ตายทุกคืน

20170426_dieeverynight

เกิดใหม่ทุกเช้า

“Each night, when I go to sleep, I die. And the next morning, when I wake up, I am reborn.”
― Mahatma Gandhi

แต่ละปี คนเรามักจะมีหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่สองวัน

คือวันเกิด กับวันขึ้นปีใหม่

แต่ทำไมต้องรอให้ Happy New Year ถึงจะ Happy New You ได้?

ทำไมไม่ลองตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตอนขึ้นเดือนใหม่ ตอนขึ้นสัปดาห์ใหม่ หรือแม้กระทั่งตอนขึ้นวันใหม่

วันที่ 1 มกราคม 2560 ห่างจาก 31 ธันวาคม 2559 แค่หนึ่งวัน

วันนี้ วันที่ 27 เมษายน ก็ห่างจากเมื่อวานแค่หนึ่งวันเช่นกัน

ในทางศาสนาพุทธเราเกิดใหม่ทุกๆ ขณะอยู่แล้ว หากอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร จึงไม่จำเป็นต้องรอฤกษ์งามยามดี

ถ้าตอนนี้ยังไม่มีแรงเปลี่ยน คืนนี้เข้านอนให้เร็วขึ้นซักหน่อย แล้วทิ้งเมื่อวานไปซะ

พรุ่งนี้ เราก็จะพร้อมเป็นคนที่เราอยากเป็นได้มากขึ้นอีกนิดแล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เราเปลี่ยนตอนแรกไม่ได้

20170424_newending

แต่เราเปลี่ยนตอนจบได้

“‎Though nobody can go back and make a new beginning… Anyone can start over and make a new ending.”
― Chico Xavier

พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า คนเรามี 4 เหล่า มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป และสว่างมาสว่างไป

ขามาเราจะมาแบบมืดหรือมาแบบสว่างก็กำหนดชะตาชีวิตเราได้ในระดับหนึ่ง

คนที่มาแบบมืดๆ อาจจะหมายถึงเกิดมาด้วยฐานะยากจน รูปร่างหน้าตาไม่ดี หรือไม่ได้มีสติปัญญาหลักแหลมนัก ซึ่งย่อมเสียบเปรียบคนที่ “สว่างมา” เห็นๆ

แต่ที่สำคัญกว่าคือ ไม่ว่าเราจะมืดมาหรือสว่างมา เราได้ลงมือทำอะไรเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าตอนจบมันจะดีกว่าตอนเริ่มได้รึเปล่า

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายก็ไม่ได้

แต่เราเลือกทำได้เสมอนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ใช้ชีวิตให้ช้า

20170523_livefastsแต่ทำงานให้เร็ว

พวกเราส่วนใหญ่มักจะมองตัวเองว่าเป็น “คนช้า” หรือ “คนเร็ว”

คือถ้าช้าก็ช้าทุกอย่าง ทำงานก็ช้า กินข้าวก็ช้า ขับรถก็ช้า

ถ้ามองตัวเองว่าเป็นคนเร็ว ก็เร็วเกือบทุกอย่าง ทำงานก็เร็ว  กินข้าวก็เร็ว ขับรถก็เร็ว

แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือเป็นคนทำงานเร็ว และใช้ชีวิตช้า ซึ่งมีประโยชน์ถึงสองเด้ง

เมื่อเราทำงานเร็ว สร้างผลงานได้ต่อเนื่อง เพื่อนร่วมงานก็ชื่นชม เจ้านายก็ยิ่งอยากให้ความรับผิดชอบเยอะขึ้น เพราะยิ่งเราทำงานดี เขาก็ยิ่งสบายและยิ่งดูดี โอกาสในการก้าวหน้าจึงมีสูง

ที่สำคัญเมื่อเราทำงานเร็ว เราก็จะไม่ต้องอยู่ดึก และติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่จำนวนชั่วโมงทำงานเยอะแต่ประสิทธิภาพต่ำเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ

เมื่อทำงานเสร็จเร็ว เราจึงมีเวลาเพียงพอสำหรับ “เรื่องธรรมดาๆ” อย่างการกินกับข้าวคนในครอบครัว ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องธรรมดาๆ นี่แหละคือเรื่องใหญ่ในชีวิต

ทำงานให้เร็ว ใช้ชีวิตให้ช้า

ผมว่าน่าจะเป็นเทคนิคที่ดีนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ เส้นทางแห่งความเพียร ทำอย่างไรถึงจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยม โดยไฉ่ถง

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ชีวิตไม่มีรีโมต

20170420_remote

ถ้าอยากจะเปลี่ยน ก็ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนเอง

“Life has no remote….get up and change it yourself!”
― Mark A. Cooper

ไม่รู้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกับผมรึเปล่า ว่าชีวิตหลังจบมหาวิทยาลัยนั้นมันผ่านไปเร็วมาก

เราอาจจะเริ่มมีผมหงอกแล้ว ตีนกาขึ้นชัดจนครีมดีๆ ก็ปิดบังไม่ได้ เดินขึ้นบันไดนิดหน่อยก็หอบ ทั้งๆ ที่ตัวตนข้างในเรายังรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 21 อยู่เลย

ยิ่งตอนนี้มีอุปกรณ์ฆ่าเวลาอย่างโทรศัพท์มือถือ เราไม่เหลือเวลาให้เบื่อ เวลาแต่ละวันจึงผ่านไปเร็วมาก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืน

แล้วชีวิตก็เหลือน้อยลงไปอีก 1 วัน

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นทีวี ก็คงเป็นทีวีรุ่นเก่าที่ไม่มีรีโมตคอนโทรล เราจึงไม่อาจ “เปลี่ยนช่อง” ได้ด้วยการกดรีโมตจากโซฟาหรือบนเตียง

ถ้าชีวิตในตอนนี้ไม่ใช่ช่องที่เราอยากดู ก็คงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างแล้ว

อย่าทนดูช่องที่เราไม่ชอบจนถึงรายการสุดท้ายประจำวันเลยนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

รักคน ใช้สิ่งของ

20170420_lovepeople

อย่ารักสิ่งของ และ(หลอก)ใช้คน

“Most of us must learn to love people and use things rather than loving things and using people.”
― Roy T. Bennett

เราโตมากับโลกทุนนิยมและบริโภคนิยม และความคิดตามระบอบนี้คือเราต้องหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อจะได้ซื้อได้เสพ

พออยู่กับโลกแบบนี้นานๆ เข้า บางทีเราก็หลงลืมไปว่าอะไรสำคัญ

โดยเฉพาะเวลาที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับเป้าหมายอะไรบางอย่าง เช่นทำยอดให้ได้เท่านั้น หรือเก็บเงินให้ได้เท่านี้

เมื่อจดจ่อกับ “สิ่งของ” เราก็จะหลงลืม “ผู้คน” โดยเฉพาะคนใกล้ตัวที่ใกล้เสียจนเรามองข้ามไป

แต่ไม่ว่าทุนนิยมหรือบริโภคนิยมต่างก็(อ้างว่า) มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

คือการทำให้เรามีความสุข

ดังนั้น ทุกๆ อย่างที่ทำลงไป จริงๆ แล้วไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองหรือสิ่งของ แต่เพื่อให้เรามีความสุข

และถ้าลองมองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งความสุขในอดีต หลายครั้งมันไม่ได้ใช้เงินมากมายเลย ภาพที่เด่นชัดในความทรางจำคือคนที่เราได้ใช้เวลาในห้วงนั้นด้วยต่างหาก

ผมเคยอ่านความเห็นผู้ใช้คนหนึ่งในพันทิปที่เขียนไว้ว่า ในคืนที่คุณรู้สึกหนาวเหน็บและอ้างว้าง ต่อให้คุณนอนกอดเงินสิบล้านมันก็ไม่ช่วยให้คุณอุ่นขึ้นมาหรอกนะ

“Most of us must learn to love people and use things rather than loving things and using people.

รักผู้คนและใช้สิ่งของ อย่ารักสิ่งของและใช้ผู้คนเลย

 


 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/