ความรักไม่ใช่เรื่อง 50:50

20180623c

ใครที่มีคู่หรือเคยมีคู่ น่าจะต้องรู้จักกับความรู้สึกนี้

รู้สึกว่าเราลงแรงในความสัมพันธ์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

เช่นเราอุตส่าห์มารอตั้งนาน พอเจอหน้าไม่เห็นขอโทษเราซักคำ

หรือเราอุตส่าห์ลงมือทำอาหารให้กิน กว่าจะหาสูตร กว่าจะไปซื้อของ กว่าจะเข้าครัวได้เมนูจานนี้มา แต่พอเขากินเสร็จแล้วจะปริปากชมให้ชื่นใจซักนิดก็ไม่มี

แต่ความรักไม่ใช่เรื่องคนละครึ่งนะครับ

ความรักไม่เคยเป็นเรื่อง 50:50

มันมักจะเป็น 90:10 เสมอ

นั่นคืออีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายให้มากกว่า ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะจะเป็นฝ่ายรับซะเยอะ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

วันนี้เรา 90 เขา 10 ก็จริง

แต่พรุ่งนี้เราอาจ 10 และเขา 90 ก็ได้

เพราะสิ่งที่เราแต่ละคนเจอในแต่ละวันมันไม่เหมือนกัน วันนี้เขาอาจงานสบาย ส่วนเราโดนหนักมาทั้งวัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาควรเอาอกเอาใจเราหน่อย พรุ่งนี้พอเรามีแรงมากขึ้นเราก็เอาอกเอาใจเขากลับบ้าง

เราจึงไม่ควรน้อยใจหรือเรียกร้องความแฟร์ในความสัมพันธ์

เพราะในความเป็นจริง บางวันมันต้องไม่แฟร์อย่างสุดๆ ด้วยซ้ำไป

เพราะมีแต่คนที่รักกันเท่านั้นที่จะยอมให้กันได้ขนาดนี้ จริงมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The James Altucher Show: 360 – Joey Coleman: How to Relate to People (Customers, Bosses, Loved Ones and Cops) 

อย่าให้ลูกคิดว่าเรารักมือถือมากกว่าเขา

201806201

เวลาผมกลับถึงบ้าน ผมจะเอาคอมกับมือถือไว้นอกห้อง

เพราะรู้ตัวว่าถ้าเอามือถือเข้าห้อง ยังไงๆ ผมก็ต้องหยิบมันขึ้นมาเล่นแน่ๆ

การบังคับใจไม่ให้เล่นมือถือที่เห็นอยู่ตรงหน้า ยากกว่าการไม่เล่นมือถือที่อยู่นอกห้องเป็นร้อยเท่า

ตอนนี้ปรายฝน ลูกสาวคนโตอายุสองขวบครึ่งแล้ว เริ่มพูดเก่งแล้ว และเริ่มติดพี่เลี้ยงมากกว่าพ่อกับแม่แล้ว ถ้าเวลาตอนค่ำที่มีอยู่น้อยนิดผมยังแบ่งไปเล่นมือถืออีก ผมก็เกรงว่าลูกจะรู้สึกว่าเราเห็นมือถือสำคัญกว่าเขา

ลูกเป็นสิ่งมีชีวิตที่โตไวมาก เขายังตัวเล็กพอให้เรากอดให้เราอุ้มได้อีกไม่นาน ดังนั้นใช้เวลากับเขาให้เยอะๆ นะครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ฉันมันไม่ดีตรงไหน

20180605_howhaveiwrongedyou

เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์

แถมยังอาจไม่จริงใจอีกด้วย

“ฉันมันไม่ดีตรงไหน” เป็นคำถามที่มีนัยว่า ฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งถูก

ดูเผินๆ เหมือนจะบอกว่า ฉันมันผิดเอง เธอเป็นฝ่ายถูก ดังนั้นช่วยบอกฉันทีสิว่า ฉันผิดตรงไหน ฉันมันไม่ดียังไง

แต่ถ้ามองลงไปอีกชั้นหนึ่ง ก็จะพบว่าคนที่พูดคำนี้ คือคนที่มั่นใจว่าตัวเองทำดีมาทุกอย่าง ทำถูกมาทุกอย่างแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงยังไม่รักฉันอีก ดังนั้น เธอนั่นแหละที่ตัดสินใจผิด

ซึ่งอาจจะไม่ใช่เลยก็ได้

เพราะเรื่องบางเรื่องมันไม่เกี่ยวกับดีหรือไม่ดี มีแค่เหมาะหรือไม่เหมาะ

แทนที่จะถามว่า ฉันมันไม่ดีตรงไหน คำถามที่อาจสร้างสรรค์กว่าก็คือ เราไม่เหมาะกันตรงไหน

เปลี่ยนจากฉันเป็นเรา เปลี่ยนจากดีเป็นเหมาะ

แล้วคราวนี้มันก็จะไม่ใช่เรื่องใครผิดใครถูก ไม่ใช่เรื่อง subjective แต่เป็นเรื่อง objective เช่นนิสัยบางอย่างหรือรสนิยมบางเรื่องที่ไม่ตรงกัน

เราไม่ได้ไปต่อด้วยกัน ไม่ใช่เพราะว่าเธอไม่ดี หรือฉันดีเกินไป แต่เพียงเพราะว่าเราไม่เหมาะกัน ก็เท่านั้นเอง

“เธอ” ในที่นี้อาจจะเป็นสาวงาม หนุ่มเซอร์ ลูกค้า หรือแม้กระทั่งบริษัทเราใฝ่ฝันอยากร่วมงานก็ได้

เพราะฉะนั้นเลิกถามได้แล้วว่าฉันมันไม่ดีตรงไหน หาให้เจอว่าเราไม่เหมาะกันยังไง ถ้าปรับได้ก็ปรับ แต่ถ้าปรับไม่ได้ก็วางมันลงแล้วดำเนินชีวิตของเราต่อไปเท่านั้นเอง

—–

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ถ้าไว้ใจ อะไรๆ ก็ง่าย

20180531_trust

ถ้าไม่ไว้ใจ อะไรๆ ก็ยาก

หลักการนี้ใช้ได้กับทุกบริบท ทั้งที่ออฟฟิศและที่บ้าน

ถ้าหัวหน้าไว้ใจเรา เขาก็จะไม่มาจู้จี้จุกจิก ไม่มากะเกณฑ์ เขาแค่จะบอกเราว่าต้องการอะไรแล้วเขาก็จะปล่อยให้เราทำในสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสม

ถ้าลูกน้องไว้ใจเรา เขาก็จะเชื่อว่างานที่เราสั่งไปนั้นสมเหตุสมผลแล้ว เหมาะกับความสามารถกับเขาแล้ว ไม่มัวมาตั้งคำถามหรือหาวิธีหลีกเลี่ยงงานนั้น

ถ้าแฟนไว้ใจเรา ก็จะไม่ขอเช็คมือถือ ไม่โทร.หา/โทร.ตามให้ต้องรู้สึกหงุดหงิดทั้งสองฝ่าย

เมื่อต่างฝ่ายต่างไว้ใจกัน ชีวิตก็จะง่าย (simple) ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนให้สิ้นเปลืองพลังงาน

แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกัน เราจะสูญเสียเวลาไปกับกิจกรรมที่ไม่สร้างการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะเวลาเป็นของหายากมากขึ้นทุกวัน

การสร้างความไว้ใจนั้นยาก แต่จะทำให้ชีวิตเราง่าย

การทำลายความไว้ใจนั้นง่าย แต่จะทำให้ชีวิตเรายาก(มาก)ครับ

เราทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคน

20180524_wewanttobegood

เดือนที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าได้รับการเอ็นดูจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นพิเศษ

ก่อนหน้านี้มีแต่คนเตือนว่าให้ระวังตัวให้ดี คุณป้าคนนี้เขี้ยวลากดินมาก

แต่หลังจากที่ผมรู้จักกันคุณป้ามาปีกว่าๆ ผมกลับได้รับความเมตตาจากคุณป้าบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

แล้วผมก็ได้ข้อสรุปว่า เราทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคนเสมอ

นักเลงลูกไม้ไร้อนาคต อาจเป็นพี่ชายที่น้องๆ รักมาก

หมาบ้านนี้จะดุแค่ไหน มันก็กระดิกหางทุกครั้งเมื่อเจ้านายเรียกหา

มนุษย์ป้าที่แสนจะเรื่องมาก อาจเป็นซูเปอร์มัมในสายตาลูกสาว

นักการเมืองน้ำเน่า อาจเป็นคนเดียวที่เข้าอกเข้าใจคนในพื้นที่

ขนาดองคุลีมาลที่ฆ่าคนนับร้อย ก็เพราะว่าเขาอยากเป็นลูกศิษย์ที่ดีในสายตาอาจารย์

ขอให้เราอย่าลืมข้อนี้ โดยเฉพาะตอนที่เจอคนไม่น่ารัก

เพราะการไปคาดหวังให้เขาทำตัวน่ารักขึ้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า คือปรับตัวเราเอง เพื่อเพิ่มโอกาสที่เราจะเป็นคนที่เขาอยากทำดีด้วย

เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคนเสมอครับ

—-

Time Management Workshop รุ่นที่ 9 บ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ยังเหลืออีก 4 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ถ้าอดเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้

20180517_compare

อย่างน้อยก็อย่าลืมเทียบทั้งสองด้าน

ถ้าเราชอบเทียบกับคนที่เด่นกว่าแล้วรู้สึกต่ำต้อยหรืออิจฉา ก็ให้คิดว่าเรามีอะไรดีๆ ที่คนคนนั้นไม่มีบ้าง

เช่นเขาอาจจะรวยกว่า หน้าที่การงานดีกว่า แต่เราอาจผอมกว่า สุขภาพดีกว่า แฟนใจดีกว่าก็ได้

ถ้าเราชอบเทียบกับคนที่ด้อยกว่าเราแล้วเผลอไปดูถูกเขาบ่อยๆ ก็ให้ระลึกว่าเขาอาจเครียดน้อยกว่า ครอบครัวใกล้ชิดกันมากกว่า หรือมีชีวิตยืนยาวกว่าเราก็ได้

คนเรานั้นชอบเปรียบเทียบอยู่แล้ว แต่อย่าให้การเปรียบเทียบนั้นทำให้เราหมองหม่นหรือทะนงตนจนเกินเลยครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 & 9 เปิดรับสมัครแล้วครับ รอบเช้าและรอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (รอบเช้าเหลืออีก 3 ที่ รอบบ่ายเหลืออีก 12 ที่)

เราพูดคุยกันด้วยหัวใจแบบไหน

20180515_transactionalanalysis

เคยสงสัยมั้ยครับ ว่าทำไมคนบางคนถึงคุยกันได้ยาว ในขณะที่บางคนคุยได้แค่สองสามประโยคก็ไปต่อไม่ได้แล้ว

มิหนำซ้ำ คนที่ควรจะคุยกับเราได้ยาว (เช่นแฟน) ในบางอารมณ์ก็มีต่อกับเราไม่ติดเหมือนกัน

Eric Berne จิตแพทย์ชาวแคเนเดี้ยน ได้พยายามอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยการสร้างทฤษฎีที่ชื่อว่า Transactional Analysis ขึ้นมา

เขาบอกว่า เวลาเราสื่อสารกับผู้อื่น เราสามารถสวมหัวใจได้สามแบบ (ego states)

Parent Ego State: หัวใจพ่อแม่

Adult Ego State: หัวใจผู้ใหญ่

Child Ego State: หัวใจเด็ก

ผมขอเรียกสั้นๆ ว่า P, A และ C แล้วกัน

เมื่อเราทำตัวแบบ P เราจะสวมวิญญาณ “ขุ่นแม่” ที่อยากจะดูแลเทคแคร์คน แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบสั่งสอนหรือเทศนาคนอื่นด้วย

เมื่อเราทำตัวแบบ A หรือสวมวิญญาณผู้ใหญ่ เราจะคุยกับคนอื่นด้วยเหตุด้วยผล ไม่ค่อยมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อเราทำตัวแบบ C หรือสวมวิญญาณเด็ก เราจะมีความสนุก ความขี้เล่น ความสร้างสรรค์ แต่ก็สามารถจะงอแง งอนตุ๊บป่อง โต้เถียง หรือประชดประชันได้

เบิร์น (Berne) บอกว่า บทสนทนาจะเกิดขึ้นได้สามแบบ คือ Complimentary, Crossed และ Ulterior (อ่านว่าอัลเทอริเอ้อ) – สอดคล้อง, กากบาท, และมีวาระซ่อนเร้น

ถ้าคู่สนทนาสวมบทบาทที่สอดคล้องกัน (Complimentary) ก็จะคุยกันได้ยาว

เช่น เวลาแม่คุยกับลูก แม่ก็สวมบท P ส่วนลูกก็สวมบท C ต่างฝ่ายต่างสวมบทบาทที่เหมาะสมกับตัวเอง การสนทนาก็จะดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ

หรือแม้กระทั่งในที่ทำงาน หัวหน้าก็สามารถสวมบท P และให้ลูกน้องสวมบท C ก็ได้

หัวหน้า: เป็นอะไรรึเปล่าเจน หน้าตาดูไม่ค่อยสดใสเลย มีอะไรให้พี่ช่วยมั้ย

ลูกน้อง: ช่วงนี้หนักมากพี่ อยากจะร้องไห้ ขอหลังไมค์ได้มั้ย?

2018-05-15 08_22_33-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

ในที่นี้ หัวหน้าจะสวมบทเป็นผู้พิทักษ์ดูแล ส่วนลูกน้องที่ชื่อเจนก็ยอมแสดงความอ่อนแอและร้องข้อความช่วยเหลือไม่ต่างกับเด็กที่ต้องการให้แม่มาโอ๋

ยังมีโอกาสเกิดบทสนทนาแบบ Complimentary ได้อีก เช่นเราเป็น A เขาก็เป็น A

หัวหน้า: ช่วงนี้งานหนักนิดนึงนะ มีอะไรติดขัดก็มาคุยกันได้
ลูกน้อง: ขอบคุณครับพี่ ช่วงนี้ต้องกัดฟันหน่อย พอจบเดือนก็น่าจะโอเคแล้ว

เราเป็น C เขาก็เป็น C

หัวหน้า: ช่วงนี้หนักหน่อยนะมึง ทนๆ ไปก่อนละกัน (พูดด้วยอารมณ์ขัน)
ลูกน้อง: แค่นี้จิ๊บๆ อ่ะหัวหน้า มีหนักกว่านี้อีกมั้ย (ต่อปากต่อคำ)

การสนทนาแบบ C->C และ C<-C นี้มีให้เห็นบ่อยแม้กระทั่งในผู้ใหญ่ เช่นตอนที่หนุ่มและสาวจีบกันใหม่ๆ ตัวเองอย่างงั้น ตัวเองอย่างงี้ ฯลฯ

—–

บทสนทนาจะมาถึงทางตัน หากเราคาดหวังให้เขาสวมบทหนึ่ง แต่คู่สนทนาดันสวมอีกบทหนึ่ง

เช่นเราทำตัวเป็น A และคาดหวังว่าเขาจะเป็น A แต่เขาดันทำตัวเป็น C กับเรา

เรา: ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ (A->A)
แฟน: ทำไมต้องมาเร่งกันด้วยเนี่ย! (C->P)

 

2018-05-15 08_22_40-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

 

เราไม่มีนาฬิกาเลยถามเวลาไปซื่อๆ แต่แฟนมองว่าเราไปจุกจิกเขาเหมือนเราเป็นแม่

หรือในบางกรณี คำถามเดียวกัน แต่โดนเหน็บกลับมาอย่างกับเราเป็นลูก เช่น

เรา: ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ (A->A)
แฟน: ถามทำไม ยังก็เธอก็สายประจำอยู่แล้ว (P->C)

 

2018-05-15 08_22_44-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

 

พอบทบาทของคู่สนทนาไม่สอดคล้องกัน เลยเกิดเส้นกากบาท หรือเป็นบทสนทนาที่ Crossed นั่นเอง (คำว่า Crossed แปลว่าโกรธได้ด้วย)

—–

อีกบทสนทนาหนึ่งที่น่าสนใจ คือบทสนทนาแบบ Ulterior หรือบทสนทนาแบบมีวาระซ่อนเร้น

นั่นคือเราพูดราวกับว่าคู่สนทนาสวมหัวใจอย่างหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเรากำลังคาดหวังให้ผู้ฟังสวมหัวใจอีกอย่างหนึ่งแทน

2018-05-15 08_22_49-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

เช่นหัวหน้าพูดกับลูกน้องว่า “งานนี้มันยากมากเลยนะ ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะทำได้รึเปล่า”

ฟังดูเหมือนเป็นบทสนทนาแบบ A->A แต่จริงๆ แล้วหัวหน้ากำลังคุยแบบ A->C เพื่อยั่ว “เด็ก” ในตัวลูกน้องให้ฮึดสู้แล้วเถียงว่า “ผมทำได้สิครับ ขอแค่หัวหน้าให้โอกาสผม”

หรืออย่างเช่นในหนังฮอลลีวู้ด พระเอกไปส่งนางเอกที่บ้านตอนดึกดื่น ก่อนจะลงจากรถ นางเอกหันมาถามพระเอกว่า “ขึ้นมาดื่มกาแฟที่ห้องฉันมั้ย?”

บทสนทนาแบบ Ulterior นี้อาจจะดูเหมือนเป็นการไม่ตรงไปตรงมาหรือ หลอกใช้ (manipulate) อยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทุกวัน

—–

เมื่อรู้แล้วว่าคนเราสามารถสวมหัวใจพ่อแม่ หัวใจผู้ใหญ่ และหัวใจเด็กได้ในวาระที่แตกต่างกัน เราก็จะตระหนักได้ว่าตอนนี้บทสนทนาของคุณเป็นแบบใด ใครกำลังสวมบทบาทอะไร

ถ้าบทสนทนามันไปต่อลำบาก เพราะเกิด Crossed เราก็ต้องพยายามดึงคู่สนทนาให้กลับไปอยู่ในโหมดที่จะ complimentary กับเราได้ ไม่ว่าจะด้วยการดึงสติเขา หรือปรับโหมดของตัวเองชั่วคราวเพื่อให้คุยกันต่อรู้เรื่องครับ

2018-05-15 08_23_03-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

—–

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Spam Cast

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนเช้าวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลืออีก 4 ที่ – ถ้าเกินอาจเปิดรอบบ่ายเพิ่ม)

อย่างมงายกับตรรกะ

20180412_logic

“A mind all logic is like a knife all blade. It makes the hand bleed that uses it.”

“คนที่ใช้แต่ตรรกะก็เหมือนมีดที่ไร้ด้ามจับ ใครใช้ย่อมโดนมีดบาด”

-Rabindranath Tagore (รพินทรนาถ ฐากูร)

จุดอ่อนอย่างหนึ่งของผู้ชาย คือการใช้ตรรกะจนเคยตัว

พอผู้หญิงรู้สึกไม่ดีขึ้นมาด้วยเหตุผลที่(เราคิดว่า)ไม่เข้าท่า ผู้ชายจึงไม่ค่อยเข้าใจ

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว อารมณ์ก็เป็นเหตุผลอย่างหนึ่ง เพียงแต่เป็นเหตุผลที่ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองเท่านั้นเอง

ผมจึงต้องเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าอย่างมงายกับตรรกะ

งมงายในความหมายที่ว่าเรามักยึดมันเป็นสรณะในการแก้ทุกปัญหา-ทุกสถานการณ์

ใช้ตรรกะเพื่อจะหาว่าอะไรถูก-อะไรผิด

หรือหนักกว่านั้นคือใช้มันเพื่อระบุว่าใครถูก-ใครผิด

แต่ในความสัมพันธ์ ความผิด-ถูกมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

เราอาจจะถูกเชิงตรรกะก็จริง แต่ถ้าผิดในเชิงความรู้สึก ความสัมพันธ์ย่อมสั่นคลอน

ในเมื่อความสัมพันธ์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยตรรกะแต่เพียงอย่างเดียว เหตุใดเราจึงเรียกร้องที่จะใช้แต่ตรรกะในการแก้ปัญหาความสัมพันธ์?

วางตรรกะลงบ้าง หยุดหาทางออก ฟังให้มากขึ้น ยอมรับให้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจก็ได้

เหมือนที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยให้พรคู่บ่าวสาวว่า เวลาทะเลาะกัน ขอให้ใช้เหตุผลให้น้อยๆ แต่ใช้ความรักให้เยอะๆ

ความสัมพันธ์จะได้มั่นคงและยืนยาวครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

คนที่ไม่ยอมเสียเปรียบ

20180328_disadvantage

วันหนึ่งอาจกลายเป็นคนไม่ยอมเสียสละ

เพราะชุดความคิดของสองอย่างนี้คล้ายคลึงกันมาก จนบางทีความเคยชินก็ทำให้เราเผลอตัว กลายเป็นคนแล้งน้ำใจในสถานการณ์ที่ควรมีน้ำใจ

พระท่านจึงสอนให้ทำบุญ ไม่ใช่เพื่อจะได้บุญ แต่เพื่อที่จะให้คุ้นเคยกับการให้และลดความข้นเหนียวของจิตใจ

และแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีน้ำใจก็ได้ ก็ยังเป็นการดีที่จะยอมเสียเปรียบในครั้งนี้ เพราะถ้าเราเลือกคนที่เราคบหาสมาคมให้ดีๆ อนาคตเขาก็จะยอมให้เราได้เปรียบบ้างเช่นกัน

ความสัมพันธ์แบบ Give & Take นั้นยั่งยืนและรื่นรมย์กว่าความสัมพันธ์แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเยอะเลยนะครับ

คนละจักรวาล

20180322_universe

Wongnai บริษัทที่ผมทำงานอยู่ นอกจากจะมีแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อค้นหาร้านดีๆ รอบๆ ตัวแล้ว เรายังมีทีมงาน content เกือบ 50 คนที่ทำหน้าที่ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร ความสวยความงาม และสถานที่ท่องเที่ยว ในรูปแบบของบทความ รูปภาพ และวีดีโออีกด้วย

โดยช่องทางที่เราใช้เผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้ก็คือ social media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter, LINE และ Youtube โดย Facebook คือช่องทางที่เราถนัดสุด โดยมีผู้ติดตามเพจ Wongnai + Wongnai Beauty + Wongnai Cooking เกิน 5 ล้านคน ส่วนช่อง Youtube เราเพิ่งจะเริ่มจริงจังกับมันเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง

สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบและค่อนข้างแปลกใจก็คือ “ท่า” ที่เราเคยใช้ได้กับ Facebook กลับเอามาใช้กับ Youtube ไม่ได้

วีดีโอที่เคยลง Facebook แล้วมีคนดูเป็นหลักแสน พอมาลง Youtube กลับกลายเป็นว่ามีคนดูเพียงไม่กี่ร้อย

ทั้งๆ ที่กลุ่มเป้าหมายของเราก็คือคนไทยเหมือนกัน อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน รู้จัก Wongnai เหมือนกัน คนที่ใช้ Facebook ก็น่าจะดู Youtube และคนที่ดู Youtube ก็น่าจะใช้ Facebook แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เคยเวิร์คกับ Facebook กลับใช้กับ Youtube แทบไม่ได้เลย

จนผมต้องเอ่ยกับน้องที่ทำ online marketing ให้ Wongnai ว่าคนใช้ Facebook กับคนใช้ Youtube นี่ราวกับอยู่คนละจักรวาลเลยนะ

—–

ครั้งหนึ่งคนไทยเคยฮิต Blackberry มาก

แต่พอสมาร์ทโฟนมา คนก็เลิกใช้ BB แล้วหันมาคุยผ่าน Whatsapp แทน

จากนั้นไม่นาน LINE ก็มาตีตลาด Whatsapp จนกลายเป็น chat application อันดับหนึ่งของเมืองไทย ลูกเล็กเด็กแดงตลอดจนปู่ย่าตายายก็ใช้ LINE เป็นแทบทุกคน (สวัสดีวันจันทร์!) จนทุกวันนี้ผมไม่ได้คุยกับใครผ่าน Whatsapp อีกแล้ว

สิ่งที่น่าจะทำให้คนไทยชอบไลน์มากกว่า Whatsapp ก็คือสติ๊กเกอร์ที่ทำให้การสื่อสารมันสนุกและหลากหลายกว่าเดิม รวมถึงตัวละครน่ารักๆ อย่างหมี Brown และ กระต่าย Cony  ที่สร้างความผูกพันกับเราโดยไม่รู้ตัว

แต่จำนวนผู้ใช้งานของ LINE ทั่วโลกไม่ค่อยโตมาหลายปีแล้วและมีเพียง 3 ประเทศที่ LINE ครองตลาดคือ ญี่ปุ่น ไทย และไต้หวัน  โดยมี WeChat ครองตลาดจีน ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นเป็น Whatsapp หรือ Facebook Messenger เกือบทั้งหมด

ทำไมฝรั่งถึงไม่ชอบใช้ LINE? สติ๊กเกอร์ LINE ก็น่ารักกว่า emoticon ใน Whatsapp หรือ FB Messenger ตั้งเยอะ แปลกคนจริงๆ

อ๊ะ แต่ไทยเราเป็นคนส่วนน้อยนี่ หรือจริงๆ แล้วเราเองต่างหากที่แปลก?

—–

เมืื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว อเมริกาและอังกฤษตัดสินใจเข้ารุกรานอิรักและโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน โดยอ้างว่าซัดดัมมีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction) ไว้ในครอบครอง

ช่วงนั้นมีข่าวล้อมกรอบข่าวหนึ่งที่พูดถึงรถจี๊ปที่ทหารอังกฤษยึดมาได้จากกองกำลังของอิรัก

ในรถจี๊ปคันนั้นมีโปสเตอร์แปะอยู่

ในโปสเตอร์เป็นผู้ชายใส่เสื้อแดง

ผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่า เดวิด เบ็คแฮม เบอร์ 7 ของแมนยู กัปตันทีมชาติอังกฤษ และหนึ่งในนักฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคสมัย

—–

เรื่องที่ผมอยากพูดมี 3 ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือ สิ่งที่เราเห็นว่าดี ว่าใช่ ว่าถูกต้อง มันอาจไม่ดี ไม่ใช่ ไม่ถูกต้องสำหรับคนอืื่นก็ได้

แม้ว่าเขา “ควรจะ” คิดเหมือนกับเราแค่ไหนก็ตาม

คนไทยสองคนที่เรียนคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน ฐานะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งอาจเป็นเสื้อเหลือง อีกคนอาจเป็นเสื้อแดงก็ได้

ที่อเมริกา คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน โตมาด้วยกัน สนิทสนมกลมเกลียวกัน แต่คนหนึ่งอาจโหวตให้ฮิลารี คลินตัน และอีกคนอาจเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้

คนเสื้อเหลืองไม่น้อยมองว่าคนเสื้อแดงถูกหลอก และคนที่เลือกคลินตันก็คงไม่เข้าใจว่าคนอีกครึ่งประเทศเลือกทรัมป์ลงไปได้อย่างไร

แต่คนที่เป็นเสื้อแดงก็มีเหตุผลของเขา คนที่เลือกทรัมป์ก็มีเหตุผลของเขา

เขาไม่ได้แปลก ไม่ได้โง่ เพียงแต่ในเรื่องการเมือง เขาอยู่คนละจักรวาลกับเราเท่านั้นเอง

ประเด็นที่สอง คือแม้บางคนจะดูแตกต่างกับเราจนไม่น่าจะมีอะไรเข้ากันได้ บางส่วนของจักรวาลของเขาอาจจะเหลื่อมกับจักรวาลของเราก็ได้

เหมือนทหารอังกฤษกับทหารอิรักที่หันกระบอกปืนใส่กันในสนามรบ แต่ถ้าพวกเขาได้เจอกันในผับ เขาอาจจะกอดคอเชียร์แมนยูและคุยกันถึงเรื่องเบคแฮมจนผับปิดก็ได้

ประเด็นสุดท้าย เมื่อจักรวาลของแต่ละคนล้วนมีความหลากหลายขนาดนี้ เราก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะเดียวดาย

เพราะจักรวาลของเรานั้นมีส่วนทับซ้อนกับจักรวาลคนอื่นอย่างแน่นอน และเทคโนโลยีก็จะนำพาให้เขาได้มาเจอเรา

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ผมไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่าบล็อกของผมเกี่ยวกับเรื่องอะไร เขียนแล้วจะมีคนอ่านมั้ย แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนผ่านมาพบเห็นและติดตาม จนตอนนี้ก็มีคนตามเพจอยู่สองหมื่นคนแล้ว แม้จะไม่ได้มากมาย แต่ก็มากพอที่จะผลักดันให้ผมเขียนต่อไปเพื่อเป็นการตอบแทนทุกคนที่เข้ามาอยู่จักรวาลเดียวกับผม

ดังนั้น หากเรามีจักรวาลอะไรที่เราอยากสร้าง ก็จงเดินหน้าสร้างมันขึ้นมาเถอะ แม้จักรวาลนั้นจะดูแปลกแยก จะดูไม่น่าสนใจแค่ไหน แต่ถ้าเราทำอย่างตั้งใจและรอได้ เราอาจจะได้พบเพื่อนใหม่อย่างคาดไม่ถึง

เพื่อนที่อยู่ร่วมจักรวาลเดียวกับเรามานาน เพียงแต่เราไม่เคยรู้ตัวเท่านั้นเอง

—–

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่อุดหนุนหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ จนตอนนี้ได้พิมพ์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว สามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด B2S นายอินทร์ AsiaBooks และ คิโนะคุนิยะครับ

ผมจะไปเซ็นหนังสือ TGIM ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ที่บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 12.15-13.00 ครับ ใครไปงานนีี้แวะมาทักทายกันได้เลยนะครับ