อาจถึงเวลาลงจากม้าหมุน

20200606

เพราะแม้จะหมุนได้เร็วแค่ไหน มันก็ยังวนอยู่กับที่อยู่ดี

การเล่นโซเชียลมีเดีย การทำงานบางชนิด การติดกิจกรรมบางอย่าง

อาจจะ “สำเร็จ” ในเชิงตัวเลข มียอดวิว ยอดไลค์ แล้วเราก็ชื่นชมภูมิใจกับ KPI ที่เราไม่ได้เป็นคนกำหนดเอง

ผ่านไปวันสองวันก็หมดความหมายแล้วก็กลับมาเริ่มที่จุดเดิม

ขี่ม้าหมุนมันเพลิดเพลิน มันปลอดภัย มันทำให้เรารู้สึกว่ากำลังเคลื่อนที่ตลอดเวลา

แต่หากรู้ตัวว่าชีวิตไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า ก็อาจถึงเวลาลองขี่ม้าจริงบ้างนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ This is Marketing by Seth Godin

จินตนาการสวยงามกว่าความจริง

20200603

อะไรที่อยู่ในจินตนาการมันมักจะเว่อร์ไปเสมอ เหมือนคอนเซ็ปต์สิบคะแนนเต็มในจินตนาการที่ผมเขียนไว้ในบทความ “ความสุขไม่มีอยู่จริง” เมื่อวันก่อน

เราเห็นมือถือรุ่นใหม่ออกมา เราคิดว่าถ้าเราได้มันมาครอบครองเราจะฟินมาก แต่พอเราได้มันมามันก็งั้นๆ แหละ

หากจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตมักจะสวยงามกว่าความจริง ความทรงจำเกี่ยวกับอดีตก็มักจะสวยงามกว่าความจริงด้วยเช่นกัน

เราเลยรู้สึกโหยหา (nostalgic) ความทรงจำวัยเด็ก หรือวันที่ชีวิตมันตรงไปตรงมากว่านี้ ทั้งๆ ที่ตอนที่เราใช้ชีวิตอยู่ในตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไร

ถ้าสิ่งที่ฝันถึงในอนาคตและสิ่งที่เราระลึกได้จากอดีตมักจะดีกว่าความเป็นจริง

ในทางกลับกัน สิ่งที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็ได้

สิ่งที่เรามีในวันนี้ หลายอย่างมันคือชีวิตที่เราเคยฝันไว้ในอดีต และหลายสิ่งเราจะคิดถึงและกลับมาโหยหาในวันข้างหน้า

เมื่อระลึกได้ว่า ชีวิตตอนนี้มันก็ดีที่สุดเท่าที่มันควรจะเป็นแล้ว เราก็จะ appreciate ปัจจุบันมากขึ้น และไม่เร่งร้อนกับชีวิตจนเกินเลยครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากคำพูดของไอน์สไตน์ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

กรุณาอย่าจับ

20200524b

สมัยก่อนเวลาไปเดินห้าง เรามักจะเห็นป้ายคำเตือนว่า “กรุณาอย่าจับ” วางอยู่ตามของชิ้นตางๆ โดยเฉพาะสินค้าราคาแพงๆ

สมัยนี้เหมือนจะมีป้ายเหล่านี้น้อยลง ราวกับห้างจะรู้แล้วว่าถ้าลูกค้าได้จับได้ทดลองสินค้า จะมีโอกาสซื้อสินค้าชิ้นนั้นได้ง่ายขึ้น

หรือเป็นเพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่เราจับต้องสิ่งใด เราก็จะแอบรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสิ่งนั้นโดยไม่รู้ตัว?

ท่านพุทธทาสเคยบอกว่า หัวใจของพุทธศาสนาหรือหัวใจของธรรมะทั้งหมดก็คือ “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”

ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ คนที่เรารัก คนที่เราเกลียด ความเชื่อ ความรู้ อุดมการณ์ ความฝันหรือแม้กระทั่งตัวตนของเราเอง เพราะยิ่งเรายิ่งยึดแน่นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อใดที่รู้ตัวว่ากำลังไม่สบายใจ ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าเรากำลังยึดมั่นถือมั่นในเรื่องใดอยู่

แล้วบอกตัวเองว่า “กรุณาอย่าจับ” 3 จบครับ

อย่าดูแคลนสิ่งไร้ประโยชน์

20200518

อย่าดูแคลนสิ่งไร้ประโยชน์

เราทุกคนล้วนอยากทำตัวมีประโยชน์และพยายามหลีกห่างจากสิ่งที่เราเรียกว่า “ไร้สาระ” หรือ “ไร้ประโยชน์”

แต่ในหลายสถานการณ์ ความไร้ประโยชน์ก็มีประโยชน์ในตัวมันเอง

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้ชายทุกคนถูกเกณฑ์ทหารไปร่วมรบในสงคราม ยกเว้นเพียงคนเดียวเพราะว่าชายคนนั้นหลังค่อม

ในป่าแห่งหนึ่งที่โดนรุกราน มีต้นไม้ต้นหนึ่งที่ไม่โดนโค่น เพราะผลของมันขมปี๋ เนื้อไม้ก็เปราะเกินกว่าจะเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ แถมจุดไฟก็ไม่ติดเลยเอาไปทำฟืนไม่ได้

เพราะความไร้ประโยชน์ ผู้ชายคนนั้นจึงไม่ต้องตายในสงคราม และเพราะความไร้ประโยชน์ต้นไม้ต้นนั้นจึงไม่ต้องถูกโค่น

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีประโยชน์ เราย่อม “ถูกใช้งาน” จากมนุษย์

ในบางบริบท คนฉลาดจึงอาจเลือกทำตัวเป็นคนที่ไร้ประโยชน์

—–

George Mallory ชาวอังกฤษที่เคยปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ในช่วงปี 1920’s เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“มีคนเคยถามผมว่า ปีนเขาเอเวอเรสต์แล้วมีประโยชน์อะไร?

คำตอบของผมคือมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย…อ้อ มันอาจจะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องการทำงานของร่างกายมนุษย์ในพื้นที่สูงๆ และความรู้นี้อาจจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในบุคลากรที่ทำงานในธุรกิจการบินได้ แต่นอกจากนั้นผมก็คิดไม่ออกแล้ว เพราะบนยอดนั้นไม่มีอัญมณีหรือเงินทองใดๆ ให้เราหยิบติดมือกลับมาสักอย่างเดียว

ถ้าคุณไม่เข้าใจว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราที่ตอบรับคำท้าของภูเขาที่ตั้งตระหง่าน และการดิ้นรนเพื่อจะไปให้ถึงยอดเขาก็คือการดิ้นรนของชีวิตที่ต้องการจะขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิม คุณก็จะไม่มีวันเข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงต้องปีนเขาลูกนั้น

การปีนเขาเป็นเรื่องของความสุขล้วนๆ และสุดท้ายแล้วความสุข (joy) ก็คือจุดหมายของการมีชีวิต เราไม่ได้ดื่มกินและใช้ขีวิตเพื่อจะหาเงิน เราหาเงินเพื่อจะได้ดื่มกินและได้ใช้ชีวิตต่างหาก

—-

ถ้าเบื่อกับการเป็นคนมีประโยชน์และทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ลองหันไปทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ดูบ้างก็ได้นะครับ

ใครจะรู้ เราอาจจะพบบางสิ่งบางอย่างที่เราทำหล่นหายมานานก็ได้

คุณค่าที่เรามองข้าม

20200519

สัปดาห์ที่แล้วผมได้เข้าร่วม panel discussion ในหัวข้อถอดบทเรียน Work from Home และ New Normal ที่จัดโดยสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย

หนึ่งในคำถามที่ผมได้รับก็คือ หลังจากหมดโควิดแล้วอะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง

ผมตอบไปว่า คนเราน่าจะเห็นคุณค่าของการทำงานที่ออฟฟิศมากขึ้น

การทำงานที่ออฟฟิศมีข้อดีที่เราไม่เคยมองเห็นก่อนเกิดโควิด

ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงานที่ความสูงกำลังดี จอคอมที่ช่วยให้ทำงานได้สะดวก และเก้าอี้สำนักงานที่นั่งแล้วไม่เมื่อยเกินไปนัก

อากาศก็เย็นสบายเพราะเปิดแอร์ได้ทั้งวันโดยที่เราไม่เคยต้องกังวลเรื่องค่าไฟ

และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อนร่วมงาน

เพื่อนร่วมงานบางคนอาจจะน่ารัก บางคนอาจจะน่ารำคาญ แต่ทุกคนสามารถ “ส่งพลังอะไรบางอย่าง” ให้เราได้

ใครที่ได้ WFH คงได้พบความจริงที่ว่า การทำงานที่บ้านทำให้เรา “เฉา” ได้เร็วมาก

อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่รายล้อมมันดูดพลังเราไป แต่ที่ออฟฟิศยังมันมีคนเดินไปเดินมาและรับ-ส่งพลังงานกับเรา เราเลยรู้สึกว่าไม่หมดแรงเท่ากับทำงานที่บ้าน

มนุษย์เราไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้นั่งหน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมงหรอก ถ้าอยู่ที่ออฟฟิศ เรามีโอกาสที่จะได้เบรคจากเพื่อนร่วมงานที่มา “ขัดจังหวะ” บ่อยๆ เช่นปรึกษาหารือ เมาธ์มอย ชวนลงไปซื้อขนม ฯลฯ เราก็เลยได้พักสายตา-สายใจจากเครื่องมืออิเลคโทรนิคส์บ้าง แต่อยู่ที่บ้านเราแทบไม่มีโอกาสทำอย่างนั้นเลยเพราะถึงจะเมาธ์มอยกับเพื่อนร่วมงานก็มักต้องทำผ่านจอคอมอยู่ดี

เฟอร์นิเจอร์ แอร์ และเพื่อนร่วมงานนั้นเป็นข้อดีที่เห็นได้ค่อนข้างชัด แต่แม้กระทั่งเรื่องที่เราบ่นเป็นอันดับหนึ่งอย่างการเดินทางไปทำงานก็มีข้อดีที่เราเคยมองข้ามไปเช่นกัน

ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงช่วงเวลาที่ขับรถและฟังพอดคาสท์ดีๆ หรือเปิดเพลงดังๆ แล้วร้องตามได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร มันคือ me time ที่หาได้ยากขึ้นมากในช่วง WFH

เหล่านี้คือคุณค่าที่เราเคยมองข้ามก่อนเกิดโควิด

เมื่อพวกเราได้ทยอยกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว แน่นอนว่าเรื่องปวดหัวที่มาพร้อมกับการทำงานออฟฟิศนั้นก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

แต่ถ้าเรามองเห็นคุณค่าที่เราเคยมองข้ามไป อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความอดทนและมีความเข้าใจมากขึ้นครับ