อย่าทิ้งฝันเพียงเพราะมันต้องใช้เวลา

20171107_taketime

เพราะยังไงๆ เวลาต้องผ่านพ้นไปอยู่แล้ว

“Never give up on a dream just because of the time it will take to accomplish it. The time will pass anyway.”
-Earl Nightingale

ตอนเด็กๆ เราล้วนมีความฝันกันทั้งนั้น

พอขึ้นมัธยมหรือเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ยังมีความฝันอยู่ เพียงแต่ฝันอาจเปลี่ยนไปนิดหน่อยให้มันชิคมันคูลขึ้น

พอเรียนจบออกมา ต้องทำงานหาเงินเอง ต้องรับภาระ ต้องเผชิญโลกแห่งความจริงมากๆ เข้า ความฝันก็เลยค่อยๆ จางหายไปทีละฝันสองฝัน

แล้วถึงวันหนึ่ง ความฝันก็หมดไป เหลือไว้เพียงความรับผิดชอบ

ถ้าชีวิตถึงจุดนี้ ก็อาจจะแห้งผากไปหน่อยนะครับ

“ความเป็นผู้ใหญ่” หลายครั้งก็มาพร้อมกับชุดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจเป็นอย่างที่เราฝันได้หรอก เพราะเราเก่งไม่พอ ทุนไม่พอ มีเวลาไม่พอ

สารพัดสารพันเหตุผลที่จะหยิบยกขึ้นมา

ความฝันบางอย่าง มันอาจจะหมดอายุไปแล้วจริงๆ เพราะมัันเกี่ยวพันกับกายภาพ เช่นฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ตอนนี้อายุ 37 แล้วก็คงต้องปล่อยมันไป

แต่ความฝันหลายอย่างไม่เกี่ยวกับอายุ

อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียน อยากออกเดินทาง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ต้องใช้แรง และเวลา

แต่ยังไงเสียเวลาย่อมจะต้องผ่านไปอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเวลา

คำถามสำคัญคือคุณพร้อมจะออกแรงดูซักตั้งรึเปล่า

แบ่งเวลาวันนี้จากจอทีวี จอมือถือ และจอไอแพด ซัก 30 นาทีเพื่อเอาเมล็ดฝันลงดินแล้วลองรดน้ำใส่ปุ๋ยดู

วันละ 30 นาที หนึ่งปีก็ 180 ชั่วโมง 5 ปีก็เกือบ 1000 ชั่วโมงแล้ว

1000 ชั่วโมงนี่สร้างอะไรได้มากมายนะครับ

ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเพียรและด้วยพลังงานบวก ยังไงมันก็ต้องออกดอกออกผลบ้างล่ะน่า

ผู้แพ้ใช้อดีตเป็นแหล่งกบดาน

20171105_past

ส่วนผู้ชนะใช้อดีตเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่ออิ่มเอมกับปัจจุบันและมุ่งหวังกับอนาคต

“Losers live in the past. Winners learn from the past and enjoy working in the present toward the future.”
-Denis Waitley

ถ้าอยากเป็นคนอมทุกข์ หนึ่งในนิสัยสำคัญที่เราต้องมีคือการเป็นคนช่างเปรียบเทียบ

เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่เขารวยกว่า หล่อกว่า มีแฟนสวยกว่า

หรือเปรียบเทียบปัจจุบันกับอดีตที่เราเคยมีความสุขกว่านี้

จุดอ่อนของการเปรียบเทียบแบบแรกคือเราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เขารวยเขาสวยกว่าเรานั้นมีความทุกข์อะไรบ้าง เราเห็นแต่สิ่งที่เขาอยากให้เราเห็นเท่านั้น

จุดอ่อนของการเปรียบเทียบแบบที่สองก็คือเรามักจะจำอดีตได้ดีกว่าที่มันเป็นเสมอ

Daniel Kahneman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) บอกว่าตัวตนของเรา ณ ตอนที่สัมผัสประสบการณ์นั้น (experiencing self) กับตัวตนของเราที่จำประสบการณ์นั้น (remembering self) เป็นคนละคนกัน

ตอนที่เราเป็นเด็กม.ปลาย (experiencing self) เราก็รู้สึกว่าชีวิตเราก็งั้นๆ แหละ อยากจะโตไวๆ จะได้มีเงินซื้อโน่นซื้อนี้ แต่พอโตมาแล้วเรากลับระลึกถึงสมัยเรียนม.ปลายอย่างมีความสุขและแสนคิดถึง (remembering self)

อดีตจึงไม่ใช่ที่ที่เราควรพาตัวเองกลับไปบ่อยนัก เพราะมันไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง แถมไม่มีอยู่จริงด้วย

สิ่งเดียวที่มีอยู่จริงคือปัจจุบัน

ดังนั้น อย่าใช้อดีตเป็นที่ซ่อนตัวจากความจริงเลยนะครับ

เพราะยังไงความจริงก็ตามหาคุณเจออยู่ดี

น้อยไปนิดนึงแล้วจะพอดีเอง

20171101_toolittle

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วผมเคยไปปฏิบัติธรรมในสำนักสงฆ์ ลองถือศีล 8 กินข้าววันละมื้อเดียว

ก่อนจะไปก็หวั่นใจพอสมควร เพราะสมัยนั้นผมเป็นคนค่อนข้างกินจุ ถ้าได้กินวันละมื้อเดียวตอนเย็นต้องหิวแย่แน่ๆ

แต่พระท่านก็สอนว่า เวลากิน ให้กินอิ่มแค่ 80% จากนั้นก็ดื่มน้ำตาม แล้วมันจะอิ่มพอดีเอง

พอได้ลองทำ ก็อยู่ได้จริงๆ

—–

ผมเป็นมือวางอันดับหนึ่งในบ้านเรื่องการทำมาม่า

ผมไม่ค่อยนิยมต้มมาม่าในไมโครเวฟ เพราะรู้สึกว่าต้มในหม้อกับเตาแก๊สนั้นอร่อยกว่า

เคล็ดลับคือต้องเลียนแบบวิธีการทำก๋วยเตี๋ยว คือพอต้มเส้นสุกแล้ว แทนที่จะเทน้ำออก ให้เอาตะแกรงตักเส้นขึ้นมาสะบัดให้เส้นสะเด็ดน้ำ เอาใส่ชาม แล้วค่อยเทน้ำตามลงไป

ผมได้ค้นพบว่า ถ้าต้มเส้นนุ่มกำลังดี ถึงเวลากิน เส้นมันจะสุกเกินไป

หรือถ้าใส่น้ำลงไปพอดี เวลากินความเข้มข้นจะไม่เพียงพอ

ดังนั้น ผมจะคอยเตือนตัวเองเสมอว่าให้เอาเส้นขึ้นจากน้ำให้เร็วเกินไปนิดนึง และใส่น้ำซุปให้น้อยไปนิดนึง แล้วมันจะออกมาอร่อยพอดีเอง

—–

ที่วงใน (บริษัทที่ผมอยู่) เราจะมีประชุมใหญ่ทุกสามเดือน เพื่อให้แต่ละทีมมานำเสนอว่าทำอะไรสำเร็จมาบ้างและสิ่งที่เราจะทำต่อไปคืออะไร

เนื่องจากมีทีมค่อนข้างเยอะ แต่ละคนจึงได้เวลาพรีเซ้นต์แค่ 7 นาทีเท่านั้น (จะมีคนคอยจับเวลาและชูป้ายเตือน)

เท่าที่สังเกตตัวเอง เมื่อไหร่ที่เตรียมเนื้อหามาพอดี ผมมักจะพูดไม่ทัน จนทำให้ลนและพูดเร็วจนฟังไม่รู้เรื่อง

แต่ถ้าเตรียมเนื้อหามาน้อยเกินไปนิดนึง เช่นเตรียมมาพูดแค่ 5 นาที ผมจะพูดได้เป็นจังหวะจะโคนมากขึ้น และพรีเซนต์ออกมาได้มีพลัง

แม้จะเตรียมเนื้อหามาน้อยกว่าที่อยาก แต่สาระสำคัญก็ไม่ตกหล่น เพราะเราได้คัดมาเป็นอย่างดีแล้ว

—–

เราอยู่ในยุคที่ตัวเลือกมีหลากหลายกว่าที่เคยเป็นมา

ไอ้นั่นก็ดี ไอ้นี่ก็น่าสนใจ

คนที่จะโดดเด่นจึงไม่ใช่คนที่มีข้อมูลมากกว่าใคร แต่คือคนที่สามารถเข้าถึงแก่นของเรื่องและนำเสนอมันออกมาได้อย่างกระชับ น่าสนใจ และน่าจดจำ

ความสุขก็เหมือนกัน ถ้าได้ทุกอย่างเต็มที่ตามที่ใจอยาก มันอาจจะเต็มเกินไปจนไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับความสุขก็ได้

บางทีเราอาจต้องใช้ชีวิตให้เหมือนยาคูลท์ ที่ขวดมันเล็กเกินไปนิดนึงตลอดมา

แต่กินทีไรก็มีความสุขทุกครั้งจริงมั้ยครับ?

เปลี่ยนช่องทีวี

20171031_channels

อารมณ์ของคนเราก็เหมือนทีวีที่มีหลายช่อง หลายรายการ

มีช่องการ์ตูน มีหนังผี มีหนังสงคราม มีรายการตลก มีรายการข่าวที่เต็มไปด้วยสาระ

แต่ละคนก็จะใช้เวลากับแต่ละช่องไม่เท่ากัน

บางคนอาจจะสาระมากหน่อย บางคนอาจจะตลกเยอะหน่อย

แต่ทุกคนสามารถเปลี่ยนอารมณ์ตัวเองได้ เหมือนที่เราเปลี่ยนช่องทีวีได้

ถ้าที่ทำงานเป็นหนังสงครามมาทั้งวันแล้ว กลับถึงบ้านก็อย่าลืมเปลี่ยนช่องเป็นรายการสัตว์โลกน่ารักนะครับ

คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ

20171019_justice

แต่ถ้าเราทำผิด เราสมควรได้รับความเห็นใจ

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”
— someone on Humans of New York

เพราะคนเรามีสามมาตรฐาน

มาตรฐานที่ใช้กับคนอื่น มาตรฐานที่ใช้กับคนใกล้ตัว และมาตรฐานที่ใช้กับตัวเอง

พอเราเห็นข่าวนักการเมืองทำไม่ดี เราจึงไม่รีรอที่จะตำหนิ แต่พอเราทำไม่ดีบ้าง เราจะบอกตัวเองว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”

ปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองของหลายฝ่ายถูกพิพากษาว่าทำความผิด ต้องชดใช้ค่าเส่ียหายทั้งในด้านตัวเงินและอิสรภาพ

ถ้าเราฝักใฝ่ฝ่ายใด เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องสมควรแล้วที่อีกฝ่ายได้รับการลงโทษ แต่การที่ฝ่ายเราต้องโดนลงโทษด้วยนั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลย เพราะเราสู้เพื่อความถูกต้อง

แต่ทุกคนก็คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งนั้น

และถึงจะรู้ตัวว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง เราก็ยังหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของเราได้อยู่ดี

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”

ถ้านิทานเรื่องนี้พอจะสอนอะไรได้บ้าง ก็คงเป็นความตระหนักที่ว่าเรามักจะเข้มงวดกับคนอื่นและผ่อนปรนกับตัวเองเสมอ

ครั้งหน้าถ้าเจอใครทำอะไรไม่ถูกต้องอีก ก่อนจะเอ่ยคำประณาม ลองใช้โอกาสนี้กลับมาสำรวจตัวเองก็น่าจะดีนะครับ

เคล็ดลับความก้าวหน้าเหนือคนอื่น

20171018_gettingahead

คือการเริ่มต้น

“The secret of getting ahead is getting started.”
-Mark Twain

จริงๆ แล้วชีวิตก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย

หิวก็กิน อิ่มก็พัก ง่วงก็นอน

ถ้าอยากก้าวหน้า ก็แค่ต้องเริ่มต้น

ถ้าอยากก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่น ก็แค่ต้องเริ่มต้นให้เร็วกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าที่คิด

เพราะคนส่วนใหญ่เอาแต่คิด ไม่ได้เริ่มทำซักที

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกเมื่อสองปีที่แล้ว ผมยังรู้สึกเลยว่าน่าจะเริ่มเร็วกว่านี้ บล็อกเกอร์คนอื่นๆ เขาไปถึงไหนกันแล้ว

แต่เพียงเริ่มต้น และทำมันอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอนและมีหนังสือของตัวเองได้

เพราะฉะนั้นไม่มีการเริ่มต้นที่สายเกินไป

มีแต่จะเริ่มหรือไม่เริ่มเท่านั้นเอง

แทนที่จะตามหาคนที่ใช่

20171014_rightperson

สู้ทำตัวให้เป็นคนที่ใช่น่าจะดีกว่ามั้ย

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

-Anonymous

เมื่อวานนี้ผมไม่ได้เล่านิทาน วันนี้เผอิญนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เลยขอเล่าชดเชยนะครับ

คุณลุงคนหนึ่งไม่เคยมีแฟนเลยตลอดชั่วชีวิตของเขา

นับแต่วัยหนุ่ม เขาออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อตามหาผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอยู่หลายสิบปี แต่มาวันนี้ในวัย 50 กว่า เขาก็ยังคงอยู่คนเดียวอย่างเดียวดาย

เมื่อรับรู้เรื่องราวอันน่าเศร้านี้ เด็กน้อยคนหนึ่งเลยถามคุณลุงว่า

“คุณลุงออกเดินทางไปทั่วโลก เจอผู้คนตั้งมากมาย คุณปู่ไม่เจอผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบบ้างเลยเหรอครับ?”

“เจอสิ ลุงเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็คเลยละ” คุณลุงพูดตาเป็นประกาย

“แล้วทำไมคุณลุงไม่แต่งงานกับเธอล่ะครับ?”

ตาของคุณลุงเศร้าลงทันที

“เพราะเธอก็กำลังมองหาคนที่แสนจะเพอร์เฟ็คอยู่เช่นกันไงล่ะหลาน”

นิทานจบลงตรงนี้ แต่ชีวิตจริงยังดำเนินต่อไป

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องการหาเลี้ยงชีพด้วย

สี่ห้าปีมานี้เราถูกสอนว่าให้ “ตามหางานที่ใช่”

แต่จะมีซักกี่คนที่จะได้เจองานที่ใช่ขนาดนั้น?

ไม่ผิดที่จะแสวงหางานที่เหมาะกับเรา งานที่จะทำให้เราอยากรีบตื่นทุกเช้าวันจันทร์

แต่ถ้าเราเพิ่มมิติแห่งการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ โอกาสที่เราจะเจองานที่ใช่นั้นจะสูงขึ้นมาก

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

อย่ามัวตามหาคนที่ใช่หรืองานที่ใช่จนลืมกลับมาดูตัวเองนะครับ

เพราะถึงวันหนึ่ง ถ้าคุณได้เจองานที่ใช่สำหรับคุณ แต่คุณกลับไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเขา คุณอาจจะอกหักเหมือนคุณลุงโสดเสมอคนนั้นก็ได้

อดีตมันไม่อาจดีกว่านี้ได้แล้ว

20171012_past

ดังนั้นจงให้อภัยเขาเถอะ

“Forgiveness means giving up all hope for a better past.”
– Jerry Jampolsky

เรายังแบกความขุ่นข้องหมองใจอะไรอยู่บ้าง?

เคยมีคนทำร้ายเรา ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองใช่มั้ย?

แต่การที่เรายังโกรธเขาอยู่มันทำให้อะไรดีขึ้นบ้างรึเปล่า?

อดีตคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราโกรธเขาแค่ไหน เขาก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าคนเราเจ็บแล้วต้องจำ แต่การเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้รังแต่จะทำร้ายเราเปล่าๆ

การให้อภัยจึงไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่มันคือการทำเพื่อตัวเอง

ให้อภัย เพื่อปลดปล่อยเราจากอดีตที่ไม่อาจดีไปกว่านี้ได้แล้ว

เหตุผลที่ชีวิตไม่เคยดีพอ

20171011_notgoodenough

เพราะเราเปรียบเทียบเบื้องหลังการถ่ายทำของเรากับฉากไคลแมกซ์ของคนอื่นๆ

“The reason we struggle with insecurity is because we compare our behind-the-scenes with everyone else’s highlight reel.” –
– Steven Furtick

สมัยก่อน ใครที่อยากให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองรวยมักจะทำอยู่สามอย่าง คือห้อยทองเส้นใหญ่ ใส่นาฬิกาหรู และขับรถแพงๆ

เพราะการประกาศตนผ่านเครื่องประดับดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้คนอื่นรู้ว่าฉันรวยนะจ๊ะ

แต่ความอวดรวยในสมัยนั้นก็ยังมีขีดจำกัด เพราะวันๆ หนึ่งเขาจะได้อวดรวยกับคนไม่กี่คนเท่านั้น

มาสมัยนี้ เราอวดรวยกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องห้อยทองหรือใส่นาฬิกาหรูแล้ว

เช่นอาจจะถ่ายรูปอาหารญี่ปุ่นอลังการลง Instagram หรือถ่าย live จากเมืองในฝันของใครหลายๆ คนลง Facebook

และบางทีการอวดรวยก็ไม่ใช่ในเชิงตัวเงินด้วย แต่ “อวดรวยประสบการณ์” เช่นไปดำน้ำมา ไปคอนเสิร์ตนักร้องฝรั่งที่หาตั๋วโคตรยากมา หรือมีแฟนหล่อ แฟนสวย หลานน่ารัก ก็เป็นการอวดรวยประสบการณ์เช่นกัน

รูปแบบในการอวดรวยมีมากขึ้น แถมยังมีคนเห็นมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

แล้วใครเลยจะอดใจไหวไม่อวดรวยกับเขาบ้าง

แล้วใครเลยจะไม่รู้สึกว่าชีวิตคนอื่นดีกว่าเราบ้าง

เราคงไม่อาจต้านกระแสนี้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเตือนตัวเองว่าสิ่งที่เราเห็นในมือถือนั้นคือฉากไคลแมกซ์ของเขาแล้ว

แถมบางทีก็มีจัดฉากด้วย!

ฉากชีวิตจริงของเขาก็ไม่ได้ต่างจากเราเท่าไหร่หรอกครับ เผลอๆ เขามีเรื่ืองทุกข์กว่าเราด้วยซ้ำไป

เมื่อบอกตัวเองได้อย่างนี้ เราจะได้ดำเนินชีวิตของเราโดยไม่รู้สึกว่าต้องสวมบทนักแสดงอยู่บ่อยๆ ครับ

—–

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่งแล้ว) – bit.ly/tgimorder

ผู้ชนะคือผู้แพ้ที่พยายามอีกครั้ง

20171010_loser

“A winner is just a loser who tried one more time.”
– George Moore

จะว่าไปผมเองก็เจอเรื่องขายหน้ามานับครั้งไม่ถ้วน

1994 ตอนไปเรียนนิวซีแลนด์เทอมแรก ผมสอบตกทุกวิชายกเว้นวิชาเลข

1995 แข่งบอลลีกสำหรับทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า 19 ปี แล้วแพ้เกือบทุกนัด นัดที่แพ้เละเทะที่สุดคือ 17-0 (ผมเล่าประสบการณ์นี้ไว้อย่างละเอียดในตอน บทเรียนจากการแพ้ 17-0)

1997 ทำวงดนตรีเด็กไทยขึ้นไปเล่นเพลง Creep ของ Radiohead ในหอประชุมให้คนทั้งโรงเรียนฟัง (ในกลุ่มคนดูมีคนที่ผมแอบชอบนั่งอยู่ด้วย) ปรากฎว่าผมร้องเสียงเพี้ยนและตอนที่ขึ้นเสียงสูงที่สุดเสียงดันไปไม่ถึง ผลลัพธ์คือ “เสียงหลุด” ไปเลยจนคนทั้งหอประชุมหัวเราะกันยกใหญ่

แต่ถึงจะเจอเรื่องน่าอายขนาดนั้น ก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อมาได้

1995 ผมได้รางวัลเรียนดี 1996 ทีมฟุตบอลของเราได้รองแชมป์ลีก และปลายปี 1997 ผมขึ้นไปโซโล่กีตาร์เพลง Don’t Look Back in Anger ของ Oasis ในวันจบการศึกษาซึ่งคราวนี้ได้รับเสียงปรบมือแทนเสียงหัวเราะ

จะแพ้กี่ครั้งหรือแพ้หนักแค่ไหนจึงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเราทำอะไรต่อหลังจากที่แพ้ไปแล้ว

“A winner is just a loser who tried one more time.”

ถ้าแพ้ก็แค่ลองอีกครั้ง และอีกครั้งจนกว่าจะชนะ

แล้วจากนั้นก็แพ้ใหม่

แล้วก็พยายามอีกจนกว่าจะชนะ

แพ้-ชนะ-แพ้-ชนะสลับกันไป

ยังไงก็สนุกกว่าเป็น “ผู้แพ้” และ “ผู้ยอมแพ้” ไปตลอดครับ

—–

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Mondayราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่ง) – ผมเหลือหนังสือแค่ 17 เล่มแล้วครับ – bit.ly/tgimorder