอมแพ้และฝังใจว่า ชาตินี้คงไม่มีทางทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เวลาผ่านมาหลายปี เราโตขึ้นมาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่เราก็ยังยึดติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ จนเราไม่คิดแม้แต่จะลองพยายาม

ลองสำรวจตัวเองนะครับว่าเรายังมีความเชื่อเหมือนช้างน้อยอยู่รึเปล่า

ป.ล. เรื่องนี้เพื่อนชื่อไก่เล่าให้ฟังตอนไป Bacherlor’s Party ที่หัวหินเมื่อสามปีที่แล้ว

นิทานปลาดาว

20150226_Starfish

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่อ่านนิทานให้ฟังก่อนนอนรึเปล่า

แต่ที่จำได้แม่นคือพ่อแม่ผมเคยซื้อหนังสือชุดนิทานอีสปให้ เป็นกระเป๋าสีเนื้อใบใหญ่ ในนั้นมีทั้งหนังสือภาพและเทปให้เปิดฟัง ผมจำได้ว่ามีความสุขมากกับการอ่านและฟังนิทานชุดนี้

ความเจ๋งของนิทานคือมันจะติดตัวเราไปหลายสิบปี เพราะมันมีข้อคิดดีๆ และความจริงของชีวิตอยู่ในนั้น

แต่พอเราเริ่มโตเป็น “ผู้ใหญ่” เราก็ฟังนิทานน้อยลงไปเรื่อยๆ  และหยุดฟังหยุดอ่านไปโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งจะว่าไป “ผู้ใหญ่” อย่างเราก็เหมือนเสียโอกาสในการเสพความรื่นรมย์อันเรียบง่ายนี้ไปโดยปริยาย

วันนี้ผมเลยมีนิทานมาเล่าให้ฟังครับ

เป็นนิทานที่ผมไม่ได้ฟังบนเตียงนอนหรือจากเทปม้วนใด

แต่ฟังในหอประชุมตอนผมอยู่ชั้น มัธยมปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์

คนเล่านิทานเป็นอาจารย์ใหญ่ตัวโตชื่อมิสเตอร์เบอโร่

เรื่องราวอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง เพราะผมขอใส่สำนวนตัวเองลงไป ถ้าอ่านสะดุดหรือไม่ได้อรรถรสอย่างไรก็ให้อภัยกันนะครับ

—–

เช้าวันหนึ่ง ชายชราลงไปเดินเล่นที่ชายหาด

เมื่อกวาดสายตาไปบนหาดทรายสีขาวที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เขาก็มองเห็นปลาดาวนับพันตัวนอนเกยตื้นอยู่

ปลาดาวพวกนี้คงถูกพัดพามาช่วงที่น้ำขึ้น และพอตอนน้ำลงมันคงว่ายกลับลงไปไม่ทัน จึงมานอนแอ้งแม้งอย่างที่เห็น

แสงจากพระอาทิตย์เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่กี่ชั่วโมงปลาดาวทั้งหลายก็จะแห้งตาย

ขณะที่ชายชรากำลังนึกสงสารปลาดาวผู้โชคร้ายเหล่านั้น เขาก็มองเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ หยิบปลาดาวเขวี้ยงลงไปในทะเล

ชายชราจึงเดินไปใกล้ๆ แล้วเอ่ยว่า “ทำอะไรอยู่รึเจ้าหนู?”

“ผมกำลังช่วยชีวิตปลาดาวอยู่ครับ”

“เอาจริงเหรอ หาดนี้ยาวมากนะ ปลาดาวก็มีเป็นพันเป็นหมื่นตัว เธอจะไปช่วยมันทันได้อย่างไร รู้ตัวรึเปล่าว่าสิ่งที่เธอทำมันแทบไม่มีความหมายอะไรเลย” (What you are doing doesn’t make any difference)

เด็กชายคนนั้นยิ้มให้ชายชรา ก้มลงหยิบปลาดาว ชูมันขึ้นมา แล้วพูดว่า

“มีสิครับ อย่างน้อยมันก็มีความหมายกับปลาดาวตัวนี้” (Oh yes it does. It makes a difference to this starfish)

แล้วเด็กผู้ชายก็เขวี้ยงปลาดาวตัวนั้นลงทะเลไป ก่อนจะก้มลงไปเก็บปลาดาวขึ้นมาอีกตัว

“แล้วก็ตัวนี้…แล้วก็ตัวนี้…แล้วก็ตัวนี้…”

—–

ผมตั้งใจไว้แล้วว่า วันไหนมีลูก จะเล่านิทานเรื่องนี้ให้ลูกฟังก่อนนอน

หลับฝันดีครับทุกคน