ไม่ได้เกี่ยวกับเรา

20180124_notus

“If you are willing to look at another person’s behaviour toward you as a reflection of the state of their relationship with themselves rather than a statement about your value as a person, then you will, over a period of time, cease to react at all.”

หากคุณมองสิ่งที่เขาทำกับคุณเป็นเพียงตัวสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เขามีกับตัวเอง มิใช่สิ่งที่บ่งบอกคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวคุณ ไม่นานคุณก็จะเลิกโต้ตอบไปเอง

-Yogi Bhajan

แต่ละวันเราอาจเจอเรื่องที่ทำให้ใจขุ่นมัวได้มากมาย

เช่นเวลาที่เพื่อนร่วมงานโยนความผิดมาให้เรา

หรือเวลาที่โดนหัวหน้าตวาดใส่โดยไม่มีเหตุผล

หรือเวลาที่แฟนเงียบไม่พูดไม่จา

ความรู้สึกแรกที่เกิดก็คือ “ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย” (I don’t deserve this)

ณ จุดๆ นี้ความคิดของเราจะไปต่อได้สองทาง

ทางแรก คือคิดวนไปวนไปวนไป ความน้อยใจและความโกรธค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เราเสียกระบวนไปหลายนาที หลายชั่วโมง หรือแม้กระทั่งหลายวัน

ทางที่สอง – ซึ่งจะปรากฎขึ้นหากเรามีสติ – ก็คือมองให้เห็นว่าที่เขาแสดงออกอย่างนี้ แสดงว่าข้างในเขากำลังถูกอะไรบีบคั้นอยู่

เพื่อนร่วมงานอาจกลัวว่าจะไม่ได้โบนัส หัวหน้าอาจเพิ่งโดนกดดันที่ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า และแฟนอาจกำลังหิวข้าวสุดๆ

และคำถาม “ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้” อาจเปลี่ยนเป็น “เขาเจออะไรมา ถึงแสดงออกอย่างนี้” ก็ได้

เมื่อเราระลึกได้ว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้ตัดสินคุณค่าในตัวเรา แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนถึงสภาวะในตัวเขา เราก็จะโกรธได้ไม่นาน กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยไว และเผลอๆ อาจมีใจอยากช่วยเขาให้ดีขึ้นด้วยครับ


Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 4 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb

วิธีหาผู้ชายในฝัน

20171225_manofyourdream

1. หยิบปากกา
2. หยิบกระดาษ A4 ออกมา
3. เขียนเลข 1-10
4. คิดถึงผู้ชายในฝันของคุณว่าเขาควรมีลักษณะอย่างไรบ้าง แล้วเลือกขึ้นมา 10 ข้อเขียนลงกระดาษ

ยกตัวอย่างเช่น

1.ตลก
2.ใจดี
3.มีเป้าหมาย
4.รักเดียวใจเดียว
5.รักสัตว์
6.ประสบความสำเร็จ
7.คิดถึงเราก่อนเสมอ
8.ใช้เงินเป็น
9.เป็นพ่อที่ดี
10.ดูแลสุขภาพ

เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ให้เอากระดาษแผ่นนี้แปะไว้ในจุดที่เราจะมองเห็นทุกวัน แล้วใช้เวลา 2-3 ปีต่อจากนี้เพื่อจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีคุณลักษณะทั้ง 10 ข้อนี้

เพราะว่าคนเราจะดึงดูดคนที่คล้ายคลึงกันเสมอ ถ้าเขาเป็นคนดูแลสุขภาพ เขาย่อมต้องการคู่ที่ดูแลสุขภาพเช่นกัน ถ้าเขาเป็นพ่อที่ดี เขาก็น่าจะมองหาแม่ที่ดีเหมือนกัน

ถ้าจะพูดในทางพุทธก็คือ คู่รักที่ดีต้องมีศีลเสมอกันนั่นเอง

วิธีนี้ใช้สำหรับการตามหาผู้หญิงในฝันก็ได้นะครับ

ขอให้ได้เจอคนที่ใช่ในเร็ววันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Haily Cramer’s answer to What are the lessons people most often learn too late in life? 

ถ้าทุกคนคิดเหมือนกัน

20171129_thinkalike

แสดงว่ามีคนที่ไม่ได้คิด

If everyone is thinking alike, then somebody isn’t thinking.
-George S. Patton

สิ่งหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับอินเตอร์เน็ต คือการโต้เถียงกับคนไม่รู้จัก

แต่ก่อนอาจจะเป็นการโต้เถียงทางเว็บบอร์ด เดี๋ยวนี้ก็อาจไปโต้เถียงกันถามเพจดังต่างๆ

การโต้เถียงนั้นพอจะมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับคนที่เข้ามาอ่าน เพราะมันทำให้เขาเห็นมุมมองจากหลายๆ ด้าน

แต่อาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าสำหรับคนที่เป็นฝ่ายถกเถียงนัก หนึ่งคือต้องมานั่งเสียเวลาพิมพ์ สองต้องมาเสียอารมณ์ สามคือเมื่อเถียงกันเรียบร้อยแล้ว กลับยิ่งยึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเองยิ่งกว่าเดิม

จึงเป็นเรื่องเสียเวลาอย่างมากที่จะพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นคิดเหมือนเรา

ขนาดเรากับแฟนยังคิดไม่เหมือนกัน

เรากับแม่ก็คิดไม่เหมือนกัน

พี่น้องที่คลานตามกันมาก็ยังคิดไม่เหมือนกัน

นับประสาอะไรกับคนที่เราไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตา

If everyone is thinking alike, then somebody isn’t thinking.

ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่คนจะคิดต่างกัน กลับเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ

ยอมรับในความต่าง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอหอมปากหอมคอ แล้วกลับไปใช้ชีวิตของเราต่อกันนะครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

ทำไมคนเราชอบเมาธ์มอย

20171123_mouth

มีคนเคยพูดทีเล่นทีจริงว่ามนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อจะเอาไว้นินทาเพื่อนบ้านได้

ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด ในหนังสือเรื่อง Sapiens ผู้เขียนก็บอกว่า การนินทา (gossip) นั้นเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการอยู่ร่วมกันของคนในเผ่ามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

เพราะสมัยที่เรายังหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะรู้ว่าคนไหนเชื่อถือได้ คนไหนเชื่อถือไม่ได้

การซุบซิบนินทาจึงเป็น survival mechanism ที่ฝังอยู่ในยีนส์ของเรามานับหมื่นนับแสนปี

ผมเลยเดาว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่เราชอบตามติดข่าวดาราเตียงหัก อยากรู้ไปหมดว่าใครแอบกิ๊กกั๊กกับใคร และใครที่โดนจับได้ว่าทำไม่ดี เราก็พร้อมที่จะตัดสินและรุมประณาม แต่พอมีดาราทำดี กลับไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่นัก (ยกเว้นเคสพี่ตูนนะครับ)

แต่ก่อนผมนึกว่าการทำคนเราชอบฟังเรื่องแย่ๆ ของคนอื่น เพราะมันทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา

แต่ถ้ามองในแง่ “ยีนส์การเอาตัวรอด” ที่เราได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็อาจจะมองได้ว่า เหตุผลที่เราสนใจเรื่องแย่ๆ ของคนอื่นนั้น เพราะการรู้ว่า “ใครดี” ไม่สำคัญเท่ากับการรู้ว่า “ใครไม่ดี”

การออกล่าสัตว์กับคนเก่งคนดี อาจทำให้เราได้อาหารมือใหญ่ขึ้นกว่าปกติ

แต่การออกล่าสัตว์กับคนไม่ดี แถมยังขี้ขลาดและและชอบหักหลัง อาจหมายถึงจุดจบของชีวิตเราเลยก็ได้

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ ที่คนเราชอบฟังเรื่องนินทา เพราะร่างกายและจิตใต้สำนึกเราถูกสั่งสมมาอย่างนั้น

แต่ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรทำนะครับ

เพราะสมัยนี้เราไม่ต้องเสี่ยงตายออกล่าสัตว์กันแล้วแล้ว การรู้ว่าดาราคนไหนดีไม่ดีจึงไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตเราเลย

ผลอย่างเดียวที่ได้จากการเสพข่าวเหล่านี้ คือมันทำให้เรามีเวลาน้อยลง ซึ่งธรรมดาเวลาของเราก็เหลือน้อยจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว

การชอบฟังเรื่องนินทาจึงไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่หมายความว่าเราอาจเสียโอกาสที่จะได้ทำเรื่องที่มีประโยชน์กว่าเท่านั้นเอง

วิธีดูคน

20171117_howtosee

เมื่อหนุ่มสาวจีบกันใหม่ๆ ย่อมต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายประทับใจมากที่สุด

อาจจะด้วยการไปรับไปส่ง โทร.ไปเซย์กู๊ดไนท์ หรือมอบของขวัญในวันสำคัญ

แต่ถ้าคิดจะคบกันยาวๆ การดูแค่ว่าเขาทำดีกับเราหรือไม่นั้นอาจไม่เพียงพอ

เราต้องดูด้วยว่าเขาปฏิบัติกับคนอื่นยังไง

ถ้าเขาดีกับเรา แต่ทำตัวแย่กับคนอื่น นั่นนับเป็น “ธงแดง” (red flag) ที่ส่งสัญญาณว่าเขาอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิด

แต่บางคนก็ไม่เห็นหรือทำเป็นมองไม่เห็นสัญญาณนั้น เพราะการที่เขาดีกับเราเพียงคนเดียวมันทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญ และเราก็อยากเป็นคนสำคัญกันทั้งนั้น

แต่เมื่อใดก็ตามที่ตกร่องปล่องชิ้นกันแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความประทับใจกันอีกแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียงตัวตนที่แท้จริง

A person who is nice to you, but rude to the waiter, is not a nice person.
-Dave Barry

ถ้าเขาสุภาพกับเราแต่หยาบคายกับบ๋อย วันหนึ่งเขาอาจจะหยาบคายกับเราก็ได้นะครับ

ชีวิตคู่จะราบรื่น

20171116_marriage

ถ้าสามีและภรรยาตระหนักได้ว่าจริงๆ แล้วเขาอยู่ทีมเดียวกัน

“Many marriages would be better if the husband and the wife clearly understood that they are on the same side.”
-Zig Ziglar

แก๊กที่เราคุ้นเคยกันดีในนิตยสารขายหัวเราะ คือผู้ชายไปเที่ยวจนเมา กลับบ้านมาดึกๆ แล้วเจอเมียถือสากยืนรออยู่

ชีวิตคู่หลังแต่งงานของบางคน จึงเหมือนฉากสงครามย่อมๆ ที่เปิดศึกกันทุกวัน

เพราะเราต่างเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก การมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันวันละเป็นสิบชั่วโมงย่อมมีการกระทบกระทั่งอยู่แล้ว

คำถามคือกระทบแล้วจะลุกลาม หรือกระทบแล้วจะแสวงหาสันติ?

ในวันที่เราจดทะเบียนสมรส เรากลายเป็นคนคนเดียวกันทางกฎหมาย

และในวันที่เรารดน้ำสังข์ เราก็ได้กลายเป็นคนคนเดียวกันทางจิตวิญญาณ

การทะเลาะกันของสามีภรรยา จึงไม่ต่างอะไรกับการฟาดฟันกันของมือขวาและมือซ้าย

ไม่ว่ามือไหนชนะ เจ้าของมือก็ยังเจ็บอยู่ดี

ใครๆ ก็ชื่นชมดอกกุหลาบ

20171024_dubai

แต่จะมีซักกี่คนที่ชื่นชมใบกุหลาบ

การรักสิ่งที่งดงามนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

แต่การรักความธรรมดาได้นั้นเป็นเรื่องงดงาม

“Anyone can love a rose, but it takes a lot to love a leaf. It’s ordinary to love the beautiful, but it’s beautiful to love the ordinary.”
-Anonymous

คนหน้าตาดีมักมีภาษีสูงกว่าคนอื่น ทำอะไรคนก็เอ็นดู พูดอะไรคนก็คล้อยตามได้ง่าย ชีวิตของคนหน้าตาดีจึงมักจะราบรื่นกว่าคนขี้เหร่

แต่ในความโชคดีนั้นก็มีความโชคร้ายซ่อนอยู่

ยิ่งเป็นคนที่หน้าตาดีมากเท่าไหร่ ความจำเป็นที่จะต้องมีนิสัยดีก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าถึงจะเอาแต่ใจหรือทำตัวแย่ยังไงก็ต้องมีคนง้อเรา

ถ้าคนหน้าตาดีคนนั้นไม่ได้ปรับปรุงนิสัยให้ดีขึ้นเสียบ้าง ถึงวันหนึ่งอาจจะตกที่นั่งลำบากก็ได้

เพราะมนุษย์ปรับตัวเก่งมาก ต่อให้สวยหล่อแค่ไหนแต่ถ้าเห็นหน้าทุกวันก็จะกลายเป็นรู้สึกเฉยๆ ความงามทางกายภาพจะเริ่มมีบทบาทน้อยกว่าความงามจากข้างใน

นี่อาจเป็นเหตุผลที่คนหน้าตาดีไม่น้อยล้มเหลวในความสัมพันธ์ เพราะข้างในของเขาไม่ได้สวยงามเท่าข้างนอก

ถ้าหน้าตาเป็นเหมือนดอกกุหลาบ นิสัยก็เป็นเหมือนใบกุหลาบ

ดอกกุหลาบจะเป็นตัวดึงดูดความสนใจ แต่ใบกุหลาบคือตัวชี้วัดว่ากุหลาบนี้จะงามได้อย่างยั่งยืนแค่ไหน

จะคบกับใคร อย่าลืมดูใบด้วยนะครับ

บางทีชีวิตก็ยากเกินกว่าจะอยู่คนเดียว

20171016_toogoodtobealone

และบางทีชีวิตก็ดีเกินกว่าจะอยู่คนเดียว

“Sometimes life is too hard to be alone, and sometimes life is too good to be alone.”
-Elizabeth Gilbert

ในประวัติศาสตร์ 200,000 ปีของมนุษย์เผ่าพันธุ์ Home Sapiens นั้น เราใช้เวลา 190,000 ปีแรกไปกับการหาอยู่หากินแบบล่าสัตว์และเก็บพืชผล (hunter-gatherers) ซึ่งบังคับให้มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นหลักสิบหลักร้อยเพื่อจะช่วยกันออกล่าเหยื่อและดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกัน

ถ้ามนุษย์ในอดีตคนไหนเข้ากลุ่มไม่ได้ มนุษย์คนนั้นก็มีโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก และยีนส์ของมนุษย์ไร้เพื่อนผู้นั้นก็จะไม่ถูกส่งต่อมายังรุ่นต่อไป ส่วนมนุษย์คนไหนที่เข้ากับเพื่อนได้ดีก็มีโอกาสรอดชีวิตสูงและส่งต่อยีนส์มาให้คนรุ่นต่อๆ ไป

มนุษย์จึงเป็นสัตว์สังคมโดยดีเอ็นเออยู่แล้ว

แม้กระทั่งคนที่เราเห็นว่าเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อน ผมก็เชื่อว่าเขาก็ยังมีสังคมของเขา เช่นในโลกออนไลน์เป็นต้น

เมื่อวิวัฒนาการสร้างให้มนุษย์จำเป็นต้องมีพวกพ้อง จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว เพราะเรากำลังทำอะไรที่ผิดธรรมชาติอยู่

ในวันที่เราอ่อนแอ ในวันที่ชีวิตเราตกต่ำ เราล้วนต้องการใครซักคนที่จะคอยให้กำลังใจหรืออย่างน้อยก็รับฟังเราก็ยังดี

และในวันที่เราประสบความสำเร็จ พิชิตความฝันของเราได้ ความรู้สึกมันคงไม่ฟินเท่าไหร่นักหากไม่มีใครซักคนมาร่วมชื่นชมกับเราด้วย

“Sometimes life is too hard to be alone, and sometimes life is too good to be alone.”

ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องหาคู่นะครับ

เพียงแต่อยากเตือนว่าอย่าละเลยความสัมพันธ์ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้องหรือเพื่อนที่เคยคบกันเท่านั้นเอง

แทนที่จะตามหาคนที่ใช่

20171014_rightperson

สู้ทำตัวให้เป็นคนที่ใช่น่าจะดีกว่ามั้ย

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

-Anonymous

เมื่อวานนี้ผมไม่ได้เล่านิทาน วันนี้เผอิญนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เลยขอเล่าชดเชยนะครับ

คุณลุงคนหนึ่งไม่เคยมีแฟนเลยตลอดชั่วชีวิตของเขา

นับแต่วัยหนุ่ม เขาออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อตามหาผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอยู่หลายสิบปี แต่มาวันนี้ในวัย 50 กว่า เขาก็ยังคงอยู่คนเดียวอย่างเดียวดาย

เมื่อรับรู้เรื่องราวอันน่าเศร้านี้ เด็กน้อยคนหนึ่งเลยถามคุณลุงว่า

“คุณลุงออกเดินทางไปทั่วโลก เจอผู้คนตั้งมากมาย คุณปู่ไม่เจอผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบบ้างเลยเหรอครับ?”

“เจอสิ ลุงเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็คเลยละ” คุณลุงพูดตาเป็นประกาย

“แล้วทำไมคุณลุงไม่แต่งงานกับเธอล่ะครับ?”

ตาของคุณลุงเศร้าลงทันที

“เพราะเธอก็กำลังมองหาคนที่แสนจะเพอร์เฟ็คอยู่เช่นกันไงล่ะหลาน”

นิทานจบลงตรงนี้ แต่ชีวิตจริงยังดำเนินต่อไป

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องการหาเลี้ยงชีพด้วย

สี่ห้าปีมานี้เราถูกสอนว่าให้ “ตามหางานที่ใช่”

แต่จะมีซักกี่คนที่จะได้เจองานที่ใช่ขนาดนั้น?

ไม่ผิดที่จะแสวงหางานที่เหมาะกับเรา งานที่จะทำให้เราอยากรีบตื่นทุกเช้าวันจันทร์

แต่ถ้าเราเพิ่มมิติแห่งการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ โอกาสที่เราจะเจองานที่ใช่นั้นจะสูงขึ้นมาก

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

อย่ามัวตามหาคนที่ใช่หรืองานที่ใช่จนลืมกลับมาดูตัวเองนะครับ

เพราะถึงวันหนึ่ง ถ้าคุณได้เจองานที่ใช่สำหรับคุณ แต่คุณกลับไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเขา คุณอาจจะอกหักเหมือนคุณลุงโสดเสมอคนนั้นก็ได้

อดีตมันไม่อาจดีกว่านี้ได้แล้ว

20171012_past

ดังนั้นจงให้อภัยเขาเถอะ

“Forgiveness means giving up all hope for a better past.”
– Jerry Jampolsky

เรายังแบกความขุ่นข้องหมองใจอะไรอยู่บ้าง?

เคยมีคนทำร้ายเรา ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองใช่มั้ย?

แต่การที่เรายังโกรธเขาอยู่มันทำให้อะไรดีขึ้นบ้างรึเปล่า?

อดีตคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราโกรธเขาแค่ไหน เขาก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าคนเราเจ็บแล้วต้องจำ แต่การเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้รังแต่จะทำร้ายเราเปล่าๆ

การให้อภัยจึงไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่มันคือการทำเพื่อตัวเอง

ให้อภัย เพื่อปลดปล่อยเราจากอดีตที่ไม่อาจดีไปกว่านี้ได้แล้ว