ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!

ประโยคนี้มาจากหนังสือชื่อเดียวกัน แนะนำให้ไปลองหามาอ่านดู

ประโยคนี้เตือนใจเราว่า อย่าไปเสียเวลาคิดถึงคนที่ทำให้เราเสียใจ

เขาคงอาจไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเราหรอก เขาก็แค่เลือกทำสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง

และในขณะที่เราย้ำคิดย้ำทำเรื่องของเขา เขาอาจไม่ได้คิดถึงเราเลยสักนิดเดียว เราจึงควรเก็บแรงกายแรงใจไว้ดูแลตัวเองและคนที่รักเราดีกว่า

ปล่อยให้เขากินไอติมของเขาไป ส่วนเราก็เลิกฟูมฟายแล้วหาอะไรอร่อยๆ กินดีกว่านะครับ

สามีภรรยาทะเลาะกันก็เหมือนกับการตีเทนนิส

เป็นเรื่องปกติที่คนอยู่บ้านเดียวกันจะกระทบกระทั่งและมีปากมีเสียง

เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจและพูดมันออกมา อีกฝ่ายหนึ่งก็มักจะบอกเหตุผลว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างโยนเหตุผลข้ามเน็ตไปให้อีกฝ่าย แล้วก็โต้กันไปโต้กันมาไม่ต่างอะไรกับการตีเทนนิสด้วยข้อเท็จจริง (fact-tennis)

แทนที่จะเป็นการพูดคุยเพื่อเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน กลายเป็นว่าเรากลับพยายามเอาชนะ

สมมติว่าคู่รักอยู่คอนโด ผู้ชายทำงานจากที่บ้าน ส่วนผู้หญิงไปทำงานที่ออฟฟิศ ผู้หญิงกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อยๆ เห็นว่ามีเสื้อผ้ากองใหม่ที่ยังไม่ได้ซัก แถมจานก็ยังไม่ได้ล้าง บทสนทนาแบบตีเทนนิสจะหน้าตาแบบนี้:

ฝ่ายเสิร์ฟ: ถ้าคุณปล่อยเสื้อผ้าเอาไว้นานๆ โดยไม่ได้ซัก เศษอาหารมันจะเกาะเสื้อผ้าแน่นแล้วจะซักออกยากนะ ตัวไหนใช้แล้วช่วยซักเลยไม่ได้เหรอ (คะแนน 15-0)

ฝ่ายรับ: ทำอย่างนั้นมันเสียเวลานะคุณ ผมรอให้มีผ้าซักกองหนึ่งก่อนแล้วค่อยซักทีเดียวดีกว่า (15-15)

ฝ่ายเสิร์ฟ: แต่เก็บเสื้อผ้าแบบไม่ได้ซักเอาไว้มันซกมกมากเลยนะ (30-15)

ฝ่ายรับ: เชื้อโรคจะเยอะแค่ไหน พอซักมันก็ตายหมดอยู่ดีนั่นแหละ (30-30)

ฝ่ายเสิร์ฟ: ปล่อยจานไว้ไม่ได้ล้างอย่างนี้เดี๋ยวแมลงวันก็มากันพอดี (40-30)

ฝ่ายรับ: นี่มันหน้าหนาว ผมยังไม่เห็นแมลงวันซักตัวเลย (ดิวซ์)

แล้วการโต้เทนนิสก็ดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีใครคนหนึ่งจนแต้มและกลายเป็น “ฝ่ายแพ้” ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีต่ออีกคนเลย

นอกจากการทะเลาะกันแบบ fact-tennis นี้แล้ว ยังมีอีกสามแบบที่เราพบเห็นเป็นประจำ

  1. “อ๊ะ! ดูกระรอกนั่นสิ!” คือเปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน แต่ถ้าเราหลีกเลี่ยงทุกความกระทบกระทั่ง ความสัมพันธ์ก็จะขาดซึ่งความใกล้ชิดเช่นกัน (if all conflict is avoided, what tends to happen is intimacy is avoided as well.)
  2. “ผู้พลีตน” (martyr) คือยอมเสียสละเสียเอง เช่นภรรยากลับมาเห็นสภาพห้องแล้วก็พูดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะซักผ้าและล้างจานให้เอง” ซึ่งวิธีนี้ก็ไม่ยั่งยืนเช่นกันเพราะผู้พลีตนจะเก็บความรู้สึกขุ่นเคืองเอาไว้ในใจและรอวันที่จะกลายร่างเป็นผู้พิพากษา
  3. “ผู้พิพากษา” (persecutor) “ทำไมคุณถึงสกปรกโสโครกอย่างนี้เนี่ย ชีวิตนี้เคยทำงานบ้านบ้างรึเปล่า”

ทั้ง 4 ทางนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีในการคลี่คลายปัญหาในความสัมพันธ์ สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การเป็นผู้ชนะ สิ่งที่เราต้องการคือความรู้สึกว่าเราเข้าใจเขา เขาเข้าใจเรา และทั้งคู่ร่วมกันหาทางออกที่ดี

ตัวอย่างของบทสนทนาที่น่าจะนำไปสู่ทางออกที่ดี

ภรรยา: “เมื่อเช้าฉันเพิ่งซักผ้าไป พอกลับมาเห็นผ้ากองใหม่ฉันก็รู้สึกท้อเหมือนกันนะ ฉันคงรู้สึกดีกว่านี้ถ้าตอนกลางวันคุณช่วยซักผ้าด้วย”

สามี: “ขอโทษจริงๆ ที่รัก ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย วันนี้งานเดือดจริงๆ เข้าใจเลยว่าพอกลับมาเห็นสภาพห้องแบบนี้คุณคงหมดแรง”

ภรรยา: “ฉันรู้ว่าช่วงนี้งานคุณเยอะจริงๆ ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันซักแล้วคุณช่วยตากผ้า โอเคมั้ย?”

กฎพื้นฐานเวลามีเรื่องที่ไม่พอใจคือพยายามใช้รูปประโยค “I-statements” ไม่ใช่ “You-statements” คือแทนที่จะตำหนิอีกฝ่ายว่าไม่ดียังไง ให้เน้นว่าเรารู้สึกอย่างไร เช่น

“I feel hurt when you don’t answer me when you’re on the phone”

นั้นดีกว่า “You’re always ignoring me when you’re on the phone”

ไม่มีใครชอบโดนตีตราว่าเป็นคนเช่นไร ดังนั้นเราจึงควรโฟกัสไปที่สิ่งที่เราเห็นและสิ่งที่เรารู้สึก ซึ่งนั่นจะทำให้อีกฝ่ายเปิดใจรับฟังมากกว่า

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับคู่รักทุกคู่นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Book You Wish Your Parents Had Read (and Your Children Will be Glad hat You Did) by Philippa Perry

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ถามก่อนว่าคุ้มรึเปล่า

เพราะปากมักทำให้เราตกที่นั่งลำบากโดยไม่จำเป็น

ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเสีย เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้น้องในทีมหมดกำลังใจ เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้คนรักผิดใจกัน เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

เราอาจจะพูดเพื่อความสนุก พูดเอามัน พูดโดยไม่ได้คิดอะไร

แต่เรื่องปวดหัวที่ตามมาไม่คุ้มกับความสนุกเลยแม้แต่น้อย

“Before you say something, stop and breath. And ask – Is it really worth it?”
-Marshall Goldsmith

หนึ่งในคุณลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ คือความสามารถในการอดกลั้นในชั่วขณะที่คันปาก

และระลึกได้ว่า ในบางครั้ง บทสนทนาจะดำเนินไปได้สวยที่สุดถ้าเราไม่พูดประโยคนั้นออกมาครับ

หากอยากมีพลัง ให้นั่งคุยกับคนที่เรารัก

บนเกาะโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น ผู้คนในเมืองมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าคนอเมริกัน 7 ปี และมีสัดส่วนคนอายุเกิน 100 ปีมากกว่าคนอเมริกาถึง 5 เท่า

สามปัจจัยที่ทำให้ชาวโอกินาว่าอายุยืนก็คืออาหารที่กิน กิจกรรมที่ทำ และ ความสัมพันธ์ที่มี

อาหารที่กินนั้นจะเน้นผัก ถั่ว เต้าหู้ และกินไม่เยอะจนเกินไป

กิจกรรมที่ทำนั้นมอบความหมายให้ชีวิต เป็น Ikigai เป็นเหตุผลให้ลุกจากเตียงทุกเช้า

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ ชาวโอกินาว่าก็มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เรียกว่า “ไมโอ” ซึ่งคุ้นเคยกันตั้งแต่วัยเด็กจนวันที่อายุแตะหนึ่งศตวรรษ

เรื่องอาหารการกินเรารู้ดีอยู่แล้ว เรื่องอิคิไกก็เป็นกระแสในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมเลยอยากจะชวนคุยเรื่องความสัมพันธ์ในบทความนี้

ด้วยสังคมเมืองที่ทุกคนต่างต้องพยายามเอาตัวรอด ทำงานบวกเดินทางวันละสิบกว่าชั่วโมง เราจึงแทบไม่มีเวลานั่งคุยกับคนในครอบครัวเลย

ยิ่งพอมีสมาร์ทโฟน เราเลยใช้เวลา “ฟัง” และ “คุย” กับคนที่เราไม่ได้คุ้นเคยมากกว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เรา

ช่วงที่มีโควิดและเราต้องทำงานจากที่บ้าน เชื่อว่าหลายคนโหยหาออฟฟิศ เพราะทำงานที่บ้านนั้นเหนื่อยกว่าที่คิด แค่ห้าโมงเย็นก็หมดแรง

ผมมีสมมติฐานว่าจอคอมมันดูดพลังงานเรา แต่เวลาเรามาออฟฟิศเราสามารถส่งต่อและรับพลังงานจากเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศได้

มนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้มีปฏิสัมพันธ์บนหน้าจอ ต่อให้มีเพื่อนบนเฟซหรือ followers บนทวิตเตอร์มากแค่ไหนก็ไม่อาจทำให้เราหายเหงาได้ เผลอๆ ยิ่งมีคนรู้จักบนโซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่อาจยิ่งเหงากว่าเดิมด้วยซ้ำ

เพราะ “follow” ไม่ได้แปลว่า “รู้จักมักคุ้น” และ “Top fan” ไม่ได้แปลว่า “สนิทใจ”

บางคนอาจบอกว่าตัวเองไม่มีเพื่อนสนิท แต่นั่นเป็นเพราะเราไม่เคยคิดลงทุนในความสัมพันธ์รึเปล่า

หยุดยาวนี้ เราจะใช้เวลาไปอย่างไร จะอยู่กับมือถือนานเท่าไหร่ และจะมีเวลาแค่ไหนในการพูดคุยกับคนที่เรารักและรักเราครับ

เรื่องบางเรื่องก็ต้องให้คนอื่นพูด

20200823c

ในการสื่อสารนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง

คนส่งสาร คนรับสาร ตัวสาร และเครื่องมือสื่อสาร

ถ้าสิ่งที่เราอยากสื่อนั้นไปไม่ถึงคนรับสาร ก็ต้องลองปรับสารที่เราจะส่งหรือปรับเครื่องมือที่เราใช้ (เช่นเปลี่ยนจากการส่งไลน์เป็นการโทรหา)

แต่ถ้าปรับสารก็แล้ว เปลี่ยนเครื่องมือก็แล้ว คนรับสารก็ยังไม่คิดจะรับอยู่ดี ก็ยังเหลืออีกทางเลือกหนึ่งคือเปลี่ยนคนส่งสาร ซึ่งบ่อยครั้งก็คือตัวเรานั่นเอง

เรื่องบางเรื่องแม่พูดกับพ่อมาเป็นแรมปีแต่พ่อไม่ฟัง พอลูกสาวพูดหนเดียวพ่อฟังเฉยเลย

หรือเรื่องบางอย่างคนในครอบครัวเตือนมาตั้งนานก็ยังดื้อรั้น พอคนนอกมาพูดกลับเชื่อซะอย่างนั้น

เหตุผลที่เขาไม่ฟังเราเพราะการสื่อสารมันไม่เคยเป็นเรื่องการสื่อสารเพียวๆ แต่มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ด้วย

คนที่รู้จักกันมานานย่อมมี history ต่อกันมากพอดู สิ่งที่เราพูดออกไปจึงมีตัวตนและร่องรอยในอดีตปะปนอยู่ด้วยเสมอ และร่องรอยเหล่านี้นั่นแหละที่เป็นอุปสรรค และทำให้การสื่อสารบิดเบี้ยวจนกลายเป็นการเอาชนะกันด้วยซ้ำ

ถ้าเราเคยคุยหลายทีแล้วไม่เป็นผล ลองเปลี่ยนคนคุยก็อาจจะปิดการขายได้ง่ายดายกว่าที่คิดนะครับ

คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า

20200228_AnontawongMusingSlides

นี่เป็นประโยคกินใจจากหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิ ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์แห่งพอดคาสท์และบล็อก Nopadol’s Story

ถ้าเราเรารักสิ่งใด เราจะมีเวลาให้สิ่งนั้น

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับผมตอนเรียนมหาลัย ตอนที่ผมบอกว่าไม่มีเวลาเล่นดนตรีเลย

“ถ้านายเห็นว่ามันสำคัญ นายจะมีเวลาให้มันเอง”

พูดถึงคำว่า “สำคัญ” สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง “ปรายฝน” ลูกสาวก็เปรยขึ้นว่าไม่อยากไปโรงเรียน

“ไม่ไปโรงเรียนไม่ได้นะลูก การไปโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญนะ”

“สำคัญแปลว่าอะไรอ่ะแด๊ดดี้”

งานเข้าละ จะอธิบายคำนี้กับเด็กสี่ขวบยังไงดี

“สำคัญก็แปลว่า…ก็เหมือนที่ปรายฝนเป็นคนสำคัญของแด๊ดดี้ไง เป็นคนสำคัญของมัมมี่ด้วย”

“คนสำคัญแปลว่าอะไรอ่ะ”

“ก็…แปลว่าเป็นคนที่แด๊ดดี้รัก เป็นคนที่แด๊ดดี้อยากใช้เวลาอยู่ด้วยเยอะๆ ไง!”

พูดจบก็รู้สึกกระดากปากตัวเองเพราะในมือยังถือมือถืออยู่ ผมเลยวางมือถือลงแล้วคว้าลูกมานอนกอดกลิ้งไปกลิ้งมา ปรายฝนหัวเราะชอบใจ

—–

เรากำลังให้เวลากับสิ่งใด ก็แสดงว่าเรากำลังให้ความสำคัญและความรักกับสิ่งนั้น

แม้ว่าบางทีมันจะเป็นเรื่องหน้าที่ก็ตาม น้อยคนนักที่จะให้เวลากับลูกมากกว่าให้เวลากับงาน เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็คงมีงานทำได้ไม่นาน

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อเราทำงานเสร็จแล้ว (ซึ่งจริงๆ มันไม่มีวันเสร็จหรอกนะ) เราใช้เวลาที่เหลือทำอะไรบ้าง มันจะเป็นตัวบอกว่าแท้จริงแล้วเราให้ความสำคัญกับอะไร

ถ้าเราออกกำลังกาย กินดี นอนพอ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับสุขภาพ

ถ้าเราอ่านหนังสือ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการเรียนรู้

ถ้าเราเล่นมือถือ ดูเน็ตฟลิกซ์ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการผ่อนคลาย

ลองถามตัวเองเราให้ความสำคัญกับเรื่องใด แล้วมีเรื่องไหนบ้างไหมที่เราให้เวลากับมันน้อยเสียจนน่าละอาย

คำว่ารักสะกดว่า เ-ว-ล-า

สะกดคำว่ารักให้ถูก เค้าจะได้รู้ว่าเรารักเค้าจริงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ไม่ต้องเป็นคนถูกตลอดเวลาก็ได้

20200220b

เอาจริงๆ คนที่ถูกอยู่ตลอดเวลานั้นไม่ค่อยน่าคบหรอก เพราะเขามักจะทำให้คนอึดอัด มักทำให้อีกคนรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า

ความสัมพันธ์ทั้งหลายพังทลายลงไม่ใช่เพราะเราใช้อารมณ์มากเกินไป แต่เพราะเราใช้เหตุผลมากเกินไปต่างหาก

เลือกให้ดีว่าจะเล่นเกมไหน

อยากจะเป็นคนที่ถูกตลอดเวลาแต่โดดเดี่ยว

หรือจะเป็นคนที่ถูกบ้างผิดบ้างเป็นบางวัน เพื่อจะได้มีกันและกันไปนานๆ ครับ

เอ่ยปากชมคนอื่นให้มากขึ้น

20200107

นี่เป็นอีกหนึ่งนิสัยที่ผมอยากจะทำให้ได้ในปีใหม่นี้

เพราะคนไทยนั้นมักปากหนักเวลาชมเชย ผิดกับฝรั่งที่ใช้คำชมเสียจนชิน

“Wow, this cake is amazing!”

“The presentation was awesome!”

“You’re doing great!”

Amazing, Awesome, Great ฝรั่งใช้คำนี้กันทุกวัน จนบางทีเราก็รู้สึกว่าความหมายของมันก็ถูกลดทอนคุณค่าลงไป

ในขณะที่คนไทยจะตรงกันข้ามเลย ถ้าใครทำดีมากๆ เราก็อาจจะพูดแค่ว่า “โอเคเลยนะ” หรือ “ใช้ได้เลยนะ” หรือ “อันนี้ดี พี่ชอบ” แค่นี้คือถือว่าชมมากๆ แล้ว น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะเห็นใครชมกันว่า “สุดยอดไปเลย” โดยเฉพาะในที่ทำงาน

แต่แม้กระทั่งการชมแบบที่กล่าวมาก็ยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ควรจะเป็น

การเอ่ยชมนั้นถือเป็นไม่กี่อย่างในชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง

ความเสี่ยงต่ำเพราะไม่ต้องใช้เงินซักบาท ใช้เวลาเพียงแค่สองวินาที เผลอๆ คนพูดจำไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่คำชมที่ออกไปนั้น มันมีความหมายมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งยิ้มได้ทั้งวันและจดจำได้ไปอีกหลายปี

ตัวผมเองตั้งใจว่าจะชมให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 เรื่อง จะโดยวาจา ทางแชท หรืออีเมลก็ได้

ก้าวข้ามความเขิน เอ่ยสิ่งที่เรารู้สึก แล้วถ้อยคำของเราจะกลายเป็นของขวัญชั้นดีครับ


“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

ถ้าจะทะเลาะกันให้นั่งลง

20191219d

เพราะผมเชื่อว่านั่งทะเลาะจะไม่รุนแรงเท่ายืนทะเลาะ

ลองคิดภาพละครที่เราติดตา เวลาทะเลาะกันมันจะต้องเกิดขึ้นตอนยืนทุกครั้ง

หรือถ้านั่งอยู่ที่โต๊ะ เวลาที่อารมณ์รุนแรงขึ้นก็มักจะตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนเช่นกัน

ตั้งแต่โบร่ำโบราณ พอมีเรื่องขัดแย้งจนต้องสู้รบกันก็ต้องยืนประจันหน้า จะให้นั่งประจันหน้ามันสู้กันไม่ได้ ทำได้แค่เล่นนางเงือกน้อย

ดังนั้น เวลามีปากมีเสียงกับแฟนหรือกับคนในครอบครัว ถ้าอารมณ์เริ่มร้อน ให้รีบหาที่นั่งเลย

ยืนทะเลาะกันจะเกรี้ยวกราด นั่งทะเลาะกันจะเย็นลง

แล้วถ้านอนทะเลาะก็อาจจะดีกันได้ในเร็ววันครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://anontawong.com/2019/12/18/eitr/

ที่เราโกรธเพราะมีความจริงอยู่ในนั้น

20191214

วันนี้ขอเล่าเรื่องราวที่เคยเป็นข่าวใหญ่โตในเมืองไทยเมื่อเกือบ 26 ปีที่แล้ว

เดือนกรกฎาคมปี 2536 รัฐบาลของคุณชวน หลีกภัยสั่งเก็บ Longman Dictionary of English Language and Culture ออกจากแผงหนังสือทั่วราชอาณาจักร

สาเหตุเป็นเพราะ Longman Dictionary เล่มนี้ให้คำนิยามกรุงเทพหรือ Bangkok ว่า

‘… famous for its temples and other beautiful buildings, and is also often mentioned as a place where there are a lot of prostitutes.’

กรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องวัดวาอันงดงามและโสเภณีอันมากมาย…

รัฐบาลไทยเจออย่างนี้มีหรือจะอยู่เฉย โฆษกรัฐบาลนามอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแถลงตอบโต้ว่าการนิยามกรุงเทพด้วยโสเภณีนั้นไม่ต่างอะไรกับการนิยามลอนดอนด้วยฮูลิแกนและการก่อการร้ายของไออาร์เอ*


 

เมื่อสามปีที่แล้วผมเขียนบทความเรื่อง เงียบเพราะมั่นใจ เสียงดังเพราะมีปม และเจอน้องที่ทำงานด้วยในสมัยนั้นสงสัยว่าผมเขียนแดกดันพวกเขาทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเจตนาเลยสักนิด แต่ปฏิเสธอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ก็เลยได้แต่ทำใจว่าที่เขาโกรธคงเป็นเพราะบางอย่างในข้อเขียนมันไปจี้ใจดำเขา และได้บทเรียนราคาแพงว่าถ้าบทความไหนมันมีเนื้อหาเชิงลบ ก็ต้องคิดให้รอบคอบว่ามันจะถูกตีความอย่างไรจากคนใกล้ตัว


 

เวลาที่ใครมาว่าหรือวิจารณ์เรา ถ้าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่มีความจริงอยู่เลย เราคงไม่เก็บมาคิดให้เปลืองสมอง

เช่นถ้ามีใครมาบอกว่ากรุงเทพเต็มไปด้วยทะเลทรายและงูอนาคอนต้า เราก็คงส่ายหัวให้กับความมั่วซั่ว

หรือใครมากล่าวหาว่าเราเป็นกิ๊กกับคนในออฟฟิศ ถ้ามันไม่จริงเลยแม้แต่นิดเราก็คงขำๆ

ที่เราหงุดหงิดหรือโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดนั้นมีมูล

แม้ปากจะปฏิเสธแต่ก็เป็นคำปฏิเสธที่ออกมาจากใจที่ขัดแย้งอยู่ภายใน

คนมันจะโกรธคงจะห้ามไม่ให้โกรธไม่ได้

แต่ถ้าอารมณ์โกรธคือสัญญาณว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง และความจริงข้อนี้ไม่ใช่เรื่องดีงามสักเท่าไหร่ เมื่อใจเย็นลงแล้วก็ไม่เสียหายที่จะมานั่งคิดดูดีๆ ว่าจะจัดการอย่างไรให้มันดีขึ้น

ความจริงที่เราไม่อยากยอมรับก็เหมือนแผลอักเสบ ถ้าไม่รักษามันก็จะเป็นจุดอ่อนของเราอยู่ร่ำไป ใครมาสะกิดนิดเดียวก็สะดุ้ง แต่ถ้าเรารักษาหายคนที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือเรา

บางครั้งพรวิเศษก็แฝงมากับคำพูดจี้ใจดำนี่แหละครับ

—-

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Independent: Thais ban dictionary over ‘city of prostitutes’ slur

*Hooligans = กองเชียร์ฟุตบอลที่ทำตัวอันธพาล, IRA = Irish Republican Army