นั่งคุยกับพ่อ

วันพรุ่งนี้ 14 กันยายน 2563 พ่อผมจะมีอายุครบ 72 ปี

เย็นวานนี้เพื่อนฝูงของพ่อจึงจัดงานเลี้ยงให้พ่อหนึ่งงาน และเที่ยงวันครอบครัวก็จัดงานเลี้ยงให้พ่ออีกหนึ่งงาน

แขกที่มาร่วมงาน จะได้ของที่ระลึกกลับไปด้วย และหนึ่งในนั้นคือหนังสือชื่อ “นั่งคุยกับพ่อ” ซึ่งตั้งใจเขียนขึ้นมาสำหรับวาระพิเศษนี้โดยเฉพาะ

ในหนังสือ ผมเขียนคำนำเอาไว้ดังนี้


สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวของ ประสาร-กาญจน์ลดา มฤคพิทักษ์ ไม่คุ้นเคย ก็คือการจัดงานวันเกิด

ตั้งแต่ผมจำความได้ ทั้งพ่อและแม่ไม่เคยฉลองวันเกิดเลยสักครั้ง ส่วนผมกับน้องชายที่เกิดวันเดียวกันแต่ห่างกัน 4 ปีก็เคยจัดงานวันเกิดแค่ครั้งเดียวตอนที่ผมอยู่ม.1 ทุกวันเกิดที่ผ่านๆ มาจึงเป็นเหมือนวันธรรมดาอีกวันหนึ่ง อย่างมากเราก็แค่ส่งข้อความแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันทางกรุ๊ปไลน์ของครอบครัว ส่วนพ่อจะพิเศษหน่อยคือเขียนคำอวยพรเป็นบทกลอนแต่ก็ยังส่งผ่านไลน์อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม วันที่ 14 กันยายน 2563 เป็นวันเกิดที่พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะพ่อจะมีอายุครบ 72 ปี กลุ่มเพื่อนพ้องของพ่อจึงนัดหมายเพื่อจะจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้พ่อ ส่วนแม่ก็มองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนัดคนในตระกูลรวมถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคยเกื้อกูลกันมามาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อ

เมื่อต้องมาเจอกัน เราเลยคิดว่าน่าจะดีถ้ามีของที่ระลึกติดไม้ติดมือให้แขกเสียหน่อย และของที่ระลึกที่เราคิดจะทำก็คือ “หนังสือ” แม้รู้ว่าคนอ่านหนังสือนั้นเหลือน้อยลงทุกที แต่หนังสือก็มีคุณค่าในแบบที่สื่ออื่นมอบให้ไม่ได้

ธรรมดาคนมีอายุครบ 6 รอบน่าจะอยากมีหนังสือที่บอกเล่าชีวประวัติของตัวเอง ว่าผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความสำเร็จและความล้มเหลวอะไรมาบ้าง แต่พ่อไม่ใช่คนแบบนั้น พ่อไม่ได้อยากเล่าเรื่องอะไรของตัวเองเลย พ่อจึงเลือกที่จะนำบทความที่เคยเขียนลงเฟซบุ๊คนับร้อยบทความมาคัดสรรเหลือ 72 เรื่องเป็นหนังสือชื่อ “หอมกลิ่นความดี”

แต่กระนั้น ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นการดีที่จะบันทึกประสบการณ์ตลอด 72 ปีของพ่อเอาไว้บ้าง เพราะพ่อมีส่วนในเหตุการณ์สำคัญทางบ้านเมืองหลายต่อหลายครั้ง “ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยบอกว่าทำไมผมไม่เขียนเองดูล่ะ น่าจะได้มุมมองที่น่าสนใจและได้อรรถรสดี

หนังสือเล่มนี้จึงเกิดขึ้นด้วยการไปนั่งคุยกับพ่อ ส่วนใหญ่จะเป็นตอนค่ำหลังมื้อเย็น ไล่เรียงตั้งแต่วัยเยาว์ที่พ่อเป็นสมาชิกวงอังกะลุง เป็นประธานชมรมที่สวนกุหลาบ เป็นนายฉันท์แก่นที่จุฬาฯ เป็นหนึ่งใน 100 คนที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญในปี 2516 เป็นสหายที่เข้าป่าจับปืน เป็นเจ้าของรายการชีวิตธุรกิจ เป็น ส.ส. สอบตก เป็นวุฒิสมาชิก เป็นคนร่วมถอดถอนรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่โดนนักการเมืองใหญ่ฟ้องร้อง เป็นผู้ปราศรัยบนเวที กปปส. จนกระทั่งมาเป็นปู่ของหลานสี่คนในวันนี้

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งคุยกับพ่ออย่างเจาะลึกในทุกแง่มุม ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้เข้าใจในสิ่งที่เข้าใจผิดมาโดยตลอด ได้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปและสิ่งที่ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงของคนที่ผมเรียกว่า “พ่อ” มาทั้งชีวิต

ขอบคุณผึ้งที่เป็นเจ้าของไอเดีย ขอบคุณแม่ที่เข้ามาร่วมวงตอบคำถาม ขอบคุณรองที่ช่วยออกแบบปกหนังสือ ขอบคุณขวัญ ภรรยาของรองที่ช่วยรีวิวต้นฉบับ ขอบคุณกัลยาณมิตรของพ่อที่ร่วมเขียนมุมมองที่มีต่อพ่อด้วยไมตรีจิต

และแน่นอน ต้องขอบคุณพ่อที่เป็นตาน้ำของเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในบทสนทนาและข้อความระหว่างบรรทัดจะทำให้ผู้อ่านได้แง่คิดอะไรบางอย่างที่จะนำมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง คนใกล้ตัว และสังคมต่อไป

ขอให้อ่านหนังสือให้สนุกครับ

รุตม์ – อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
สิงหาคม 2563


ผมมีหนังสือนั่งคุยกับพ่อมาแจก 5 เล่ม

ใครอยากลุ้น ลองมาคอมเมนท์ครับว่า เรามีความประทับใจอะไรในตัวพ่อบ้าง

โดยจะแจกให้กับผู้ติดตามทางเพจเฟซบุ๊ค 3 เล่ม และทาง blockdit 2 เล่มครับ

คอมเมนท์ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 กันยายน และจะประกาศผลวันอังคารที่ 15 กันยายนครับ

เหตุผลที่เราอยากทำงานมากกว่าอยากดูลูก

20200412b

เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โหยหาความสำเร็จ

เดือนที่ผ่านมา พ่อแม่ที่ทำงานที่บ้าน ย่อมเจอปัญหาคลาสสิคคือลูกมาชวนเล่นด้วย

จะเล่นกับลูกก็เสียงาน จะไม่เล่นกับลูกก็รู้สึกเหมือนเราเป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้

แต่แม้เราจะไม่ได้ทำงานที่บ้าน เราก็ยังมีแนวโน้มที่จะเทเวลาให้กับงานมากกว่าจะเทให้กับลูกอยู่ดี

ศาสตราจารย์เคลย์ตัน คริสเตนเซน ผู้เขียนหนังสือ How Will You Measure Your Life ที่ผมเขียนถึงเมื่อวานนี้ ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้ว่า มันเป็นเพราะเราโหยหาความสำเร็จ

เราทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นก็รู้สึกสำเร็จ

ได้ตอบสแล็คก็รู้สึกสำเร็จ

เช็คเมลใหม่ก็รู้สึกสำเร็จ

แม้กระทั่งอ่านบทความในเฟซบุ๊คจบก็รู้สึกสำเร็จเช่นกัน

แต่เวลาเราเล่นกับลูกเราจะไม่ค่อยได้สัมผัสความสำเร็จ

งานส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงเพื่อทำให้มันเสร็จและเป็น achievement สำหรับเราได้

แต่การเลี้ยงลูกมันคืองานที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบหรือยี่สิบปี กว่าที่เขาจะโตพอ ให้เรายืนเท้าสะเอวมองเค้าจากที่ไกลๆ แล้วรู้สึกภูมิใจกับตัวเองว่าเรานี่ก็เลี้ยงลูกใช้ได้เหมือนกันนะ

เรื่องนี้ไม่ได้มีทางออกให้ ผมแค่ชี้ทางเข้าให้เฉยๆ ว่าทำไมเราถึงมีแนวโน้มที่จะสนใจงานมากกว่าลูก

เมื่อระลึกถึงสาเหตุได้แล้ว จะได้เตือนตัวเองให้รักษาบาลานซ์ให้ดีๆ ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ทิ้งงานไว้หน้าบ้าน

20190122_work

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมสองอย่าง

หนึ่ง เมื่อถึงบ้าน ผมจะเสียบมือถือชาร์จทิ้งไว้นอกห้องนอน

สอง เมื่อเข้าห้องนอนแล้ว ก็ไม่กลับออกมานั่งทำงานอีก

แต่ก่อน ถ้าเอามือถือเข้าไปในห้องนอน ผมอดไม่ได้ที่จะเล่นมือถือ ทั้งๆ ที่ลูกก็รอเล่นกับเรามาทั้งวัน และพอลูกหลับแล้ว บ่อยครั้งที่ผมจะเดินออกมาหยิบแล็ปท็อปออกจากเป้แล้วนั่งทำงานอีกนิดหน่อย ซึ่งบางทีก็เลยเถิดจนดึกดื่น ทำให้วันถัดมาไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่

พอมาเดี๋ยวนี้ เมื่อเอามือถือไว้นอกห้องและทิ้งคอมไว้ในเป้ ก็รู้สึกว่าจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น

ถามว่าเสียโอกาสที่จะทำงานให้เสร็จมากขึ้นมั้ย ก็คงมีบ้าง แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าที่เราทำงานหนักๆ กันอยู่ นี่สุดท้ายแล้วเราทำไปเพื่อใคร

ถ้าไม่รู้จักขีดเส้นให้ตัวเอง งานและสิ่งเร้าก็จะคอยล้ำเส้นเราอยู่เรื่อยๆ จนเราหลงลืมสิ่งสำคัญที่แท้จริงครับ

เมื่อลูกทนไม่ไหว

20181202_canttakeit

วันก่อน “อาเข้ม” ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของพ่อผมนำข้อความนี้มาโพสต์ลงในห้อง LINE ของตระกูลฝั่งพ่อ

“เมื่อคืนก่อนนอน ขุนน้ำ (10ขวบ) แอบเขียนโน้ตไว้บนโต๊ะทำงาน เพิ่งมาเห็นตอนเช้านี้ครับ”

ขุนน้ำคือชื่อลูกคนเล็กของอาเข้ม ข้อความที่ขุนน้ำเขียนให้อาเข้มนั้นสั้นๆ แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย

“วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 เป็นวันที่แม่พ่อเล่นโทรศัพท์ ไม่สนใจน้อง เลยทำให้น้องไม่ทนแล้ว ….”

ผมตั้งใจจะเขียนบล็อกเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนกลางวัน แต่พอเปิดคอมขึ้นมาถึงเพิ่งฉุกคิดได้ว่า “ปรายฝน” ลูกสาวของผมเองก็กำลังนั่งเล่นตัวต่ออยู่ข้างๆ และรบเร้าให้ผมเล่นกับเธอด้วย ถ้าผมเอาแต่เขียนบล็อก ผมก็จะกลายเป็นพ่อไม่สนใจลูกไปด้วยอีกคน เลยตัดสินใจปิดคอมและเล่นกับปรายฝนแทน จนเพิ่งมาได้ฤกษ์เขียนเอาตอนดึกดื่นป่านนี้

ลูกคือสมบัติที่มีค่ามากที่สุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ อย่าให้เขารู้สึกว่าเรารักมือถือหรือรักงานมากกว่าที่รักเขาเลยนะครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ทำงานให้ใคร

20170318_workfor

ถาม: คุณอยู่ออฟฟิศดึกแค่ไหน
ตอบ: ผมบอกลูกน้องทุกคนว่า ในการทำงานของเรา เราไม่ได้ทำงานให้ Q House เราทำงานเพื่อดูแลครอบครัวของเราเอง ไม่ต้องคิดว่าเรามีหนี้บุญคุณซึ่งกันและกันนะ เราทำงานกันแบบแฟร์ๆ มืออาชีพ เราทุกคนทำงานเพื่อตัวเอง เรามาทำงานด้วยกันที่นี่ เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลครอบครัวของเรา ดังนั้น ถ้าผมเห็นคุณนั่งทำงานทุ่มหนึ่ง สองทุ่ม ทุกวันๆ แบบนี้ผมว่าผิดปกติแล้ว แสดงว่าบริษัทเราใช้งานคุณมากเกินไป หรืออีกทางหนึ่ง ประสิทธิภาพในกาารทำงานของคุณยังไม่ดี ถ้าคุณกลับบ้านสามทุ่มทุกวันมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณไม่มีเวลาเหลือไปอยู่กับครอบครัว ผมมาทำงานเช้าทุกวัน แต่ผมจะไม่กลับดึก ผมขอเวลากลับบ้านไปหาครอบครัว”

– ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

a day BULLETIN issue 470, 27 Feb 2017 

เรื่อง: วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, จักริน อินต๊ะวงศ์
ภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของอดีตรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีน่าจะโดนใจหลายๆ คน

โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่ดึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพราะวัฒนธรรมองค์กรหรือวัฒนธรรมทีมมันเป็นอย่างนั้น

ผมอยากหยิบคำพูดด้านบนมาคุยต่อ 2 ประเด็น

คือเรื่องของบริษัทและเรื่องของครอบครัว

ถ้าใครได้ตามอ่านบทความ Sapiens ของผม จะเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ครองโลก คือความสามารถในการร่วมมือกันผ่าน fiction/collective imagination

“บริษัท” ก็เป็น fiction อย่างหนึ่งที่มนุษย์ร่วมสร้างขึ้นมาชายชาวฝรั่งเศสสามารถทำงานร่วมกับผู้หญิงชาวอเมริกันที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาได้เพียงเพราะว่าเขาทั้งสองต่างเป็นพนักงานของบริษัทรถยนต์ยี่ห้อ “เปอร์โยต์” เหมือนกัน

“เปอร์โยต์” ไม่ใช่รถ ไม่ใช่ตึก ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่พนักงาน เป็นเพียง “สิ่งปลูกสร้างในจินตนาการ” ที่ทำให้เราไว้ใจกันมากพอและช่วยให้เราทำงานร่วมกันง่ายขึ้นแค่นั้นเอง


คำว่า “ครอบครัว” สำหรับผมแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา และครอบครัวที่เราให้กำเนิด

ครอบครัวชนิดแรกก็คือพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวชนิดที่สองก็คือสามี-ภรรยาและลูก

และสำหรับบางคนก็โชคดีที่มีครอบครัวชนิดที่สาม คือครอบครัวที่ไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดแต่ก็รักกันมากพอที่จะพึ่งพากันได้ยามเดือดร้อน ซึ่งครอบครัวชนิดนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในสองแห่งใหญ่ๆ คือที่โรงเรียน และที่บริษัท

สำหรับคนในวัยคุณชัชชาติ ย่อมใช้เวลากับครอบครัวชนิดที่สองคือภรรยาและลูกมากที่สุด

แต่สำหรับคนหนุ่มสาวที่เพิ่งทำงานมาใหม่ๆ ครอบครัวที่เขาสนิทใจและมีความสุขที่สุดเวลาได้อยู่ด้วยอาจเป็นครอบครัวที่เขาสร้างขึ้นที่บริษัทก็ได้


Yuval Noah Harrari ผู้เขียน Sapiens เคยอธิบายไว้ใน Podcast ของ James Altucher ว่ามนุษย์เราอยู่ใกล้ชิดกับ fiction มากเสียใจเรามักจะลืมไปเลยว่าอะไรเป็น fiction และอะไรไม่ใช่ fiction

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะระบุว่าอะไรเป็น fiction หรือไม่ คือตั้งคำถามว่า “Can it suffer” มันเป็นทุกข์ได้รึเปล่า?

“บริษัทเปอร์โยต์” ไม่สามารถเป็นทุกข์ได้ เพราะมันไม่มีตัวตนอยู่จริง

ที่เป็นทุกข์ได้จริงๆ คือพนักงานเปอร์โยต์ เพราะมีตัวตน มีเลือดมีเนื้อ และมีคนที่เขาต้องดูแล


คำว่า “ครอบครัว” สำหรับผมแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา และครอบครัวที่เราให้กำเนิด

สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องเลือกระหว่าง “บริษัท” กับ “ครอบครัว” เรามักจะเลือกอย่างแรก

เพราะมันตัดสินใจง่ายดี เนื่องจากบทลงโทษชัดเจนกว่า

เพราะถ้าเราทำงานไม่เสร็จ เราโดนเจ้านายดุแน่ๆ แต่ถ้าเรากลับบ้านดึก อย่างมากก็โดนแฟนบ่น

แต่ถ้าเราคิดจะเล่นแต่ “เกมสั้น” อย่างนี้ วันหนึ่งเราอาจจะหมดโอกาสเล่น “เกมยาว” ก็ได้

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าเราเลือกบริษัทบ่อยไปหน่อยแล้ว ให้พึงระลึกว่าบริษัทเป็นเพียง fiction ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง suffer ไม่ได้ และเราเองเป็นเพียง 0.1% ในองคพายพของเขา

คนที่รอเราอยู่ที่บ้านต่างหาก ที่เป็นของจริง เป็นคนที่ suffer ได้ และเราเป็น 50% ของชีวิตเขา

อย่าปล่อยให้ “เรื่องที่แต่งขึ้น” มาหลอกเราว่ามันมีความสำคัญกว่า “สิ่งที่มีชีวิตจิตใจ” นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก a day BULLETIN issue 470, 27 Feb 2017 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com