นิทานบุหรี่ในห้องพระ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลกันนะครับ

มีสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในอเมริกา สมาชิกเป็นฆราวาสทั้งนั้น

กรรมการสถานปฏิบัติธรรมนี้มีความเห็นว่า ควรจัดให้มีการจัดอบรมสันติวิธีแก่สมาชิก เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการคลี่คลายความขัดแย้ง ไม่ว่าในครอบครัว ในที่ทำงาน ในสังคม จึงเชิญวิทยากรคนหนึ่งมาฝึกอบรมสันติวิธีเป็นเวลาสองวัน โดยใช้ห้องสวดมนต์เป็นสถานที่จัดอบรม

วันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่สองวิทยากรอยากจะฝึกให้ยากขึ้น จึงสร้างเหตุการณ์สมมุติขึ้นมาว่า มีผู้ก่อการร้ายจับตัวประกันสองคน ให้สมาชิกสองคนรับบทเป็น “ตัวประกัน” คนที่เหลือสวมบทบาทเป็นผู้เจรจาเพื่อให้สองคนนั้นได้รับอิสรภาพ ส่วนวิทยากรรับบทเป็นผู้ก่อการร้าย

เมื่อชี้แจงบทเรียบร้อยแล้ว เขาก็ควักบุหรี่ออกมาสูบ

ผู้เข้าฝึกอบรมคนหนึ่งประท้วงขึ้นมาทันทีว่า “ที่นี่ห้ามสูบบุหรี่ เพราะนี้เป็นห้องสวดมนต์”

ผู้ก่อการร้ายตอบว่า “ผมไม่สนใจหรอก คุณอยากเจรจาเรื่องสูบบุหรี่ หรืออยากให้เพื่อนของคุณได้อิสรภาพ?”

ผู้เข้าอบรมก็บอกว่า “ถ้าคุณสูบบุหรี่ในนี้ เราก็ไม่เจรจากับคุณ”

ผู้ก่อการร้ายจึงพูดว่า “ก็ได้ หยุดสูบก็ได้” ว่าแล้วก็เดินไปที่แท่นบูชา แล้วขยี้ก้นบุหรี่บนตักพระพุทธรูป”

ทุกคนในห้องไม่พอใจมาก มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “คุณรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป นี่พระพุทธรูปนะ”

ผู้ก่อการร้ายตอบว่า “ผมไม่สนใจ นี่ไม่ใช่พระพุทธรูปของผม และนี่ก็ไม่ใช่ห้องสวดมนต์ของผม ตอนนี้ผมหยุดสูบบุหรี่แล้ว พวกคุณอยากเจรจาเรื่องเพื่อนของคุณหรือเปล่า ไม่งั้นผมก็จะออกจากห้องนี้ไป”

ตอนนี้ทุกคนโมโหจนลืมไปว่าตนกำลังสวมบทบาทสมมุติ มีคนหนึ่งบอกเขาว่า “เราเชิญคุณมาที่นี่เพื่อจัดอบรม เรารู้ว่าคุณไม่ใช่ชาวพุทธ แต่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา คุณควรเคารพสถานที่แห่งนี้ด้วย”

วิทยากรซึ่งยังสวมบทผู้ก่อการร้ายอยู่จึงพูดว่า “คุณอยากรู้ว่าผมเคารพสถานที่นี้แค่ไหนหรือ?” ว่าแล้วเขาก็เดินไปมุมห้องแล้วฉี่ใส่พื้น

เท่านั้นแหละทุกคนอดใจไม่อยู่ ต่างวิ่งไปทำร้ายเขา เตะต่อยสารพัด จนเขาล้มลง แต่ก็หนีออกมาได้ พร้อมกับบอกให้ “ตัวประกัน” เป็นอิสระ แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย

คำถามคือ ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งตั้งใจฝึกสันติวิธี จึงลงเอยด้วยการเตะต่อยวิทยากร ทั้งที่หลายคนไม่เคยทำร้ายใคร ยุงก็ไม่ตบ บางคนกินมังสวิรัติด้วย

คำตอบก็คือ เพราะคนเหล่านั้นเห็นว่า วิทยากรทำไม่ถูกต้อง แต่เขาลืมไปว่า นี่เป็นการแสดง ไม่ใช่ของจริง และเป็นความตั้งใจของวิทยากรที่อยากให้โจทย์ยากๆ ว่าจะใช้สันติวิธีได้อย่างไรหากถูกยั่วยุหรือเจอเรื่องกระทบใจ แต่ผู้ปฏิบัติธรรมเหล่านั้นกลับลืมตัวเมื่อถูกยั่วยุ หันไปใช้ความรุนแรงกับวิทยากร

ทำไมเขาเหล่านั้นลืมตัว ก็เพราะเขาเห็นความไม่ถูกต้อง และเนื่องจากยึดมั่นในความถูกต้องมาก พอเห็นคนอื่นทำสิ่งไม่ถูกต้อง ก็เลยลืมตัว ลืมไปว่า นี่คือเรื่องสมมุติ เป็นแบบฝึกหัดเพื่อใช้สันติวิธีแก้ปัญหา ผลก็คือ ทุกคนสอบตกหมดเลย


ขอบคุณเนื้อหาจากเพจ ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล

ความเชื่อเราเป็นอย่างไร ความจริงก็คงเป็นอย่างนั้น

20200712c

ถ้าเราเชื่อว่าเราคงสู้เขาไม่ได้ เราก็คงไม่ได้ลงแรงมากนักในการฝึกซ้อมและเตรียมตัว สุดท้ายเราก็จะสู้เขาไม่ได้จริงๆ

ถ้าเราเชื่อว่าเราเป็นคนไม่มีเสน่ห์ เราก็จะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมและทักษะการเข้าสังคม เราก็เลยกลายเป็นคนไม่มีเสน่ห์ไปจริงๆ

ถ้าเราเชื่อว่าโลกนี้กำลังกลั่นแกล้งเรา เราก็จะตีความการกระทำของคนรอบข้างเป็นลบไว้ก่อน เมื่อเราคิดลบกับเขา เขาก็ย่อมคิดลบกับเราหรือไม่ก็หนีห่าง โลกจึงดูเหมือนกำลังกลั่นแกล้งเราจริงๆ

ทุกความเชื่อคือ self-fulfilling prophecy มันคือคำทำนายที่กลายเป็นจริงเพราะเราทำตัวเอง แล้วเราก็ได้แต่อุทานว่า “กูว่าแล้ว”

ลองเชื่อแบบอื่นๆ ดูบ้าง เผื่อจะเจอความจริงที่น่ารักกว่านี้ครับ

เราเห็นเขาแต่เขาไม่เห็นเรา

20200421b

ผมว่าการที่เราเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” นั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง

คือเราจะเห็นคนอื่นมาก ในขณะที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็นเรา

เราคนไทยเห็นอะไรดีๆ ของฝรั่งก็เอามา ของจีนก็เอามา ของญี่ปุ่นก็เอามา

ในขณะที่ฝรั่งไม่ค่อยได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนไทยเท่าไหร่

หนังสือฝรั่งแปลไทยมีเป็นร้อยเป็นพันเล่ม หนังสือไทยแปลเป็นฝรั่งมีนับนิ้วได้

บางคนอาจจะบอกว่าก็แหงอยู่แล้ว ฝรั่งเขาล้ำหน้ากว่าไทยตั้งเยอะ ทำไมเขาต้องมาสนใจเราด้วย

แต่เมื่อมองดูสถานการณ์โควิดในขณะนี้ ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าเขา “ล้ำหน้า” กว่าเรามากอย่างที่เราเคยคิดรึเปล่า

ทุนนิยมและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่กำเนิดมาจากตะวันตก เมื่อเขาเป็นคนกำหนดเกมนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะตามเขาทัน แต่ไม่เป็นไร ในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ เราสามารถนำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ภูมิปัญญาตะวันออกเป็นสิ่งที่ฝรั่งแทบไม่เคยสัมผัสหรือมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์

ฝรั่งต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัยและแวะพักบ่อยๆ

คนไทยต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัย แวะพักบ่อยๆ ไหว้พระก่อนออกจากบ้าน ไหว้แม่ย่านางก่อนเหยียบคันเร่ง

ฝรั่งเป็นมะเร็ง ฉายคีโมได้

คนไทยเป็นมะเร็ง ฉายคีโมและทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรได้

ฝรั่งจิตใจดีและเชื่อในพระเจ้า เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์

คนไทยจิตใจดี เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์ และเพียรภาวนาเพื่อให้ถึงนิพพาน

ใครที่คิดว่าแม่ย่านาง เจ้ากรรมนายเวร เป็นเรื่องเหลวไหล ก็เป็นไปได้ว่าเขากำลังเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์เกินไป

มีคำศัพท์สำหรับอาการนี้ด้วยนะครับ เขาเรียกว่า “scientism” : excessive belief in the power of scientific knowledge and techniques.

วิทยาศาสตร์นั้นดีอยู่แล้ว และคนไทยเราก็รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ประเด็นของผมก็ยังเหมือนเดิมคือฝรั่งเขามีโอกาสน้อยกว่าเราเยอะที่จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์

สุดท้ายแล้วเราเลือกที่จะเชื่ออะไรนั้นเป็นสิทธิ์ของเรา แต่การที่เรามีทางเลือกมากกว่าตั้งแต่ต้น ผมมองว่ามันเป็นความโชคดีของเราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59