เรื่องบางเรื่องก็ต้องให้คนอื่นพูด

20200823c

ในการสื่อสารนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง

คนส่งสาร คนรับสาร ตัวสาร และเครื่องมือสื่อสาร

ถ้าสิ่งที่เราอยากสื่อนั้นไปไม่ถึงคนรับสาร ก็ต้องลองปรับสารที่เราจะส่งหรือปรับเครื่องมือที่เราใช้ (เช่นเปลี่ยนจากการส่งไลน์เป็นการโทรหา)

แต่ถ้าปรับสารก็แล้ว เปลี่ยนเครื่องมือก็แล้ว คนรับสารก็ยังไม่คิดจะรับอยู่ดี ก็ยังเหลืออีกทางเลือกหนึ่งคือเปลี่ยนคนส่งสาร ซึ่งบ่อยครั้งก็คือตัวเรานั่นเอง

เรื่องบางเรื่องแม่พูดกับพ่อมาเป็นแรมปีแต่พ่อไม่ฟัง พอลูกสาวพูดหนเดียวพ่อฟังเฉยเลย

หรือเรื่องบางอย่างคนในครอบครัวเตือนมาตั้งนานก็ยังดื้อรั้น พอคนนอกมาพูดกลับเชื่อซะอย่างนั้น

เหตุผลที่เขาไม่ฟังเราเพราะการสื่อสารมันไม่เคยเป็นเรื่องการสื่อสารเพียวๆ แต่มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ด้วย

คนที่รู้จักกันมานานย่อมมี history ต่อกันมากพอดู สิ่งที่เราพูดออกไปจึงมีตัวตนและร่องรอยในอดีตปะปนอยู่ด้วยเสมอ และร่องรอยเหล่านี้นั่นแหละที่เป็นอุปสรรค และทำให้การสื่อสารบิดเบี้ยวจนกลายเป็นการเอาชนะกันด้วยซ้ำ

ถ้าเราเคยคุยหลายทีแล้วไม่เป็นผล ลองเปลี่ยนคนคุยก็อาจจะปิดการขายได้ง่ายดายกว่าที่คิดนะครับ

คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า

20200228_AnontawongMusingSlides

นี่เป็นประโยคกินใจจากหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิ ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์แห่งพอดคาสท์และบล็อก Nopadol’s Story

ถ้าเราเรารักสิ่งใด เราจะมีเวลาให้สิ่งนั้น

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับผมตอนเรียนมหาลัย ตอนที่ผมบอกว่าไม่มีเวลาเล่นดนตรีเลย

“ถ้านายเห็นว่ามันสำคัญ นายจะมีเวลาให้มันเอง”

พูดถึงคำว่า “สำคัญ” สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง “ปรายฝน” ลูกสาวก็เปรยขึ้นว่าไม่อยากไปโรงเรียน

“ไม่ไปโรงเรียนไม่ได้นะลูก การไปโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญนะ”

“สำคัญแปลว่าอะไรอ่ะแด๊ดดี้”

งานเข้าละ จะอธิบายคำนี้กับเด็กสี่ขวบยังไงดี

“สำคัญก็แปลว่า…ก็เหมือนที่ปรายฝนเป็นคนสำคัญของแด๊ดดี้ไง เป็นคนสำคัญของมัมมี่ด้วย”

“คนสำคัญแปลว่าอะไรอ่ะ”

“ก็…แปลว่าเป็นคนที่แด๊ดดี้รัก เป็นคนที่แด๊ดดี้อยากใช้เวลาอยู่ด้วยเยอะๆ ไง!”

พูดจบก็รู้สึกกระดากปากตัวเองเพราะในมือยังถือมือถืออยู่ ผมเลยวางมือถือลงแล้วคว้าลูกมานอนกอดกลิ้งไปกลิ้งมา ปรายฝนหัวเราะชอบใจ

—–

เรากำลังให้เวลากับสิ่งใด ก็แสดงว่าเรากำลังให้ความสำคัญและความรักกับสิ่งนั้น

แม้ว่าบางทีมันจะเป็นเรื่องหน้าที่ก็ตาม น้อยคนนักที่จะให้เวลากับลูกมากกว่าให้เวลากับงาน เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็คงมีงานทำได้ไม่นาน

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อเราทำงานเสร็จแล้ว (ซึ่งจริงๆ มันไม่มีวันเสร็จหรอกนะ) เราใช้เวลาที่เหลือทำอะไรบ้าง มันจะเป็นตัวบอกว่าแท้จริงแล้วเราให้ความสำคัญกับอะไร

ถ้าเราออกกำลังกาย กินดี นอนพอ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับสุขภาพ

ถ้าเราอ่านหนังสือ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการเรียนรู้

ถ้าเราเล่นมือถือ ดูเน็ตฟลิกซ์ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการผ่อนคลาย

ลองถามตัวเองเราให้ความสำคัญกับเรื่องใด แล้วมีเรื่องไหนบ้างไหมที่เราให้เวลากับมันน้อยเสียจนน่าละอาย

คำว่ารักสะกดว่า เ-ว-ล-า

สะกดคำว่ารักให้ถูก เค้าจะได้รู้ว่าเรารักเค้าจริงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ไม่ต้องเป็นคนถูกตลอดเวลาก็ได้

20200220b

เอาจริงๆ คนที่ถูกอยู่ตลอดเวลานั้นไม่ค่อยน่าคบหรอก เพราะเขามักจะทำให้คนอึดอัด มักทำให้อีกคนรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า

ความสัมพันธ์ทั้งหลายพังทลายลงไม่ใช่เพราะเราใช้อารมณ์มากเกินไป แต่เพราะเราใช้เหตุผลมากเกินไปต่างหาก

เลือกให้ดีว่าจะเล่นเกมไหน

อยากจะเป็นคนที่ถูกตลอดเวลาแต่โดดเดี่ยว

หรือจะเป็นคนที่ถูกบ้างผิดบ้างเป็นบางวัน เพื่อจะได้มีกันและกันไปนานๆ ครับ

เอ่ยปากชมคนอื่นให้มากขึ้น

20200107

นี่เป็นอีกหนึ่งนิสัยที่ผมอยากจะทำให้ได้ในปีใหม่นี้

เพราะคนไทยนั้นมักปากหนักเวลาชมเชย ผิดกับฝรั่งที่ใช้คำชมเสียจนชิน

“Wow, this cake is amazing!”

“The presentation was awesome!”

“You’re doing great!”

Amazing, Awesome, Great ฝรั่งใช้คำนี้กันทุกวัน จนบางทีเราก็รู้สึกว่าความหมายของมันก็ถูกลดทอนคุณค่าลงไป

ในขณะที่คนไทยจะตรงกันข้ามเลย ถ้าใครทำดีมากๆ เราก็อาจจะพูดแค่ว่า “โอเคเลยนะ” หรือ “ใช้ได้เลยนะ” หรือ “อันนี้ดี พี่ชอบ” แค่นี้คือถือว่าชมมากๆ แล้ว น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะเห็นใครชมกันว่า “สุดยอดไปเลย” โดยเฉพาะในที่ทำงาน

แต่แม้กระทั่งการชมแบบที่กล่าวมาก็ยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ควรจะเป็น

การเอ่ยชมนั้นถือเป็นไม่กี่อย่างในชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง

ความเสี่ยงต่ำเพราะไม่ต้องใช้เงินซักบาท ใช้เวลาเพียงแค่สองวินาที เผลอๆ คนพูดจำไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่คำชมที่ออกไปนั้น มันมีความหมายมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งยิ้มได้ทั้งวันและจดจำได้ไปอีกหลายปี

ตัวผมเองตั้งใจว่าจะชมให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 เรื่อง จะโดยวาจา ทางแชท หรืออีเมลก็ได้

ก้าวข้ามความเขิน เอ่ยสิ่งที่เรารู้สึก แล้วถ้อยคำของเราจะกลายเป็นของขวัญชั้นดีครับ


“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

ถ้าจะทะเลาะกันให้นั่งลง

20191219d

เพราะผมเชื่อว่านั่งทะเลาะจะไม่รุนแรงเท่ายืนทะเลาะ

ลองคิดภาพละครที่เราติดตา เวลาทะเลาะกันมันจะต้องเกิดขึ้นตอนยืนทุกครั้ง

หรือถ้านั่งอยู่ที่โต๊ะ เวลาที่อารมณ์รุนแรงขึ้นก็มักจะตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนเช่นกัน

ตั้งแต่โบร่ำโบราณ พอมีเรื่องขัดแย้งจนต้องสู้รบกันก็ต้องยืนประจันหน้า จะให้นั่งประจันหน้ามันสู้กันไม่ได้ ทำได้แค่เล่นนางเงือกน้อย

ดังนั้น เวลามีปากมีเสียงกับแฟนหรือกับคนในครอบครัว ถ้าอารมณ์เริ่มร้อน ให้รีบหาที่นั่งเลย

ยืนทะเลาะกันจะเกรี้ยวกราด นั่งทะเลาะกันจะเย็นลง

แล้วถ้านอนทะเลาะก็อาจจะดีกันได้ในเร็ววันครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://anontawong.com/2019/12/18/eitr/

ที่เราโกรธเพราะมีความจริงอยู่ในนั้น

20191214

วันนี้ขอเล่าเรื่องราวที่เคยเป็นข่าวใหญ่โตในเมืองไทยเมื่อเกือบ 26 ปีที่แล้ว

เดือนกรกฎาคมปี 2536 รัฐบาลของคุณชวน หลีกภัยสั่งเก็บ Longman Dictionary of English Language and Culture ออกจากแผงหนังสือทั่วราชอาณาจักร

สาเหตุเป็นเพราะ Longman Dictionary เล่มนี้ให้คำนิยามกรุงเทพหรือ Bangkok ว่า

‘… famous for its temples and other beautiful buildings, and is also often mentioned as a place where there are a lot of prostitutes.’

กรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องวัดวาอันงดงามและโสเภณีอันมากมาย…

รัฐบาลไทยเจออย่างนี้มีหรือจะอยู่เฉย โฆษกรัฐบาลนามอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแถลงตอบโต้ว่าการนิยามกรุงเทพด้วยโสเภณีนั้นไม่ต่างอะไรกับการนิยามลอนดอนด้วยฮูลิแกนและการก่อการร้ายของไออาร์เอ*


 

เมื่อสามปีที่แล้วผมเขียนบทความเรื่อง เงียบเพราะมั่นใจ เสียงดังเพราะมีปม และเจอน้องที่ทำงานด้วยในสมัยนั้นสงสัยว่าผมเขียนแดกดันพวกเขาทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเจตนาเลยสักนิด แต่ปฏิเสธอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ก็เลยได้แต่ทำใจว่าที่เขาโกรธคงเป็นเพราะบางอย่างในข้อเขียนมันไปจี้ใจดำเขา และได้บทเรียนราคาแพงว่าถ้าบทความไหนมันมีเนื้อหาเชิงลบ ก็ต้องคิดให้รอบคอบว่ามันจะถูกตีความอย่างไรจากคนใกล้ตัว


 

เวลาที่ใครมาว่าหรือวิจารณ์เรา ถ้าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่มีความจริงอยู่เลย เราคงไม่เก็บมาคิดให้เปลืองสมอง

เช่นถ้ามีใครมาบอกว่ากรุงเทพเต็มไปด้วยทะเลทรายและงูอนาคอนต้า เราก็คงส่ายหัวให้กับความมั่วซั่ว

หรือใครมากล่าวหาว่าเราเป็นกิ๊กกับคนในออฟฟิศ ถ้ามันไม่จริงเลยแม้แต่นิดเราก็คงขำๆ

ที่เราหงุดหงิดหรือโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดนั้นมีมูล

แม้ปากจะปฏิเสธแต่ก็เป็นคำปฏิเสธที่ออกมาจากใจที่ขัดแย้งอยู่ภายใน

คนมันจะโกรธคงจะห้ามไม่ให้โกรธไม่ได้

แต่ถ้าอารมณ์โกรธคือสัญญาณว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง และความจริงข้อนี้ไม่ใช่เรื่องดีงามสักเท่าไหร่ เมื่อใจเย็นลงแล้วก็ไม่เสียหายที่จะมานั่งคิดดูดีๆ ว่าจะจัดการอย่างไรให้มันดีขึ้น

ความจริงที่เราไม่อยากยอมรับก็เหมือนแผลอักเสบ ถ้าไม่รักษามันก็จะเป็นจุดอ่อนของเราอยู่ร่ำไป ใครมาสะกิดนิดเดียวก็สะดุ้ง แต่ถ้าเรารักษาหายคนที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือเรา

บางครั้งพรวิเศษก็แฝงมากับคำพูดจี้ใจดำนี่แหละครับ

—-

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Independent: Thais ban dictionary over ‘city of prostitutes’ slur

*Hooligans = กองเชียร์ฟุตบอลที่ทำตัวอันธพาล, IRA = Irish Republican Army

เมื่อเพื่อนบ่นว่าทำไมตัวเองไม่มีแฟนสักที

20191127c

ลองถามเขากลับว่าอยากมีจริงๆ เหรอ

การมีแฟนหรือไม่มีแฟนนั้นเกิดจากหลายปัจจัย

หน้าตา นิสัย โอกาส และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ที่บางคนยังไม่มีแฟน ก็เพราะตัวเองไม่ได้อยากมีจริงๆ หรอก ยังพอใจกับชีวิตคนโสด มีอิสระ อยากทำงานเยอะแค่ไหน อยากจะไปเที่ยวกับใครก็ไม่ต้องคอยรายงานตัว

หรือบางคนอาจจะอยากมีจริงๆ แต่ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำ ไม่ได้พาตัวเองไปเจอคนใหม่ๆ หรือพอเจอแล้วก็ดันไม่กล้าเข้าไปคุย ไม่กล้าบอกความรู้สึกเพราะกลัวถูกปฏิเสธ ไม่หาความรู้เพิ่มเติมเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ สุดท้ายก็มาบ่นว่าเหงาจังเลย

โอเค เราคนไทย เรื่องโชคชะตาและพรหมลิขิตก็คงมีส่วน

แต่กรรมเก่าหรือจะสู้กรรมปัจจุบัน?

“If you don’t get what you want, it’s a sign either that you did not seriously want it, or that you tried to bargain over the price.”
-Rudyard Kipling

ของทุกอย่างมีราคาของมัน ไม่ว่าจะเป็นแฟน งานในฝัน หรือเงินในกระเป๋า

ถ้าอยากได้ ก็ต้องยอมจ่ายให้สมน้ำสมเนื้อนะครับ

อะไรที่ไม่สำคัญก็ไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

20191105

บางทีบางคำพูดก็สร้างบาดแผลให้กับคนที่เราแคร์โดยไม่ตั้งใจ

ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง มิตรสหาย หรือคนข้างกาย

จะด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จะด้วยความสนุกปาก จะด้วยความอยากแซวอะไรก็ตามแต่

เมื่อลองมองย้อนกลับไป การทะเลาะหรือผิดใจกัน มักจะเกิดจากคำพูดที่จริงๆ แล้วเราไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

แต่เราก็เผลอพูดมันออกไปอยู่ดี และสร้างความเจ็บปวดให้คนฟังเป็นที่เรียบร้อย

โอเค เราอาจบอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจ เราไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ เสียหน่อย

แต่เมื่อเขาบอกว่าเราทำให้เขาเจ็บปวดแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์จะบอกว่าเราไม่ได้ทำ

ถ้าอยากลดความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น ก็ต้องตัดคำพูดที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิตเสียบ้าง

“A good rule of thumb for any relationship is to leave three unimportant things unsaid each day.”
-Kim Marlone

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ขอให้มีสติที่จะถามตัวเอง

ถามว่าจำเป็นรึเปล่า ถามว่ามีประโยชน์รึเปล่า ถามว่ามันอาจทำร้ายใครรึเปล่า

ทำให้ได้วันละสามครั้ง ก็น่าจะช่วยป้องกันบาดแผลทางอารมณ์ได้พอสมควรเลยนะครับ

อย่าเอาชนะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

20191021d

เป็นเรื่องปกติที่คนอยู่ใกล้กันย่อมมีการกระทบกระทั่ง

ที่ไม่ปกติคือเมื่อกระทบแล้วดันไปยึดติด

ฉันถูก-เธอผิด ฉันมีเหตุผล-เธอใช้แต่อารมณ์ ฉันเป็นคนโอเค-เธอมันใช้ไม่ได้

เมื่อเกิดความขัดแย้ง บางทีเราก็ลืมไปว่าเป้าหมายของเกมนี้ไม่ใช่การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการประคอง เป็นการรอมชอม เป็นการถนอมเพื่อให้เราสามารถเล่นเกมนี้ด้วยกันไปได้นานๆ

แต่เพราะตัวตนของเรานั้นใหญ่โต มันจึงกลายเป็นเส้นผมที่บังภูเขา เป็นกรรมที่บังตา ทำให้มองไม่เห็นว่าอะไรที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง

“I regretted the time I wasted on things that did not matter with people that matter. ”
-Ric Elias

กับคนสำคัญ อย่าเอาชนะกันในเรื่องที่ไม่สำคัญเลยนะครับ

คุยเรื่องสำคัญกับคนที่ไม่แคร์

20190821b

อาจทำให้เราผิดหวัง เพราะมันคือการนำเรื่องที่อยู่ในใจเราไปบอกคนที่เขาไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งนั้นเท่าไหร่

คุยเรื่องไม่สำคัญกับคนที่ไม่แคร์ นับเป็นการเสียเวลาเปล่า เช่นการถกเถียงกันในช่องคอมเม้นท์ของโลกโซเชียล ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูกทั้งก่อนเถียง ระหว่างเถียง และหลังจากที่เถียงจบไปแล้ว

คุยเรื่องไม่สำคัญกับคนที่แคร์ นับเป็นการเสียโอกาส เช่นอยู่กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทแต่กลับไปคุยกันเรื่องคนอื่นหรือเรื่องไกลตัว ทั้งๆ ที่เราจะมีโอกาสอยู่ด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาอีกกี่ครั้งก็ไม่รู้

คุยเรื่องสำคัญกับคนที่แคร์ น่าจะเป็นทางที่คุ้มค่า เพราะบทสนทนานี้จะพาให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคิดและทำอยู่คนเดียวครับ


รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 2 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M