นิทานลูกชายชั้นเอง

20160219_myson

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงชราชาวอินเดียสามคนเป็นเพื่อนกัน

ทั้งสามอาศัยอยู่ในชนบท

ต่างคนต่างกำลังแบกฟืนกองใหญ่กลับบ้าน

ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายโมงตรง พระอาทิตย์แผดเผาเสียจนคุณป้าทั้งสามเหงื่อโทรมตัว เมื่อเจอต้นไม้ใหญ่จึงนั่งพักเอาแรง

เด็กชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

หญิงชราคนแรกพูดด้วยความภูมิใจว่า “คนนั้นลูกชายชั้นเอง เรียนเก่งมาก สอบได้ที่หนึ่งตลอดเลย” เด็กหนุ่มโบกมือทักทายคุณป้าทั้งสามแล้วก็เดินจากไป

สักพักเด็กผู้ชายร่างกายสูงใหญ่เกินวัยก็เดินผ่านมา

หญิงชราคนที่สองพูดด้วยความภูมิใจว่า “คนนั้นลูกชายชั้นเอง เล่นกีฬาเก่งมาก ได้เหรียญทองตลอดเลย” เด็กหนุ่มโบกมือทักทายคุณป้าทั้งสามแล้วก็เดินจากไป

สักพักเด็กชายผอมกะหร่องอีกคนหนึ่งก็เดินผ่านมา เด็กคนนี้ขากะเผลกเพราะเป็นโปลิโอตั้งแต่เกิด

หญิงชราคนแรกและคนที่สองยิ้มเยาะ หันไปถามหญิงชราคนที่สามว่า “นั่นน่ะลูกชายเธอไม่ใช่เหรอ?”

เด็กชายคนนั้นเดินเข้ามาหาคุณป้าทั้งสามแล้วยกมือไหว้ เอากระติกน้ำออกมาจากเป้ แล้วเทน้ำเย็นชื่นใจยื่นให้หญิงชราคนที่สาม

เธอจิบน้ำ ลูบหัวเด็กคนนั้น แล้วหันไปยิ้มให้กับเพื่อนทั้งสอง

“ใช่จ๊ะ คนนี้ลูกชายชั้นเอง”

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Gurmeet Heera’s answer to What are some nice, beautiful stories?

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานดีพะย่ะค่ะ

20160212_GoodSir

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มีนครที่ปกครองโดยพระราชาผู้โปรดปรานการล่าสัตว์

วันหนึ่งได้เกิดกบฏขึ้นภายในพระนคร มีคนลุกฮือขึ้นจะโค่นอำนาจพระราชา ซึ่งก็มีแววจะชนะซะด้วย

เมื่อกองทัพกบฏประชิดเมือง พระราชาก็ได้ปรึกษากับคนสนิทเป็นการใหญ่ ซึ่งรวมไปถึงมหาดเล็กคู่ใจของเขาด้วย

พระราชาถามว่า

“เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ดีพะยะค่ะ”

“ดียังไง”

“สถานการณ์เวลานี้แม้จะดูไม่สู้ดีนัก แต่อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่าใครบ้างที่จะจงรักภักดีกับเรา ใครที่คิดจะแปรพรรคไปด้านโน้น ซึ่งหากเราปราบกบฏครานี้ลงได้ ท่านก็จะเหลือแต่ลูกน้องที่จงรักภักดีกับท่าน ทำให้ไม่ต้องกังวลพระทัยอีกต่อไปพะยะค่ะ”

“อืม นั่นสินะ”

พระราชาจึงมีกำลังใจเป็นอันมาก และปราบกบฏลงสำเร็จ

หลังจากนั้นไม่นาน พอย่างเข้าหน้าฝน ฝนก็ตกหนักจนท่วมลามเข้าในพระนคร ทำให้การคมนาคมติดขัด ไม่สามารถเดินทางออกนอกพระนครได้

พระราชาที่ปกติจะออกป่าล่าสัตว์ก็เกิดอาการหงุดหงิด จึงปรึกษามหาดเล็กอีกครั้ง

“เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ดีพะยะค่ะ”

“ดียังไง”

“ถึงแม้ตอนนี้เราจะไม่สามารถสัญจรไปไหนมาไหนได้ ก็ไม่เป็นไรพะยะค่ะ เนื่องจากตอนนี้เป็นหน้าฝน อย่างไรเสียการเสด็จออกป่าก็คงไม่สนุกเป็นแน่แท้ และเป็นการดีเสียอีกที่พอน้ำลด เกษตรกรเราก็จะได้ทำการเพาะปลูกได้ผลผลิตงอกงาม และ สามารถกักตุนเสบียงได้ในยามจำเป็นพะยะค่ะ”

“อืม นั่นสินะ”

พอเสร็จสิ้นหน้าฝนและน้ำลดแล้ว พระราชาก็ทรงออกป่าล่าสัตว์ตามที่พระองค์ชอบเหมือนเดิม ซึ่งมหาดเล็กคนเดิมก็ติดตามไปด้วย

แต่แล้วขณะที่พระองค์ทรงอยู่บนหลังม้า ปลอกพระขันธ์หรือมีดพกที่เหน็บเอวเกิดรั่วจนทำให้มีดหล่นลงมาเฉือนนิ้วก้อยที่ฝ่าพระบาทของพระราชาขาดไปต่อหน้าต่อตา

พระราชาจึงถามมหาดเล็กเช่นเดิม

“เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ดีพะยะค่ะ”

“ดียังไง หา!!??”

“ยังไงก็ดีกว่าตายพะยะค่ะ”

พระราชาทรงกริ้วมาก จึงสั่งทหารให้นำมหาดเล็กคนนั้นไปขังลืมในคุกขี้ไก่

10 ปี ผ่านไป พระราชาได้ออกล่าสัตว์เหมือนเดิม ขณะที่มหาดเล็กก็ยังถูกลืมอยู่ในคุกขี้ไก่เหมือนเดิม

ครานี้เป็นโชคร้ายของพระราชา เมื่อเข้าป่าไปเจอกับเผ่ากินคนซึ่งมีจำนวนมากกว่าจำนวนทหารที่ติดตามไปด้วยหลายเท่า ทหารทั้งหมดจึงถูกจับและถูกต้มกินจนหมดเกลี้ยง เหลือแต่พระราชาเพียงองค์เดียว

เมื่อเผ่ากินคนเตรียมจะเชือดพระราชาลงหม้อ ก็สังเกตเห็นว่าพระราชาไม่มีนิ้วก้อยที่พระบาทขวา

ชนเผ่านี้มีความเชื่อว่า การกินคนที่อวัยวะไม่ครบนั้นเป็นกาลกิณี กินเข้าไปแล้วจะเกิดภัยพิบัติใหญ่หลวง จึงสั่งปล่อยตัวพระราชาไปซะ

พระราชาดีใจมากที่รอดตายกลับเมืองมาได้ พลันก็นึกถึงคำพูดของมหาดเล็กคู่ใจเมื่อสิบปีก่อน จึงลงไปที่คุกขี้ไก่ สั่งปล่อยตัวมหาดเล็กคู่ใจ และทรงเล่าเหตุการณ์ที่เจอมา

“อืม คำเจ้าเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นจริง ยังไงนิ้วก้อยด้วนก็ยังดีกว่าตายจริงๆ”

“พะยะค่ะ”

พระราชาจึงถามต่อ

“แล้วอยู่ในคุกขี้ไก่เป็นไงบ้างล่ะหือ”

“ดีพะยะค่ะ”

พระราชาทำหน้างง

“ดียังไง”

“ถ้ากระหม่อมไม่อยู่ในคุก ก็คงเสด็จตามท่านไปในวันนั้นด้วย และคงจะโดนเผ่ากินคนกินไปแล้วพะยะค่ะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก ยิ้มแต้มฝัน.com: “ดีพะยะค่ะ” นิทานเพื่อการมองโลกในแง่ดี

(เนื่องจากนิทานเรื่องนี้มีเล่าอยู่หลายที่มาก ผมเลยพยายามหาอันที่เก่าที่สุดมาใช้ เพราะน่าจะเป็นต้นทางให้หลายๆ ที่ก๊อปปี้มาลงนะครับ โดยยิ้มแต้ฝัน.com เอามาลงเมื่อปี 2008 หรือเกือบแปดปีที่แล้ว ผมเปลี่ยนคำจาก กษัตริย์เป็นพระราชาและเปลี่ยนคำพูดอื่นๆ เล็กน้อยเพื่อให้อ่านได้ลื่นไหลขึ้นครับ)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานกระต่ายกับเต่า

20160205_HareToitoise.png

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กระต่ายผู้มั่นใจในความเร็วของตัวเองมีปากมีเสียงกับเต่า เต่าจึงท้ากระต่ายวิ่งแข่ง กระต่ายนั้นมั่นใจว่าเต่าไม่มีทางเอาชนะตนได้เป็นแน่จึงรับคำท้า

ถึงวันแข่งขัน บรรดาสิงสาราสัตว์ต่างมาร่วมรับชมและให้กำลังใจ เมื่อปืนออกสตาร์ทถูกลั่นไก เจ้ากระต่ายก็ออกวิ่งสุดกำลัง ทิ้งเจ้าเต่าอย่างไม่เห็นฝุ่น

อีกไม่กี่ร้อยเมตรจะถึงเส้นชัย กระต่ายเห็นต้นไม้ใหญ่ดูร่มรื่นชวนนั่งพักจิบน้ำชายิ่งนัก หันไปข้างหลังก็เห็นว่าเต่ายังอยู่ห่างอีกเป็นกิโล กระต่ายจึงตัดสินใจนั่งลงตรงโคนไม้และผลอยหลับไป

เสียงอื้ออึงลอยมาแต่ไกลทำให้กระต่ายสะดุ้งตื่น มองไปตรงที่มาของเสียงจึงเห็นว่าเจ้าเต่ากำลังคลานเข้าเส้นชัยท่ามกลางเสียงกู่ร้องของบรรดากองเชียร์

กระต่ายออกวิ่งสุดกำลัง แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน คือเต่าเข้าเส้นชัยก่อนกระต่ายไปเพียงนิดเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้จะวิ่งช้าแต่มั่นคง ก็ย่อมชนะการแข่งขันได้ และต่อให้วิ่งเร็วแต่ชะล่าใจก็อาจกลายเป็นผู้แพ้ได้

—–

แต่นิทานยังไม่จบแค่นี้

กระต่ายถึงกลับบ้านด้วยความขมขื่น แต่พอมีเวลาทบทวนก็คิดได้ว่า ถ้ามันไม่พักหลับที่โคนต้นไม้ มันไม่มีทางแพ้แน่

วันรุ่งขึ้นมันจึงไปท้าเต่าแข่งอีกครั้ง และเต่าก็รับคำท้านั้น

ถึงวันแข่งขัน บรรดาสิงสาราสัตว์ต่างมาร่วมรับชมและให้กำลังใจ เมื่อปืนออกสตาร์ทถูกลั่นไก เจ้ากระต่ายก็ออกวิ่งสุดกำลัง ทิ้งเจ้าเต่าอย่างไม่เห็นฝุ่น

คราวนี้กระต่ายวิ่งไม่ยอมหยุด ม้วนเดียวจบจนถึงเส้นชัย ชนะเจ้าเต่าขาดลอย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถึงวิ่งช้าและมั่นคงจะเป็นเรื่องดี แต่ก็สู้วิ่งเร็วและมั่นคงไม่ได้หรอกนะจะบอกให้

——

แต่นิทานยังไม่จบอีกนั่นแหละ

เต่ากลับถึงบ้านด้วยความขมขื่น แต่พอมีเวลาทบทวนก็คิดได้ว่า ถ้าแข่งแบบเดิม คงมีแต่แพ้กับแพ้ แล้วเต่าก็ไอเดียบรรเจิด…

วันรุ่งขึ้น เต่ากลับไปท้ากระต่าย โดยเสนอให้แข่งอีกเส้นทางหนึ่งแทน

แน่นอนกระต่ายผู้ได้รับความมั่นใจกลับคืนมาย่อมรับคำท้า

ถึงวันแข่งขัน บรรดาสิงสาราสัตว์ต่างมาร่วมรับชมและให้กำลังใจ เมื่อปืนออกสตาร์ทถูกลั่นไก เจ้ากระต่ายก็ออกวิ่งสุดกำลัง ทิ้งเจ้าเต่าอย่างไม่เห็นฝุ่น

อีกไม่กี่ร้อยเมตรจะถึงเส้นชัย กระต่ายก็เจอแม่น้ำสายใหญ่พาดผ่าน กระต่ายไว้น้ำไม่เป็นจึงนั่งลงและครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะข้ามแม่น้ำนี้ไปได้

สักพัก เจ้าเต่าก็คลานต้วมเตียมมาจนทัน กระโดดลงน้ำ ว่ายน้ำข้ามฝั่ง และเดินเข้าเส้นชัยอย่างชิวๆ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงถามตัวเองก่อนว่าเราถนัดด้านไหนบ้าง จากนั้นจึงเลือกสนามแข่งที่เหมาะกับความสามารถและจริตของเรา

—-

แต่นิทานก็ยังไม่จบ (อดทนอีกนิดนะครับ ใกล้ละ)

หลังจากแข่งกันมาถึงสามครั้ง บัดนี้เต่ากับกระต่ายได้กลายเป็นเพื่อนซี้กันแล้ว ทั้งสองจึงมานั่งคุยกันและคิดได้ว่า มันน่าจะมีวิธีที่วิ่งได้เร็วกว่านี้อีกนี่หน่า

เต่ากับกระต่ายจึงนัดวิ่งกันอีกครั้ง

ถึงวันแข่งขัน บรรดาสิงสาราสัตว์ต่างมาร่วมรับชมและให้กำลังใจ (เช่นเคย)

เมื่อปืนออกสตาร์ทถูกลั่นไก เจ้ากระต่ายแบกเต่าขึ้นหลังและวิ่งสุดฝีเท้า

พอไปถึงแม่น้ำ เต่าก็ให้กระต่ายขี่กระดองข้ามน้ำไปด้วยกัน

พอขึ้นฝั่งกระต่ายก็แบกเต่าวิ่งเข้าเส้นชัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้ว่าแต่ละคนจะเก่งกาจเพียงใด แต่การทำงานเป็นทีมเวิร์คย่อมให้ผลดีกว่า เพราะถึงอย่างไรเราก็ต้องเจอสถานการณ์ที่เราถนัดและเพื่อนไม่ถนัด และบางวันเราก็จะเจอสถานการณ์ที่เราไม่ถนัดแต่เพื่อนเราถนัด

อีกบทเรียนหนึ่งที่กระต่ายกับเต่าได้เรียนรู้ก็คือ

แทนที่เราจะแข่งขันกันเอง สู้จับมือกันแข่งขันกับปัญหาดีกว่า

When we stop competing against a rival and instead start competing against the situation, we perform far better!

จบบริบูรณ์

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณนิทานจาก Quora: What are some good short stories? by Amir Mallick

นิทานเจ้าหญิงก้อนหินกับเจ้าชายน้ำหยด

20160130_StonePrincess

เมื่อวานนี้วันศุกร์ ควรจะได้เล่านิทาน แต่ไม่มีแรงเขียน เลยมาขอเขียนชดเชยวันนี้แทนนะครับ

เป็นนิทานของ “บัวไร” เจ้าของคอลัมน์ “เรื่องสั้นประจำส้วม” ในมติชนวันอาทิตย์หน้า 14 ในตำนานครับ

—–

“หลังจากผิดหวังในความรัก เจ้าหญิงก็นั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว จนร่างกายค่อยๆ กลายเป็นหิน หากชายใด สามารถทนกอดก้อนหินได้ ด้วยความรักจริงจากใจ ก้อนหินก็จะกลับกลายมาเป็นเจ้าหญิงงดงามดั่งเดิม”

เจ้าชายน้ำหยดอ่านแผ่นป้ายหน้าก้อนหินรูปทรงประหลาดอย่างสนใจ

“ต้องกอดนานเท่าไร” เจ้าชายถามคนเฝ้าก้อนหิน

“ไม่รู้…… เพราะว่ายังไม่มีใครทนกอดได้สำเร็จสักคน” คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่เงยหน้า

“เราจะกอดเจ้าหญิงเอง” แล้วเจ้าชายก็ค่อยๆ นั่งลงบรรจงกอดก้อนหินอย่างทะนุถนอม

หนึ่งปีผ่านไป เจ้าชายน้ำหยดยังคงกอดก้อนหินอยู่

“นี่ท่านยังกอดก้อนหินอยู่อีกหรือ” คนเฝ้าก้อนหินรู้สึกทึ่งกับความอดทนของเจ้าชาย

“ท่านทำได้อย่างไร” คนเฝ้าก้อนหินถามต่อ

“เพราะข้าอยู่กับปัจจุบัน”เจ้าชายตอบ

แต่คนเฝ้าก้อนหินยังงง เจ้าชายจึงพูดต่อว่า”ถ้าท่านกอดก้อนหิน หนึ่งวันท่านทำได้หรือไม่”

“สบายมาก”คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่ต้องคิด

“แล้วถ้ากอดสองวันล่ะ”

“อาจจะเริ่มเบื่อนิดๆ”

“แล้วถ้าสามวัน สี่วัน หรือสิบวันล่ะ” เจ้าชายถามต่อ

“ไม่เอา ข้าไม่มีความอดทนนานขนาดนั้นหรอก” คนเฝ้าก้อนหินตอบ

“นั่นเพราะว่าท่านไม่อยู่กับปัจจุบัน ….ท่านคิดไปก่อนล่วงหน้าว่าไม่ไหว”

“ไม่เข้าใจ” คนเฝ้าก้อนหินพูด

“ในเมื่อท่านกอดก้อนหินหนึ่งวันได้สบายมาก พรุ่งนี้หรือวันต่อๆ ไป มันจะต่างกันตรงไหน มันก็คงเป็นแค่หนึ่งวันที่ผ่านไปเช่นเดียวกัน” เจ้าชายตอบ และลูบก้อนหินราวกับมันมีชีวิต

“ในสายตาท่าน อาจจะเห็นว่าข้ากอดก้อนหินนี้มานานเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ในความรู้สึกของข้า ข้าเพิ่งกอดเจ้าหญิง “หนึ่งวัน” มาแค่ 365 ครั้งเท่านั้น”

“ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่ช่างมันเถอะ ข้าต้องการรู้แค่ว่าที่ท่านกอดก้อนหิน เพราะว่าท่านรักเจ้าหญิงจริงๆ หรือ เพราะว่าต้องการเอาชนะ” คนเฝ้าก้อนหินถาม

“ข้ารักจริง” ปากเจ้าชายตอบโดยมือยังไม่คลายกอดจากก้อนหิน

“งั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกันท่าน…… ข้าว่าท่านมากอดข้าดีกว่า”

คนเฝ้าก้อนหินลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อผ้าชุดมอมแมมออก

“นั่นน่ะมันแค่ก้อนหิน ส่วนข้าสิ ‘เจ้าหญิง’ ตัวจริง”

……… ตกลงเลยไม่รู้ว่าจะให้เจ้าชายดีใจ หรือกระโดดเตะเจ้าหญิงดี

—–

ป.ล. ขอบคุณเฮียชาติที่เล่านิทานเรื่องนี้ให้ฟังอีกครั้ง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก เรื่องสั้นประจำส้วม, Dek-d.com

 

นิทานกะโหลกขนมปัง

20160115_Bread

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานที่เกี่ยวกับจอห์นและซาร่า สามีภรรยาชาวอเมริกันที่อยู่กินกันมากว่า 40 ปี

อาหารมื้อเช้าที่ทั้งคู่กินกันประจำก็คือซีเรียลและขนมปังปิ้งทาเนยถั่วคนละสองแผ่น โดยจอห์นจะเป็นคนปิ้งขนมปังและทาเนยถั่วให้เสมอ

ที่อเมริกาก็เหมือนเมืองไทย ที่ขนมปังขายกันเป็นห่อ ห่อหนึ่งมีประมาณ 20 แผ่น และแผ่นที่อยู่ข้างบนสุดจะเป็นกะโหลกขนมปัง ซึ่งก็คือแผ่นที่ฝั่งหนึ่งเป็นสีขาวและอีกฝั่งเป็นสีน้ำตาลนั่นเอง

ซาร่าสังเกตมานานแล้วว่า เวลาเปิดห่อใหม่ จอห์นมักจะเอาแผ่นที่เป็นกะโหลกขนมปังให้เธอเสมอ แม้ซาร่าจะไม่ค่อยชอบเพราะมันแห้งและไม่นุ่มเหมือนแผ่นอื่นๆ แต่เธอก็ถือว่าเธอยอมเสียสละ เพราะถ้าจะทิ้งจอห์นก็คงเสียดายของ

—–

เช้าวันนี้ซาร่าอารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษหลังจากเพิ่งปะทะคารมกับน้องสาวทางโทรศัพท์ ก่อนจะเดินฟึดฟัดมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร จอห์นที่กำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่เหลือบเห็นซาร่านิดนึง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

ซาร่าสังเกตว่าวันนี้จอห์นเปิดขนมปังห่อใหม่ ดูจอห์นหยิบขนมปังสองแผ่นบนสุดมาปิ้ง จอห์นหยิบกะโหลกขนมปังออกมาทาเนยถั่วและยื่นให้ซาร่า

นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย

ซาร่าโยนกะโหลกขนมปังแผ่นนั้นไปใส่ในจานของจอห์น และพูดดังจนเกือบเหมือนตะโกนว่า

“จอห์น ทำไมคุณไม่ยอมกินกะโหลกขนมปังเองบ้าง คุณไม่เคยสนใจเลยว่าฉันชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร พอเปิดถุงใหม่คุณก็เอาแผ่นนี้ให้ฉันทุกที กี่สิบปีมาแล้วที่ฉันต้องทนกินกะโหลกขนมปัง ถึงมันจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่บางทีมันก็สำคัญเหมือนกันนะ” พูดจบซาร่าก็รู้ตัวว่าน้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมา ทั้งน้อยใจและโกรธตัวเองที่โวยวายกับเรื่องอย่างนี้

จอห์นหน้าเศร้า จับมือซาร่าและเอ่ยกับเธอว่า

“ซาร่า ผมขอโทษจริงๆ ที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน กะโหลกขนมปังเป็นของโปรดของผม ก็เลยนึกว่าคุณจะชอบกินเหมือนกัน”

——

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ ด้วยรักและช็อกโกแล็ต โดย Medard Laz (เมดาร์ด ลาซ)   (ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 16 ปีที่แล้ว หนังสือก็ไม่มีแล้ว เลยจำเฉพาะเนื้อหาแล้วมาแต่งใหม่เอาเองนะครับ)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com