วิธีดูคน

20171117_howtosee

เมื่อหนุ่มสาวจีบกันใหม่ๆ ย่อมต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายประทับใจมากที่สุด

อาจจะด้วยการไปรับไปส่ง โทร.ไปเซย์กู๊ดไนท์ หรือมอบของขวัญในวันสำคัญ

แต่ถ้าคิดจะคบกันยาวๆ การดูแค่ว่าเขาทำดีกับเราหรือไม่นั้นอาจไม่เพียงพอ

เราต้องดูด้วยว่าเขาปฏิบัติกับคนอื่นยังไง

ถ้าเขาดีกับเรา แต่ทำตัวแย่กับคนอื่น นั่นนับเป็น “ธงแดง” (red flag) ที่ส่งสัญญาณว่าเขาอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิด

แต่บางคนก็ไม่เห็นหรือทำเป็นมองไม่เห็นสัญญาณนั้น เพราะการที่เขาดีกับเราเพียงคนเดียวมันทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญ และเราก็อยากเป็นคนสำคัญกันทั้งนั้น

แต่เมื่อใดก็ตามที่ตกร่องปล่องชิ้นกันแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความประทับใจกันอีกแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียงตัวตนที่แท้จริง

A person who is nice to you, but rude to the waiter, is not a nice person.
-Dave Barry

ถ้าเขาสุภาพกับเราแต่หยาบคายกับบ๋อย วันหนึ่งเขาอาจจะหยาบคายกับเราก็ได้นะครับ

ชีวิตคู่จะราบรื่น

20171116_marriage

ถ้าสามีและภรรยาตระหนักได้ว่าจริงๆ แล้วเขาอยู่ทีมเดียวกัน

“Many marriages would be better if the husband and the wife clearly understood that they are on the same side.”
-Zig Ziglar

แก๊กที่เราคุ้นเคยกันดีในนิตยสารขายหัวเราะ คือผู้ชายไปเที่ยวจนเมา กลับบ้านมาดึกๆ แล้วเจอเมียถือสากยืนรออยู่

ชีวิตคู่หลังแต่งงานของบางคน จึงเหมือนฉากสงครามย่อมๆ ที่เปิดศึกกันทุกวัน

เพราะเราต่างเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก การมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันวันละเป็นสิบชั่วโมงย่อมมีการกระทบกระทั่งอยู่แล้ว

คำถามคือกระทบแล้วจะลุกลาม หรือกระทบแล้วจะแสวงหาสันติ?

ในวันที่เราจดทะเบียนสมรส เรากลายเป็นคนคนเดียวกันทางกฎหมาย

และในวันที่เรารดน้ำสังข์ เราก็ได้กลายเป็นคนคนเดียวกันทางจิตวิญญาณ

การทะเลาะกันของสามีภรรยา จึงไม่ต่างอะไรกับการฟาดฟันกันของมือขวาและมือซ้าย

ไม่ว่ามือไหนชนะ เจ้าของมือก็ยังเจ็บอยู่ดี

ใครๆ ก็ชื่นชมดอกกุหลาบ

20171024_dubai

แต่จะมีซักกี่คนที่ชื่นชมใบกุหลาบ

การรักสิ่งที่งดงามนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

แต่การรักความธรรมดาได้นั้นเป็นเรื่องงดงาม

“Anyone can love a rose, but it takes a lot to love a leaf. It’s ordinary to love the beautiful, but it’s beautiful to love the ordinary.”
-Anonymous

คนหน้าตาดีมักมีภาษีสูงกว่าคนอื่น ทำอะไรคนก็เอ็นดู พูดอะไรคนก็คล้อยตามได้ง่าย ชีวิตของคนหน้าตาดีจึงมักจะราบรื่นกว่าคนขี้เหร่

แต่ในความโชคดีนั้นก็มีความโชคร้ายซ่อนอยู่

ยิ่งเป็นคนที่หน้าตาดีมากเท่าไหร่ ความจำเป็นที่จะต้องมีนิสัยดีก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าถึงจะเอาแต่ใจหรือทำตัวแย่ยังไงก็ต้องมีคนง้อเรา

ถ้าคนหน้าตาดีคนนั้นไม่ได้ปรับปรุงนิสัยให้ดีขึ้นเสียบ้าง ถึงวันหนึ่งอาจจะตกที่นั่งลำบากก็ได้

เพราะมนุษย์ปรับตัวเก่งมาก ต่อให้สวยหล่อแค่ไหนแต่ถ้าเห็นหน้าทุกวันก็จะกลายเป็นรู้สึกเฉยๆ ความงามทางกายภาพจะเริ่มมีบทบาทน้อยกว่าความงามจากข้างใน

นี่อาจเป็นเหตุผลที่คนหน้าตาดีไม่น้อยล้มเหลวในความสัมพันธ์ เพราะข้างในของเขาไม่ได้สวยงามเท่าข้างนอก

ถ้าหน้าตาเป็นเหมือนดอกกุหลาบ นิสัยก็เป็นเหมือนใบกุหลาบ

ดอกกุหลาบจะเป็นตัวดึงดูดความสนใจ แต่ใบกุหลาบคือตัวชี้วัดว่ากุหลาบนี้จะงามได้อย่างยั่งยืนแค่ไหน

จะคบกับใคร อย่าลืมดูใบด้วยนะครับ

บางทีชีวิตก็ยากเกินกว่าจะอยู่คนเดียว

20171016_toogoodtobealone

และบางทีชีวิตก็ดีเกินกว่าจะอยู่คนเดียว

“Sometimes life is too hard to be alone, and sometimes life is too good to be alone.”
-Elizabeth Gilbert

ในประวัติศาสตร์ 200,000 ปีของมนุษย์เผ่าพันธุ์ Home Sapiens นั้น เราใช้เวลา 190,000 ปีแรกไปกับการหาอยู่หากินแบบล่าสัตว์และเก็บพืชผล (hunter-gatherers) ซึ่งบังคับให้มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นหลักสิบหลักร้อยเพื่อจะช่วยกันออกล่าเหยื่อและดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกัน

ถ้ามนุษย์ในอดีตคนไหนเข้ากลุ่มไม่ได้ มนุษย์คนนั้นก็มีโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก และยีนส์ของมนุษย์ไร้เพื่อนผู้นั้นก็จะไม่ถูกส่งต่อมายังรุ่นต่อไป ส่วนมนุษย์คนไหนที่เข้ากับเพื่อนได้ดีก็มีโอกาสรอดชีวิตสูงและส่งต่อยีนส์มาให้คนรุ่นต่อๆ ไป

มนุษย์จึงเป็นสัตว์สังคมโดยดีเอ็นเออยู่แล้ว

แม้กระทั่งคนที่เราเห็นว่าเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อน ผมก็เชื่อว่าเขาก็ยังมีสังคมของเขา เช่นในโลกออนไลน์เป็นต้น

เมื่อวิวัฒนาการสร้างให้มนุษย์จำเป็นต้องมีพวกพ้อง จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว เพราะเรากำลังทำอะไรที่ผิดธรรมชาติอยู่

ในวันที่เราอ่อนแอ ในวันที่ชีวิตเราตกต่ำ เราล้วนต้องการใครซักคนที่จะคอยให้กำลังใจหรืออย่างน้อยก็รับฟังเราก็ยังดี

และในวันที่เราประสบความสำเร็จ พิชิตความฝันของเราได้ ความรู้สึกมันคงไม่ฟินเท่าไหร่นักหากไม่มีใครซักคนมาร่วมชื่นชมกับเราด้วย

“Sometimes life is too hard to be alone, and sometimes life is too good to be alone.”

ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องหาคู่นะครับ

เพียงแต่อยากเตือนว่าอย่าละเลยความสัมพันธ์ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้องหรือเพื่อนที่เคยคบกันเท่านั้นเอง

แทนที่จะตามหาคนที่ใช่

20171014_rightperson

สู้ทำตัวให้เป็นคนที่ใช่น่าจะดีกว่ามั้ย

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

-Anonymous

เมื่อวานนี้ผมไม่ได้เล่านิทาน วันนี้เผอิญนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เลยขอเล่าชดเชยนะครับ

คุณลุงคนหนึ่งไม่เคยมีแฟนเลยตลอดชั่วชีวิตของเขา

นับแต่วัยหนุ่ม เขาออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อตามหาผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอยู่หลายสิบปี แต่มาวันนี้ในวัย 50 กว่า เขาก็ยังคงอยู่คนเดียวอย่างเดียวดาย

เมื่อรับรู้เรื่องราวอันน่าเศร้านี้ เด็กน้อยคนหนึ่งเลยถามคุณลุงว่า

“คุณลุงออกเดินทางไปทั่วโลก เจอผู้คนตั้งมากมาย คุณปู่ไม่เจอผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบบ้างเลยเหรอครับ?”

“เจอสิ ลุงเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็คเลยละ” คุณลุงพูดตาเป็นประกาย

“แล้วทำไมคุณลุงไม่แต่งงานกับเธอล่ะครับ?”

ตาของคุณลุงเศร้าลงทันที

“เพราะเธอก็กำลังมองหาคนที่แสนจะเพอร์เฟ็คอยู่เช่นกันไงล่ะหลาน”

นิทานจบลงตรงนี้ แต่ชีวิตจริงยังดำเนินต่อไป

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องการหาเลี้ยงชีพด้วย

สี่ห้าปีมานี้เราถูกสอนว่าให้ “ตามหางานที่ใช่”

แต่จะมีซักกี่คนที่จะได้เจองานที่ใช่ขนาดนั้น?

ไม่ผิดที่จะแสวงหางานที่เหมาะกับเรา งานที่จะทำให้เราอยากรีบตื่นทุกเช้าวันจันทร์

แต่ถ้าเราเพิ่มมิติแห่งการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ โอกาสที่เราจะเจองานที่ใช่นั้นจะสูงขึ้นมาก

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

อย่ามัวตามหาคนที่ใช่หรืองานที่ใช่จนลืมกลับมาดูตัวเองนะครับ

เพราะถึงวันหนึ่ง ถ้าคุณได้เจองานที่ใช่สำหรับคุณ แต่คุณกลับไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเขา คุณอาจจะอกหักเหมือนคุณลุงโสดเสมอคนนั้นก็ได้

อดีตมันไม่อาจดีกว่านี้ได้แล้ว

20171012_past

ดังนั้นจงให้อภัยเขาเถอะ

“Forgiveness means giving up all hope for a better past.”
– Jerry Jampolsky

เรายังแบกความขุ่นข้องหมองใจอะไรอยู่บ้าง?

เคยมีคนทำร้ายเรา ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองใช่มั้ย?

แต่การที่เรายังโกรธเขาอยู่มันทำให้อะไรดีขึ้นบ้างรึเปล่า?

อดีตคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราโกรธเขาแค่ไหน เขาก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าคนเราเจ็บแล้วต้องจำ แต่การเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้รังแต่จะทำร้ายเราเปล่าๆ

การให้อภัยจึงไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่มันคือการทำเพื่อตัวเอง

ให้อภัย เพื่อปลดปล่อยเราจากอดีตที่ไม่อาจดีไปกว่านี้ได้แล้ว

เราเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก

20170919_hardtolivewith

“A happy marriage is the union of two good forgivers.”
การสมรสที่แช่มชื่นเกิดจากคนสองคนที่ให้อภัยเก่งทั้ังคู่
-Ruth Graham

Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องท้าทายกว่าที่เราคิด

เพราะเราทุกคนล้วนเป็นคน “ไม่ปกติ” เราต่างมีนิสัยหรือความคิดอะไรบางอย่างแปลกๆ ทั้งนั้น แต่เรามักคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเป็นคนปกติ เพราะพ่อแม่ที่รักเรามากก็ไม่เคยบอกเรา ส่วนเพื่อนก็ไม่บอกเพราะไม่อยากทำให้เราไม่สบายใจ ส่วนคนรักเก่าเขาจะบอกเราก็ต่อเมื่อเราทะเลาะจนมองหน้ากันไม่ติดและไม่คิดจะฟังอีกฝ่ายแล้วเท่านั้น

เราแต่ละคนก็เลยตกอยู่ใน “ฟองอากาศ” ของตัวเอง และคิดว่าปัญหาในความสัมพันธ์นั้นมีต้นเหตุมาจากอีกฝ่ายเสมอ

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า “เราเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก” เราก็อาจจะเริ่มตระหนักได้ว่าปัญหาต่างๆ ไม่ได้เกิดจากอีกคนเพียงฝ่ายเดียว เราเองก็มีส่วนทำให้มันเกิดเช่นกัน

เมื่อคิดได้อย่างนี้ เราก็อาจเต็มใจที่จะเอ่ยปากขอโทษมากขึ้น เต็มใจที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองมากขึ้นเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้ไปต่อได้

“A happy marriage is the union of two good forgivers.”

สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตคู่จึงอาจไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการยอมรับความไม่เพอร์เฟ็คท์ของตัวเอง และความไม่เพอร์เฟ็คของอีกคน เพื่อที่เราจะได้ยกโทษให้กันได้เสมอครับ

—–

สมัครเรียน Time Management คลาสสุดท้ายของปีนี้ได้ที่ https://goo.gl/R1PJAT

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

เราไม่อาจเปลี่ยนใครได้

20170706_tellyourself

แต่เราอาจเป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้

“You cannot change anyone, but you can be the reason someone changes.”
― Roy T. Bennett

หนึ่งในปัญหาคลาสสิคของนักปฏิบัติธรรมมือใหม่ คือความกระตือรือร้นที่อยากจะชวนคนอื่นมาดื่มด่ำกับธรรมะนี้ด้วย

เราจะเที่ยวพูดไปทั่วว่าการภาวนานี้ดีอย่างไร ทำแล้วจิตใจสงบแค่ไหน แล้วพอคนที่เราชักชวนเขาไม่สนใจ เราก็จะรู้สึกผิดหวังเหมือนคนอกหัก

พระท่านจึงย้ำว่า ไม่ต้องไปสอนคนอื่น กลับมาดูแลกายดูแลใจตัวเองให้ดีก่อนเถอะ เพราะเมื่อเราฝึกฝนตัวเองดีแล้ว คนรอบข้างก็จะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเราจนเขาเข้ามาถามเองแหละว่าเราไปทำอะไรมา

—–

Seth Godin เคยกล่าวไว้ว่า

“People don’t believe what you tell them.
They rarely believe what you show them.
They often believe what their friends tell them.
They always believe what they tell themselves.”

คนอื่นเขาไม่เชื่อสิ่งที่เราบอกหรอก
นานๆ ทีเขาถึงจะเชื่อสิ่งที่เราแสดงให้ดู
บ่อยครั้งที่เขาจะเชื่อสิ่งที่เพื่อนบอก
แต่เขาจะเชื่อสิ่งที่เขาบอกตัวเองเสมอ

ข้อเขียนของผมจึงไม่อาจเปลี่ยนใครได้

อย่างมากที่สุดก็แค่สะกิดต่อมอะไรบางอย่างให้ตื่นขึ้น หรือย้ำเตือนในสิ่งที่ผู้อ่านรู้อยู่แล้วเพียงแต่อาจหลงลืมมันไป

และเมื่อผู้อ่านระลึกได้ถึงสิ่งนั้น เขาก็จะสร้างชุดความคิด คำอธิบาย และข้อสรุปที่เหมาะสมกับตัวเอง

ถ้ามีบทความใดทำให้ผู้อ่านได้พบประสบการณ์นี้ ก็ถือว่าบล็อก Anontawong’s Musings ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น

20170703_loveourselves

แต่เรากลับแคร์สายตาคนอื่นมากกว่าความคิดตัวเอง

“It never ceases to amaze me: we all love ourselves more than other people, but care more about their opinion than our own.”
-Marcus Aurelius

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เวลาจะทำอะไรเราจึงมักกังวลอยู่เสมอว่าคนอื่นจะคิดยังไง

ถ้าเราออกความเห็นมากไปจะดูก้าวร้าวรึเปล่า ถ้าเรากลับบ้านเร็วจะโดนมองว่าไม่ทุ่มเทกับงานรึเปล่า

แต่เวลาอยู่ที่บ้าน เรากลับไม่เคยกังวลเรื่องแบบนี้เลย

อาจเป็นเพราะเรารู้ว่า ต่อให้เราทำตัวแย่หรือไม่ได้เรื่องแค่ไหน คนที่บ้านก็จะยังรักเราและยอมรับเราอยู่แล้ว ในขณะที่คนที่ออฟฟิศนั้นเราไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินเราแบบไหน เลยต้องทำตัวให้น่ารักไว้ก่อน

คงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้ ทำได้แค่เพียงตระหนักถึง “ช่องว่าง” ระหว่าง ตัวตนของเราที่ออฟฟิศ และตัวตนของเราที่บ้าน

และคอยเตือนตัวเองไม่ให้เป็นคนน่ารักเกินไปเวลาอยู่ที่ออฟฟิศ และไม่ใจร้ายเกินไปเวลาอยู่ที่บ้านครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คิดเสียว่าแฟนคือลูกคนหนึ่ง

20170626_lover_children

วันก่อนผมได้ฟังการสัมภาษณ์ของ Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love  แล้วเจอประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมาก

เขาบอกว่าให้เรามองแฟน/ภรรยา/สามี เหมือนเรามองลูก ไม่ใช่เพราะว่าเราคิดว่าเขาเป็นเด็ก แต่เพื่อให้เราเป็นคนที่เมตตาและใจเย็นกว่านี้

เวลาที่ลูกของเรางอแง หรือพูดว่า “หนูเกลียดพ่อแล้ว” เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องขำๆ และเราจะพยายามมองหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้นออกมา อาจจะหิวรึเปล่า ปวดฟันรึเปล่า โกรธใครมารึเปล่า

แต่กับผู้ใหญ่เรากลับไม่ทำอย่างนั้น ถ้าแฟนบ่นว่าวันนี้เหนื่อย ขออยู่คนเดียวหน่อยได้มั้ย เราจะรู้สึกเจ็บปวดและงอนแฟนขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ถ้าเราใช้ทัศนคติแบบเดียวกับที่เราคุยกับลูก เราจะไม่เฮิร์ทและไม่ take it personally เราจะมีใจที่เป็นกลางพอที่จะมองหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้แฟนแสดงอาการอย่างนี้ออกมา

ความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งเราและเขาต่างก็เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงต้องมีเมตตาต่อกันให้มากๆ เหมือนที่เรามีความเมตตาให้กับลูกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives