ข้อเท็จจริงไม่สำคัญเท่าความเชื่อ

20181021_facts

ก่อนจะจบมหาวิทยาลัยผมอยากจะหาเงินเข้าชมรมดนตรี เลยเอาเพลงที่ตัวเองและน้องๆ แต่งกันมาอัดกันง่ายๆ และไรท์ลงซีดี

เราทำปกซีดีและพิมพ์สติ๊กเกอร์แปะทับบนซีดีด้วย ส่วนกล่องซีดีก็ใช้แบบบางเฉียบให้ดูวัยรุ่น ทำออกมา 200 แผ่นก็ขายให้นักศึกษาจนหมดเกลี้ยง ได้เงินมาซื้อกลองชุดและแอมป์ให้ชมรมดนตรีสมความตั้งใจ

แต่ผมก็ได้ยินเสียงบ่นจากคนที่ซื้อซีดีไป (คงมีบางคนสงสัยจึงลองแกะสติ๊กเกอร์ดู) ว่าไม่น่าใช้แผ่น Princo เลย

ครับ พวกเราไรท์ซีดีโดยใช้แผ่น Princo ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นยี่ห้อที่ดังที่สุด ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง

Princo สมัยนั้นมีหลายเกรดด้วย แผ่นเปล่าตกราคาตั้งแต่แผ่นละ 5 บาทถึงเกือบ 20 บาท ผมมั่นใจว่าเราไม่ได้ใช้รุ่นต่ำสุดแน่ๆ แต่ภาพจำของคนก็คือ ซีดี Princo เป็นยี่ห้อที่ถูกที่สุด เกลื่อนตลาดที่สุด มันจึงดูเหมือนเราทำสินค้าโดยไม่ลงทุนเท่าไหร่ เขาบอกว่าทำไมไม่ใช้แผ่นมียี่ห้ออย่าง Sony หรือ maxell จะได้รู้สึกดีหน่อย

ผมพยายามจะอธิบายว่าเราใช้ Princo คุณภาพดีนะ แถม Princo ก็เล่นได้กับทุกเครื่องด้วย ไม่เหมือนแผ่นยี่ห้ออื่นๆ ที่ใช้กับบางเครื่องแล้วจะเปิดไม่ได้

แต่คำอธิบายเหล่านี้ไม่เป็นผล เพราะคนเชื่อและเสียความรู้สึกไปแล้วว่าเราใช้ของถูก

ผมจึงพบความจริงที่ว่า การที่เราไปโฟกัสกับการอธิบายข้อเท็จจริง บางทีมันก็ไม่ช่วยอะไร เพราะข้อเท็จจริงนั้นไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อคนได้

ไม่ใช่แค่ความเชื่อในเรื่องยี่ห้อซีดี แต่ยังหมายรวมถึงความเชื่อในตัวบุคคลอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ คุณทักษิณ พลเอกประยุทธ์ กำนันสุเทพ และคุณธนาธรด้วย

หรือความเชื่อว่าโลกแบน (theflatearthsociety.org) และความเชื่อว่าการไปเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องหลอกลวงนั่นก็ใช่

เมื่อคนเราเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว การเอาข้อมูลที่ตรงกันข้ามไปใส่ให้เขามากขึ้น มีแต่จะทำให้เขายึดถือความเชื่อของตัวเองยิ่งกว่าเดิม

เพราะข้อเท็จจริงนั้นมีหลายด้านเสมอ

ความเชื่อ + ข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น = ความจริงของคนๆ นั้น

แล้วจะเปลี่ยนความเชื่อเขาอย่างไร?

ผมเองไม่มีความสามารถพอที่จะชี้ทางออก ได้แต่ชี้ทางเข้า เพื่อที่คราวหน้าเราจะได้เห็นและรู้ตัว

จะได้ไม่เสียแรงหรือเสียเวลาไปกับการพยายามเปลี่ยนใจคนมากจนเกินไปครับ

9.5 เต็ม 10 – 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว

20180910_2215

ผมได้ดูหนัง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว มาแล้วสองรอบ

รอบแรก วันพฤหัสฯ ที่ 6 กันยายน Wongnai เหมาโรงให้พนักงานบริษัทและ top users ของ Wongnai ได้ดูฟรี

รอบที่สอง วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน ผมพาแฟนไปดูอีกหนึ่งรอบ

ดูรอบแรก ผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 8.5/10

ดูรอบที่สอง ผมให้คะแนน 9.5/10

หนังเรื่องเดียวกัน แต่คะแนนต่างกัน อาจเพราะรอบที่สองเก็บรายละเอียดได้มากกว่ารอบแรก และมีบางฉากที่ดูซ้ำแล้วฟินกว่าเดิม

ดูสองครั้งก็เสียน้ำตาทั้งสองครั้ง แถมไม่ใช่จากฉากที่เห็นในโฆษณาด้วย

สิ่งที่ติดตาติดหู มีอยู่ 5 เรื่อง

1. การเล่าเรื่องของพี่กบ บิ๊กแอส
ผมซื้อ CD ของบอดี้แสลมทุกแผ่น และเวลาอ่านเนื้อเพลงจากปกซีดี ก็จะเห็นชื่อขจรเดช พรมรักษา หรือพี่กบ มือกลองของบิ๊กแอส ปรากฎอยู่ในเครดิตของเกือบทุกเพลง

ในหนังเรื่องนี้มีการสัมภาษณ์คนหลายคนที่เกี่ยวพันกับโครงการก้าวคนละก้าว และคนที่เกี่ยวพันกับตูน บอดี้แสลม แต่คนที่ให้สัมภาษณ์ได้เด็ดขาดและถูกหยิบยกมาใช้ในหนังเรื่องนี้มากที่สุดก็คือของพี่กบ บิ๊กแอสนี่แหละ

พี่กบอธิบายว่าทำไมในบางครั้งหลังจบคอนเสิร์ตทำไมพี่ตูนถึงดูซึมๆ การที่เราไปเชิดชูพี่ตูนว่าเป็นฮีโร่นั้นเป็นอันตรายอย่างไร รวมถึงบทสรุปความหมายของท่ายกกำปั้นดีใจตอนที่พี่ตูนวิ่งใต้จรดเหนือได้สำเร็จ

ถ้าไม่มีคำอธิบายของพี่กบ หนัง 2215ฯ คงจะไม่หนักแน่นและได้ข้อคิดเท่านี้

2. ความรู้สึกของเด็กที่ได้เล่นดนตรีและคุณยายที่ได้เซลฟี่กับพี่ตูน
ผมเองเล่นดนตรีมานาน จึงนึกภาพออกเลยว่า การได้เล่นดนตรีกับศิลปินที่เราชื่นชอบมันจะฟินขนาดไหน มีทั้งเด็กอ้วนวัยประถมที่ยิ้มไม่หุบ และวงดนตรีม.ต้นที่พูดไปน้ำตาไหลไปหลังจากได้แจมดนตรีกับพี่ตูน

อีกคนคือคุณยายวัยเฉียด 70 ที่พี่ตูนถ่ายเซลฟี่ด้วย พอพี่ตูนวิ่งจากไป คุณยายยังยืนยิ้มน้ำตาปริ่มๆ อยู่ตรงนั้น และพูดว่า “ได้รักสมใจแล้ว”

เด็กเหล่านั้นจะจำความรู้สึกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน? อาจจะนานพอจนวันหนึ่งเขากลายเป็นนักดนตรีมืออาชีพก็ได้

คุณยายจะเก็บภาพวันนั้นเอาไว้อีกนานแค่ไหน? นานจนถึงวันสุดท้ายของคุณยายเลยรึเปล่า?

เวลาเพียงไม่กี่วินาที ก็อาจสร้างความทรงจำที่ยาวนานได้ทั้งชีวิต

จนผมรู้สึกว่า “การสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับคนที่เราได้ใช้เวลาด้วย” น่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เราควรยึดถือ

เพราะมันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

3. น้องแพรวที่บางสะพาน
สู้ๆ นะครับน้องแพรว พี่เอาใจช่วยน้องอยู่อีกคนนึง

4. การตัดต่อและเลือกเพลงของผู้กำกับ
หนังเรื่องนี้กำกับโดยคุณไก่ ณฐพล บุญประกอบ

ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนไม่เคยรู้จักชื่อนี้มาก่อน

ผมเองก็ไม่รู้จัก เลยต้องไปกูเกิ้ลดูว่าผู้กำกับเรื่องนี้ชื่ออะไร หน้าตาเป็นยังไง

พี่เก้ง จิระ มะลิกุล ได้พูดถึงคุณไก่ (ซึ่งไปเรียนทำหนังสารคดีที่นิวยอร์ค) รวมถึงคุณหมู ชยนพ บุญประกอบ พี่ชายคุณไก่และผู้กำกับหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพว่า “ครอบครัวนี้เป็น genius ทั้งบ้าน”

ซึ่งสำหรับผมที่ได้ดูหนังทั้งสองเรื่องมาสองรอบ ก็เริ่มเชื่อแล้วว่านี่ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลย

หนัง 2,215ฯ น่าจะถ่าย footage มาไม่ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมง กว่าจะคัดกรองจนเหลือ 90 นาทีให้พวกเราได้ดูกัน ต้องใช้พลังมหาศาลแค่ไหน แถมการตัดต่อและการเลือกเพลงมาใส่ในแต่ละฉากก็ลงตัวจนเกือบลืมไปว่านี่คือหนังสารคดีที่ผู้กำกับไม่ได้เขียนบทเอาไว้

5. แววตาของตูน บอดี้แสลมตอนยิ้มหลังพูดเสร็จ
ในบรรดาความประทับใจทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ อาจไม่เท่าอะไรบางอย่างในแววตาของพี่ตูน

มีสองฉากที่ผมยังค้างคา

ฉากแรก หลังวิ่งเสร็จ ขึ้นมาอยู่ในรถบ้าน พี่ตูน บอกทีมงานว่า แม้เราจะคาดหวังให้คนเข้าใจเรา แต่ในเมื่อเราออกไปตรงนั้นแล้ว ถ้าเขาจะเข้าหาเรา เราก็ต้องพร้อมหยุดคุยกับเขา

“ถ้าไม่พร้อม ก็ไม่ต้องออกมา”

พูดเสร็จพี่ตูนก็ยิ้ม แต่ในรอยยิ้มนั้นมีความเด็ดขาดซ่อนอยู่

ฉากที่สอง พี่ตูนให้สัมภาษณ์ที่โซฟา (น่าจะหลังจากวิ่งเสร็จไปหลายเดือนแล้ว) ว่าเขาเคยคิดว่า น่าจะมีหนังที่เล่าถึงนักร้องเพลงร็อคคนหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียง ออกไปไหนก็มีแต่คนรุมล้อมและขอลายเซ็น รู้สึกว่าชีวิตขาดอิสรภาพ เลยไปไหว้พระขอพรให้เขากลายเป็นคนธรรมดา วันถัดมาสิ่งที่ขอไว้ก็เป็นจริง ชายคนนี้ดีใจมาก ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านที่อยากกิน ไปเที่ยวในที่ๆ อยากไป แต่ทำได้ซักพักก็เบื่อ แถมจะขอให้กลับไปมีชื่อเสียงอย่างเดิมก็ไม่ได้แล้ว

พูดเสร็จพี่ตูนก็หัวเราะชุดใหญ่ แต่ทำไมผมเห็นแววตาพี่ตูนแล้วรู้สึกอยากร้องไห้แทน

ใครที่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดู โอกาสยังมีครับ รีบไปดูตอนที่วันนึงยังมีรอบฉายหลายรอบน่าจะดีกว่า

ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนที่ติดตามบล็อกนี้จะได้อะไรดีๆ จาก “2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” แน่นอน