นิทานนักเดินทาง

20151218_Traveler

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นิทานเรื่องนี้มาจากหนังสือ “ช้าให้ชนะ” โดยคาซุโอะ อินาโมริ เจ้าของ Kyocera และผู้พลิกฟื้นสายการบิน JAL ครับ หนังสือเล่มนี้แปลโดยคุณโยซุเกะและคุณทสมา วรรธนะภูติ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์นครับ

—–

วันหนึ่งนักเดินทางผู้หนึ่งกำลังฝ่าลมหนาวของปลายฤดูใบไม้ร่วงเพื่อกลับบ้าน ระหว่างเดินอยู่ เขาก็สังเกตเห็นวัตถุสีขาวกระจายอยู่ตามทางเดิน เมื่อก้มล้งดูใกล้ๆ จึงรู้ว่ามันคือเศษกระดูกมนุษย์

ใจหนึ่งเขานึกสงสัยว่าเหตุใดจึงมีกระดูกอยู่ตามทางเช่นนี้ ทั้งแปลกประหลาดและน่าขนลุกสิ้นดี แต่ด้วยความที่กำลังรีบ เขาจึงตัดสินใจเดินทางต่อ แล้วจู่ๆ ก็มีเสือตัวใหญ่ปรากฎขึ้นตรงหน้า มันร้องคำรามด้วยเสียงดังกึกก้อง นักเดินทางตกใจจนก้าวขาไม่ออก ตอนนี้เขารู้แล้วว่ากระดูกพวกนั้นมาจากไหน มันคือเศษซากของเหล่านักเดินทางคนก่อนๆ ที่โดนเจ้าเสื้อตัวนี้ขย้ำตายนั่นเอง

นักเดินทางหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปตามเส้นทางเดิม แต่เขาหลงทางจนมาหยุดอยู่ริมหน้าผา เบื้องล่างเป็นทะเลที่มีคลื่นลมเกรี้ยวกราด พอหันกลับไปมองก็เจอเจ้าเสื้อที่กำลังเดินอาดๆ เข้ามา เขาเดินหน้าต่อไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้อีก เขาจึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นสนที่ตั้ังอยู่โดดเดี่ยวริมหน้าผา แต่แล้วเจ้าเสือก็ปีนตามขึ้นมา มันใช้กรงเล็บๆ ยาวๆ น่ากลัวตะปบลงบนเนื้อไม้

พอเห็นอย่างนั้น นักเดินทางก็ตระหนักว่าจุดจบของชีวิตใกล้จะมาถึงแล้ว เขาจึงทำใจยอมรับความตาย แต่ขณะนั้นเองเขาก็สังเกตเห็นเถาวัลย์ที่ห้องลงมาจากกิ่งไม้ตรงหน้า เขาจึงฉวยเอาไว้แล้วใช้มันไต่ลงมาจากหน้าผา แต่เถาวัลย์ยาวไม่พอจะพาเขาลงไปถึงพื้น เขาจึงห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ

เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นเจ้าเสือจ้องเขม็งลงมาและแลบลิ้นเลียริมฝีปาก พอมองลงไปด้านล่างก็เห็นมังกรทะเลสีแดง สีดำ และสีน้ำเงินแหวกว่ายอยู่ ทั้งสามตัวกำลังรอให้อาหารอันโอชะอย่างเขาตกลงไป ที่แย่ไปกว่านั้น เขายังได้ยินเสียงกัดแทะที่เถาวัลย์ เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นหนูสีดำกับสีขาวผลัดกันแทะเถาวัลย์ที่เขาเกาะอยู่ หากหนูสองตัวนี้ยังแทะต่อไปเรื่อยๆ เถาวัลย์คงจะขาดและส่งเขาเข้าปากมังกรที่รออยู่เบื้องล่างเป็นแน่

เมื่ออับจนหนทาง นักเดินทางจึงกระตุกเถาวัลย์ไล่หนู แต่จู่ๆ ก็มีของเหลวหยดหนึ่งตกลงมาบนแก้มของเขา มันคือน้ำผึ้งนั่นเอง ตรงรากของเถาวัลย์มีรังผึ้งอยู่ น้ำผึ้งจึงหยดลงมาเข้าปากเขาทุกครั้งที่กระตุกเถาวัลย์ นักเดินทางที่เคลิบกับความหวานของน้ำผึ้งจึงลืมอันตรายที่กำลังเผชิญอยู่ เขาลืมไปว่าตัวเองกำลังหนีเสือปะมังกรและมีหนูกำลังกัดแทะสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขารอดชีวิต

ในหัวเขาคิดแต่เพียงว่าต้องกระตุกเถาวัลย์เพื่อให้ได้น้ำผึ้งมากิน

—–

คุณอินาโมริ ผู้เขียนหนังสือบอกว่า นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่พระพุทธองค์*ได้ทรงเล่าไว้

สัตว์และสิ่งของในเรื่องเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง

เสือคือความเจ็บป่วยและความตาย

ต้นสนคือสถานะ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง และเกียรติยศ

เถาวัลย์คืออายุขัยของคนเรา**

หนูสีขาวกับหนูสีดำ คือกลางวันและกลางคืนที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน

มังกรน้ำเงิน แดง และ ดำ คือ โลภ โกรธ หลง***

และน้ำผึ้ง ก็คือความปราถนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ความร่ำรวย เซ็กส์ ชื่อเสียง และการนอนหลับ**

—–

ชีวิตของนักเดินทางแขวนอยู่บนเถาวัลย์ที่เปราะบางและพร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ

แต่แทนที่นักเดินทางคนนี้จะคิดค้นหาวิธีรอด เขามัวแต่เพลิดเพลินกับน้ำผึ้งที่หยดมาให้กินทีละหยดสองหยด กินอย่างไรก็ไม่อิ่ม และไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมาซักนิด

แล้วเรา…กำลังทำตัวเหมือนนักเดินทางคนนี้รึเปล่า?

—–

* สำหรับคนไทยที่เป็นพุทธเถรวาท อาจจะรู้สึกแปลกๆ ที่พระพุทธเจ้าจะพูดถึงมังกร แต่นี่เป็นนิทานที่คนญี่ปุ่นเอามาเล่า ผมจึงเดาว่าอาจมาจากฝั่งของพุทธมหายาน

** ความหมายของเถาวัลย์และน้ำผึ้ง ผมเอามาจากบล็อก ure Land Buddha: The Reality of Mankind — The Parable

*** ในหนังสือ บอกว่ามังกรสีดำคือความอิจฉาริษยา แต่ผมขอเปลี่ยนเป็นความหลง (โมหะ) เพื่อให้สอดคล้องกับกิเลสสามตัวที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ ช้าให้ชนะ โดย คาซุโอะ อินาโมริ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Pure Land Buddha: The Reality of Mankind — The Parable 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานเมาธ์มอย

20151211_Chat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวสองคนเมาธ์มอยกันที่ออฟฟิศ

หญิง 1: เมื่อวานเป็นไงมั่ง?

หญิง 2: ยอดแย่เลย แฟนฉันน่ะ พอกลับถึงบ้านก็กินข้าวหมดภายในสามนาที แล้วก็หลับผลอยเลย แล้วเธอล่ะ?

หญิง 1: สุดยอดมากเลยตัวเอง แฟนชั้นกลับมาบ้านแล้วก็พาฉันออกไปทานร้านอาหารสุดโรแมนติก ทานเสร็จแล้วเราก็เดินด้วยกันอีกเป็นชั่วโมง พอกลับถึงบ้านแฟนก็ยังจุดเทียนรอบบ้านอีกต่างหาก อย่างกับอยู่ในเทพนิยายยังไงยังงั้นเลย

ระหว่างนั้น สามีของทั้งสองก็กำลังเมาธ์มอยอยู่เช่นกัน

ชาย 1: เมื่อวานเป็นไงมั่ง?

ชาย 2: เยี่ยมสุดๆ เลย พอเรากลับถึงบ้านแฟนก็เตรียมข้าวไว้ให้แล้ว ก็เลยโซ้ยจนอิ่มแล้วก็ผลอยหลับไปเลย แล้วนายล่ะ

ชาย 1: โคตรแย่เลย กลับถึงบ้านก็ไม่มีข้าวกิน เพราะที่บ้านโดนตัดไฟเพราะลืมจ่ายค่าไฟน่ะ ก็เลยต้องพาแฟนออกไปกินข้าวนอกบ้าน แถมร้านนั้นก็โคตรจะแพง มีเงินสดเหลือไม่พอที่จะนั่งแท๊กซี่เลยต้องเดินกลับบ้านร่วมชั่วโมงนึงเลย พอถึงบ้านก็นึกได้ว่าที่บ้านยังไม่มีไฟเลยต้องมานั่งจุดเทียนทั่วบ้านอีกต่างหาก!

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณนิทานจาก Bear Tales

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

 

 

นิทานแข่งม้า

20151128_HorseRace

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้ทรงชราภาพและรู้พระองค์ว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน จึงตัดสินใจเขียนพินัยกรรมถึงลูกชายทั้งสองว่า

“เมื่อข้าตายไป เจ้าทั้งสองจะต้องแข่งม้ากัน ม้าของใครวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นตัวสุดท้ายถือว่าชนะ และเจ้าชายผู้เป็นเจ้าของม้าตัวนั้นจะได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังค์ของข้า”

เพียงไม่นานพระราชาก็เสด็จสวรรคตจริงๆ การแข่งม้าจึงได้มีขึ้น

เจ้าชายทั้งสองพระองค์ต่างนำม้าคู่ใจมาแข่ง มีเหล่าประชาราษฎรมาเป็นสักขีพยาน

เมื่อเริ่มแข่งขัน เจ้าชายทั้งสองต่างก็พยายามบังคับม้าของตัวเองให้เคลื่อนตัวช้าที่สุดจนม้าาแทบไม่ขยับไปไหน ผ่านไปจนถึงหัวค่ำแล้วการแข่งขันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครเข้าถึงเส้นชัยเลย คนดูเริ่มเบื่อและทยอยกลับบ้าน สุดท้ายการแข่งขันจึงต้องถูกพักไปก่อน

เมื่ออดรนทนไม่ไหวกับการแข่งขันอันแปลกประหลาดนี้ เจ้าชายจึงนำความไปปรึกษาฤาษีที่ทั้งสองให้ความเคารพ

ฤาษีฟังเรื่องราวด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ว่า

“ทำไมท่านไม่สลับม้ากันล่ะ?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Arsh Gupta’s answer to What are some best short stories? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานช่างซ่อมเรือ

20151120_FixShip

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว กษัตริย์แห่งประเทศอังกฤษมีเรือรบลำใหญ่ที่พระองค์ทรงภูมิใจในแสนยานุภาพมาก

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เรือลำนี้กลับสตาร์ทไม่ติด

กษัตริย์ประกาศให้ช่างเก่งๆ ทั่วทั้งลอนดอนมารวมตัวกันเพื่อค้นหาให้ได้ว่าเกิดอะไรผิดปกติกับเรือลำนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครซ่อมได้

กษัตริย์แห่งอังกฤษทรงกลุ้มพระทัยมาก จึงปรึกษาเสนาธิการ เสนาธิการจึงกราบทูลว่า ยังมีช่างต่อเรือที่เก่งมากๆ อีกคนหนึ่งที่อยู่นอกเมืองออกไปห้าสิบไมล์

กษัตริย์ได้ทราบดังนั้นจึงสั่งให้ม้าเร็วไปเชิญตัวมาทันที “จงไปตามตัวช่างคนนี้มาให้ได้ บอกเขาด้วยว่า ถ้าซ่อมเรือสำเร็จ จะคิดค่าซ่อมเท่าไหร่ข้าก็ยินดีจ่าย”

หนึ่งวันผ่านไป ช่างต่อเรือในตำนานก็เดินทางมาถึง เป็นลุงแก่ๆ ผอมๆ ผมหงอกเต็มหัว

คุณลุงเดินดูเรือรบที่จอดนิ่งอยู่ตรงท่าเรืออย่างเงียบๆ ท่ามกลางสายตาของกษัตริย์ เหล่าทหารเรือ และเหล่าประชาชนที่มาร่วมลุ้นว่าช่างต่อเรือคนนี้จะทำสำเร็จหรือไม่

หลังจากเดินวนรอบเรือได้ประมาณห้านาที คุณลุงก็ไปหยุดตรงช่วงท้ายเรือด้านซ้าย หยิบค้อนเล็กๆ จากกระเป๋าของแกขึ้นมาเคาะตรงตัวเรือหนึ่งครั้ง

แล้วเสียงเครื่องยนต์ของเรือก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที ตามด้วยเสียงไชโยโห่ร้องของเหล่ากองเชียร์

กษัตริย์แห่งอังกฤษทรงพอพระทัยมากจนถึงกับลงจากบัลลังก์เพื่อมาพูดคุยกับช่างเป็นการส่วนตัว

“ข้ายินดียิ่งนักที่ท่านซ่อมเรือลำนี้ได้ ไม่ทราบว่าท่านจะคิดค่าซ่อมเรือลำนี้เท่าไหร่รึ”?

คุณลุงจึงตอบไปว่า “1000 ปอนด์ พะย่ะค่ะ”

กษัตริย์ถึงกับผงะ เพราะเงิน 1000 ปอนด์สมัยนั้นเทียบเท่ากับเงินหนึ่งล้านปอนด์ในสมัยนี้เลยทีเดียว

“ข้าไม่เห็นท่านทำอะไรเลย แค่เดินไปเดินมาแป๊บเดียว แล้วก็เคาะเรือหนึ่งครั้งเท่านั้นเอง”

คุณลุงยิ้มและกล่าวว่า “ค่าเคาะเรือน่ะปอนด์เดียว แต่ค่าความรู้ว่าจะต้องเคาะตรงไหน 999 ปอนด์ พะยะค่ะ” (£1 for tapping, £999 for knowing where to tap.)

—–

ขอบคุณนิทานจากพี่พีท พี่ที่เคยทำงานทีมซัพพอร์ตด้วยกัน (เล่าให้ฟังเมื่อ 7 ปีที่แล้ว)

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 19 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานแม่บ้าน

20151106_Housemaid

สวัสดีครับ วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานสั้นๆ กันอีกซักเรื่องครับ

เด็กสาววัยสี่ขวบถามแม่

ทำไมแม่ต้องเก็บเครื่องประดับไว้ในล๊อกเกอร์ด้วยคะ ในเมื่อบ้านเรามีแม่บ้านอยู่เฝ้าตลอดทั้งวันอยู่แล้ว?

“เครื่องประดับของแม่ราคาแพงและมีค่ามาก แม่เลยไม่อยากทิ้งมันไว้ให้แม่บ้านดูจ๊ะลูก”

เด็กสาวได้ฟังแล้วก็หน้าสลด “ถ้างั้น ทำไมเวลาแม่ไปทำงาน แม่ถึงปล่อยให้หนูอยู่กับแม่บ้านล่ะคะ? หนูมีค่าน้อยกว่าเครื่องประดับเหรอ?”

——

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Jitendra Gosavi’s answer to: Short Stories: What are some of the most heartwarming, touching stories?

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Stefan Schubert

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่