นิทานคางคก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นคนเคร่งครัดรักษาศีลมาก ไม่ยอมผิดศีลแม้แต่นิดเดียว

วันหนึ่งมีธุระลงไปจากเขา ขากลับก็เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด
ขณะที่เดินผ่านสระน้ำแห่งหนึ่ง รู้สึกที่เท้าได้เหยียบอะไรนิ่มๆ แล้วก็มีเสียงดัง
ขึ้นมาเสียงหนึ่งแล้วเงียบหายไป เหมือนกับได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของอะไรสักอย่าง

พระรูปนั้นคิดในใจว่า

“ตายแล้ว หรือว่าไปเหยียบคางคกตายเสียแล้ว รู้สึกนิ่มๆ มีเสียงร้องด้วย ไม่แน่
คางคกนั้นอาจตั้งท้องด้วย นี่เรามิฆ่าสัตว์ทีเดียวไปตั้งหลายตัวหรือ?”

พระรูปนั้นยิ่งคิดยิ่งกลัว นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง ยากที่จะข่มตาหลับลงได้

ขณะที่กำลังเคลิ้มๆ พระก็เห็นคางคกนับร้อยมาทวงขอชีวิต

พระร้องเสียงดังจนตกใจตื่น จึงรู้ว่าเป็นเพียงความฝัน และนอนคิดวิตกต่อไปทั้งคืน

ครั้นพอถึงรุ่งเช้า พระรูปนั้นรีบไปที่สระน้ำเมื่อคืน ไม่เห็นมีคางคกที่ไหนตาย มีเพียงมะเขือเทศที่โดนเหยียบจนแบน


ขอบคุณนิทานจากเว็บ What Am I

นิทานกระเป๋าสตางค์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ระหว่างที่กำลังเดินไปโบสถ์ ยาจกคนหนึ่งเจอกระเป๋าสตางค์ที่มีเงินสด $700 เหรียญตกอยู่บนทางเท้า

เมื่อเขาไปถึงโบสถ์ ก็เห็นป้ายประกาศว่าสมาชิกโบสถ์คนหนึ่งซึ่งเป็นคนดังและร่ำรวยระดับเศรษฐีทำกระเป๋าสตางค์หาย ในประกาศแจ้งว่า หากใครเอากระเป๋าสตางค์มาคืน จะได้ค่าตอบแทนน้ำใจ $100

ยาจกจึงนำกระเป๋าไปคืนให้เศรษฐีกับมือ

เศรษฐีเปิดกระเป๋าสตางค์แล้วนับเงิน ก่อนจะพูดเปรยๆ ว่า

“คุณเอาเงินรางวัลไปแล้วสินะ”

“ว่าไงนะครับ?” ยาจกไม่เข้าใจ

“กระเป๋าตังค์ผมมีเงิน $800 ตอนที่ผมทำมันหาย”

แล้วทั้งสองก็ถกเถียงกัน เมื่อไม่ได้ข้อยุติ จึงไปหาบาทหลวงให้ช่วยตัดสิน

ทั้งสองต่างเล่าเรื่องในมุมของตัวเองให้บาทหลวงฟัง แล้วเศรษฐีก็รวบรัดตัดความว่า

“ผมหวังว่าคุณพ่อจะเชื่อผมนะครับ”

“แน่นอนอยู่แล้ว” บาทหลวงตอบ เศรษฐีแสยะยิ้ม ยาจกคอตก

แล้วบาทหลวงก็ยื่นกระเป๋าตังค์ให้ยาจก

“คุณพ่อทำอะไรครับเนี่ย?!” เศรษฐีถามเสียงดัง

บาทหลวงจึงตอบว่า

“ลูกเป็นคนซื่อตรง ในเมื่อลูกบอกเองว่ากระเป๋าตังค์ใบนี้มีเงิน $800 พ่อก็เชื่อลูก แต่ถ้าชายคนนี้เป็นคนขี้โกหกและขี้ขโมยอย่างที่ลูกกล่าวหา เขาก็คงไม่เอากระเป๋าสตางค์มาคืนลูกตั้งแต่แรก นั่นแสดงว่ากระเป๋าใบนี้น่าจะเป็นของคนอื่น ถ้าเจ้าของกระเป๋าใบนี้แสดงตัว เขาก็จะได้กระเป๋าคืน แต่ถ้าไม่มีใครแสดงตัว กระเป๋าใบนี้ก็ย่อมตกเป็นของคนที่พบมัน”

“แล้วเงินของผมล่ะครับ?!” เศรษฐีถาม

“ก็คงต้องรอจนกว่าจะมีคนเจอกระเป๋าสตางค์ที่มีเงิน $800 กระมัง”


ขอบคุณนิทานจากเพจ Accidental Talmudist

นิทานกางร่ม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีอุบาสกผู้หนึ่งหลบฝนอยู่ใต้ชายคา พอดีกับที่มีอาจารย์เซนผู้หนึ่งกางร่มเดินผ่านมา อุบาสกผู้นี้จึงร้องเรียกขอให้อาจารย์เซนพาตนไปด้วย

ทว่าอาจารย์เซนกลับปฏิเสธคำขอของอุบาสก

“ประสกอยู่ใต้ชายคาซึ่งไม่มีฝน มิได้เปียกปอน ฉะนั้นอาตมาไม่จำเป็นจะต้องพาประสกออกไป”

เมื่อุบาสกได้ยินดังนั้น จึงก้าวออกมานอกชายคา ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนพรำจนร่างกายเปียกชุ่มโชก จากนั้นจึงขอร้องอีกครั้งให้อาจารย์เซนพาเขาไปด้วย

ยามนั้น อาจารย์เซนจึงเอ่ยว่า

“ประสกยังคงไม่เข้าใจ แม้ว่าขณะนี้เราทั้งสองล้วนอยู่ใต้สายฝน แต่อาตมาไม่เปียกเพราะมีร่มคุ้ม ส่วนประสกกลับเปียกปอนเพราะไร้ร่มกำบัง ดังนั้นมิใช่ว่าอาตมาไม่พาประสกไป แต่ประสกต้องเสาะหาร่มคุ้มฝนของตน เพื่อข้ามผ่านไปด้วยตนเอง”


ขอบคุณนิทานจาก Mgr Online: นิทานเซน : ร่มกันฝน

นิทานภรรยาผู้ซื่อสัตย์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

รถคันหนึ่งถูกตำรวจจราจรเรียกให้หยุด

ตำรวจ: เมื่อกี้คุณขับรถความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในโซนที่ห้ามขับเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ

สามี: เปล่านะครับผู้หมวด ผมขับแค่ 90 เอง

ภรรยา: ทอมมี่ เมื่อกี้คุณเหยียบ 120 จริงๆ

(สามีมองภรรยาตาขวาง)

ตำรวจ: ผมจะให้ใบสั่งคุณที่ไฟท้ายรถไม่ทำงานด้วย

สามี: ไฟท้ายไม่ทำงาน!? ผมไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเลยครับผู้หมวด

ภรรยา: แหมทอมมี่ คุณรู้เรื่องนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว

(สามีมองภรรยาตาขวาง)

ตำรวจ: แล้วผมก็จะปรับคุณที่ไม่คาดเข็มขัดด้วย

สามี: ผมเพิ่งถอดเข็มขัดตอนจอดรถคุยกับผู้หมวดนี่เองครับ

ภรรยา: คุณไม่เคยคาดเข็มขัดซักหน่อย

สามี: นี่เธอ! หุบปากได้แล้ว!

ตำรวจ: คุณผู้หญิงครับ สามีคุณพูดจาแบบนี้กับคุณเป็นปกติรึเปล่าครับ?

ภรรยา: อ๋อไม่หรอกค่ะ เฉพาะตอนที่เค้าเมาเท่านั้นแหละ


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Rebecca’s post in Jokes, Humour & Funny stories

นิทานเมืองร้าง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ แผ่นดินที่อยู่อีกฟากฝั่งแห่งห้วงมหาสมุทร มีเมืองเก่าเมืองหนึ่งที่ผู้คนพากันทิ้งร้างไปหมดสิ้น ทั้งที่ครั้งหนึ่งเมืองนี้เคยเป็นเมืองที่เจริญที่สุดเมืองหนึ่ง

มันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้กันแน่

เมื่อนานมาแล้ว เคยมีผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองนี้นับร้อยหลังคาเรือน บ่ายวันหนึ่ง มีผู้เห็นนักปราชญ์เฒ่าเดินก้มหน้าไปตามถนนสายใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา

ผู้คนที่ได้เห็นภาพนั้นต่างเฝ้ามองพฤติกรรมของเขาด้วยความตกใจยิ่ง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพอที่จะถามว่าเพราะเหตุใดเขาจึงมีท่าทางที่เศร้าโศกถึงเพียงนั้น

นายกเทศมนตรีของเมืองตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า

“นี่แสดงว่าอีกฟากหนึ่งของเมืองจะต้องมีใครสักคนล้มตายแน่ๆ”

และผู้หญิงคนหนึ่งก็รีบต่อเรื่องทันทีว่า

“ฉันว่าเขาคงจะตายด้วยโรคระบาดแน่ๆ ท่านว่าไหม”

ทันใดนั้นหญิงสาวคนหนึ่งก็ส่งเสียงร้องไห้ออกมาเมื่อมองเห็นภาพว่าโรคระบาดนั้นจะคร่าชีวิตของลูกหล่อนอย่างไร…

หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน ข่าวดังกล่าวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการยืนยันว่าบัดนี้ได้เกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องรีบออกจากเมืองก่อนที่จะต้องตายเพราะโรคระบาดนั้น

ผู้คนต่างขนข้าวของสัมภาระทั้งหลายขึ้นหลัง บ้างก็ขึ้นเกวียน ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เมืองนั้นก็ได้กลายเป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้คนหลงเหลือแม้แต่สักคนเดียว

ชาวเมืองเหล่านั้น ไม่เคยหวนกลับมาอีก เมื่อเป็นเช่นนี้มันจึงกลายเป็นเมืองร้างที่สุนัขจิ้งจอกเข้าไปยึดครองบ้านเรือนที่ผู้คนเคยอยู่อาศัย และฝูงนกก็มาสร้างรังในบ้านต่างๆ

เมื่อนักปราชญ์เฒ่าแห่งเมืองนั้นได้เดินทางกลับมา เขาพยายามสอดส่ายสายตามองหาบ้านหลังเก่าของตนเอง ไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดเหตุอะไรขึ้น บ้านเมืองจึงเป็นเช่นนี้

ก่อนหน้านั้นไม่นาน เขายังมีความสุขกับการปอกหัวหอมเพื่อทำอาหารเย็น แล้วการที่เขาออกไปนอกเมืองเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็เพื่อพักสายตา ให้อาการตาเจ็บที่มีน้ำตาไหลพรากอยู่ตลอดเวลาได้บรรเทาลงบ้างเท่านั้นเอง


ขอบคุณนิทานจาก Prakal’s Blog: นิทานสอนใจ เมืองร้าง