ถ้าคิดว่าตัวเองแก่แล้ว

ให้ระลึกว่าตัวเราในอนาคตจะอิจฉาตัวเราตอนนี้

เมื่อผ่านพ้นวัย 35 ปี หลายคนจะเริ่มรับรู้ได้ถึงร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม

กินดึกหน่อยอาหารก็ไม่ย่อย นอนน้อยก็ทำงานไม่ไหว นั่งนานๆ ก็ปวดหลังจนต้องไปนวด

เราจะเริ่มตัดพ้อว่า นี่เราแก่แล้วสินะ

แต่ถ้าตอนนี้เราอายุ 35 พอตอนเราอายุ 50 เราจะรู้สึกว่า 35 นี่ยังหนุ่ม-สาวกันอยู่

และตอนเราอายุ 65 เราจะรู้สึกว่าวัย 50 นั้นยังมีกำลังวังชาเหลืออีกมาก

และตัวเราในวัย 80 จะมองตัวเองในวัย 65 ด้วยความคิดถึง

ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยไหน ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีเสมอ เพราะไม่มีวันที่เราจะเด็กไปกว่านี้อีกแล้ว

มาใช้ “ความหนุ่มสาว” ของเราให้เต็มที่ตั้งแต่วันนี้กันครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1 newsletter

เวลาทำอะไรให้คิดไปอีก 10 ปี

สมองคนเรานั้นออกแบบมาให้เราขี้เกียจ

เพราะสมัยดึกดำบรรพ์อาหารเป็นของหายาก ตื่นมาเช้านี้เราไม่รู้เลยว่าจะล่าสัตว์อะไรได้ สมองจึงสั่งให้ร่างกายต้องประหยัดพลังงานให้มากที่สุด

หนึ่งในวิธีการประหยัดพลังงานก็คือเราไม่ต้องคิดไกล เอาแค่ตรงหน้าให้รอด เอาแค่วันนี้ให้รอดก็พอ

มาสมัยนี้อาหารนั้นหาง่าย เราจึงไม่จำเป็นต้องกักตุนพลังงานอีกต่อไป แต่สมองมนุษย์เราก็ยังมีโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่างอะไรกับยุคหิน

บ่อยครั้งเราจึงทำอะไรโดยไม่ได้คิดถึงอนาคต เอาความสะดวกสบายเป็นที่ตั้ง เอาความสนุก ความสาแก่ใจเป็นที่ตั้ง

ซึ่งนั่นย่อมนำพามาซึ่งนิสัยไม่ดี ที่แม้จะไม่ได้ส่งผลเสียทันที แต่จะกลับมาทำร้ายเราในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ดังนั้น เราต้องฝืนธรรมชาติของสมอง และหัดคิดให้ไกลขึ้นอีกนิด ไม่ใช่วันพรุ่งนี้ ไม่ใช่แค่เดือนหน้า ไม่ใช่แค่ปีหน้า แต่ให้คิดยาวๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปนี้มันจะส่งผลอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้าบ้าง

เมื่อเรามองอะไรด้วย time scale ระดับทศวรรษ เราจะไม่ทำอะไรหุนหันพลันแล่น เราจะไม่ใจร้อน เราจะเป็นคนที่รอได้

เพราะเราตระหนักว่าสิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Brain Food: Avoiding Bad Behavior

ยกโทษให้คนอื่น ยกโทษให้ตัวเอง

บางทีชีวิตก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอคน toxic

อาจจะเป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ญาติห่างๆ หรือคนในครอบครัว

โดยส่วนใหญ่ เมื่อเราเจอคนร้ายใส่ เรามักจะมีปฏิกิริยาอยู่สองแบบ

หนึ่งคือเราร้ายกลับ สองคือเราไม่กล้าทำอะไร ได้แต่เสียใจและนอยด์ไปทั้งวัน ซึ่งทั้งสองทางนี้ไม่ดีต่อเราทั้งคู่

จริงๆ มันมีทางเลือกที่สามที่ยากกว่ามาก แต่ถ้าทำได้คุณภาพจิตใจของเราจะดีขึ้น

นั่นก็คือให้เห็นใจเขา

ธรรมดามนุษย์เราไม่มีใครอยากถูกเกลียดหรอก ทุกคนอยากเป็นที่รัก-อย่างน้อยก็สำหรับใครบางคนเสมอ

นิสัยไม่ดีบางอย่าง เช่นปากเสีย ขี้โมโห ตระหนี่ถี่เหนียว ปลิ้นปล้อน ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเรามองเห็นนิสัยบางอย่างในตัวเขา เราก็คงจะพอจินตนาการได้ว่าเขาต้องโตมาในครอบครัวแบบไหน ต้องผ่านอะไรในชีวิตมาบ้างจึงหล่อหลอมให้เขาเป็นคนแบบนี้ เราต่างหากที่โชคดีกว่าเขามากมาย

“Forgive the other people for being who they are, and forgive yourself for wishing they were somebody else.”
-Marshall Goldsmith

ยกโทษให้เขาที่เขาเป็นของเขาแบบนี้ และยกโทษให้ตัวเองที่ไปหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเขาจะทำตัวดีกว่านี้

อย่าให้คนที่เราควรเห็นใจมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเราครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Knowledge Project: Lessons from a Life of Leadership | Marshall Goldsmith