ที่เราโกรธเพราะมีความจริงอยู่ในนั้น

20191214

วันนี้ขอเล่าเรื่องราวที่เคยเป็นข่าวใหญ่โตในเมืองไทยเมื่อเกือบ 26 ปีที่แล้ว

เดือนกรกฎาคมปี 2536 รัฐบาลของคุณชวน หลีกภัยสั่งเก็บ Longman Dictionary of English Language and Culture ออกจากแผงหนังสือทั่วราชอาณาจักร

สาเหตุเป็นเพราะ Longman Dictionary เล่มนี้ให้คำนิยามกรุงเทพหรือ Bangkok ว่า

‘… famous for its temples and other beautiful buildings, and is also often mentioned as a place where there are a lot of prostitutes.’

กรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องวัดวาอันงดงามและโสเภณีอันมากมาย…

รัฐบาลไทยเจออย่างนี้มีหรือจะอยู่เฉย โฆษกรัฐบาลนามอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแถลงตอบโต้ว่าการนิยามกรุงเทพด้วยโสเภณีนั้นไม่ต่างอะไรกับการนิยามลอนดอนด้วยฮูลิแกนและการก่อการร้ายของไออาร์เอ*


 

เมื่อสามปีที่แล้วผมเขียนบทความเรื่อง เงียบเพราะมั่นใจ เสียงดังเพราะมีปม และเจอน้องที่ทำงานด้วยในสมัยนั้นสงสัยว่าผมเขียนแดกดันพวกเขาทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเจตนาเลยสักนิด แต่ปฏิเสธอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ก็เลยได้แต่ทำใจว่าที่เขาโกรธคงเป็นเพราะบางอย่างในข้อเขียนมันไปจี้ใจดำเขา และได้บทเรียนราคาแพงว่าถ้าบทความไหนมันมีเนื้อหาเชิงลบ ก็ต้องคิดให้รอบคอบว่ามันจะถูกตีความอย่างไรจากคนใกล้ตัว


 

เวลาที่ใครมาว่าหรือวิจารณ์เรา ถ้าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่มีความจริงอยู่เลย เราคงไม่เก็บมาคิดให้เปลืองสมอง

เช่นถ้ามีใครมาบอกว่ากรุงเทพเต็มไปด้วยทะเลทรายและงูอนาคอนต้า เราก็คงส่ายหัวให้กับความมั่วซั่ว

หรือใครมากล่าวหาว่าเราเป็นกิ๊กกับคนในออฟฟิศ ถ้ามันไม่จริงเลยแม้แต่นิดเราก็คงขำๆ

ที่เราหงุดหงิดหรือโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดนั้นมีมูล

แม้ปากจะปฏิเสธแต่ก็เป็นคำปฏิเสธที่ออกมาจากใจที่ขัดแย้งอยู่ภายใน

คนมันจะโกรธคงจะห้ามไม่ให้โกรธไม่ได้

แต่ถ้าอารมณ์โกรธคือสัญญาณว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง และความจริงข้อนี้ไม่ใช่เรื่องดีงามสักเท่าไหร่ เมื่อใจเย็นลงแล้วก็ไม่เสียหายที่จะมานั่งคิดดูดีๆ ว่าจะจัดการอย่างไรให้มันดีขึ้น

ความจริงที่เราไม่อยากยอมรับก็เหมือนแผลอักเสบ ถ้าไม่รักษามันก็จะเป็นจุดอ่อนของเราอยู่ร่ำไป ใครมาสะกิดนิดเดียวก็สะดุ้ง แต่ถ้าเรารักษาหายคนที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือเรา

บางครั้งพรวิเศษก็แฝงมากับคำพูดจี้ใจดำนี่แหละครับ

—-

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Independent: Thais ban dictionary over ‘city of prostitutes’ slur

*Hooligans = กองเชียร์ฟุตบอลที่ทำตัวอันธพาล, IRA = Irish Republican Army

 

เมื่อเพื่อนบ่นว่าทำไมตัวเองไม่มีแฟนสักที

20191127c

ลองถามเขากลับว่าอยากมีจริงๆ เหรอ

การมีแฟนหรือไม่มีแฟนนั้นเกิดจากหลายปัจจัย

หน้าตา นิสัย โอกาส และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ที่บางคนยังไม่มีแฟน ก็เพราะตัวเองไม่ได้อยากมีจริงๆ หรอก ยังพอใจกับชีวิตคนโสด มีอิสระ อยากทำงานเยอะแค่ไหน อยากจะไปเที่ยวกับใครก็ไม่ต้องคอยรายงานตัว

หรือบางคนอาจจะอยากมีจริงๆ แต่ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำ ไม่ได้พาตัวเองไปเจอคนใหม่ๆ หรือพอเจอแล้วก็ดันไม่กล้าเข้าไปคุย ไม่กล้าบอกความรู้สึกเพราะกลัวถูกปฏิเสธ ไม่หาความรู้เพิ่มเติมเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ สุดท้ายก็มาบ่นว่าเหงาจังเลย

โอเค เราคนไทย เรื่องโชคชะตาและพรหมลิขิตก็คงมีส่วน

แต่กรรมเก่าหรือจะสู้กรรมปัจจุบัน?

“If you don’t get what you want, it’s a sign either that you did not seriously want it, or that you tried to bargain over the price.”
-Rudyard Kipling

ของทุกอย่างมีราคาของมัน ไม่ว่าจะเป็นแฟน งานในฝัน หรือเงินในกระเป๋า

ถ้าอยากได้ ก็ต้องยอมจ่ายให้สมน้ำสมเนื้อนะครับ

อะไรที่ไม่สำคัญก็ไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

20191105

บางทีบางคำพูดก็สร้างบาดแผลให้กับคนที่เราแคร์โดยไม่ตั้งใจ

ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง มิตรสหาย หรือคนข้างกาย

จะด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จะด้วยความสนุกปาก จะด้วยความอยากแซวอะไรก็ตามแต่

เมื่อลองมองย้อนกลับไป การทะเลาะหรือผิดใจกัน มักจะเกิดจากคำพูดที่จริงๆ แล้วเราไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

แต่เราก็เผลอพูดมันออกไปอยู่ดี และสร้างความเจ็บปวดให้คนฟังเป็นที่เรียบร้อย

โอเค เราอาจบอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจ เราไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ เสียหน่อย

แต่เมื่อเขาบอกว่าเราทำให้เขาเจ็บปวดแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์จะบอกว่าเราไม่ได้ทำ

ถ้าอยากลดความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น ก็ต้องตัดคำพูดที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิตเสียบ้าง

“A good rule of thumb for any relationship is to leave three unimportant things unsaid each day.”
-Kim Marlone

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ขอให้มีสติที่จะถามตัวเอง

ถามว่าจำเป็นรึเปล่า ถามว่ามีประโยชน์รึเปล่า ถามว่ามันอาจทำร้ายใครรึเปล่า

ทำให้ได้วันละสามครั้ง ก็น่าจะช่วยป้องกันบาดแผลทางอารมณ์ได้พอสมควรเลยนะครับ

อย่าเอาชนะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

20191021d

เป็นเรื่องปกติที่คนอยู่ใกล้กันย่อมมีการกระทบกระทั่ง

ที่ไม่ปกติคือเมื่อกระทบแล้วดันไปยึดติด

ฉันถูก-เธอผิด ฉันมีเหตุผล-เธอใช้แต่อารมณ์ ฉันเป็นคนโอเค-เธอมันใช้ไม่ได้

เมื่อเกิดความขัดแย้ง บางทีเราก็ลืมไปว่าเป้าหมายของเกมนี้ไม่ใช่การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการประคอง เป็นการรอมชอม เป็นการถนอมเพื่อให้เราสามารถเล่นเกมนี้ด้วยกันไปได้นานๆ

แต่เพราะตัวตนของเรานั้นใหญ่โต มันจึงกลายเป็นเส้นผมที่บังภูเขา เป็นกรรมที่บังตา ทำให้มองไม่เห็นว่าอะไรที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง

“I regretted the time I wasted on things that did not matter with people that matter. ”
-Ric Elias

กับคนสำคัญ อย่าเอาชนะกันในเรื่องที่ไม่สำคัญเลยนะครับ

คุยเรื่องสำคัญกับคนที่ไม่แคร์

20190821b

อาจทำให้เราผิดหวัง เพราะมันคือการนำเรื่องที่อยู่ในใจเราไปบอกคนที่เขาไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งนั้นเท่าไหร่

คุยเรื่องไม่สำคัญกับคนที่ไม่แคร์ นับเป็นการเสียเวลาเปล่า เช่นการถกเถียงกันในช่องคอมเม้นท์ของโลกโซเชียล ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูกทั้งก่อนเถียง ระหว่างเถียง และหลังจากที่เถียงจบไปแล้ว

คุยเรื่องไม่สำคัญกับคนที่แคร์ นับเป็นการเสียโอกาส เช่นอยู่กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทแต่กลับไปคุยกันเรื่องคนอื่นหรือเรื่องไกลตัว ทั้งๆ ที่เราจะมีโอกาสอยู่ด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาอีกกี่ครั้งก็ไม่รู้

คุยเรื่องสำคัญกับคนที่แคร์ น่าจะเป็นทางที่คุ้มค่า เพราะบทสนทนานี้จะพาให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคิดและทำอยู่คนเดียวครับ


รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 2 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

เหตุผลที่บางคน needy ในความสัมพันธ์

20190729_needy

คนที่ needy คือคนที่ต้องการเป็นคนสำคัญของแฟนตลอดเวลา ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นความขี้งอแง ขี้งอน เรียกร้องความสนใจจากคนรัก

ไลน์แล้วต้องรีบตอบ ไปไหนโทร.ต้องรายงานตัว วันครบรอบห้ามลืม ฯลฯ

หรือถ้าจะใช้ภาษาวัยรุ่นหน่อยก็คือคนที่ “เยอะ” นั่นเอง

อะไรที่ทำให้เราเป็นคน needy?

ต้องขอย้อนเวลากลับไปสมัยเด็กครับ

หนึ่งในสิ่งที่เด็กอ่อนต้องเรียนรู้ คือคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า object permanence – ความคงทนถาวรทางวัตถุ

มันคือการเข้าใจว่า คน-สัตว์-สิ่งของ จะยังคงอยู่ตรงนั้นแม้ว่าเราจะมองไม่เห็นมันก็ตาม

เด็กเล็กยังไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์นี้ เขาจึงสนุกมากกับการเล่น “จ๊ะเอ๋” เพราะเขานึกว่า เวลาแม่หายไปหลังกำแพง แม่ก็จะหายไปไหนก็ไม่รู้ พอโผล่ออกมาก็เลยประหลาดใจว่าแม่โผล่มาจากไหน ผุดขึ้นมาได้ยังไง

แต่พอเด็กคนนั้นโตขึ้น เขาก็จะเริ่มเข้าใจเรื่อง object permanence

เรานั่งอยู่ในบ้านของเรา มองไม่เห็นบ้านหลังข้างๆ แต่เราก็รู้ว่าบ้านหลังนั้นยังอยู่

แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่กับแม่ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องโทร.หาแม่ทั้งวันเพื่อให้แน่ใจว่าแม่ยังอยู่

แม้ว่าเราจะไม่เห็นเงินในกระเป๋าสตางค์ แต่เราก็ไม่ได้เปิดกระเป๋าดูบ่อยๆ เพื่อให้อุ่นใจว่าเงินยังอยู่

ถึงไม่เห็น แต่เราก็รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น

ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เราไม่ได้เรียนรู้ที่จะนำคอนเซ็ปต์นี้มาใช้กับเรื่องความสัมพันธ์

แม้ว่าเราจะมีแฟนที่ดี คนที่พร้อมจะดูแลเราและฟันฝ่าอุปสรรคไปกับเรา เราก็ยังต้องการความมั่นใจจากเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่ดี

คุณยังรักฉันรึเปล่า? คุณยังแคร์ฉันอยู่รึเปล่า? ทำไมวันนี้ฉันไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย? ทำไมวันนี้คุณไม่พูดให้ฉันมั่นใจล่ะ?

เราเชื่อว่าถ้าแฟนพูดเรื่องที่ควรพูด ทำเรื่องที่ควรทำ เราก็จะรู้สึกปลอดภัย ซึ่งนานไปก็กลายเป็นว่าเราจะรู้สึกปลอดภัยก็ต่อเมื่อเขาพร้อมจะจับมือเราตลอดเวลา พร้อมปลอบโยนเราตลอดเวลา พร้อมสร้างความมั่นใจให้เราตลอดเวลา

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเราทุกคนเคยผ่านประสบการณ์ที่เคยถูกละเลย เคยถูกทำให้ผิดหวัง เคยโดนหักหลัง เราจึงสูญเสียความเชื่อมั่นไป

เราไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยในความสัมพันธ์ ที่ไม่เข้าใจเรื่อง emotional permanence หรือความคงทนถาวรทางอารมณ์

แต่ถ้าเราต้องการความสัมพันธ์ที่ดี เราต้องเรียนรู้ว่าความรักนั้นไม่ได้หายไปไหน และเพียงเพราะว่าเขาไม่ได้บอกรักเราในวันนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเลิกรักเราไปตั้งแต่เมื่อวานนี้เสียหน่อย

เราต้องกลับไปทำความรู้จักกับเด็กน้อยในใจเรา ลองมองย้อนไปยังเหตุการณ์ที่เราอกหัก เหตุการณ์ที่เราตระหนักว่าเรามองคนผิด เหตุการณ์ที่ทำให้เราขาดความเชื่อมั่นในความรักไป

แล้วลองพิจารณามันอย่างถ้วนถี่ ดูให้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ทำความเข้าใจว่าทำไมเราถึงรู้สึกอย่างนั้น และให้สัญญากับตัวเองว่าเราจะไม่มองความสัมพันธ์อื่นๆ ด้วยสายตาแบบเดียวกัน

บอกเด็กน้อยในใจเราว่า แม้มันจะดูไม่สมเหตุสมผล แต่เราขอเลือกที่จะไว้ใจอีกครั้ง

เลือกที่จะเชื่อในความคงทนของความรักที่มีให้กัน เชื่อในจิตใจที่พร้อมจะดูแลกันไป

เชื่อว่าความรักนั้นยังอยู่ แม้ว่าเราจะไม่อาจรู้สึก ได้ยิน หรือสัมผัสมันได้ตลอดเวลาก็ตาม

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Adella Gorgen’s answer to How do you learn to love yourself in order to overcome being needy in relationships and have healthy relationships? 

มีเพื่อนพันคนบนเฟซบุ๊ค

20190514_thousandfbfriends

แต่จะมีซักกี่คนที่เราโทร.หาได้ตอนตีสอง?

ไม่ได้จะบอกว่าการโทร.หาเพื่อนตอนตีสองเป็นเรื่องที่ควรทำ เพียงแต่มันเป็นตัววัดที่ดีว่าในชีวิตเรานี้มีคนที่เราสนิทใจซักกี่คน

Social Media ทำให้เรามี “เพื่อน” มากมาย แต่เป็นเพื่อนที่เน้นปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ

บางคนชื่ออะไร เจอกันตอนไหนยังจำไม่ได้เลย

และชีวิตของเพื่อนที่เราเห็นตามช่องทางเหล่านี้ ก็เป็นชีวิตที่ผ่านฟิลเตอร์มาแล้ว ทั้งฟิลเตอร์ของแอป และฟิลเตอร์เนื้อหาว่าจะเอาส่วนไหนของชีวิตมาอวดให้คนอื่นดู

ความสัมพันธ์ผ่านตัวกรองนั้นอาจดูสวยงาม แต่เปราะบางและว่างเปล่า

จึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าเราจะไปให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์บนโลกเสมือนที่สะท้อนโลกแห่งความจริงเพียง 10% (หรือ -10%)

ยกมือถือขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อเข้าแอป แต่เพื่อโทร.หา ถ้ามีเวลาก็นัดเจอกันเสียหน่อย เวลาอยู่ด้วยกันก็อย่าเอาแต่เล่นมือถือ

แล้วเราอาจจะพบสิ่งที่เราทำหล่นหายมานาน

ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตเราต้องการเพื่อนดีๆ ไม่กี่คนหรอก

ปริมาณไม่ต้องมาก ขอให้คุณภาพคับแก้วก็พอ

Anontawong’s Musings on LINE: bit.ly/tgimline

อยากเป็นคนถูกหรืออยากเป็นคนมีความสุข

20190330_rightorhappy

เพราะสองอย่างนี้บางทีก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ โดยเฉพาะในความสัมพันธ์อันใกล้ชิด

เมื่อเราทะเลาะกับแฟน ทะเลาะกับแม่ หรือทะเลาะกับลูก ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตัวเองถูก และหากไม่มีใครลดราวาศอก การทะเลาะกันคราวนั้นก็จะสร้าง “คนถูก” ขึ้นมาสองคน และสร้าง “คนทุกข์” แถมให้อีกสองคนด้วย

แต่หากมีใครสักคนระลึกได้ว่าความสัมพันธ์สำคัญกว่าการเป็นฝ่ายถูก เขาก็อาจหยุดเถียง หรือเลือกที่จะประณีประนอมมากกว่าจะใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน

เวลาเราทะเลาะกันเรื่องการเมืองหรือเรื่องศาสนา ศาสดาและนักการเมืองที่เรายึดมั่นไม่ได้มารับรู้ด้วยซักนิด

อย่าทะเลาะกันเรื่องคนอื่นจนคนกันเองมองหน้ากันไม่ติดเลยนะครับ

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 (เหลือ 8 ที่นั่ง) อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop

โน๊ตดนตรียังต้องมีตัวหยุด

20190328_rest

หนึ่งในเทคนิคการทำงานที่มีประสิทธิผลที่สุด คือเทคนิคที่เรียกว่า pomodoro

หลักการคือทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที

ตอนทำงาน 25 นาที ก็ทำให้เต็มที่ เหมือนวิ่ง 100 เมตรที่อัดแน่นไปด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจ

แต่เมื่อทำครบ 25 นาทีแล้ว ให้ไปพัก 5 นาที

งาน 25 พัก 5 งาน 25 พัก 5 สลับกันไปเรื่อยๆ ทำได้ซัก 4 รอบแล้วค่อยพักยาวๆ

ด้วยวิธีการนี้จะทำให้เราทำงานอย่างมีโฟกัสและรักษาแรงไว้ได้ตลอดทั้งวัน ไม่หมดก๊อกไปเสียก่อน

—–

ใครที่เคยเห็นโน๊ตเพลงตามรูปด้านบน น่าจะพอคุ้นเคยกับกุญแจซอล ขีดห้าเส้น และตัวโน๊ตสีดำๆ ขาวๆ ที่แซมอยู่บนบรรทัดเหล่านั้น

ตัวดำๆ ขาวๆ แต่ละตัวจะบอกว่าโน๊ตที่ต้องเล่นมีอะไรบ้าง โด เร มี อะไรก็ว่ากันไป

แต่สิ่งที่คนที่ไม่ได้เรียนดนตรีอาจไม่รู้ก็คือนอกจากตัวโน๊ตที่บอกว่าต้องเล่นอะไร มันยังมี “ตัวหยุด” (rest) ที่บอกว่าต้องหยุดเล่นเมื่อไหร่ และหยุดนานแค่ไหนด้วย

ตรงไหนมีตัวหยุด ตรงนั้นไม่มีเสียงดนตรี

เป็นความเงียบ เป็นช่องว่าง เป็นพื้นที่ให้หายใจ

ตัวหยุดเหมือนเป็นพระรอง แม้เหมือนจะไม่มีอะไร แต่มันก็ทำให้ตัวโน๊ตซึ่งเป็นพระเอกโดดเด่นขึ้น

—–

เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ผมได้ดูหนังชื่อ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ที่กำกับโดยหม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) นำแสดงโดยคุณบี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ คุณอนันดา เอเวอริ่งแฮม และคุณพลอย เฌอมาลย์ บุณยศักดิ์

คุณบี๋เล่นเป็น “พะโป้” มหาเศรษฐีหม้ายชาวพม่าผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้านายชั้นสูง

คุณอนันดาเล่นเป็น “ส่างหม่อง” หลานของพะโป้

คุณพลอยเล่นเป็น “ยุพดี” ภรรยาใหม่ของพะโป้

ส่างหม่องกับยุพดีลอบเป็นชู้กัน พะโป้จับได้จึงลงโทษด้วยการล่ามโซ่ข้อมือให้ส่างหม่องกับยุพดีตัวติดกัน

ตอนแรกส่างหม่องกับยุพดีก็ดีใจ นึกว่าจะโดนลงโทษหนัก กลับกลายเป็นว่าได้อยู่กันใกล้ชิดกว่าเดิม ไม่ต้องลักๆ ลอบๆ อีกต่อไป

แต่เมื่อต้องอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ความรำคาญก็เริ่มตามมา เพราะแต่ละคนมีพื้นเพไม่เหมือนกัน วิถีชีวิตไม่เหมือนกัน รสนิยมไม่เหมือนกัน จึงเริ่มมีปากมีเสียงและทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อยๆ

แม้กระทั่งตอนที่ยุพดีเสียชีวิตแล้ว พะโป้ก็ยังไม่ยินยอมให้ส่างหม่องถอดกุญแจมือ เรื่องราวตอนจบจึงกลายเป็นโศกนาฎกรรม

—–

เมื่อมองไปรอบๆ ตัว เรามักจะเห็นสรรพสิ่ง

สิ่งที่เรามองแต่มักไม่เห็นก็คือพื้นที่ว่าง

เรามองเห็นหน้าจอมือถือ แต่เรามองไม่เห็นพื้นที่ว่างระหว่างเรากับมือถือ

เรามองเห็นต้นไม้ แต่เรามองไม่เห็นพื้นที่ว่างระหว่างเรากับต้นไม้

เรามองเห็นดวงดาว แต่เรามองไม่เห็นพื้นที่ว่างระหว่างเรากับดวงดาว

พื้นที่ว่างมีอยู่ในทุกภาคส่วนของชีวิต และเป็นสิ่งที่จำเป็นกว่าที่คิด เพราะถ้าจักรวาลนี้ไม่มีพื้นที่ว่าง เราก็คงไม่อาจมองเห็นและไม่อาจทำอะไรได้เลย

เมื่อพื้นที่ว่างคือองค์ประกอบสำคัญ เราจึงไม่ควรละเลยที่จะมีพื้นที่ว่างให้ชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การเล่นดนตรี หรือความสัมพันธ์

ถ้าทำงานโดยไม่พัก สุดท้ายก็หมดแรง

ถ้าเล่นดนตรีโดยไม่มีโน๊ตหยุด เพลงนี้อาจไม่เพราะเท่าที่ควร

และถ้ามีความสัมพันธ์โดยไม่มีพื้นที่ว่างให้กัน หนังเรื่องนี้ก็อาจไม่มี happy ending ครับ

—–

ป.ล. ผมกำลังจะเปิด Writing Workshop รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 20 เมษายนนี้ ติดตามข่าวได้ทางเพจ Anontawong’s Musings นะครับ

ผู้หญิงเค้าไม่ได้ต้องการหนังสือ How to

20190320_howto

อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ชายมีคู่มักลืมกัน รวมถึงผมด้วย

เวลาแฟนมีปัญหา บ่นอะไรให้ฟัง ผมมักกระโจนสู่ทางแก้

ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ลองอย่างนี้ เคยเตือนแล้วจำได้มั้ย

ยิ่งอ่านมาเยอะ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งมีแนวโน้มที่จะตัดบท แนะนำคำตอบในจังหวะผิดๆ

พอผิดจังหวะบ่อยๆ แฟนก็เลยต้องเอ่ยปากว่า “รุตม์…เราไม่ได้ต้องการหนังสือ how-to”

ยิ่งหาทางออกให้เขาเร็วเท่าไหร่ ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงเท่านั้น

ถอดหมวกกูรู ดึงตัวเขามาใกล้ๆ ฟังให้เยอะ พูดให้น้อย

แล้วบางทีปัญหาก็จะจบได้โดยที่เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลยครับ