นิทานตัดไม้

20191025

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้งานในโรงงานแปรรูปไม้

เถ้าแก่ให้ขวานคมกริบแก่เขา 1 ด้าม และบอกถึงปริมาณงานตัดไม้ที่ต้องการ ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ในวันแรก เขาโค่นต้นไม้ได้ถึง 18 ต้น

เถ้าแก่พอใจมาก “ไม่เลวนะ ทำให้ได้อย่างนี้ต่อไปนะ”

ได้ฟังอย่างนี้แล้วชายหนุ่มยิ่งมีกำลังใจเต็มเปี่ยม วันที่ 2 เขาขยันมากขึ้น แต่กลับโค่นไม้ได้เพียง 15 ต้น

วันที่ 3 เขาพยายามออกแรงทำงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่เขากลับโค่นไม้ได้เพียง 10 ต้นเท่านั้น

ชายหนุ่มรู้สึกละอายใจ จึงเข้าไปขอโทษกับเถ้าแก่

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นครับเถ้าแก่ ทั้งๆ ที่ผมขยันกว่าเดิม แต่ผมกลับตัดไม้ได้น้อยลง”

“เธอลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” เถ้าแก่ถาม

“ลับขวานเหรอครับ? ผมยุ่งกับการตัดไม้ทั้งวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปลับขวานล่ะครับ”

—–

ดัดแปลงจากนิทานคนงานโค่นต้นไม้ เว็บ chinese2u

นิทานหนีเสือ

20191018

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในขณะที่ชายสองคนเดินป่า ก็มองเห็นเสือตัวหนึ่งอยู่ลิบๆ กำลังพุ่งตรงมาทางนี้

ชายคนแรกวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ชายคนที่สองกลับหยิบรองเท้าวิ่งในกระเป๋าขึ้นมาใส่

เพื่อนอดสงสัยไม่ได้ หันไปตะโกน

“มึงบ้ารึเปล่า? คิดว่าเปลี่ยนรองเท้าแล้วจะวิ่งเร็วกว่าเสือรึไง?”

“กูไม่ต้องวิ่งเร็วกว่าเสือหรอก แค่เร็วกว่ามึงก็พอแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก reddit

นิทานผลัดใบ

20191011

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ ป่าแห่งหนึ่ง มีต้นมะกอกและต้นมะเดื่อยืนอยู่ใกล้ๆ กัน

เมื่อถึงฤดูหนาวต้นมะเดื่อก็ได้ผลัดใบออกจนเหลือแต่กิ่งก้านที่ไร้ใบ ต้นมะกอกเห็นดังนั้นจึงหัวเราะเยาะ

“เจ้าต้นมะเดื่อที่น่าเวทนา เจ้าคงต้องทนอยู่ในสภาพที่น่าเกลียดแบบนี้ไปอีกนานจนกว่าฤดูหนาวนี้จะผ่านพ้นไป ผิดกับข้าที่ยังคงมีใบเขียวชอุ่ม”

หลายวันต่อมาหิมะได้ตกลงมาอย่างหนักและจับตัวอยู่ตามใบและกิ่งก้านของต้นมะกอกจนเต็มไปหมด

ในไม่ช้าต้นมะกอกก็แบกรับน้ำหนักของหิมะไว้ไม่ไหว กิ่งก้านของมันหักลงระเนระนาด

ต้นมะเดื่อจึงกล่าวกับต้นมะกอกว่า

“แม้ข้าจะผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้าน แต่นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ข้าผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้โดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเมืองไทย ต้นมะกอกและต้นมะเดื่อ

นิทานตรอกหกฟุต

20190926_sixfeet

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

เหตุเกิดในสมัยราชวงศ์ชิง (สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางถึงรัตนโกสินทร์) ที่บ้านเกิดของรัฐมนตรีจางถิงอี้ แห่งเมืองถงเฉิน มณฑลอานฮุย

ในระหว่างที่มีการซ่อมแซมกำแพงบ้าน เกิดมีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินทับซ้อนกับบ้านข้างเคียง ตกลงกันไม่ได้ว่าที่ดินที่โต้เถียงกันเป็นของบ้านใครกันแน่

แม่ของท่านรัฐมนตรีจึงได้เขียนจดหมายถึงลูกที่รับราชการอยู่ที่ปักกิ่ง อยากให้ลูกสั่งการให้ข้าราชการท้องถิ่นออกมาจัดการเรื่องนี้

หลังได้รับจดหมายจากแม่แล้ว ท่านรัฐมนตรีจึงได้ตอบจดหมายถึงแม่ ความว่า

“จดหมายมาไกลเพียงเพราะเรื่องกำแพง
อย่าใจแข็งถอยสักสามฟุตจะเป็นไร
กำแพงเมืองจีนทุกวันนี้ยังยิ่งใหญ่
แต่ไฉนจึงไร้เงาจิ๋นซีฮ่องเต้”

หลังจากแม่ได้อ่านจดหมายที่ลูกส่งมา จึงตัดสินใจย้ายแนวกำแพงถอยห่างเข้ามาสามฟุต

เมื่อคู่กรณีเห็นว่าเหตุกลับกลายเป็นเช่นนี้ เกิดความละอายใจขึ้นมา จึงถอยแนวกำแพงรั้วของบ้านตนร่นเข้าไปสามฟุตเช่นกัน

ระหว่างบ้านทั้งสองจึงกลายเป็นตรอกกว้างหกฟุตที่ผู้คนใช้สัญจรได้

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงจักรพรรดิคังซีในเวลาต่อมา พระองค์ทรงประทับใจในความเอื้ออาทร และการรู้จักมีความอลุ่มอล่วยต่อกัน เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทั่วไป จึงทรงรับสั่งให้สร้างหลักจารึกคำว่า “เอื้ออาทร” ไปติดอยู่ที่บริเวณปากตรอก จนกลายเป็นที่มาของ “ตรอกหกฟุต” อันโด่งดัง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อยู่จนทุกวันนี้

—–

ขอบคุณนิทานจาก นิทานน้ำใจไมตรี 101 ตรอกหกฟุต 

ขอบคุณภาพจาก AIAT

นิทานตากฝน

20190920_rain

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บางครั้งบางคราว ก็มีฝนหลงฤดูตกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ในขณะที่คนส่วนใหญ่วิ่งแตกตื่นหลบฝนอยู่นั้น กลับมีชายหนุ่มนามว่า “อาเต้า” เดินทอดน่องฝ่าสายฝนไปเรื่อยๆ

อาเวิ่น ซึ่งเป็นสหายของอาเต้าวิ่งฝ่าฝนผ่านมาพอดี พอเห็นเพื่อนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“อาเต้า ทำไมเจ้าไม่รีบวิ่งเสียเล่า ฝนตกหนัก ฟ้าลมคะนองปานนี้”

“ฝนตกหนักเช่นนี้ ไม่ว่าจะวิ่งหรือเดินช้าๆ ก็ย่อมจะเปียกเหมือนกันหมด แล้วข้าจะวิ่งไปใย หากข้าวิ่งแล้วเกิดลื่นล้มแข้งขาเคล็ดขึ้นมา ไม่ยิ่งแย่ไปกันใหญ่รึ?”

—–

ดัดแปลงจากนิทานเดินเร็ว เดินช้า เว็บนิทานจีน เพื่อนักธุรกิจ สอนให้คิดแบบปรัชญา