นิทานหญิงสาวกับชายหนุ่ม

20180104_girlboy

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งมีชีวิตคู่ที่เพียบพร้อม เธอไม่ต้องทำงานเพราะว่าสามีของเธอมีรายได้เพียงพอที่จะดูแลทั้งคู่แถมยังมีเงินเก็บเหลือเฟือ งานของสามีค่อนข้างอันตราย ตารางของเขาจึงมีวันหยุดติดต่อกัน 7 วันทุกเดือน และทุกๆ วันหยุดพวกเขาก็จะไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่ว่าจะไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอ หรือเยี่ยมลูกของสามีที่เกิดกับภรรยาคนที่แล้ว บางทีเขาก็ไปเที่ยวด้วยกันสองต่อสอง

ผู้หญิงคนนั้นมีเวลาได้ทำงานเขียนที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่จนได้ตีพิมพ์หนังสือออกมาหนึ่งเล่มและสร้างรายได้ให้เธอประมาณหนึ่ง พวกเขาซื้อบ้านหลังใหม่และสร้างห้องอ่านหนังสือ บ้านหลังนั้นมีสวน สนามหญ้าและอ่างอาบน้ำ ทุกคนต่างบอกว่าไม่เคยเห็นสามีของเธอมีความสุขเช่นนี้มาก่อน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเธอถึงดูไม่มีความสุขเท่าไหร่

เธออยู่บ้านทั้งวันจึงมีเวลาจัดบ้านและดูแลสวน ทุกๆ เย็นเธอจะทำอาหารหน้าตาดีที่เมนูไม่เคยซ้ำกันตลอดเดือนแถมยังอบเค้กและพายทุกสัปดาห์ไม่เคยขาด

แล้วเธอก็ตั้งท้อง ทุกอย่างช่างดูดีงาม

แล้วเธอก็แท้งลูก ทั้งสองหย่ากัน เธอย้ายออกจากบ้านและเริ่มคุยกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ส่วนผู้ชายก็ลาออกจากงานและย้ายไปอยู่ภาคเหนือและตัดขาดการสื่อสาร

ผู้คนเริ่มซุบซิบนินทา ผู้หญิงคนนี้ต้องแอบคบชู้แน่ๆ ช่างเป็นคนหน้าเงินที่ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์ เป็นคนใจดำที่สมควรโดนประณาม

—–

ในช่วงที่แต่งงานกัน ผู้ชายทำร้ายเธอทั้งทางวาจาและทางเพศ ผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่าและไม่คิดจะต่อสู้ เขาชอบเหลือเกินที่ทำให้เธออ่อนแอได้ถึงเพียงนี้ เธอพยายามจะสมัครงาน แต่เขามักจะตะคอกถามเธอว่าถ้าเธอไปทำงานแล้วใครจะดูแลบ้าน ใครจะทำสวน ใครจะทำกับข้าว แล้วพวกเขาจะไปเที่ยวกันยังไงถ้าวันหยุดไม่ตรงกัน?

เธอแท้งเพราะว่าท้องนอกมดลูกอันเกิดจากเนื้อร้ายที่ไปเบียดรังไข่ เธอเกือบเสียชีวิตจากการแท้งครั้งนี้ ผู้ชายดีใจที่เธอแท้งลูกเพราะเขาไม่ได้อยากมีลูกเพิ่มอีกแล้ว เขายื่นฟ้องหย่าตอนที่เธอยังอยู่ในห้องไอซียู ครอบครัวของเธอไม่ว่างมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล เธอจึงคุยกับเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมากกว่าทุกคน

หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล การหย่าก็เสร็จสมบูรณ์ ผู้ชายลาออกเพราะไม่อยากอยู่แถวนั้นและอยากจะไปให้พ้นผู้คน ส่วนเธอย้ายกลับไปบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอยังคงติดต่อเพื่อนคนนั้นของเธอ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นแฟน และกลายมาเป็นสามีในที่สุด

เธอตั้งท้องกับสามีใหม่ ส่วนสามีเก่าพยายามสร้างธุรกิจที่ภาคเหนือแต่ก็ล้มเหลว จึงกลับมาทำงานประจำเงินดีในเมืองเดิม ผิดแต่ว่าตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในรถบ้าน เธอทำงานประจำเต็มเวลา และเขียนหนังสืออกมาได้อีกหนึ่งเล่ม

ชีวิตเป็นเรื่องยาก แต่เราก็มีความสุขกันได้ตามอัตตภาพ

ภาพลักษณ์ภายนอกนั้นไร้ความหมาย เรื่องราวของคนคนหนึ่งก็เป็นเรื่องราวของคนคนนั้นเท่านั้น คำวิจารณ์และคำพิพากษาจากคนนอกไม่เคยถูกต้องตรงความเป็นจริงหรอก

เรื่องที่ฉันโดนประณาม ก็ไม่ต่างจากเรื่องที่ทุกคนต่างเคยโดนด่า-โดนนินทาจากผู้คนที่เลือกจะเชื่อเพียงสิ่งที่เขาอยากเชื่อเท่านั้น

เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจริงๆ แล้วชีวิตคนๆ หนึ่งต้องเจออะไรบ้าง เราจึงไม่ควรด่วนตัดสินหรือด่วนสรุปในเรื่องราวที่เราไม่มีวันรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

ทุกคนมีเรื่องราว แต่เรารู้เรื่องของเขาแค่บทเดียว

Everyone has a story. You only know a chapter.

—–

ขอบคุณนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงโดย Yayenia Thompson’s Quora answer to Can you write something that will fundamentally change how I see the world? 

นิทานกาเจ็บใจ

20181228_teapot

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายชราคนหนึ่งมีกาน้ำชาโบราณเก่าแก่สูงค่ามีอายุกว่าร้อยปี เขาวางชุดกาน้ำชานี้ไว้ที่หัวเตียงอย่างทะนุถนอม

คืนหนึ่ง ท่ามกลางความมืด มือของชายชราปัดไปโดนฝากาน้ำชาตกลงพื้น

ชายชราทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ และในเมื่อเขาได้ทำฝากาน้ำชาแตกไปแล้ว จะเก็บตัวกาไว้ดูให้เจ็บใจซ้ำอีกทำไม คิดได้ดังนั้นเลยหยิบกาน้ำชาเขวี้ยงออกไปนอกหน้าต่าง

รุ่งเช้า ชายชราตื่นขึ้นมา เห็นฝากาน้ำชาหล่นอยู่บนรองเท้าที่ข้างเตียงโดยไม่มีอะไรแตกเสียหาย แต่พอคิดได้ว่าเขาเขวี้ยงกาน้ำชาออกนอกหน้าต่างทิ้งไปแล้วก็เลยยิ่งเจ็บใจ จึงกระทืบฝากาน้ำชาจนแตกละเอียด

พอตอนสาย ชายชราเดินออกไปหน้าบ้าน จึงเห็นว่ากาน้ำชาที่เขวี้ยงทิ้งไปเมื่อคืนนั้นยังคาอยู่บนต้นไม้โดยไม่มีอะไรบุบสลาย

ชายชราหัวเราะเสียงดังลั่น

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บนิทานน้ำใจไมตรี

นิทานไม้แก่กับเมฆน้อย

20181221_oldwood

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ต้นไม้แก่ขอฝนจากเมฆก้อนน้อย

เมฆก้อนน้อยตอบเพียงว่ามันมีน้ำฝนอยู่น้อย กลัวว่าจะไม่พอให้ต้นไม้แก่ได้ชื่นใจ

วันต่อมาเมฆก้อนน้อยก็ยังคงบอกเช่นเดิม มันน้อยไป จึงไม่พร้อมที่จะให้

เมฆก้อนน้อยจึงออกเดินทาง และพยายามสะสมฝน

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี…

เมื่อมีน้ำมากพอ เมฆน้อยจึงกลับมา แต่สิ่งที่พบข้างหน้า มีเพียงซากต้นไม้แก่ที่ตายแล้ว

เมฆน้อยได้แต่ร้องไห้แล้วถามว่าทำไม ความพยายามของฉัน ไม่มีความหมายเลยเหรอ

ชายหนุ่มที่นั่งใต้ต้นไม้จึงแหงนหน้า แล้วบอกกับเมฆน้อยว่า

การที่เราจะให้อะไรแก่ใครสักคนที่เรารัก มันไม่ต้องรอให้มากพอหรอก ให้เท่าที่มี ก็ทำให้คนรับชื่นหัวใจได้ ความพยายามเป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็มีเวลาเป็นเงื่อนไขนะ

อย่าไปรอให้พร้อม อย่าไปรอให้รวย ถึงจะทำอะไรให้คนที่เรารัก

เพราะคนที่เรารัก อาจไม่มีเวลามากพอที่จะรอเรา

ก่อนที่ต้นไม้จะจากไป เขาฝากฉันไว้ด้วยว่า ถ้าเห็นเธอผ่านมา ให้บอกเธอว่าเขารักเธอ

เมฆน้อยได้แต่หลั่งน้ำตาออกมาเป็นเม็ดฝนอย่างไม่ขาดสาย ให้กับต้นไม้ที่ไม่มีวันแตกใบให้ได้เห็นอีกตลอดกาล

—–

ขอบคุณนิทานจาก GplusQuotes

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานจักรวาทิน

20181214_chakravatin

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีเรื่องเล่าสำคัญในคัมภีร์โบราณของชินะ ในอินเดียเชื่อกันว่า ถ้าใครบางคนจะกลายเป็นจักรพรรดิของทั้งโลกก็จะถูกเรียกว่าจักรวาทิน คำว่า จักร หมายถึง “วงล้อ” ในอินเดียโบราณการต่อสู้และการใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นถือเป็นหนทางที่คนทั้งหลายพยายามหลีกเลี่ยง จะเห็นได้จากรถศึก โดยรถศึกที่เป็นทองคำกับม้าศึกที่สง่างามแข็งแรงจะเคลื่อนที่จากอาณาจักรหนึ่งไปยังอีกอาณาจักรหนึ่ง ถ้าอาณาจักรที่รถศึกวิ่งผ่านไม่ต่อต้านขัดขืนและปล่อยให้รถศึกผ่านไป นั่นหมายความว่าอาณาจักรนั้นได้ยอมรับเจ้าของรถศึกนั้นเป็นผู้ปกครองแล้ว หากเป็นเช่นนั้นการต่อสู้ก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

แต่ในเส้นทางใดที่รถศึกเคลื่อนไปและมีคนคอยขัดขวาง ที่นั่นก็จะมีศึกสงคราม ถ้ารถศึกไม่ถูกขัดขวางก็ไม่มีการทำสงคราม เพราะกษัตริย์นคนนั้นได้รับการยอมรับ เขากลายเป็นจักรวาทิน เจ้าของวงล้อที่เคลื่อนไปในที่ต่างๆ ได้โดยไม่มีใครขัดขวาง นี่คือสิ่งที่กษัตริย์ทั้งหลายปรารถนา เขาต้องการจะเป็นจักรวาทิน

แน่นอนล่ะสิ่งนี้มีอำนาจมากกว่าที่อเล็กซานเดอร์มหาราชมีเสียอีก เพียงแค่ส่งรถศึกของท่านออกไปเท่านั้น แต่อำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่มหาศาลได้ไปกับมันด้วย ใครก็ตามที่ขัดขวางจะต้องราบเป็นหน้ากลอง คนทั้งหลายต้องเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนคนนี้มาก่อน พวกเขาจึงยอมจำนน

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ในเชิงที่ศิวิไลซ์ ไม่มีความจำเป็นใดๆ จะต้องไปจู่โจม ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องฆ่าฟันกัน เพียงแค่ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ดังนั้นธงของพระราชาจะไปพร้อมกับรถศึก หากพระราชาองค์อื่นเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อต้าน เพราะถ้าต่อสู้ไปก็ไร้ประโยชน์ พ่ายแพ้ ถูกทำลายล้าง เขาก็จะต้อนรับรถศึก คนในเมืองก็จะโปรยดอกไม้ให้กับรถศึกนั้น

นี่ดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งที่ศิวิไลซ์มากกว่าที่ประเทศรัสเซียและอเมริกาทำเสียอีก เพียงแค่ส่งรถศึกที่งดงามเข้าไปเท่านั้น แต่นั่นมันหมายถึงพลังอำนาจและบารมีที่ยิ่งใหญ่มากๆ เป็นที่พรั่นพรึงกับคนทุกๆ คน การกระทำเชิงสัญลักษณ์นี้จึงจะทำได้ ในสมัยนั้นพระราชาทุกพระองค์ต่างก็มีความประสงค์ที่จะเป็นจักรวาทินไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จากที่ได้ฟังต่อๆ กันมา การที่ชายคนหนึ่งจะเป็นจักรวาทินได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย หลายๆ พันปีจึงจะมีสักคนหนึ่ง แม้แต่อเล็กซานเดอร์มหาราชก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้พิชิตโลก ยังมีอาณาจักรอีกมากมายที่ยังไม่ได้ถูกเขาพิชิต และอเล็กซานเดอร์ก็ตายตอนที่ยังมีอายุไม่มาก เขาตายตอนอายุสามสิบสามปีเท่านั้น เขามีเวลาไม่พอที่จะพิชิตโลก ไม่ต้องพูดถึงการพิชิตทั้งโลกหรอก แค่ครึ่งโลกเขาก็ยังไม่รู้จักมันดีพอเลย ครึ่งโลกที่เขารู้จักก็ยังไม่ถูกพิชิตเลย แต่ชายคนที่ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังในเรื่องต่อไปนี้เขาเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรวาทิน

กล่าวกันว่าเมื่อจักรวาทินคนหนึ่งตายไป กว่าจะเกิดเป็นจักรวาทินคนใหม่ก็อาจต้องรอเป็นพันๆ ปี นี่เป็นสิ่งที่หายากนะ ถึงเวลาที่เขาตายไป สวรรค์รับเขาไว้ด้วยความยินดีปรีดาและเขาถูกพาไปยังที่ที่พิเศษแห่งหนึ่ง

ในตำนานทางชินะ บนสวรรค์มีภูเขาที่คู่ขนานกับหิมาลัย หิมาลัยประกอบไปด้วยก้อนหิน ดิน และน้ำแข็ง ในสวรรค์ภูเขาที่คู่ขนานกับหิมาลัยนั้นชื่อว่าเขาพระสุเมรุ พระสุเมรุหมายถึงภูเขาสูงสุดที่ไม่มีอะไรจะสูงเทียบเทียมได้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น มันเป็นภูเขาทองคำที่ประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดา

เมื่อจักรวาทินตายไป เขาจะถูกนำไปยังเขาพระสุเมรุเพื่อสลักชื่อของเขาไว้บนนั้น นั่นเป็นสิ่งที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักที ต้องเวลาเป็นพันๆ ปี แน่นอนล่ะคนที่ได้รับเกียรตินี้คงต้องตื่นเเต้นอย่างมาก มันช่างเป็นการลงนามที่ยิ่งใหญ่อลังการเสียจริงๆ เป็นหอเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว

คนเฝ้าประตูได้มอบเครื่องมือที่ใช้ในการสลักชื่อแก่จักรพรรดิผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรวาทิน จักรพรรดินำคนของเขาไปด้วย คนเหล่านี้คือผู้ที่ได้ฆ่าตัวตายตามจักรพรรดิมา พวกเขาคิดว่าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากจักรพรรดิ คนเหล่านี้ประกอบด้วยภรรยาของเขา นายกรัฐมนตรีของเขา แม่ทัพนายกองของเขา บุคคลที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ห้อมล้อมตัวเขาทั้งหมดได้ฆ่าตัวตายตามเขามา

จักรพรรดิต้องการให้คนเฝ้าประตูเปิดทางให้คนเหล่านี้ได้เข้าไปดูการสลักชื่อด้วย เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ถ้าหากท่านต้องเข้าไปสลักชื่อแต่เพียงลำพังและไม่มีใครได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนั้น เพราะความสุขจริงๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนทั้งโลกได้เห็น

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ฝ่าบาทโปรดรับฟังคำแนะนำของข้า เพราะนี่เป็นอาชีพที่เป็นมรดกตกทอดมาช้านาน พ่อของข้าเป็นคนเฝ้าประตู ปู่ของข้าก็เป็นคนเฝ้าประตู เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วที่พวกเราเป็นคนเฝ้าประตูที่เขาพระสุเมรุ ได้โปรดฟังคำแนะนำของข้า อย่าให้พวกเขาเข้าไปข้างในกับฝ่าบาทเลย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะเสียใจในภายหลัง”

จักรพรรดิไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ก็ไม่สามารถเพิกเฉยกับคำแนะนำนั้นได้ เพราะรู้ว่าชายคนนี้ไม่น่ามีผลประโยชน์อะไรในการปิดกั้นนี้

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ถ้าฝ่าบาทยังคงต้องการให้พวกเขาเห็น ก็ให้ไปสลักชื่อของฝ่าบาทก่อน แล้วค่อยกลับมาพาพวกเขาไปกับฝ่าบาทในตอนหลังหากพระองค์ยังต้องการ ข้าไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ แม้ฝ่าบาทจะพาเขาเข้าไปตอนนี้ก็ตาม แต่ถ้าฝ่าบาทตัดสินใจไม่พาพวกเขาเข้าไปในตอนนี้ ฝ่าบาทก็ต้องยึดมั่นในการตัดสินใจ จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ได้โดยเด็ดขาด ฝ่าบาทก็ต้องเข้าไปคนเดียว”

มันช่างเป็นคำแนะนำที่แปลกประหลาด จักรพรรดิพูดว่า “ตกลง ข้าจะไปคนเดียว สลักชื่อเสร็จแล้วข้าจะพาพวกเขาทั้งหมดเข้าไป”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ข้าก็เห็นว่าน่าจะเป็นแบบนั้น”

จักรพรรดิได้เข้าไปและเห็นเขาพระสุเมรุเปล่งประกายภายใต้ดวงอาทิตย์เป็นพันๆ ดวง ในสวรรค์นั้นไม่ได้ยากจน ไม่มีแค่ดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวหรอก ดวงอาทิตย์เป็นพันๆ ดวงและภูเขาทองคำที่ยิ่งใหญ่กว่าหิมาลัยมาก แม้หิมาลัยจะยาวเกือบสองพันไมล์ก็ตาม จักรพรรดิไม่สามารถจะลืมตาได้ชั่วขณะ ที่ตรงนั้นแสงมันจ้ามาก และเมื่อจักรพรรดิปรับสายตาได้ พระองค์ก็เริ่มมองเห็นว่าบนเขาพระสุเมรุทั้งลูกนั้นแทบจะไม่มีที่ว่างเลย ภูเขาทั้งลูกถูกสลักชื่อเต็มไปหมด

พระองค์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นอะไร แต่ก่อนนี้พระองค์คิดว่าพระองค์เป็นซูเปอร์แมนที่พันๆ ปีจะเกิดขึ้นสักทีหนึ่ง แต่เวลานั้นเป็นนิรันดร มีจักรวาทินเกิดขึ้นมากมายมาก่อนนี้จนแทบจะไม่มีที่ว่างบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล แทบจะไม่มีที่ให้พระองค์เขียนชื่อเล็กๆ ของพระองค์เลย

จักรพรรดิเดินกลับมา ตอนนี้พระองค์เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเฝ้าประตูจึงไม่ต้องการให้พระองค์พาภรรยา แม่ทัพ นายกอง นายกรัฐมนตรี แลเพื่อนสนิทของพระองค์เข้าไปข้างใน มันเป็นการดีที่พวกเขาไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาจะได้เชื่อว่าจักรพรรดิของพวกเขาเป็นสิ่งที่สุดยอดและหายาก

จักรพรรดิพาคนเฝ้าประตูหลบไปข้างๆ และกระซิบข้างหูว่า “แทบจะไม่มีที่ว่างเลย”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าพยายามบอกกับฝ่าบาท สิ่งที่ฝ่าบาทต้องทำก็คือการลบชื่อสองสามชื่อออกไปและเขียนชื่อของฝ่าบาททับไป นั่นคือสิ่งที่ทำๆ กันมา ตลอดทั้งชีวิตของข้าก็เห็นเขาทำกันมาแบบนี้ พ่อของข้าก็เคยบอกถึงการกระทำแบบนี้ ไม่มีใครในครอบครัวของข้าเคยเห็นเขาพระสุเมรุว่างเปล่า หรือมีช่องว่างไว้ให้เขียนเลย”

“เมื่อใดก็ตามที่จักรวาทินมาก็ต้องลบชื่อสองสามชื่อออกและเขียนชื่อของตนทับลงไป ดังนั้นที่เห็นอยู่นี่มันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของจักรวาทิน พวกมันถูกลบไปหลายครั้งแล้ว มันถูกสลักชื่อใหม่มาหลายครั้งแล้ว ฝ่าบาทก็แค่ทำไปตามนั้น และหลังจากนั้นหากฝ่าบาทต้องการจะโชว์ให้เพื่อนๆ ของฝ่าบาทเห็น ฝ่าบาทก็สามารถพาพวกเขาเข้าไปข้างในได้”

จักรพรรดิพูดว่า “ไม่ ข้าไม่ต้องการโชว์พวกเขาและข้าก็ไม่ต้องการแม้แต่จะเขียนชื่อของข้าลงไป เขียนไปเพื่ออะไรล่ะ เพราะในวันใดวันหนึ่งใครบางคนก็คงจะมาลบมัน”

“ทั้งชีวิตของข้าได้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์และไม่มีสาระเลย นี่เป็นความหวังเดียวของข้า หวังว่าเขาพระสุเมรุภูเขาทองคำในสวรรค์จะมีชื่อของข้า ข้ามีชีวิตมาเพื่อสิ่งนี้ ข้าได้เอาชีวิตของข้าเป็นเดิมพัน เพื่อสิ่งนี้ข้าพร้อมที่จะฆ่าคนทั้งโลก แต่แล้วคนบางคนจะมาลบชื่อของข้าและเขียนชื่อของเขาแทน แล้วข้าจะไปเขียนชื่อข้าทำไม ข้าจะไม่เขียน”

คนเฝ้าประตูหัวเราะ

จักรพรรดิพูดว่า “เจ้าหัวเราะทำไม”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “มันก็แปลกดี เพราะข้าก็เคยได้ยินเช่นนี้จากปู่ของข้าว่าจักรวาทินมาที่นี่พอทราบเรื่องราวทั้งหมด พวกเขาก็หันหลังกลับ พวกเขาไม่ได้เขียนชื่อพวกเขาไว้ ฝ่าบาทไม่ได้เป็นคนแรกหรอก ใครก็ตามที่มีเชาวน์ปัญญาเพียงเล็กน้อยก็จะทำแบบเดียวกันนี้”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ เด็ดเดี่ยว : เบิกบานกับการมีชีวิตอย่างอันตราย (Courage : The Joy of Living Dangerously) โดย Osho แปลและเรียบเรียงโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานแกงจืดหม้อดิน

20181205c

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวนาวัยชราคนหนึ่งกำลังเดินไปตามถนนในเมืองชนบท บนบ่ามีไม้พาดอยู่ ที่ปลายไม้มีหม้อดินใส่แกงจืดผูกห้อยเอาไว้

ขณะที่เดินไปเขาก็เกิดสะดุดก้อนหินและหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ชาวนาคนนั้นก็เดินต่อไปโดยไม่แสดงอาการสะทกสะท้านซักนิด

เด็กหนุ่มที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งไปหาชาวนา

“ลุงครับ ลุงรู้ตัวหรือเปล่าว่าหม้อดินหล่น”

“รู้สิ ได้ยินเสียงมันหล่นอยู่”

“อ้าว แล้วทำไมลุงไม่เห็นทำอะไรเลย”

“ก็หม้อดินมันแตกแล้ว แกงจืดก็ไม่เหลือ จะให้ลุงทำอะไรได้อีกล่ะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlusQuotes

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt