ปัญญา 3 ระดับ

20170510_threestages

วันนี้วันพระ เรามาคุยเรื่องธรรมะกันบ้างนะครับ

หนึ่งในประสบการณ์ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของผมคือการได้มีโอกาสไปอบรมหลักสูตรวิปัสสนา 10 วันของอาจารย์โกเอ็นก้าเมื่อปี 2552 และ 2554

เป็นการอบรมที่หฤโหดเอาการ เพราะต้องฝึกวันละร่วม 10 ชั่วโมง ช่วงสองสามวันแรกนี่ผมคิดอยู่ตลอดเลยว่าจะไหวไหมๆ

ยังดีที่มีสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจคือ “ธรรมบรรยาย” ทุกค่ำก่อนเข้านอน ที่อาจารย์โกเอ็นก้าจะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังเพื่อให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ไปในวันที่ผ่านมา

วันนี้จึงอยากยกธรรมบรรยายที่ว่าด้วยเรื่องปัญญา 3 ระดับมาเล่าไว้ตรงนี้ครับ


ปัญญามีสามระดับขั้นด้วยกัน ขั้นแรกเรียกว่า สุตมยปัญญา หมายถึงความรู้ที่ท่านได้รับจากการฟังบรรยายธรรมต่างๆ หรือจากการอ่านหนังสือ ซึ่งไม่ใช่ปัญญาของท่าน แต่เป็นปัญญาของผู้อื่น

ตั้งแต่เล็กจนโต คนในแต่ละครอบครัว ในแต่ละสังคม หรือในแต่ละลัทธินิกาย จะได้รับฟังสิ่งที่ถือว่าเป็นความจริงสำหรับแต่ละครอบครัว แต่ละสังคม หรือแต่ละลัทธินิกาย บุคคลได้รับการอบรมและหล่อหลอมให้ฝังใจเชื่อในความจริงนั้นๆ และได้ยึดถือสืบทอดต่อๆ กันมาด้วยความศรัทธา แต่ความเชื่อถือศรัทธาในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นศรัทธาแบบมืดบอดไม่ลืมหูลืมตา

แม้กระนั้นปัญญาในระดับแรกที่เรียกว่าสุตมยปัญญานี้ ก็เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ เพราะจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่เรา และให้แนวทางในการที่จะก้าวไปสู่ขั้นที่สองของปัญญาที่เรียกว่า จินตามยปัญา คือปัญญาที่เกิดจากการใช้ความคิดพิจารณาให้เกิดความเข้าใจในระดับเหตุผล ไม่ว่าท่านจะได้ยินได้ฟังอะไรมา ท่านก็จะแยกแยะว่า เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ไหม สมเหตุสมผลไหม หากมีเหตุผล ท่านก็จะยอมรับ

แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่ค่อยได้ทำการแยกแยะและวิเคราะห์ให้เกิดปัญญาขั้นที่สองนี้ ยิ่งขั้นที่สามด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ยังห่างไกลมาก แม้แต่ปัญญาในขั้นที่สอง คนโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะแต่ละคนมักจะมีแต่ความศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตา

…แม้โดยธรรมชาตินั้นมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มนุษย์จะพยายามที่่จะอธิบายเรื่องต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุผล แต่เมื่อมีผู้ที่ด้อยอาวุโสกว่าพยายามใช้เหตุผล ผู้นำกลุ่ม หรือผู้เป็นใหญ่ในกลุ่ม หรือผู้อาวุโสในกลุ่ม ก็จะเกิดความรู้สึกว่าถูกท้าทายทางความคิด และจะเริ่มข่มขู่ผู้ที่ด้อยอาวุโสกว่า “อ้อ นี่เจ้าไม่เชื่อ เจ้าไม่เชื่อในความจริงในพระคัมภีร์ของเรา เจ้าไม่เชื่อคำสอนของพระศาสดาในศาสนาของเรา พระศาสดาซึ่งเป็นผู้ที่ปราดเปรื่องอย่างนี้ เป็นนักบุญอย่างนี้ และเป็นผู้ตรัสรู้แล้วอย่างนี้ เจ้ายังไม่เชื่อคำสอนของท่าน เจ้ารู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าตายไป เจ้าจะต้องตกนรก!” แล้วเขาก็จะสาธยายเรื่องราวและแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับนรกอันน่าสะพรึงกลัวให้ฟัง คนที่ได้ฟังก็จะตกใจกลัว “โอย! คุณพ่อ ผมกลัวแล้ว ผมไม่อยากตกนรก ผมจะยอมรับสิ่งที่พระคัมภีร์ว่าไว้ทุกประการ ผมจะยอมรับทุกอย่างที่ประเพณีกล่าวไว้” แต่นี่ก็เป็นเพียงการยอมรับ ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์โดยตรงของท่านเอง ท่านอาจจะยอมรับว่าสิ่งนั้นๆ เป็นสัจธรรม เป็นความจริง เพราะท่านมีความกลัว เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจก้าวไปถึงขั้นที่สองของปัญญาได้ เพราะความเกรงกลัวหรือความศรัทธาที่มืดบอด…ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่ผูกมัดท่านไว้ ทำให้ไม่สามารถก้าวต่อไปถึงปัญญาขั้นที่สองคือจินตามยปัญญาได้

แต่ก็มีบางที่ที่กล้าก้าวต่อไปสู่จินตามยปัญญา เขาใช้ความคิดแยกแยะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ด้วยเหตุและผล ซึ่งก็เป็นก้าวที่สำคัญมากอีกก้าวหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม แม้ปัญญาในขั้นแรกคือสุตมยปัญญา และปัญญาในขั้นที่สองคือจินตามยปัญญา จะให้แรงบันดาลใจและให้แนวทางที่นำพาท่านไปสู่ปัญญาขั้นที่สามคือ ภาวนามยปัญญา แต่บุคคลก็มักจะติดอยู่เพียงแค่ขั้นที่สองนี้เท่านั้น…เพราะการที่ท่านได้ใช้ความคิดใคร่ครวญในเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังมา ท่านก็จะเกิดอัตตาขึ้นมาอย่างรุนแรง เข้าใจเอาเองว่าบัดนี้ท่านเป็นผู้ที่รอบรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว สามารถที่จะสอนหรือบรรยายธรรมได้แล้ว สามารถอภิปรายหรือโต้แย้งใดๆ ก็ได้ และสามารถที่จะเขียนหนังสือ และพิสูจน์ให้เป็นที่ยอมรับว่า ความเชื่อของท่าน หลักเกณฑ์ของท่าน ประเพณีของท่านเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ส่วนของคนอื่นๆ นั้นผิดทั้งหมด ความคิดเช่นนี้หาใช่ปัญญาของท่านเองไม่ แต่เป็นปัญญาของผู้อื่นที่ท่านเพียงแต่นำมาคิดพิจารณาหาเหตุผลเท่านั้น ปัญญาของท่านเองจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อท่านได้ประสบกับสิ่งนั้นด้วยตัวของท่านเอง

ประสบการณ์จะสร้างปัญญาขึ้นที่สามที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา คำแปลตรงๆ ของคำว่าภาวนา คือความมีความเป็น ภาวนามยปัญญาคือการทำให้ปัญญามีขึ้นเป็นขึ้น เป็นปัญญาที่เกิดจากการได้ประสบด้วยตัวเอง ด้วยประสบการณ์นี้ท่านก็จะรู้ว่าปัญญาคืออะไร มิฉะนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ความรู้เท่านั้น ความรู้นั้นต่างกับปัญญามาก ปัญญาขั้นที่สามคือภาวนามยปัญญานี้แหละที่จะปลดปล่อยท่านให้หลุดพ้นจากพันธนาการของกิเลส จิตจะบริสุทธิ์ขึ้น บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุดท่านก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์

…การมีศรัทธาอย่างมืดบอดโดยอ้างธรรมะ และการเล่นเกมลับสมองด้วยเหตุผลหรือตรรกะต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่จะพันธนาการท่านไว้ไม่ให้ท่านหลุดพ้นจากความทุกข์ได้…ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงของเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะช่วยให้พระองค์หลุดพ้นได้แต่เพียงพระองค์เดียว ไม่สามารถทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นได้…การมีเพียงศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตาในคำสอนของพระองค์ หรือมีเพียงความเข้าใจในคำสอนของพระองค์ด้วยเหตุผล จะไม่ทำให้เราหลุดพ้นได้ เราจะต้องมีประสบการณ์กับความจริงภายในตัวของเราเอง

…ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งหิวอาหารมาก ได้เข้าไปภัตตาคารซึ่งมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง เมื่อเขานั่งลงที่โต๊ะ ผู้บริการก็นำรายการอาหารมาให้ หลังจากดูรายการอาหารนั้นแล้ว เขาก็เกิดความรู้สึกว่าอาหารที่นี่จะต้องอร่อยมาก คิดแล้วน้ำลายไหล นี่เป็นกรณีที่หนึ่ง

กรณีที่สอง ชายคนนั้นได้สั่งอาหารแล้วก็นั่งรอ ระหว่างรอเขาเห็นโต๊ะข้างๆ ได้รับอาหาร และพากันรับประทานอย่างเพลิดเพลินและเอร็ดอร่อย แสดงว่าอาหารที่นี่จะต้องอร่อยมาก คิดแล้วเขาก็น้ำลายไหลอีก

กรณีที่สาม ผู้บริการได้นำอาหารมาให้ จากนั้นเขาก็ลงมือรับประท่าน แล้วเขาก็ได้รับความเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินจากอาหารมื้อนั้นด้วยตัวเขาเอง

กรณีแรกเป็นสุตมยปัญญา เขาได้แต่อ่านรายการอาหาร ยังไม่ได้ลิ้มรสของจริง จึงยังไม่รู้รสอาหารนั้นด้วยตนเอง กรณีที่สองเป็นจินตามยปัญญา เขาพิจารณาด้วยเหตุผล โดยสังเกตจากการรับประทานอาหารของผู้อื่น จากสีหน้าและอากัปกิริยาของผู้ที่รับประทานอาหารอยู่ ที่แสดงความเพลิดเพลินและแสดงความพอใจในรสอาหารนั้น ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าอาหารนั้นต้องอร่อย นี้เป็นแค่จินตามยปัญญาเท่านั้น ส่วนกรณีที่สามคือภาวนามยปัญญา เขาได้ลิ้มรสอาหารด้วยตัวของเขาเอง เขารู้รสอาหารว่าเอร็ดอร่อยมากน้อยอย่างไร กรณีที่สามนี้เท่านั้นที่จะให้ผลโดยตรง

ตัวอย่างในบ้างครั้งจะช่วยให้เราเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ฉะนั้นลองฟังอีกสักหนึ่งตัวอย่าง

ข้าพเจ้าป่วยมาก จึงไปหาหมอ หมอตรวจอาการ แล้วเขียนใบสั่งยาให้ ข้าพเจ้ารับใบสั่งยาไว้ แล้วกลับบ้านอย่างมีความสุข ข้าพเจ้ามีความเชื่อถือและศรัทธาต่อหมอคนนี้มาก และความเชื่อถือศรัทธาในตัวหมอก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร โดยปกติเราทุกคนควรจะเชื่อถือและศรัทธาในตัวหมอ แต่ถ้าความศรัทธาต่อหมอของข้าพเจ้ากลายไปเป็นความศรัทธาแบบมืดบอด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ข้าพเจ้าจะเอารูปถ่ายหรือรูปปั้นของหมอคนนี้ไปวางไว้บนแท่นบูชา พร้อมกับจัดวางดอกไม้ ธูปเทียนและอาหารคาวหวานเพื่อเซ่นไหว้ จากนั้นข้าพเจ้าจะจุดธูปเทียนพร้อมกับเอาใบสั่งยามาวางไว้ตรงหน้า แล้วก้มกราบสามครั้ง พร้อมกับท่องว่า “รับประทานสองเม็ดตอนเช้า สองเม็ดตอนบ่าย สองเม็ดตอนเย็น” ข้าพเจ้าจะเฝ้าแต่ท่องบ่นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูๆ ไปแล้วก็เป็นความบ้าลักษะหนึ่งนั่นเอง เหมือนเป็นการเล่นเกม แต่สำหรับผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตาแล้ว ก็มักจะมีพฤติกรรมลักษณะนี้ทั้งนั้น

กรณีที่สอง เมื่อข้าพเจ้าไปหาหมอคนนี้ ข้าพเจ้าถามว่า “หมอครับ หมอเขียนอะไรลงบนกระดาษแผ่นนี้ และมันจะช่วยผมได้อย่างไร” คำถามแบบนี้เท่ากับว่าข้าพเจ้าได้เริ่มใช้เหตุผลแล้ว และนายแพทย์ผู้นั้นก็เป็นคนมีเหตุผล เขาพยายามอธิบายให้ฟังว่า “คุณเป็นโรคนี้ ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคตัวนี้ ผมเขียนใบสั่งยาให้คุณไปซื้อยา ถ้าคุณกินยานี้ มันก็จะไปทำลายเชื้อโรคนี้ และเมื่อใดที่เชื้อโรคนี้ถูกทำลาย คุณก็จะหายจากโรค” ข้าพเจ้าฟังแลวรู้สึกว่าหมอของข้าพเจ้าช่างเก่งเหลือเกิน เมื่อข้าพเจ้ากลับไปถึงบ้าน แทนที่จะเริ่มกินยา ข้าพเจ้ากลับไปเที่ยวคุยอวดกับเพื่อนบ้านว่าหมอของข้าพเจ้าเป็นหมอที่ดีที่สุด หมอคนอื่นล้วนไม่ได้เรื่อง ใบสั่งยาที่หมอของข้าพเจ้าให้มาเป็นของจริง ใบสั่งยาอื่นๆ ไม่ใช่ แล้วเราก็จะเฝ้าแต่ถกเถียงกันโดยไม่มีใครกินยา และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมของหมู่ชนทั้งหลาย

ท่านผู้บรรุธรรมทุกท่านรู้ว่า ความทุกข์ยากนั้นมีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง ผู้คนเป็นจำนวนมากเจ็บป่วยเพราะกิเลสในใจ ด้วยความรักและความเมตตา ท่านจึงได้ให้ใบสั่งยาเขาทั้งหลาย จงรับประทานธรรมโอสถนี้เสีย แล้วท่านจะพ้นจากความทุกข์

ครั้นเวลาล่วงเลยไป ผู้คนต่างค่อยๆ พากันลืมธรรมโอสถขนานนี้ไปเสียสิ้น พวกเขาไม่ได้กินยาขนานนี้เลย แต่พวกเขากลับไปพัฒนาความยึดติด เขากลับไปยึดมั่นในองค์ศาสดาของศาสนาที่ตนนับถืออย่างงมงาย โดยเชื่อว่าศาสดาของศาสนาของเขาเป็นผู้ที่ตรัสรู้อย่างแท้จริง ศาสดาองค์อื่นไม่ใช่ ศาสดาของเขาเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดอย่างแท้จริง องค์อื่นไม่ใช่ ศาสดาของเขาเป็นนักบุญที่แท้จริง องค์อื่นๆ ไม่ใช่ มีแต่ตั้งหน้าถกเถียงกันระหว่างนิกายนี้กับนิกายนั้น ระหว่างนิกายนั้นกับนิกายโน้น

ความงมงายเช่นนี้ ความบ้าคลั่งเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะเรารับธรรมะด้วยศรัทธาอย่างมืดบอด หรือด้วยการคิดเอาตามเหตุผลของตนเท่านั้น แต่เมื่อใดที่เรารับประทานธรรมโอสถแล้ว ธรรมดาโอสถก็จะช่วยเราให้สามารถพัฒนาไปสู่ปัญญาขั้นที่สามคือภาวนามยปัญญาได้ แล้วเราก็จะได้ประจักษ์ถึงสาระและคุณค่าของธรรมะด้วยตัวของเราเอง


วันนี้วันวิสาขบูชา ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะปฏิบัติบูชาเพื่อวันหนึ่งเราจะได้มีภาวนามยปัญญากันนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Thaidhamma.net: ธรรมบรรยาย หลักสูตร 10 วัน โดยท่านอาจารย์โกเอนก้า

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ใช้กรรมด้วยความสนุก

20160923_joeyboy

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด เคยนั่งคิดนะว่ามนุษย์เกิดมาใช้กรรม แถมเป็นสัตว์ขี้เบื่อ มนุษย์ก็เลยเบื่อกรรมที่ตัวเองต้องผจญอยู่ทุกวัน เลยเสาะแสวงหากรรมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียกมันว่าความสุขเท่านั้นเอง แค่เข้าใจสิ่งต่างๆ แล้วก็ทำไป

– อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต
a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016
สัมภาษณ์: วรรณวนัช ท้วมสมบูรณ์, ปริญญา ก้อนรัมย์
ถ่ายภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี
สไตลิสต์: Hotcake


ถ้าใครได้ดู The Voice Thailand สัปดาห์ที่แล้ว อาจจะถึงกับอึ้งที่เห็นพี่ก้องขึ้นไปโซโล่กีตาร์ขั้นเทพเพลง Black in Black

มาสัปดาห์นี้ผมก็ได้อึ้งกับโค้ชอีกคนหนึ่งคือพี่โจอี้บอย ที่มาให้สัมภาษณ์ลง a day BULLETIN

อึ้งเพราะได้เห็นมุมมองเกี่ยวกับธรรมะที่ลึกซึ้งมาก ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของพี่เขาไม่น้อย

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด

เป็นการตีความธรรมะในรูปแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน

แต่จริงๆ แล้วมันก็คือแก่นเดียวกับที่พระท่านสอน ว่าถ้าหากมีความทุกข์ จงใช้ความทุกข์นั้นให้เป็นประโยชน์สำหรับการภาวนา

แต่ภาษาพี่โจอี้น่าจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า

คือในเมื่อเราเกิดมาแล้ว และต้องมาเจอกับผลลัพธ์ (วิบาก) ของการกระทำของเราในอดีต (กรรม) แทนที่จะไปตีโพยตีพายว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ สู้สนุกกับมันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

เพราะเวลาของเรามีน้อย และพลังงานของเราก็มีจำกัด จึงไม่ควรสูญเสียมันไปกับการฟูมฟายหรือกระวนกระวายใจ

เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะโอเคเสมอครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ธรรมะ Q&A

20160718_dhamma

วันนี้วันพระ มาคุยกันเรื่องธรรมะกันซักวันนะครับ

ขอเขียนเป็นแนวถามเอง-ตอบเอง โดยใช้ความรู้และความรู้สึกของตัวเองล้วนๆ ดังนั้น ผมจึงขอให้อ่านอย่างมีวิจารณญาณและมีเมตตานะครับ

Q: ธรรมะคืออะไร?

A: ตามความเข้าใจของผม ธรรมะก็คือการศึกษาธรรมชาติของกายและใจเราเอง

Q: ศึกษาเพื่ออะไร?

A: ศึกษาเพื่อให้รู้ว่า แท้จริงแล้วธรรมชาติของกายและใจเรานั้นถูกความทุกข์เสียดแทงตลอดเวลา ไม่น่ายึดถือไว้เลย

Q: จะมีแต่ความทุกข์ได้อย่างไร ก็เห็นๆ อยู่ว่าเดี๋ยวมันก็ทุกข์บ้าง สุขบ้าง อย่างตอนกินข้าวอิ่ม หรือตอนถ่ายท้อง หรือตอนมีความรักก็มีความสุขดีนี่?

A: ผู้รู้บอกว่า ถ้าเข้าใจถ่องแท้ จะเห็นเลยว่ามีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย แต่เพราะว่าเห็นว่ามีทั้งสุขและทุกข์นี่แหละ เราถึงต้องกลับมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Q: แล้วเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันไม่ดีตรงไหน?

A: ไม่ดีตรงที่เกิดเราอาจจะไม่ได้โชคดีได้มาเกิดในสุคติภูมิก็ได้ การไปเกิดในทุคติภูมินี่ชีวิตแย่กว่าเป็นมนุษย์ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

Q: แล้วคุณรู้ได้ไงว่าสังสารวัฏมีอยู่จริง?

A: ไม่รู้ แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าพระพุทธเจ้าไม่น่าจะโกหกเรานะ

Q: ท่านคงไม่โกหกหรอก แต่คำสอนที่สืบทอดกันมาอาจจะมีการดัดแปลงเพิ่มเติมพระไตรปิฎกให้เรื่องราวพิสดารเกินเหตุก็ได้นี่?

A: ก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเรื่องราวใดเป็นเรื่องโกหก อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วออกมาให้ข้อมูลคัดค้านบ้าง แต่เท่าที่ผมเห็น พระหลายๆ องค์ก็ออกมายืนยันถึงความมีอยู่จริงของภพภูมิอื่นๆ

Q: แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะมีอยู่จริงอยู่ดีนี่?

A: วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองยังไงล่ะ เพราะแม้สุดท้ายแล้ว สังสารวัฏจะไม่มีอยู่จริง แต่การมีธรรมะอยู่ในใจก็จะทำให้เราใช้ชีวิตนี้ได้อย่างมีความสุขแล้ว

Q: กลับมาที่เรื่องศึกษาธรรมะ ทำยังไงถึงจะดูออกว่ากายนี้ใจนี้เป็นทุกข์?

A: ก็ด้วยการฝึกสติปัฎฐานสี่ หรือที่เราเรียกกันว่าวิปัสสนา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ไม่มีในศาสนาอื่น

Q: สติปัฏฐานสี่คืออะไร ทำไม่ชื่อมันฟังดูยากจัง?

A: ชื่อมันฟังดูยากไปอย่างนั้นเอง แต่ถ้าลองแตกคำดูดีๆ มันก็คือการฝึกสติด้วยการใช้ฐานใดฐานหนึ่งในสี่ฐานคือกาย เวทนา จิต ธรรม

– กายานุปัสสนาก็คือการฝึกสติโดยใช้กายเป็นฐาน เช่นยืน เดิน นั่ง นอนก็คอยรู้คอยดูกายไปเรื่อยๆ

– เวทนานุปัสสนา (อ่านว่า “เว ทะ นา”) คือการใช้ความรู้สึกเป็นฐาน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกทางใจเช่นสุขหรือทุกข์ก็รู้ หรือความรู้สึกทางกายอย่างเย็น ร้อน คัน ปวด จั๊กจี้ อึดอัด

– จิตตานุปัสสนาคือการใช้ความคิดเป็นฐาน เช่นโลภก็รู้ โกรธก็รู้ กำลังคิดมากก็รู้ กำลังน้อยใจก็รู้

– ธัมมานุปัสสนาคือการพิจารณาธรรมทั้งหลายเช่น นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อริยสัจ ๔ ฯลฯ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร แต่ขอบอกว่ามันแอดว๊านซ์ไป เท่าที่ผมรู้ นอกจากพระพุทธเจ้าแล้วยังไม่เคยมีใครใช้ธัมมานุปัสสนาจนบรรลุได้

Q: แล้วสติปัฏฐานสี่นี่เราต้องทำทั้งสี่อย่างเลยรึเปล่า?

A: ไม่จำเป็น ถ้าเปรียบนิพพานเป็นห้องๆ หนึ่ง กายาฯ เวทนาฯ จิตตาฯ ธัมมาฯ ก็เป็นเหมือนประตูสี่บานที่เปิดเข้าสู่ห้องเดียวกัน

Q: แล้วหลักการใหญ่ๆ ของวิปัสสนาคืออะไร?

A: เท่าที่ผมจับใจความได้มีดังนี้

– รู้เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในกายในใจเรา (การเพ่งไฟหรือเพ่งกษิณจึงไม่ใช่วิปัสสนา)

– รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่โกรธเมื่อชั่วโมงที่แล้วเพิ่งมารู้ตัวเอาตอนนี้

– รู้อย่างเป็นกลาง คือรู้แล้วไม่ตัดสินว่าสภาวนะดีหรือไม่ดี เพราะถ้าเราไม่เป็นกลางเมื่อไหร่ ใจเราจะเริ่มทำงานใจเราจะเริ่มคิด และเมื่อคิดเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้เมื่อนั้น

Q: เป้าหมายของวิปัสสนาคืออะไร?

A: ให้เห็นถึงไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

Q: ศัพท์ยากอีกแล้ว

A: อนิจจังคือเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่นเมื่อกี้ยังอารมณ์ดีอยู่ ตอนนี้อารมณ์เสียแล้ว

ทุกขังคือเห็นสภาะวะบีบคั้นที่อยู่ในกายในใจเราเสมอมา เช่นนั่งอยู่ซักพักเริ่มเมื่อยนั่นก็คือทุกข์อย่างหนึ่ง

ส่วนอนัตตาคือให้เห็นว่าสภาวะต่างๆ ไม่ใช่ตัวเราหรือของๆ เรา เช่นเวลาเรานั่งแล้วปวดขา ให้เห็นว่าขากับอาการปวดนั้นอยู่คนละส่วน ขาก็อยู่ส่วนหนึ่ง ความปวดก็เป็นเวทนาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในขา หรือที่เขาเรียกกันเท่ๆ ว่า “แยกรูป-แยกนาม” นั่นแหละ

หรือเวลาเราโกรธ จริงๆ แล้วตัวเราไม่ได้โกรธ แต่ความโกรธต่างหากที่เป็นสภาวะแปลกปลอมที่แทรกซ้อนเข้ามา เป็นแค่แขกที่มาเยี่ยมใจเรา ซักพักเดี๋ยวเขาก็ไป

Q: เห็นไตรลักษณ์แล้วยังไงต่อ?

A: ก็ไม่ยังไงต่อ ได้แต่ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งเรา “เข้าใจ” จริงๆ ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดติด เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถูกความทุกข์เสียดแทงตลอดเวลา และยึดเอามาเป็นของเราไม่ได้ซักอย่าง

Q: แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามาถูกทางแล้ว?

A: น่าจะมีสองขั้นตอน คือศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าเพื่อเข้าใจหลักใหญ่ใจความ จากนั้นก็พิจารณาโดยใช้ common sense เปรียบเทียบดูว่าผลลัพธ์ที่ได้มามันใกล้เคียงกับที่พระพุทธเจ้าสอนรึเปล่า

Q: ผลลัพธ์เช่นอะไรบ้าง?

A: เราเห็นกิเลสตัวเองบ่อยขึ้นไหม? เรามีสติบ่อยขึ้นรึเปล่า? ตอนโกรธเรารู้ตัวรึเปล่า? เรามีใจที่เป็นกลางกับสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้นรึเปล่า? ถ้าคำตอบคือใช่ก็แสดงว่าเราน่าจะยังมาถูกทางอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรฟังควรอ่านธรรมะจากผู้รู้ด้วย

Q: ถ้าอยากศึกษาเรื่องพวกนี้ควรไปหาอ่านจากที่ไหน?

A: ที่ผมรู้จักและอยากแนะนำมีอยู่สามที่คือ dungtrin.com ของดังตฤณ thaidhamma.net ของอาจารย์โกเอ็นก้า และ dhamma.com ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

Q: แต่ละวันก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปปฏิบัติ?

A: ถ้าคุณก็มีเวลาอ่านบทความนี้มาถึงบรรทัดนี้ ก็แสดงว่าคุณมีเวลาปฏิบัติแล้วล่ะ

Q: อย่ามาพูดให้รู้สึกผิดได้มั้ย ถามดีๆ ก็ตอบดีๆ สิ

A: สำหรับคนเมืองอย่างเรา วิธีที่ง่ายสุดคือปฏิบัติในชีวิตประจำวันนี่แหละ เช่นเวลาแปรงฟันก็รู้สึกถึงฟันที่กำลังถูกแปรงถูไถ เวลาอาบน้ำก็รู้สึกถึงความรู้สึกเย็นๆ เวลาน้ำกระทบร่างกาย เวลากินข้าวก็รู้สึกถึงรสชาติอาหาร เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าก็ให้ลองดูร่างกายของตัวเองที่มันเคลื่อนไหว ตอนขึ้นลิฟต์แทนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเพื่อฆ่าเวลา ก็ลองสังเกตลมหายใจของตัวเองดู แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนเข้านอนก็ควรจะสวดมนต์และนั่งสมาธิซักหน่อยเพื่อให้ใจได้ผ่อนคลายและหลับสบายนะ

Q: แต่ชีวิตเรายุ่งมากเลยนะ หาเวลามาปฏิบัติไม่ได้เลย

A: ยิ่งยุ่งจนไม่มีเวลาแปลว่ายิ่งต้องปฏิบัติเลยล่ะ และคำถามก็คือ เรายุ่งเพราะอะไร? ยุ่งเพราะเรากำลังใช้ชีวิตตามเป้าหมายบางอย่างอยู่ใช่หรือไม่? เช่นอยากจะมีแฟนสวยๆ อยากจะได้เลื่อนตำแหน่ง อยากจะมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้?

คุณพศิน อินทรวงค์ เคยเขียนไว้ในบทความชื่อ 10 ความจริงสูงสุดที่ทุกคนควรตระหนักว่า

ตลอดกาลเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ขอให้เชื่อเถอะว่า เราเคยตั้งเป้าหมายชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน และขอให้เชื่อเถอะว่า ทุกเป้าหมาย ทุกความปราถนา ทุกความสำเร็จ ทุกความอยากมี อยากได้ อยากเป็น เราล้วนเคยบรรลุมาแล้วก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น คงเหลือเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่เรายังไม่เคยบรรลุ นั่นคือเป้าหมายแห่งการไม่เกิด ไม่ตาย

วันนี้วันพระ ขอให้ธรรมะคุ้มครองใจเรานะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ประโยคสุดท้าย

20160519_Lastwords

วันนี้วันศุกร์ และเป็นวันพระ จึงขอพูดคุยเรื่องธรรมะเปลี่ยนบรรยากาศบ้างนะครับ

ลองนึกภาพไปในวันที่คุณมีอายุ 80 ปี ตอนนั้นเป็นเวลาสามทุ่มกว่าๆ และคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงที่บ้าน

คุณรู้สึกว่าอาจจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้แล้ว จึงเรียกลูกหลานให้มาคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

สิ่งที่คุณจะฝากฝังไว้กับลูกหลานคืออะไร?  และประโยคสุดท้ายที่คุณจะพูดคืออะไร?


ย้อนกลับไปในวันเดียวกันนี้เมื่อ 2559 ปีที่แล้ว เป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือนหก

พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับที่ใต้ต้นสาละ ในพระราชอุทยานของมัลลกษัตริย์ นครกุสินารา ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของอินเดียไม่ไกลจากชายแดนประเทศเนปาลในปัจจุบัน (ผมเปิด Google Earth มาให้ดูด้วยครับ)

จากนั้น พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกมัลละกษัตริย์เข้าเฝ้าและได้ตรัสแก้ปัญหาของสุภัททะปริพาชก จนเกิดศรัทธาขอบรรพชาด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายในบรรดาสาวกที่ทันเห็นพระพุทธองค์ แล้วตรัสให้พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นผู้สืบศาสดาไว้ว่า

…อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว…

จากนั้น ท่านก็ได้ตรัสพระโอวาทที่สำคัญ ๆ อีก 4-5 เรื่อง จนในที่สุดจึงได้ตรัสพระปัจฉิมโอวาทว่า

“หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ”

“ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ผมขอแตกปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าออกมาเป็นสี่ประเด็นหลัก

1. ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเสื่อมสลาย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งภูเขาหรือดวงดาว ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน ทุกอย่างมีวันที่ต้องดับสูญ ดังนั้นจงยอมรับความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นธรรมดาของชีวิต เพราะถ้าดวงดาวยังดับสลายได้ นับประสาอะไรกับสิ่งที่เรียกว่า ความรัก ความสัมพันธ์ การงาน หน้าตา ทรัพย์สิน หรือร่างกายของเรา เราจึงต้องอยู่กับมันอย่างมีปัญญา ไม่ยึดติดว่ามันจะคงอยู่กับเราตลอดไป

2.ยังประโยชน์แก่ตนเองให้ถึงพร้อม เราควรจะดูแลตัวเอง ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ หาความรู้ เจริญสติและปัญญาด้วยการภาวนาเพื่อยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น จะได้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

3. ยังประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยการตั้งใจทำหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายมา ให้ความเมตตากับคนที่ด้อยกว่า ให้อภัยกับคนที่ทำผิดกับเรา สร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น ให้เขารู้สึกว่าดีจังที่ได้มารู้จักคนๆ นี้

4. ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ด้วยการทำบุญทำทานไว้บ้าง นั่งรถก็อย่าลืมรัดเข็มขัด เหล้ากับบุหรี่เลี่ยงได้ก็เลี่ยง สถานที่อโคจรถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไป ให้เวลาและทำดีกับคนที่เรารักเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจะอยู่กับเราถึงเมื่อไหร่ และใช้ชีวิตในแบบที่เราจะไม่ต้องมานั่งเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง

เนื่องในวันวิสาขบูชานี้ เรามาปฏิบัติบูชาพระพุทธองค์ด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีสติและทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่กันนะครับ


ขอบคุณปัจฉิมโอวาทและคำแปลจาก Phutta: ทรงประทานปัจฉิมโอวาท และ Wikipedia วันวิสาขบูชา

ขอบคุณภาพถ่ายสถานที่ปรินิพพานจาก Google Earth: Pariniravana Stupa

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โมฆะบูชา

20160222_MokaBucha

วันนี้วันพระ ขอคุยเรื่องธรรมะกันซักหน่อยนะครับ

ธรรมะคืออะไร?

ธรรมะไม่ใช่บทบัญญัติของพระพุทธเจ้า แต่เป็นความจริงที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาเผยแพร่ต่อ

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบคืออะไร?

สิ่งทีท่านทรงค้นพบคือทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ สภาวะที่ทุกข์ดับ และหนทางแห่งการดับทุกข์ ที่เราเรียกกันว่าอริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ

ทุกข์คืออะไร?

ทุกข์คือสภาวะที่ทนอยู่ได้ยากเพราะร่างกายและจิตใจของเราถูกบีบคั้น

พูดอีกนัยหนึ่ง ตัวทุกข์ ก็คือกาย คือใจเรานี่เอง

ทุกข์ทางกายเกิดขึ้นตลอดเวลา นั่งอยู่เฉยๆ ก็เมื่อย กินอิ่มๆ ซักพักก็หิวใหม่ ขนาดแค่หายใจยังทุกข์เลย (ไม่เชื่อลองหายใจเข้าอย่างเดียวดู)

ทุกข์ทางใจก็เกิดขึ้นตลอดเวลา เจอสิ่งที่ไม่ชอบก็เป็นทุกข์ พรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์

บ่อเกิดแห่งทุกข์คืออะไร?

คือความไม่รู้ หรืออวิชชา

เมื่อไม่รู้จึงเกิดการปรุงแต่งเป็นสังขาร (สังขารในที่นี้ไม่ได้แปลว่าร่างกายนะครับ แต่หมายถึงการปรุงแต่งทางจิตใจ คือพอมีอารมณ์อะไรมากระทบ เราก็คิดปรุงแต่งไปเรื่อย)

สังขารเป็นอาหารของวิญญาณ เมื่อมีสังขารเกิดขึ้น วิญญาณใหม่ๆ จึงเกิดขึ้น

เมื่อมีวิญญาณก็ต้องหารูป-นาม คือร่างกายและจิตใจเพื่อให้วิญญาณเป็นที่อาศัย

เมื่อมีร่างกายและจิตใจ จึงมีอายตนะหรือประสาทสัมผัสทั้งหก คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เมื่อมีประสาทสัมผัส จึงเกิดการสัมผัสหรือ “ผัสสะ” คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส และรับรู้อารมณ์

เมื่อเกิดผัสสะ จึงเกิดเวทนา (อ่านว่า เว ทะ นา) อันหมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ก็ถือเป็นเวทนาทั้งนั้น

เช่นเมื่อลิ้นสัมผัสกับซูชิโอโทโร่ที่ละลายในปาก ก็รู้สึกฟิน

หรือถ้าเห็นหน้านักการเมืองที่เราไม่ชอบ ก็รู้สึกโกรธแค้น

หรือถ้าเราอ่านบทความจากบล็อกเกอร์บางคน แล้วก็รู้สึก “งั้นๆ” เป็นต้น

เมื่อมีเวทนา สิ่งที่ตามมาก็คือตัณหา (craving) คือความรู้สึกอยากกินซูชิอีกหลายๆ คำ

เมื่อมีตัณหา จึงเกิดอุปาทาน (ซึ่งในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “คิดไปเอง” นะครับ) อุปาทานคือความยึดติด (clinging) ในสภาวะที่ประสบอยู่นี้

เมื่อมีอุปาทาน จึงเกิดการสร้างภพขึ้น

ภพ ก็คือ ภาวะ หรือ สภาวะ

ตอนที่เราตาย หากกระบวนการสร้างภพยังดำเนินอยู่ นั่นจะเรียกว่า อุปัตติภพหรือภพแห่งการเกิด โดยสภาวะจิตใจของเราในขณะนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าเราคู่ควรจะไปเกิดในภพภูมิไหน

แสดงว่าตอนที่เราตายเมื่อชาติที่แล้ว เราสร้างภพที่ดี จึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์

แต่แม้ว่าชาตินี้เราจะเป็นมนุษย์ แต่วันๆ หนึ่งเราจะสร้างภพเล็กๆ ขึ้นมากมาย ถ้าเราอารมณ์ดีเราก็สร้างภพแแห่งเทวดา พอตอนโมโหเราก็สร้างภพแห่งสัตว์นรก พอเรากำลังโลภเราก็สร้างภพแห่งเปรต หรือพอเรากำลังเล่นเฟซบุ๊คเพลินๆ ก็กำลังสร้างภพเดรัจฉานขึ้น

เมื่อมีภพ จึงมีชาติหรือการเกิดใหม่

เมื่อมีการเกิด จึงมีการ แก่ การเจ็บ การตาย

เมื่อเจ็บ เมื่อตาย ก็ย่อมมีแต่ความเศร้าโศกทุกข์ใจ

พอแถมด้วยอวิชชาเข้าไปอีก วงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบจึงเกิดขึ้น

ที่ผมกล่าวมาคือปฏิจจสมุปบาทครับ

อวิชชา > สังขาร > วิญญาณ > สฬายตนะ* > ผัสสะ > เวทนา > ตัณหา > อุปาทาน > ภพ > ชาติ > ชรามรณะ > โศกปริเทวะ > อวิชชา

(* สฬ + อายตนะ, “สฬ” แปลว่าหก)

แล้วการเวียนว่ายตายเกิดมันไม่ดียังไง?

เราอาจจะมองว่า ตอนนี้ชีวิตเราก็ดี๊ดี อาจจะมีทุกข์บ้าง แต่ก็มีความสุขมากกว่า ได้เรียนรู้ ได้ผจญภัย ได้เติบโต

แต่นั่นเพราะว่าเราได้เกิดเป็นมนุษย์ไงครับ

ภพมนุษย์นั้นเป็นเพียงแค่หนึ่งภพในอีก 31 ภพภูมิ ซึ่งถ้าโชคดีไป “ไปสู่สุคติ” ก็แล้วไป เพราะนั่นแปลว่าเราได้ไปเกิดในภพมนุษย์หรือเทวดาขึ้นไป

แต่ถ้าโชคร้ายไปเกิดในทุคติภูมินี่งานเข้าเลยนะครับ เพราะโอกาสจะกลับขึ้นมาสู่สุคติภูมิใหม่นี่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ

ได้เกิดในภพมนุษย์ แถมเกิดในเมืองพุทธ เรายังไม่สนใจปฏิบัติธรรมกันเลย

ถ้าได้ไปเกิดเป็นน้องหมาหรือเป็นเปรต คิดหรือว่าจะมีโอกาสได้เลื่อนชั้น?

ทำยังไงถึงจะได้เกิดเป็นมนุษย์หรือได้เกิดในสุคติภูมิ?

อย่างที่อธิบายไปในสองข้อที่แล้วว่า คนเรามีการสร้างภพตลอดเวลา

ภพเล็กๆ เรียกว่า กรรมภพ (หรือกัมมภพก็ได้) วันหนึ่งเราจึงมีหลายโหมด เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวใจกว้าง เดี๋ยวใจแคบ

ส่วนภพใหญ่ที่เรียกว่าอุปัตติภพนั้นจะเกิดขึ้นหนึ่งครั้งคือตอนที่เราจะเกิด โดยสภาวะจิตใจของเราขณะที่เราตายไปจากภพมนุษย์นี้จะเป็นตัวบอกว่าเราสมควรไปเกิดภพภูมิไหน

ถ้าจิตเราหนักๆ เต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ หรือเซลฟ์จัด ใจของเราก็ย่อมดิ่งลงส่งภพภูมิที่ต่ำๆ อย่างภพของเปรต สัตว์นรก หรืออสูรกายเป็นต้น

แต่ถ้าจิตใจเราเบาสบาย มองย้อนกลับไปแล้วรู้ตัวว่าเราทำดีมาทั้งชีวิต จิตของเราก็ย่อมลอยขึ้นไปสู่ภพภูมิที่อยู่สูงขึ้นไป

วิธีการทำให้จิตใจเราสบายก็คือการมีสตินั่นเอง

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้ามีสติ ก็ได้ไปดี

ถ้าไม่มีสติ (โลภ โกรธ หลง) ก็ไปไม่ดี

ดังนั้นการปฏิบัติธรรม คือการออกกำลังใจให้มีสติรู้ตัวอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสุดๆ ในวินาทีชี้เป็นชี้ตายว่าเราจะได้ “ไปต่อ” หรือจะ “ตกชั้น”

ถึงได้เกิดในภพที่ดีในชาติหน้า ก็ไม่ได้การันตีว่าชาติต่อๆ ไปจะไม่ตกชั้น แล้วจะทำยังไงดี?

ทางเดียวที่จะช่วยให้แน่ใจได้ว่าจะไม่ลงไปภพภูมิที่ต่ำกว่าภพภูมิมนุษย์อีก คือการเป็นพระโสดาบันให้ได้

การเป็นพระโสดาบัน หมายถึงการได้เห็นพระนิพพานแล้วครั้งหนึ่ง จิตใจจะหมดความสงสัยในความมีอยู่จริงของนิพพาน จะถือศีลห้าได้โดยอัตโนมัติ ความทุกข์จะหายไป 99% และเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติก่อนจะได้ไปอยู่ใน “ชั้นพิเศษ” ที่ไม่ต้องกลับมาเวียนวนในสังสารวัฎ 31 ภพภูมิอีก

การจะไปให้ถึงโสดาบันฟังดูเป็นเรื่องยากและไกลเกินฝัน

แต่ผมเชื่อว่ามันไม่ยากไปกว่าเป้าหมายอื่นๆ ที่อินเทรนด์กันอยู่หรอกนะครับ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากมีอิสรภาพทางการเงินกันทั้งนั้น

จะเพิ่มเป้าหมายที่จะมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณไปด้วยก็ฟังดูดีออก

ทำยังไงถึงจะได้เป็นพระโสดาบัน?

พระพุทธเจ้าท่านว่า ทางเดียวที่จะไปถึงพระนิพพานได้คือการทำสติปัฏฐานสี่ หรือการทำวิปัสสนานั่นเอง

การทำวิปัสสนาคือการตามรู้กาย ตามรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยใจที่เป็นกลาง เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

กลับมาดูที่วงจรนี้กันอีกครั้ง

อวิชชา > สังขาร > วิญญาณ > สฬายตนะ > ผัสสะ > เวทนา > ตัณหา > อุปาทาน > ภพ > ชาติ > ชรามรณะ > โศกปริเทวะ > อวิชชา

เราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีอายตนะ มีผัสสะ และมีเวทนา

แต่ห่วงโซ่ข้อที่เราตัดได้คือคือข้อ เวทนา > ตัณหา ครับ

ถ้าเราสามารถตามรู้สภาวะทุกอย่างด้วยใจเป็นกลาง ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ใจก็จะไม่ยึดติด ตัณหาก็ไม่เกิด

เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานก็ขาด ภพก็ขาด ชาติก็ขาด

ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป ไม่ว่าจะในภพภูมิไหนๆ

ที่เรายังมีตัณหาอยู่ตอนนี้ เพราะใจของเรายังยึดติด ยังเห็นว่าร่างกายและจิตใจเป็นของดีของวิเศษ

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราใช้วิปัสสนาสำรวจร่างกายและจิตใจจนชำนาญแล้ว เราจะพบความจริงที่ว่า กายนี้ใจนี้มีแต่ความเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) กายนี้ใจนี้ถูกบีบคั้นตลอดเวลา (ทุกขัง) และกายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของเรา (อนัตตา)

เมื่อ “เข้าใจ” ในประเด็นนี้อย่างถ่องแท้ เราก็จะเลิกยึดถือในกายในใจ และเป็นอิสระโดยแท้จริง

ชักเริ่มสนใจปฏิบัติธรรมนิดๆ แล้ว เริ่มยังไงดี?

ผมเองก็ยังประสบการณ์ไม่มากนัก และช่วงนี้ก็ย่อหย่อนไปไม่น้อย แต่ขอแนะนำสองสามข้อนี้ครับ

ดาวน์โหลดธรรมเทศนาจากเว็บไซต์ dhamma.com ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ไว้ฟังบนรถ

จัดเวลาวันละห้านาที ให้ได้นั่งเฉยๆ เพื่อคอยรู้กายรู้ใจตัวเอง

ลองไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ที่ผมเคยไปมาคือการฝึกวิปัสสนาตามแนวทางของท่านโกเอนก้า เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต

วันนี้วันมาฆบูชา เป็นโอกาสอันดีที่จะศึกษาพระธรรม

พระธรรมคือความจริง

ทุกคนก็อยากรู้ความจริงกันทั้งนั้น เราถึงชอบอ่านข่าวก๊อซซิปดาราและด่านักการเมืองศรีธนญชัย

เรารักที่จะรู้ความจริงภายนอก แต่เรากลับหลีกเลี่ยงที่จะค้นหาความจริงภายใน

เราพร้อมเอาเวลาไปลงกับเรื่องอื่นเพื่อสร้างชื่อเสียง สร้างฐานะ สร้างทรัพย์สมบัติ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายแล้วก็เอาติดตัวไปไม่ได้ซักอย่าง

วันนี้วันมาฆบูชา

ลองสำรวจตัวเองนะครับว่าเรากำลัง “โมฆะบูชา” มากไปหรือเปล่า

ไม่เคยสาย และไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะเริ่มออกเดินทาง

ที่จะทำให้ชีวิตนี้ไม่เป็นโมฆะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

ธรรมะเพื่อการพ้นทุกข์ : พระธรรมเทศนา mp3 และบันทึกวิดีโอ

ThaiDhamma: การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ความทุกข์เหมือนคนที่รักเรา

20160121_DukhaLovesYou

“ความสุขเหมือนคนที่เรารัก
ความทุกข์เหมือนคนที่รักเรา”

– อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
กิเลสแมเนจเม้นท์ 

—–

ประโยคของอาจารย์กำพลช่วยเตือนสติเราได้ดี

ว่าคนเรานั้นวิ่งเข้าหาแต่ความสุข ดังชายหนุ่มเพียรพยายามเข้าหาหญิงสาวแสนสวยที่ใครต่อใครหมายปอง

นอกจากจะต้องออกแรงหนักหนาเพื่อให้ได้มาแล้ว ความสุขยังเล่นตัวอีกด้วย อยู่กับเราแค่เดี๋ยวเดียวก็จากไป

ไม่เหมือนกับความทุกข์ที่รักเราอย่างยิ่ง ไม่ต้องไปเสาะแสวงหา อยู่เฉยๆ เขาก็มาเยือน แถมมักอยู่กับเรานานกว่าความสุขไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ต่อให้ไล่ก็ไม่ยอมไป

แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของความสุข-ความทุกข์นี้ได้อย่างไร?

อย่างแรกก็เหมือนกับที่กล่าวไปข้างต้น ว่าเราควรจะวิ่งตามหาความสุขอย่างมีสติ และรู้เท่าทันด้วยว่า มันไม่ได้รักเรานะ

ในทางกลับกัน ก็ต้องยอมรับว่าความทุกข์คือธรรมชาติอย่างหนึ่งที่จะคงอยู่ตราบใดที่เรายังมีชีวิต หรือพูดภาษาพระก็คือตราบที่เรายังครองขันธ์ 5 อยู่

ในเมื่อหนีกันไม่พ้นแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้คือการอยู่กับมันอย่างสันติ ไม่รังเกียจ แต่ก็ไม่คลุกคลี เพราะทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น

เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว จะได้ไม่แสวงหาสุขจนหน้ามืดตามัว และไม่จมอยู่กับกองทุกข์จนทำร้ายตัวเองครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก กิเลส แมเนจเม้นท์ คอร์สเสวนาเพื่อพรรษาที่เปี่ยมสุข

ขอบคุณภาพจาก dhammajak.net

เจริญภาวนาระหว่างเลี้ยงลูก

20151226_BhavanaWithBaby

 

วันนี้ปรายฝนอายุครบสองเดือนแล้วครับ!

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการมีลูกคือผมสวดมนต์-นั่งสมาธิน้อยลงไปมาก

จากที่เคยทำเกือบทุกคืน ตอนนี้แทบไม่ได้ทำเลย

หนึ่งเพราะถ้าสวดมนต์เสียงจะดัง อาจจะไปปลุกลูกที่กำลังหลับอยู่

หรือถ้าลูกไม่หลับ เขาก็กำลังร้องไห้อยู่ จะให้ผมมานั่งสวดมนต์ก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะควรต้องไปช่วยอุ้มลูกก่อน

แต่เหตุผลสำคัญกว่าเรื่องเสียงดัง คือกว่าจะได้เข้านอนผมก็แทบไม่มีแรงเหลือให้นั่งสมาธิ-สวดมนต์แล้ว

พูดก็พูดเถอะ แค่จะเขียนบล็อกให้ได้ซักตอนบางทีต้องรอถึงตีหนึ่งตีสอง เขียนไปพิมพ์ผิดไป เขียนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ดังนั้นพอเขียนบล็อกเสร็จหัวถึงหมอนก็น๊อค สวดมนต์ยังพอได้บ้างแต่นั่งสมาธินี่แทบจะลืมไปได้เลย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ใช่ว่ามีลูกแล้วจะเจริญภาวนาไม่ได้เลย เพราะผมก็ค้นพบหลากหลายวิธีที่เราสามารถภาวนาระหว่างดูแลลูกได้ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟัง เผื่อคุณพ่อคุณแม่ (หรือคนที่กำลังจะเป็น) ท่านใดสนใจจะได้เอาไปประยุกต์ใช้ได้บ้างครับ

1. ดูกาย ลูกผมติดมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (หลายที่ก็บอกว่าให้ติดมือดีกว่าติดเปลนะครับ) ดังนั้นทานนมเสร็จแล้วผมหรือแฟนต้องอุ้มลูกพาเดินไปจนกว่าเขาจะหลับ ผมเองก็เลยอาศัยจังหวะนี้เดินอุ้มลูกไปพร้อมกับการเดินจงกรม คือมีสติคอยรู้ก้าวแต่ละก้าวที่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องนอนครับ

2. ดูเวทนา (อ่านว่าเว-ทะ-นะ) หรือคือการดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ร่างกายและจิตใจ เวลาอุ้มลูกย่อมรู้สึกปวดแขนก็ดูความปวดนั้นไป หรือเวลาอาบน้ำแล้วลูกร้องไห้จ้า ก็ฟังเสียง 100 เดซิเบลของลูกไปด้วยใจเป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าเสียงร้องไห้ของลูกว่าหนวกหูหรือน่าสงสาร

3. ดูจิต อันนี้จะได้ดูหลายทีเลยทีเดียว ตอนอุ้มลูกเดิน ก็จะเกิดความเมื่อยและความง่วงจนเราอยากจะวางลูกลงเต็มแก่ การรู้ทันความรู้สึกอยากวางลูกลงนี่แหละคือการดูจิต เวลาวางลูกลงแล้วลูกรู้สึกตัวร้องไห้จ้า ใจเราก็จะห่อเหี่ยวทันที เราก็ตามรู้ทันความห่อเหี่ยวของใจนั้นก่อนจะอุ้มลูกขึ้นมาเดินทั่วหัองจนหลับใหม่

พอวางลูกลงเป็นครั้งที่สองดันรู้สึกตัวอีก คราวนี้ใจไม่ห่อเหี่ยวแต่เปลี่ยนเป็นโกรธแทนแล้ว เพราะเมื่อยก็เมื่อย ง่วงก็ง่วง ทำไมไม่ยอมนอนซักทีฮะ! รู้มั้ยว่าพรุ่งนี้พ่อต้องไปทำงาน นี่หน้าก็โทรมจะแย่แล้ว ฯลฯ ความคิดด้านลบทั้งหลายที่ประเดประดังเข้ามาในใจตอนนี้ ถ้าเรารู้ตัวเราว่ากำลังโมโหอยู่ ก็ถือว่าเรากำลังภาวนาด้วยการดูจิตนั่นเอง

ด้วยความที่ช่วงนี้นอนน้อยและไม่ค่อยได้นั่งสมาธิ ก็เลยรู้สึกว่าตัวเอง “พร่อง” ในด้านนี้ไปไม่ใช่น้อย แต่ก็หวังว่าหลังจากลูกสาวอายุครบสามเดือน-หกเดือนและเริ่มนอนเป็นเวลามากกว่านี้ ผมจะสามารถกลับมาสวดมนต์-นั่งสมาธิได้เหมือนเดิมครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2558

เรื่องแปลก

20151014_Pramote

แปลกมั้ย?
ยิ่งรู้จักทุกข์ เรายิ่งมีความสุข
ยิ่งวิ่งหาความสุข เรายิ่งทุกข์

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

ใครที่อ่าน a day น่าจะรู้จักการ์ตูน hesheit ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร

(ส่วนคนที่ไม่รู้จัก ชื่อการ์ตูนอ่านว่า he-she-it นะครับ)

มีตอนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก

หนุ่มออฟฟิศคนหนึ่งเพิ่งได้โบนัส 9 เดือน (ขอเรียกว่า “เม่น” แล้วกัน) เม่นดีใจมาก เลยไล่ถามเพื่อนๆ ในทีมว่าได้โบนัสกี่เดือนกันบ้าง

เพื่อนคนแรกบอกว่าได้ 6 เดือน…เม่นรู้แล้วก็กระหยิ่มในใจ

ถามคนที่สอง บอกว่าได้ 3 เดือน…เม่นยิ้มไม่หุบ

ถามคนที่สาม บอกว่าได้ 4 เดือน…เม่นยิ่งดี๊ด๊า

ถามคนที่สี่ บอกว่าได้ 12 เดือน…

เม่นจ๋อยเป็นหมาหงอยเลยครับ

ความสุขเต็มปรอทเมื่อกี๊หายวับไปกับตา

ในเฟรมสุดท้ายของการ์ตูน นางเอกที่เห็นพฤติกรรมของเม่นมาตั้งแต่ต้นก็พูดขึ้นว่า “เพราะเธอโลภมากความสุขน่ะสิ”*

—–

มีคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าพระพุทธเจ้ามองโลกในแง่ร้าย เพราะบอกว่าชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ

ถ้าบอกว่าชีวิตเป็นทุกข์ แล้วจบอยู่แค่นั้น ก็คงจะมองโลกในแง่ร้ายจริงๆ นั่นแหละ

แต่นี่ท่านช่วยชี้ทางออกให้ ด้วยการเชื้อเชิญให้เราเข้าไปศึกษาเรื่องความทุกข์ แถมยังได้ “ปักหมุด” บอกหมดเลยว่าระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง

พวกเราเกือบทุกคน ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อวิ่งหนีสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และวิ่งหาสิ่งที่ตัวเองพึงพอใจ

ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต้อง “ดิ้นรน” อยู่ตลอดเวลา

และเมื่อไหร่ที่ดิ้นรน เมื่อนั้นก็ย่อมทุกข์

ไหนๆ ก็หนีความทุกข์ไม่พ้นแล้ว สู้เผชิญหน้ากับมันซักตั้งดีกว่ามั้ย

เหมือนอย่างที่แมรีคูรีเคยกล่าวไว้ว่า Nothing in life is to be feared, it is only to be understood.

ในชีวิตไม่มีอะไรน่ากลัว มีแต่เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจเท่านั้นเอง

—–

* เนื่องจากอ่านมานานมากแล้ว รายละเอียดคงคลาดเคลื่อนไปไม่น้อย ถ้าใครมีต้นฉบับก็วานบอกหน่อยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก ชุมชนธรรมอารีย์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิ้วที่ 11

20150730_11Inch

“..แต่ละคนสะสมมานานไม่ใช่น้อยๆ นะ
กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่จะมาฟังธรรม
ขนาดนี้ เหลืออยู่นิดเดียวเอง ปฏิบัติธรรม
ให้สมควรแก่ธรรมเท่านั้นเอง เหลือแต่..
ทำเอาเอง มีสติรู้กายรู้ใจไป

อย่าคิดมากนะ แล้วก็อย่าไปเพ่งเอา
คิดมากฟุ้งซ่าน กับเพ่งมากแล้วก็นิ่ง
เกินไป มันจะช้า รู้ซื่อๆ ไป
พวกเราถ้าเทียบเป็นไม้บรรทัดนะ
เราเดินมาถึงนิ้วที่ ๑๑ แล้ว
เมื่อไรมันจะได้ครบ ๑๒ นิ้ว ก็ไม่รู้…”

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–
วันนี้วันพระ

เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ วันที่ตื่นมาตอนเช้าแล้วได้นั่งสมาธิ

พอนั่งสมาธิเสร็จ แฟนที่เพิ่งแชร์บล็อกเรื่องมาริโอของผมเมื่อคืนเสร็จก็บอกว่า สิงห์ Sqweez Animal เสียแล้วนะ 

ผมใจหายแว้บเลย

เพราะเพิ่งเดินสวนกับเขาที่งานหมั้นของเพื่อนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง

คุณสิงห์ เป็นลูกชายของคุณวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งผมรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ

ผมไม่ได้รู้จักกับคุณสิงห์เป็นการส่วนตัว รู้แต่เพียงว่าน้องๆ ในวงดนตรีที่บริษัท (กิ่ง ส้ม ปิ๊ก) ก็กรี๊ดกันอยู่พอดู และผมเองก็เคยรับหน้าที่ร้องเพลงคำบางคำ ตอนที่วงของเราเล่นเพลงนี้ด้วย

—–

เคยเล่าให้ฟังว่าตอนเช้าระหว่างขับรถไปทำงาน ผมมักจะฟัง CD หลวงพ่อปราโมทย์

หลวงพ่อปราโมทย์เคยเป็นฆราวาสอยู่ถึง 48 ปีก่อนจะได้บวช ท่านจึงรู้เรื่องทางโลกเป็นอย่างดี ทำให้การฟังธรรมของหลวงพ่อเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย เข้าถึงคนกรุงและคนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก

อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ท่านดังขึ้นมา ก็คือความสามารถในการอ่านวาระจิตของคนที่ท่านสนทนาอยู่ได้

ไม่ใช่อ่านว่าคิดอะไรอยู่นะครับ แต่อ่านว่าตอนนี้จิตเรากำลังฟุ้งซ่านอยู่ ตอนนี้จิตกำลังตั้งมั่นอยู่ ฯลฯ

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดน่าจะทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดัง ก็คือการทำให้คนจำนวนมากหันมาสนใจเรื่องการภาวนาในชีวิตประจำวัน

เพราะมันง่ายกว่าที่คิดจริงๆ

เมื่อคืนอ่านเจอคำสอนของท่านก็เกิดมีกำลังใจขึ้นมา

“”แต่ละคนสะสมมานานไม่ใช่น้อยๆ นะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่จะมาฟังธรรม ขนาดนี้ เหลืออยู่นิดเดียวเอง”

ถ้าภพภูมิมีจริง และการที่เราเวียนวนเกิดมานับชาติไม่ถ้วนเป็นเรื่องจริง การได้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็ถือว่าเรา “มาได้ไกลมาก” อย่างที่หลวงพ่อว่าจริงๆ นั่นแหละ

“พวกเราถ้าเทียบเป็นไม้บรรทัดนะ เราเดินมาถึงนิ้วที่ ๑๑ แล้ว เมื่อไรมันจะได้ครบ ๑๒ นิ้ว ก็ไม่รู้”

ประโยคนี้ทำให้คิดได้ว่า เราอาจจะมาถึงใกล้เป้าหมายมากกว่าที่เราคิดไว้

คำถามคือ เราจะใช้โอกาสอันมีค่านี้เพื่อที่จะเดินไปถึงนิ้วที่ 12 หรือจะเดินถอยหลัง?

—–

เค้าบอกว่ายุคนี้คือยุคที่กรรมติดจรวด

ใครทำอะไรไม่ดีไว้ กรรมจะตามทันโดยที่ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

แต่บางที กรรมดีก็อาจติดจรวดได้เหมือนกัน

ถ้าเป็นสมัยก่อน หลวงพ่อเทศน์ คนที่ได้ฟังก็คงมีไม่กี่สิบกี่ร้อยคน

แต่การมาของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสามารถดาวน์โหลดธรรมะบรรยายของหลวงพ่อจากที่ไหนก็ได้ในโลก และทำให้มีคนได้ฟังธรรมเป็นพัน เป็นหมื่น หรืออาจเป็นแสนคน

เทคโนโลยีทำให้ผลของกรรมดีและกรรมชั่วของเราทบเท่าทวีคูณได้

ถ้าเราอยู่นิ้วที่ 11 กันจริงๆ ก็ไม่มียุคไหนที่จะง่ายสู่การเดินไปสู่นิ้วที่ 12 เท่ายุคนี้อีกแล้ว เพราะเพียงแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ที เราก็ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว

ในทางกลับกัน ก็ไม่มียุคไหนที่จะเดินถอยหลังกลับไปสู่นิ้วที่ 1 ได้เท่ายุคนี้อีกแล้วเช่นกัน เพราะวัฒนธรรมการเสพติดมือถือและแทบเบล็ต ทำให้เราตกอยู่ใน “ความหลง” ได้มากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา

เมื่อหลงก็ไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ ก็ยากที่จะไปสู่สุคติ

ถ้าใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดมันก็จะพาเราไปสู่นิ้วที่ 12 ได้ในอนาคตอันไม่ไกลเกินไปนัก

แต่ถ้าใช้มันเพียงเพื่อเสพเรื่องราวนอกตัว เรียกร้องความสนใจ ลุ้นยอดไลค์ เราก็คงเป็นแค่ไก่ที่ได้พลอย

การจากไปของสิงห์ Sqweez Animal ช่วยย้ำเตือนสติอีกครั้งว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ

วันนี้ วันพระ เรามาใช้เวลาและชีวิตให้เป็นประโยชน์กันนะครับ

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช | Facebook Group ,  วิมุตติ, Spring News

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

5 คำศัพท์ทางพุทธศาสนาที่คุณอาจเข้าใจผิดตลอดมา

20150814_Picture for Blog

วันนี้วันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผมเลยอยากใช้โอกาสนี้ อธิบายคำศัพท์บางคำ ที่ผมเชื่อว่ามีที่มาจากศาสนาพุทธ แต่หลังจากเราเอามาใช้นานๆ เข้าความหมายก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนเราอาจลืมความหมายเดิมไปแล้ว

ทั้งห้าคำนี้ อธิบายจากความเข้าใจของผมเอง ถ้าคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดอะไรไปก็ขออโหสิกรรมไว้ล่วงหน้า และขอให้ผู้รู้มาช่วยชี้แจงแถลงไขด้วยนะครับ

1.สังขาร
เวลาเราแก่ตัวลง เดินแป๊บนึงก็เหนื่อย นั่งแป๊บเดียวก็เมื่อย เราก็จะบ่นว่า “สังขารไม่เที่ยง” โดยมองว่าสังขารหมายถึงร่างกายที่ต้องโรยราไปตามอายุขัย

จริงๆ แล้วสังขารไม่ได้แปลว่าร่างกายเพียงอย่างเดียวนะครับ

สังขารยังหมายถึง “การปรุงแต่ง หรือ “สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง” อีกด้วย

ถ้าใช้ภาษาที่ง่ายที่สุด (แม้จะไม่ครอบคลุมทั้งหมด) การปรุงแต่งก็คือสิ่งที่หัวสมองของเราคิดครับ ยิ่งเราเป็นพวกคิดมาก การปรุงแต่งก็จะยิ่งมากเป็นเงาตามตัว และสิ่งที่อยู่ในหัว ก็จะแสดงออกมาทางวาจาและการกระทำจนเกิดเป็นกรรม และเพราะจิตของเรามีการปรุงแต่งไม่สิ้นสุด เราจึงก่อกรรมไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เรากลับมาเกิดใหม่ไม่สิ้นสุด

พูดง่ายๆ ว่า สังขาร -> กรรม -> เวียนว่ายตายเกิด

ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่าสังขารก็คือ mental formations และ volitional activities (volitional activities แปลว่าการกระทำด้วยเจตนา)

2. เวทนา
เวลาเราเห็นน้องหมาโดนรุมกัดจนขาเป๋และช้ำเลือดช้ำหนอง เราจะบอกว่าหมาตัวนี้ “น่าเวทนายิ่งนัก” หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือน่าสงสารนั่นเอง

แต่คำว่าเวทนาในศาสนาพุทธ (ซึ่งอ่านออกเสียงว่า “เว-ทะ-นา”) ไม่ได้แปลว่าสงสาร แต่แปลว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายและจิดใจ

เช่นถ้าเราคันหลัง นั่นก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง หรือเดินตากแดดแล้วรู้สึกเหมือนมีไฟมาเผาหัวนั่นก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่ง หรือร้อนตับแตกแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

เคยได้ยินคำคมของโกวเล้งที่ว่า “ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา” มั้ยครับ?

โกวเล้งกำลังพูดถึงเวทนาสองแบบ คือเวทนาที่เกิดทางกาย กับเวทนาที่เกิดทางใจ

เวทนาทางกายคือรสชาติของสุรา
เวทนาทางใจคือความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นตอนร่ำสุรา

ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่าเวทนาก็คือคำว่า sensations และ feelings ครับ

3. ภาวนา
เราอาจจะเคยชินคำภาวนาในบริบทที่ใช้ในเพลง “ภาวนา” ของโก้ Mr.Saxman

ภาวนาให้ใจเธอนั้น ปฏิเสธคำเขาไป
ภาวนาให้ใครคนนั้น อย่าทำให้ใจเธอต้องหวั่นไหว

คำว่า “ภาวนา” จึงเหมือนเป็นการหวังลึกๆ ในใจ

แต่ในศาสนาพุทธ คำว่าภาวนาไม่ได้แปลว่าแอบหวังหรือแอบคิด แต่แปลว่าการเจริญหรือการบำเพ็ญ

หรือถ้าใช้ภาษาง่ายกว่านั้นก็คือการฝึกอบรมจิตด้วยการนั่งสมาธิและการฝึกวิปัสสนานั่นเอง

คำว่าภาวนาในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า spiritual cultivation

4. อธิษฐาน
แต่ก่อนผมเข้าใจมาโดยตลอดว่าอธิษฐานคือการขอ หรือการจุดธูปแล้วบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ได้มารู้ทีหลังว่ามันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก

อธิษฐานแปลว่าการตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวที่จะรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับตัวเอง

เช่นหากเราอธิษฐานว่าจะนั่งสมาธิให้ได้วันละ 5 นาที เราก็จะเพียรพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้ได้ แม้ว่าม้นจะยากเย็นซักแค่ไหน

หรือถ้าเราอธิษฐานจิตว่าจะลดน้ำหนักให้ได้สามกิโล เราก็จะทำตามข้อตกลงนี้ที่ให้ไว้กับตัวเองไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ

ยิ่งเราทำตามที่เราอธิษฐานได้มากแค่ไหน เราก็จะยิ่งเชื่อใจตัวเองมากขึ้น เป็นคนมีสัจจะมากขึ้น และใช้ชีวิตที่ถูกต้องเที่ยงตรงมากขึ้น

คำว่าอธิษฐานในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า resolution หรือ resolute determination นั่นเอง

5. บารมี
จริงๆ คำนี้ก็มีความหมายที่ดีมาก แต่คนไทยเราก็ใช้คำว่าบารมีไปในทางไม่ดีบ่อยครั้ง เช่น “บารมีล้นฟ้า” หรือ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

บารมีที่เราใช้กันอยู่จึงหมายถึงผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล

แต่ในศาสนาพุทธ บารมีคือ “คุณสมบัติ” ที่จะทำให้คนๆ หนึ่งยิ่งใหญ่ หรือพูดง่ายๆ บารมีคือคุณงามความดีในแต่ละด้านของชีวิต

คนที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องมีบารมีที่ “เต็ม” สิบประการ ได้แก่

ทาน ศีล เนกขัมมะ(บวช) ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

ใครเคยอ่านนิทานชาดกก็จะรู้ว่าในสิบชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ในแต่ละชาติท่านจะบำเพ็ญบารมีใดบารมีหนึ่งอย่างยิ่งยวด

เรื่องที่เราน่าจะรู้จักกันดีที่สุดก็คือพระมหาชนกที่ได้บำเพ็ญ “วิริยะบารมี” ด้วยการว่ายน้ำในมหาสมุทรแม้จะมองไม่เห็นฝั่ง

ผมเปิดในเว็บ เขาแปลบารมีเป็นภาษาอังกฤษว่า perfections แต่ผมว่าจะเข้าใจง่ายกว่าถ้าจะแปลว่า qualities (to be perfected) ครับ


สังขาร = กรรม = mental formations / volitional activities
เวทนา = sensations / feelings
ภาวนา = spiritual cultivation
อธิษฐาน = resolute determination
บารมี = qualities to be perfected

แม้คำเหล่านี้จะมาจากศาสนาพุทธ แต่หลายๆ คำโดยเฉพาะสามคำหลังก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกชาติทุกศาสนาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างการใช้งาน
เนื่องในวันวิสาขาบูชานี้ ผมกับแฟนก็ได้อธิษฐานว่าเราจะทำสมาธิภาวนาอย่างน้อยวันละ 10 นาทีติดต่อกันเป็นเวลาสามวัน ซึ่งถ้าเราทำได้ก็น่าจะช่วยเสริมสร้างสัจจะบารมี เมตตาบารมี และอธิษฐานบารมีได้ไม่มากก็น้อย


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Banner468x60ver1.jpg