7 ข้อคิดเรื่องความสัมพันธ์

  1. การลืมเข้าไปส่องโปรไฟล์ของเขาคือสัญญาณว่าเราเริ่มทำใจได้แล้ว
  2. เวลาเลือกแฟน อย่าดูแค่สิ่งที่สะดุดตา แต่ให้ดูในสิ่งที่เขาเชื่อและเรื่องที่เขาให้ความสำคัญ
  3. ช่วงที่คบกัน ควรมีเวลาให้ได้อยู่กันอย่างใกล้ชิด และมีเวลาให้ได้อยู่ไกลกัน
  4. คน toxic จะไม่เปลี่ยนตัวเอง เขาแค่เปลี่ยนเหยื่อไปเรื่อยๆ
  5. คนที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนที่ดีเสมอไป
  6. วิถีความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ไม่อาจให้ผลลัพธ์ที่ต่างไปจากเดิมได้
  7. สิ่งที่เราต้องการจากแฟนไม่ใช่คนที่เพอร์เฟ็กต์ แต่คือคนที่เข้าใจในความไม่เพอร์เฟ็กต์ของตัวเอง

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Alex Ferman’s answer to What was the best relationship advice you ever got?

วิธีแก้น้ำขุ่นคือปล่อยมันไว้เฉยๆ

“Muddy water is best cleared by leaving it alone.”
-Alan Watts

คนเราเวลาทะเลาะกันมักจะทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วยการใช้เหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหา

แต่ยิ่งใช้เหตุผลมากเท่าไหร่ บาดแผลมักจะบาดลึกมากขึ้นเท่านั้น

อาจจะดีกว่า (และยากกว่า) ที่เราจะปิดวาจา และปล่อยให้ทั้งตัวเองและอีกฝ่ายมีเวลาได้อยู่ตามลำพัง เพื่อให้ความขุ่นเคืองนั้นตกตะกอน เพื่อให้ใจใสขึ้นกว่านี้ก่อน

เมื่อเราทั้งคู่พร้อม ค่อยกลับมาคุยกันใหม่ก็ยังไม่สายครับ

คำพูดที่ออกจากปากเอากลับคืนมาไม่ได้

สิ่งที่มาพร้อมกับอายุ คือความยับยั้งชั่งใจ

แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องพูดยังไงถึงจะถูก แต่เราจะรู้ว่าพูดอะไรแล้วผิดแน่ๆ

ถ้าพูดออกมาแล้วมันมีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง ก็อย่าพูดมันออกมาเลย

ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วยากมาก โดยเฉพาะตอนที่อีกฝ่ายพูดจาไม่เข้าหูจนเราคันปากยุบยิบ

ต้องเตือนตัวเองว่าสำคัญกว่าการเถียงชนะคือการรักษาความสัมพันธ์ เพราะชัยชนะเหนือเพื่อนรักหรือคนที่เรารักนั้นสร้างบาดแผลให้ทั้งสองฝ่าย

และแม้จะเตือนตัวเองไว้ดีแล้ว แต่บางครั้งเราก็ยังเผอเรอพูดคำบางคำที่ทำร้ายอยู่ดี

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ขอให้นึกถึงประโยคที่หัวหน้าฮงพูดกับหมอฟันใน Hometown Cha-Cha-Cha

น้ำหกจากแก้วไปแล้ว เราเอาน้ำกลับคืนใส่แก้วไม่ได้

แต่เราขอโทษที่ทำน้ำหกได้นะครับ

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

เมื่อวานนี้ช่วงเย็นระหว่างกำลังประชุม “ปรายฝน” ลูกสาววัย 6 ขวบขอให้ผมพาไป “ปิกนิก”

ปรายฝนรบเร้ามาหลายวันแล้ว เมื่อวานจังหวะดี หลังห้าโมงเย็นไม่มีประชุม ก็เลยรับปากว่าประชุมเสร็จแล้วจะพาไป

บ้านผมอยู่ติดกับสวนหย่อมของหมู่บ้าน เป็นสนามหญ้าที่มีต้นไม้และทางเดินล้อมรอบ ความหมายของการปิกนิกของปรายฝนก็คือการเอาเสื่อไปปู เอาขนมไปกิน และเอาน้ำเปล่าไปดื่ม

ห้าโมงกว่า ผมจัดของใส่ย่าม เดินจูงมือ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 4 ขวบข้ามถนนก็ถึงสวนหย่อม ส่วนปรายฝนวิ่งตามมา เราจัดแจงปูเสื่อ เอาเลย์กับกล่องแอปเปิ้ลออกมาตั้ง เอาแก้วน้ำของปรายฝนกับใกล้รุ่งออกมาวาง ทุกอย่างพร้อมสำหรับการปิกนิก

เราสามคนนั่งกินขนมไป ดูวิวสวนหย่อมไป ถ่ายรูปส่งไปให้ภรรยาที่วันนี้ต้องเข้าออฟฟิศ ลูกๆ ชวนคุยไม่หยุด ส่วนผมไม่ค่อยมีสมาธิเพราะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค Slack เวลาห้าโมงครึ่งนี่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่ออฟฟิศผมยังทำงานอยู่ จึงรู้สึกผิดนิดหน่อย

สักพักพี่เลี้ยงของ “ภูมิ” ลูกของน้องชายก็ปั่นจักรยานพาน้องภูมิมาที่สวนหย่อมโดยไม่ได้นัดหมาย ปรายฝนเฮลั่น จากเด็กสองคนกลายเป็นสาม เริ่มมีความเป็นแก๊งเกิดขึ้น

ฝนเพิ่งตกไปเมื่อช่วงบ่ายๆ บางจุดในสนามหญ้าเลยกลายเป็นแอ่งน้ำ เด็กๆ พากันเดินไปที่ตรงนั้น กล้าๆ กลัวๆ ว่าเท้าจะเลอะ แต่ผ่านไปได้แป๊บเดียวก็ลงไปเดินลุยในน้ำและกระโดดกันเหมือนเด็กๆ ในเรื่อง Peppa Pig – Everyone loves jumping in muddy puddles!

ผมถ่ายวีดีโอเด็กๆ ลง IG Story เก็บบันทึกไว้เป็นความทรงจำ เมื่อเด็กโตขึ้นและผมแก่ลงจะได้กลับมาดู

หกโมงกว่าๆ เมฆตั้งเค้ามา เด็กทุกคนตัวเปื้อนโคลนไปหมดแล้ว ต้องอาบน้ำก่อนถึงจะกินข้าวเย็นได้

ผมจัดแจงม้วนเสื่อ เก็บขนมและแก้วน้ำใส่ย่าม ส่งสัญญาณบอกเด็กๆ ว่ากลับบ้านกันเถอะ

ใกล้รุ่งดูเหมือนจะยังไม่ค่อยอยากกลับ เลยวิ่งวนในสนามหญ้าอีก 2-3 รอบ สีหน้าสนุกสนาน นี่น่าจะเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุดอีกวันหนึ่ง

ความรู้สึกผิดที่มานั่งปิกนิกในเวลางานนั้นอันตรธานหายไป ยังไงเสียเดี๋ยวผมก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ข้อความใน Slack นั้นรอได้ ความเป็นเด็กต่างหากที่รอไม่ได้ พอเขาสูงเกินอกเราเขาก็ไปอยู่กับเพื่อนแล้ว

วินาทีที่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของใกล้รุ่งวิ่งวนอยู่ในสวนหย่อม ผมก็คิดขึ้นได้ว่า

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

ไมว่าเราจะเป็นพนักงานหรือผู้บริหาร ไม่ว่าจะทำงานสำคัญแค่ไหน แต่หมวกใบนี้ก็ใส่เพียงชั่วคราว ถึงวันหนึ่งก็ต้องถอดหมวกออก

แต่หมวกความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นใส่กันตลอดชีวิต

ขอให้ระลึกได้ว่าหน้าที่ใดสำคัญที่สุดครับ

เมื่อเรารุ่งเรือง เพื่อนจะรู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน เมื่อเราตกต่ำ เราจะรู้ว่าเพื่อนเป็นคนแบบไหน

เมื่อชีวิตพุ่งทะยาน เราลืมตัวหรือเปล่า เรามองเห็นหัวคนอื่นหรือไม่ เรามีน้ำใจหรือเปล่า เราดูถูกคนอื่นหรือไม่

เพราะลาภยศสรรเสริญไม่ได้ทำให้สันดานเปลี่ยน มันแค่เปลือยตัวตนที่แท้จริงที่เราเป็นอยู่มาแต่ก่อนเก่า

เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางตัน มีใครบ้างที่พร้อมจะช่วยเหลือ ใครบ้างที่พร้อมจะมาอยู่เคียงข้างเราโดยไม่ตั้งคำถาม มีใครบ้างที่จะปฏิบัติต่อเราเหมือนอย่างที่เคย

หากในช่วงที่เรารุ่งเรือง เราไม่ลืมตัว เรามีน้ำใจ เราไม่ดูถูก นั่นย่อมเป็นการดึงดูดคนที่ศีลเสมอกันให้เข้ามาอยู่ในวงจรชีวิต เมื่อถึงคราวที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ กัลยาณมิตรเหล่านี้ก็ยังพอจะเป็นที่ให้เราพักพิงได้

แต่หากที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำตัวให้น่ารักน่าคบหา คนที่เข้ามาก็อาจจะเป็นเพียงเพื่อนแต่โดยฉากหน้า ที่พร้อมจะชิ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่สามารถให้ประโยชน์กับเขาได้อีกต่อไปครับ

ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!

ประโยคนี้มาจากหนังสือชื่อเดียวกัน แนะนำให้ไปลองหามาอ่านดู

ประโยคนี้เตือนใจเราว่า อย่าไปเสียเวลาคิดถึงคนที่ทำให้เราเสียใจ

เขาคงอาจไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเราหรอก เขาก็แค่เลือกทำสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง

และในขณะที่เราย้ำคิดย้ำทำเรื่องของเขา เขาอาจไม่ได้คิดถึงเราเลยสักนิดเดียว เราจึงควรเก็บแรงกายแรงใจไว้ดูแลตัวเองและคนที่รักเราดีกว่า

ปล่อยให้เขากินไอติมของเขาไป ส่วนเราก็เลิกฟูมฟายแล้วหาอะไรอร่อยๆ กินดีกว่านะครับ

สามีภรรยาทะเลาะกันก็เหมือนกับการตีเทนนิส

เป็นเรื่องปกติที่คนอยู่บ้านเดียวกันจะกระทบกระทั่งและมีปากมีเสียง

เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจและพูดมันออกมา อีกฝ่ายหนึ่งก็มักจะบอกเหตุผลว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างโยนเหตุผลข้ามเน็ตไปให้อีกฝ่าย แล้วก็โต้กันไปโต้กันมาไม่ต่างอะไรกับการตีเทนนิสด้วยข้อเท็จจริง (fact-tennis)

แทนที่จะเป็นการพูดคุยเพื่อเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน กลายเป็นว่าเรากลับพยายามเอาชนะ

สมมติว่าคู่รักอยู่คอนโด ผู้ชายทำงานจากที่บ้าน ส่วนผู้หญิงไปทำงานที่ออฟฟิศ ผู้หญิงกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อยๆ เห็นว่ามีเสื้อผ้ากองใหม่ที่ยังไม่ได้ซัก แถมจานก็ยังไม่ได้ล้าง บทสนทนาแบบตีเทนนิสจะหน้าตาแบบนี้:

ฝ่ายเสิร์ฟ: ถ้าคุณปล่อยเสื้อผ้าเอาไว้นานๆ โดยไม่ได้ซัก เศษอาหารมันจะเกาะเสื้อผ้าแน่นแล้วจะซักออกยากนะ ตัวไหนใช้แล้วช่วยซักเลยไม่ได้เหรอ (คะแนน 15-0)

ฝ่ายรับ: ทำอย่างนั้นมันเสียเวลานะคุณ ผมรอให้มีผ้าซักกองหนึ่งก่อนแล้วค่อยซักทีเดียวดีกว่า (15-15)

ฝ่ายเสิร์ฟ: แต่เก็บเสื้อผ้าแบบไม่ได้ซักเอาไว้มันซกมกมากเลยนะ (30-15)

ฝ่ายรับ: เชื้อโรคจะเยอะแค่ไหน พอซักมันก็ตายหมดอยู่ดีนั่นแหละ (30-30)

ฝ่ายเสิร์ฟ: ปล่อยจานไว้ไม่ได้ล้างอย่างนี้เดี๋ยวแมลงวันก็มากันพอดี (40-30)

ฝ่ายรับ: นี่มันหน้าหนาว ผมยังไม่เห็นแมลงวันซักตัวเลย (ดิวซ์)

แล้วการโต้เทนนิสก็ดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีใครคนหนึ่งจนแต้มและกลายเป็น “ฝ่ายแพ้” ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีต่ออีกคนเลย

นอกจากการทะเลาะกันแบบ fact-tennis นี้แล้ว ยังมีอีกสามแบบที่เราพบเห็นเป็นประจำ

  1. “อ๊ะ! ดูกระรอกนั่นสิ!” คือเปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน แต่ถ้าเราหลีกเลี่ยงทุกความกระทบกระทั่ง ความสัมพันธ์ก็จะขาดซึ่งความใกล้ชิดเช่นกัน (if all conflict is avoided, what tends to happen is intimacy is avoided as well.)
  2. “ผู้พลีตน” (martyr) คือยอมเสียสละเสียเอง เช่นภรรยากลับมาเห็นสภาพห้องแล้วก็พูดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะซักผ้าและล้างจานให้เอง” ซึ่งวิธีนี้ก็ไม่ยั่งยืนเช่นกันเพราะผู้พลีตนจะเก็บความรู้สึกขุ่นเคืองเอาไว้ในใจและรอวันที่จะกลายร่างเป็นผู้พิพากษา
  3. “ผู้พิพากษา” (persecutor) “ทำไมคุณถึงสกปรกโสโครกอย่างนี้เนี่ย ชีวิตนี้เคยทำงานบ้านบ้างรึเปล่า”

ทั้ง 4 ทางนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีในการคลี่คลายปัญหาในความสัมพันธ์ สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การเป็นผู้ชนะ สิ่งที่เราต้องการคือความรู้สึกว่าเราเข้าใจเขา เขาเข้าใจเรา และทั้งคู่ร่วมกันหาทางออกที่ดี

ตัวอย่างของบทสนทนาที่น่าจะนำไปสู่ทางออกที่ดี

ภรรยา: “เมื่อเช้าฉันเพิ่งซักผ้าไป พอกลับมาเห็นผ้ากองใหม่ฉันก็รู้สึกท้อเหมือนกันนะ ฉันคงรู้สึกดีกว่านี้ถ้าตอนกลางวันคุณช่วยซักผ้าด้วย”

สามี: “ขอโทษจริงๆ ที่รัก ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย วันนี้งานเดือดจริงๆ เข้าใจเลยว่าพอกลับมาเห็นสภาพห้องแบบนี้คุณคงหมดแรง”

ภรรยา: “ฉันรู้ว่าช่วงนี้งานคุณเยอะจริงๆ ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันซักแล้วคุณช่วยตากผ้า โอเคมั้ย?”

กฎพื้นฐานเวลามีเรื่องที่ไม่พอใจคือพยายามใช้รูปประโยค “I-statements” ไม่ใช่ “You-statements” คือแทนที่จะตำหนิอีกฝ่ายว่าไม่ดียังไง ให้เน้นว่าเรารู้สึกอย่างไร เช่น

“I feel hurt when you don’t answer me when you’re on the phone”

นั้นดีกว่า “You’re always ignoring me when you’re on the phone”

ไม่มีใครชอบโดนตีตราว่าเป็นคนเช่นไร ดังนั้นเราจึงควรโฟกัสไปที่สิ่งที่เราเห็นและสิ่งที่เรารู้สึก ซึ่งนั่นจะทำให้อีกฝ่ายเปิดใจรับฟังมากกว่า

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับคู่รักทุกคู่นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Book You Wish Your Parents Had Read (and Your Children Will be Glad hat You Did) by Philippa Perry

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ถามก่อนว่าคุ้มรึเปล่า

เพราะปากมักทำให้เราตกที่นั่งลำบากโดยไม่จำเป็น

ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเสีย เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้น้องในทีมหมดกำลังใจ เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้คนรักผิดใจกัน เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

เราอาจจะพูดเพื่อความสนุก พูดเอามัน พูดโดยไม่ได้คิดอะไร

แต่เรื่องปวดหัวที่ตามมาไม่คุ้มกับความสนุกเลยแม้แต่น้อย

“Before you say something, stop and breath. And ask – Is it really worth it?”
-Marshall Goldsmith

หนึ่งในคุณลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ คือความสามารถในการอดกลั้นในชั่วขณะที่คันปาก

และระลึกได้ว่า ในบางครั้ง บทสนทนาจะดำเนินไปได้สวยที่สุดถ้าเราไม่พูดประโยคนั้นออกมาครับ

หากอยากมีพลัง ให้นั่งคุยกับคนที่เรารัก

บนเกาะโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น ผู้คนในเมืองมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าคนอเมริกัน 7 ปี และมีสัดส่วนคนอายุเกิน 100 ปีมากกว่าคนอเมริกาถึง 5 เท่า

สามปัจจัยที่ทำให้ชาวโอกินาว่าอายุยืนก็คืออาหารที่กิน กิจกรรมที่ทำ และ ความสัมพันธ์ที่มี

อาหารที่กินนั้นจะเน้นผัก ถั่ว เต้าหู้ และกินไม่เยอะจนเกินไป

กิจกรรมที่ทำนั้นมอบความหมายให้ชีวิต เป็น Ikigai เป็นเหตุผลให้ลุกจากเตียงทุกเช้า

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ ชาวโอกินาว่าก็มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เรียกว่า “ไมโอ” ซึ่งคุ้นเคยกันตั้งแต่วัยเด็กจนวันที่อายุแตะหนึ่งศตวรรษ

เรื่องอาหารการกินเรารู้ดีอยู่แล้ว เรื่องอิคิไกก็เป็นกระแสในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมเลยอยากจะชวนคุยเรื่องความสัมพันธ์ในบทความนี้

ด้วยสังคมเมืองที่ทุกคนต่างต้องพยายามเอาตัวรอด ทำงานบวกเดินทางวันละสิบกว่าชั่วโมง เราจึงแทบไม่มีเวลานั่งคุยกับคนในครอบครัวเลย

ยิ่งพอมีสมาร์ทโฟน เราเลยใช้เวลา “ฟัง” และ “คุย” กับคนที่เราไม่ได้คุ้นเคยมากกว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เรา

ช่วงที่มีโควิดและเราต้องทำงานจากที่บ้าน เชื่อว่าหลายคนโหยหาออฟฟิศ เพราะทำงานที่บ้านนั้นเหนื่อยกว่าที่คิด แค่ห้าโมงเย็นก็หมดแรง

ผมมีสมมติฐานว่าจอคอมมันดูดพลังงานเรา แต่เวลาเรามาออฟฟิศเราสามารถส่งต่อและรับพลังงานจากเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศได้

มนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้มีปฏิสัมพันธ์บนหน้าจอ ต่อให้มีเพื่อนบนเฟซหรือ followers บนทวิตเตอร์มากแค่ไหนก็ไม่อาจทำให้เราหายเหงาได้ เผลอๆ ยิ่งมีคนรู้จักบนโซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่อาจยิ่งเหงากว่าเดิมด้วยซ้ำ

เพราะ “follow” ไม่ได้แปลว่า “รู้จักมักคุ้น” และ “Top fan” ไม่ได้แปลว่า “สนิทใจ”

บางคนอาจบอกว่าตัวเองไม่มีเพื่อนสนิท แต่นั่นเป็นเพราะเราไม่เคยคิดลงทุนในความสัมพันธ์รึเปล่า

หยุดยาวนี้ เราจะใช้เวลาไปอย่างไร จะอยู่กับมือถือนานเท่าไหร่ และจะมีเวลาแค่ไหนในการพูดคุยกับคนที่เรารักและรักเราครับ

เรื่องบางเรื่องก็ต้องให้คนอื่นพูด

20200823c

ในการสื่อสารนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง

คนส่งสาร คนรับสาร ตัวสาร และเครื่องมือสื่อสาร

ถ้าสิ่งที่เราอยากสื่อนั้นไปไม่ถึงคนรับสาร ก็ต้องลองปรับสารที่เราจะส่งหรือปรับเครื่องมือที่เราใช้ (เช่นเปลี่ยนจากการส่งไลน์เป็นการโทรหา)

แต่ถ้าปรับสารก็แล้ว เปลี่ยนเครื่องมือก็แล้ว คนรับสารก็ยังไม่คิดจะรับอยู่ดี ก็ยังเหลืออีกทางเลือกหนึ่งคือเปลี่ยนคนส่งสาร ซึ่งบ่อยครั้งก็คือตัวเรานั่นเอง

เรื่องบางเรื่องแม่พูดกับพ่อมาเป็นแรมปีแต่พ่อไม่ฟัง พอลูกสาวพูดหนเดียวพ่อฟังเฉยเลย

หรือเรื่องบางอย่างคนในครอบครัวเตือนมาตั้งนานก็ยังดื้อรั้น พอคนนอกมาพูดกลับเชื่อซะอย่างนั้น

เหตุผลที่เขาไม่ฟังเราเพราะการสื่อสารมันไม่เคยเป็นเรื่องการสื่อสารเพียวๆ แต่มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ด้วย

คนที่รู้จักกันมานานย่อมมี history ต่อกันมากพอดู สิ่งที่เราพูดออกไปจึงมีตัวตนและร่องรอยในอดีตปะปนอยู่ด้วยเสมอ และร่องรอยเหล่านี้นั่นแหละที่เป็นอุปสรรค และทำให้การสื่อสารบิดเบี้ยวจนกลายเป็นการเอาชนะกันด้วยซ้ำ

ถ้าเราเคยคุยหลายทีแล้วไม่เป็นผล ลองเปลี่ยนคนคุยก็อาจจะปิดการขายได้ง่ายดายกว่าที่คิดนะครับ