17 วิธีมีเวลาให้มากขึ้น

  1. ตระหนักว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องของเวลา – สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการจัดการเวลาคือการจัดการพลังในตัวเรา ถ้าพลังเรามีเต็มเปี่ยม เราจะทำงานเสร็จอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าพลังงานเหลือก้นถัง ต่อให้นั่งอยู่ทั้งวันก็อาจจะทำอะไรไม่สำเร็จเลยสักอย่าง
  2. นอนให้พอ – การนอนคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิต แม้ว่านอนแล้วจะหาอาหารไม่ได้ สืบพันธุ์ไม่ได้ ป้องกันตัวก็ไม่ได้ แต่วิวัฒนาการก็ยังบังคับให้สัตว์ทุกตัวบนใบโลกนี้ต้องนอนด้วยกันทั้งนั้น ถ้าอยากมีพลังงานที่เต็มเปี่ยม จงนอนให้พอเสียก่อน
  3. ตื่นให้เช้า – เมื่อเราตื่นเช้า เราจะเป็นนายของเวลา เราจะทำอะไรต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ เราจะเลี่ยงรถติดและคิวยาวๆ ซึ่งจะทำให้เราไม่สูญเสียพลังงานและสุขภาพจิตโดยใช่เหตุ
  4. เข้านอนก่อนสี่ทุ่ม – เป็นวิธีการนอนตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องพยายาม ตื่นได้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก ร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นถูก optimize ให้นอนช่วงเวลานี้อยู่แล้ว นอนสี่ทุ่มตื่นตีห้านั้นจะเฟรชกว่านอนตีหนึ่งตื่นแปดโมงแม้ว่าจะได้นอน 7 ชั่วโมงเท่ากัน
  5. ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง – ถ้าอยากเข้านอนได้เร็วๆ ให้ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง เราควรจะพาตัวเองออกห่างจากจอ LED ก่อนเวลานอนอย่างน้อยซัก 1 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้น blue light ที่มาจากจอนั้นจะหลอกร่างกายเราว่าฟ้ายังสว่างอยู่ สาร melatonin จะไม่หลั่ง แล้วเราจะนอนไม่ค่อยหลับหรือถึงหลับก็หลับไม่สนิท
  6. ล็อกเอาท์จากโซเชียล – ถ้ารู้สึกว่าเรากำลังใช้เวลาบนโซเชี่ยลมากไป ให้ลอง log out จากแอป แล้วถ้าจะเข้าก็เข้าผ่าน browser บนมือถือแทน ประสบการณ์การใช้โซเชี่ยลจะติดๆ ขัดๆ จนเราไม่ได้เพลิดเพลินกับมันจนเกินเวลา
  7. ห้ามใจไม่ไป war กับใครบนโซเชี่ยล – การทะเลาะกันในช่องคอมเม้นท์นั้นเป็นเรื่องเสียเวลาขั้นสุด ผมยังไม่เคยเห็นคนเก่งๆ ที่ผมยอมรับนับถือไปคอมเม้นท์ทะเลาะกับใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว
  8. ปิด notifications – สิ่งที่เราจะได้มากับการเปิด notifications คือการเป็นคนที่พะวงตลอดเวลา เป็นหมาของ Pavlov ที่ได้ยินเสียงระฆังแล้วน้ำลายไหลวันละหลายสิบครั้ง ส่วนตัวผมจะเปิด noti แค่ calendar, sms และ Slack เท่านั้น
  9. ใส่นาฬิกาข้อมือ – จะได้ดูเวลาได้โดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู ซึ่งพอหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาแล้วก็มักจะเผอเรอกดแอปอย่างอื่นดูโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง
  10. ใช้ Facebook Kill News Feed extension ใน Chrome – ใครติด Facebook ในคอมมากๆ ให้ลองเสิร์ช extension ตัวนี้แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยน
  11. ใช้เงินทำงาน – ในหนังสือ Your Money / Your Life (เงินหรือชีวิต) ให้นิยามไว้ว่า “เงินคืออะไรก็ตามที่เราใช้เวลาไปแลกมันมา” สมมติว่าเราเงินเดือน 30,000 บาท ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง รวมเวลาเดินทางอีก 10 ชั่วโมงเป็น 50 ชั่วโมง หนึ่งเดือนมีสี่สัปดาห์เท่ากับ 200 ชั่วโมง เอา 30,000/200 = 150 บาท ต่อชั่วโมง ดังนั้นอะไรก็ตามที่ต้องเสียเวลาเกิน 1 ชั่วโมงเพื่อให้ได้มาหรือประหยัดเงินไปได้ 150 บาทถือว่าไม่ใช่เรื่องที่คุ้มเท่าไหร่ สู้เอาเงินนั้นไปจ้างคนอื่นทำงานให้เราดีกว่า
  12. ไม่ซื้อของผ่อน – การผ่อน 0% สิบเดือนนั้นจะทำให้เราซื้อทั้งๆ ที่ยังมีกำลังไม่พอ เป็นการสร้างภาระให้ตัวเราเองในอนาคต ถ้าการซื้อของผ่อนทำให้เราซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้าบ้าน 15,000 บาท นั่นแปลว่าเรากำลังจะเสียเวลาในชีวิตไปอีก 100 ชั่วโมงเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา
  13. ปฏิเสธคนให้เป็น – Say “No” with an option – เราไม่ปฏิเสธใครเพราะเราเป็นคน nice หรือเพราะเราเป็นคนไม่กล้า? ถ้าปัญหาคืออย่างหลังก็อาจถึงเวลาต้องมีความกล้ามากกว่านี้ เพราะถ้าเรา say yes กับทุกอย่างเราจะทำไม่ได้ดีสักอย่าง หัดปฏิเสธคนอย่างมีศิลปะด้วยการมอบทางเลือกให้กับเขา เช่นแนะนำคนอื่นที่ช่วยเขาได้ หรือถ้าต้องเป็นเราจริงๆ ก็ขอให้เขารอให้เราทำงานสำคัญของเราให้เสร็จก่อน
  14. ทำงานเล็กๆ ให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง – Parkinson’s Law บอกว่า work expands so as to fill the time available for its completion เมื่อเราเผื่อเวลาให้กับงานมากเท่าไหร่ งานมันก็จะขยายตัวจนใช้เวลาเหล่านั้นจนหมด ภาพความทรงจำสมัยเรียนยังเด่นชัด อาจารย์ให้เวลาทำ assignment หลายอาทิตย์แต่เราก็มักจะมาปั่นในคืนสุดท้ายอยู่ดี ดังนั้น ถ้ามีงานชิ้นเล็กๆ ที่ไม่สำคัญเท่าไหร่นัก ลองรวบรวมมาสัก 4-5 งานแล้วลองเล่นเกมกับตัวเองดูว่าภายใน 1 ชั่วโมงจะทำงานเหล่านี้เสร็จสักกี่ชิ้น
  15. เช็คเมลวันละ 3 ครั้ง – บางคนมี Outlook เป็นสรณะ เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน เมลเด้งทีก็คลิกเข้าไปอ่านทีหนึ่ง แล้วอย่างนี้จะทำงานใหญ่ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้ทำงาน support ที่ต้องรีบตอบเมล ขอแนะนำให้ปิด Outlook/Gmail ไปเลย แล้วเข้ามาเช็คแค่วันละ 3 ครั้งก็พอ 10am, 1pm, 4pm ถ้าเรื่องมันด่วนจริงเขาคงโทรหาไปแล้ว
  16. เปลี่ยนเรื่องสำคัญให้กลายเป็น habit – อะไรที่เป็นเป้าหมายระยะยาวของเรา เช่นเรื่องสุขภาพ เรื่องจิตใจ เรื่องการเรียนรู้ ลองเปลี่ยนมันให้เป็นกิจวัตร แล้วเราจะทำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ดังนั้นจึงใช้เวลาน้อยแต่สม่ำเสมอ และผลตอบแทนทบต้นนั้นสูงยิ่งนัก
  17. ให้เวลากับสิ่งที่เรารัก – burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานมากเกินไป แต่เกิดจากการปล่อยให้งานเข้ามาเบียดบังชีวิตส่วนตัวจนเราไม่เหลือแรงและเวลาไปทำสิ่งที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจเราได้เลย ซึ่งแรกๆ ก็ยังพอทนได้ แต่พอนานๆ ไปจิตใจแห้งผากเหมือนดินหน้าแล้งแดนอีสาน เราจะโกรธบริษัท โกรธหัวหน้า แล้วอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรที่ผลีผลามและเป็นผลเสียต่อทุกฝ่าย ทางที่ดีกว่าคือการจัดเวลาให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ชอบเป็นประจำ เมื่อเติมตัวเองเต็มแล้ว เราจึงจะทำเพื่อหน้าที่และทำเพื่อคนอื่นได้อย่างเต็มใจและยั่งยืน

หากอยากเรียนรู้เรื่องการจัดการเวลาในเชิงลึก ขอเชิญมาร่วม Time Management Workshop รุ่นที่ 16 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 9:00-12:00 ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/time31oct20

แค่เรื่องสำคัญก็ทำไม่หมดแล้ว

เหตุใดจึงสรรหาเรื่องไม่สำคัญมาเพิ่มภาระให้ตัวเองอีก

อาจเพราะมือยังไถฟีด ตายังสอดส่อง ใจยังแส่ส่าย เราจึงไม่เคยมีเวลามองตัวเองด้วยใจที่เป็นกลาง

เรารู้สึกโหวงๆ และว่างเปล่า เราเลยมองหาสิ่งภายนอกมาถมที่ว่างภายในใจ ต้องหาอะไรทำ ต้องซื้ออะไรเข้าบ้าน ต้องออกไปโน่นไปนี่ตลอดเวลา เพื่อกลับมาพบกับความว่างเปล่าเหมือนเดิม

พื้นที่ว่างภายในใจไม่อาจถูกเติมเต็มได้ด้วยสิ่งที่ฉาบฉวย

ที่มันยังโหวงๆ เพราะมันมีสิ่งสำคัญบางอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ มันไม่เคยอยู่ใน to-do list ของเราเลยด้วยซ้ำ แต่เราจะไม่มีวันรู้ได้เลยว่ามันคืออะไรหากเราไม่เคยให้เวลากับตัวเอง

เวลาเช้าๆ หรือเย็นๆ ลองไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านหรือในสวนสาธารณะซัก 20-30 นาที เดินแบบรู้เนื้อรู้ตัวและรู้ใจที่กำลังคิด ตั้งคำถามกับชีวิตที่เรามี อะไรที่เรากำลังทำมากเกินไป อะไรที่เรายังทำไม่พอ แล้วเราจะมียุทธศาสตร์หรือวิธีการอย่างไรเพื่อจะลดสิ่งที่เราทำมากเกินไป เพื่อจะได้มีแรงและเวลาทำสิ่งที่เราละเลยและเป็นสิ่งที่ข้างในเรียกร้องมาโดยตลอด

“I have enough essential things to fill my life.”
-Greg McKeown, author of Essentialism

แค่เรื่องสำคัญในชีวิตเราก็ทำไม่หมดแล้ว

อย่าเอาชีวิตไปทิ้งขว้างกับเรื่องไม่สำคัญอยู่เลย

เป็นมิตรกับความผิดหวัง

ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากคือ Learn to take “No” as a question.

เวลาโดนปฏิเสธ แทนที่จะจมจ่อมกับความรู้สึกเฟลๆ ให้มองว่าคำปฏิเสธนั้นคือประโยคคำถาม

ถ้าขายของแล้วเขาไม่ซื้อ แสดงว่าลูกค้ากำลังถามว่า ของชิ้นนี้มันจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง ราคานี้คุ้มค่าแล้วจริงหรือ เขาจะโดนหลอกรึเปล่า

ถ้าเสนอโปรเจ็คแล้วเจ้านายไม่อนุมัติ แสดงว่าเจ้านายก็มีคำถามเหมือนกัน ว่าโปรเจ็คนี้จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ใช้เวลามากเกินไปรึเปล่า ถ้าผิดพลาดขึ้นมาแล้วเขาจะอธิบายข้างบนยังไง

ถ้าจีบสาวแล้วเขาไม่สน คำถามที่เขามีก็คือเราเหมาะกับเขาตรงไหน เดินกับเราแล้วเขาจะภูมิใจหรือจะอาย คบกับเราแล้วจะดีกว่าอยู่คนเดียวยังไง

เมื่อมองดีๆ คำถามเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร หน้าที่ของเราคือเตรียมคำตอบให้ดีสำหรับโอกาสถัดไป

แล้วความผิดหวังจะเป็นตัวผลักดันให้เราดีกว่าเดิม ของที่เคยขายไม่ได้ก็จะเริ่มขายได้ โปรเจ็คนี้ไม่อนุมัติแต่โปรเจ็คหน้าก็อาจจะอนุมัติ สาวคนนี้ไม่สนแต่คนถัดไปอาจจะสนใจเราก็ได้

เมื่อรู้จักเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคคำถาม เราก็จะไม่ take it personal จนเกินไป

แล้วเราก็จะเป็นมิตรกับความผิดหวังได้มากขึ้นครับ

เป้าหมายในวันนี้อาจเป็นสิ่งไร้สาระในวันหน้า

ลองคิดย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปี หรือ 20 ปีที่แล้ว และดูว่าตัวเองเคยมีเป้าหมายอะไรบ้าง

แล้วเราจะพบว่า เป้าหมายหลายอย่างที่เคยสำคัญกับเรา มาบัดนี้มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราอีกต่อไป

หนึ่ง อาจเป็นเพราะเราทำมันสำเร็จแล้ว

หรือสอง เพราะว่าบริบทไม่เหมือนเดิม เราเติบโตขึ้น มุมมองที่เรามีต่อโลกก็เปลี่ยนไป เป้าหมายที่เคยสำคัญเสียมากมายก็เลยกลายเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเราในวันนี้

เมื่อเห็นความไม่จีรังของเป้าหมายแล้ว เราจะคิดต่อได้อีกสองอย่าง

หนึ่ง เป้าหมายที่เรากำลังจะเป็นจะตายอยู่ในวันนี้ อาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้นก็ได้

สอง แล้วอะไรล่ะ คือเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ คือสารัตถะของชีวิตที่จะไม่สูญเสียคุณค่าไปไม่ว่าบริบทจะเปลี่ยนหรือเราจะเติบโตขึ้นอีกเท่าใดก็ตาม

เลือกเป้าหมายให้ถูก จะได้ไม่เสียเวลาเล็งเป้าที่ผิดไปครึ่งค่อนชีวิตครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Youtube ของพี่พศิน อินทรวงค์

ดีที่สุดคือพอดี

Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan เคยกล่าวไว้ว่าคนเราควรจะมีเงินมากพอที่จะไม่ต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร แต่ไม่ควรมีมากเกินจนมันพาเราไปเข้าสังคมที่เต็มไปด้วยคนที่เราไม่ได้อยากคุยด้วย

David Allen ซึ่งเป็นกูรูด้าน productivity เคยบอกไว้ว่า ถ้าเราจัดการเวลาได้ดี เราจะไม่ค่อยคิดถึงเรื่องเวลา ถ้าเราจัดการการเงินได้ดี เราก็จะไม่ค่อยกังวลเรื่องการเงิน

หลายสิ่งในชีวิตมันจะมีจุด optimized ของมัน พอเลยจากจุดนี้ ผลตอบแทนมันจะไม่ค่อยคุ้มค่ากับแรงที่ต้องลงเพิ่มต่อไปอีกแล้ว ฝรั่งเรียกมันว่า law of diminishing returns

เพราะเหรียญมีสองด้าน ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ดังนั้น “ดีที่สุด” อาจไม่ได้แปลว่ามากที่สุด รวยที่สุด เก่งที่สุด แต่มันคือจุดที่ “พอดีที่สุด” ที่เราจะได้ประโยชน์จากด้านบวกของสิ่งนั้นโดยไม่ต้องแบกรับผลลบที่ตามมาด้วย

วิ่งฮาล์ฟมาราธอน น่าจะดีต่อสุขภาพกว่าการวิ่งมาราธอน

มีเงินสด 10 ล้าน น่าจะดีกว่ามีเงินสด 1000 ล้าน (มีคนเคยบอกไว้ว่า การดูแลทรัพย์สินระดับพันล้านนั้นอาจทำให้เราเป็นบ้าได้)

การมีเวลาว่างวันละ 4 ชั่วโมง น่าจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการมีเวลาว่างวันละ 14 ชั่วโมง (ซึ่งอาจทำให้เราเป็นบ้าได้เหมือนกัน)

แทนที่จะมุ่งสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ผมอยากเชียร์ให้เรามุ่งสู่เป้าหมายที่พอดีกันครับ

เวลาเป็นของมีค่า เราจึงควรอยู่เฉยๆ บ้าง

บ้านหลังหนึ่ง จะสวยได้ก็ด้วยการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมาประดับ

แต่ลองคิดภาพบ้านที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ทุกตารางนิ้วจนไม่เหลือพื้นที่ว่าง จนเฟอร์นิเจอร์ต้องเอาวางซ้อนกัน ความสวยนั้นก็จะอันตรธานไปในทันที

“มี” จะดูดีได้ก็เพราะว่าความ “ไม่มี”

เฟอร์นิเจอร์จะดูดีได้ก็เพราะว่ามีพื้นที่ว่างให้มันอย่างเพียงพอ

ถ้าเปรียบเวลาที่เรามีเป็นพื้นที่ว่างภายในบ้าน หากเราใช้ความคิดแบบทุนนิยมที่เน้นเรื่องการผลิตและ productivity มองว่าทุกนาทีนั้นมีค่าแล้วพยายามแปลงมันเป็นการกระทำและผลผลิต ชีวิตก็จะไม่เหลือความสวยงาม

การอยู่เฉยๆ จึงมีคุณูปการอย่างน้อยสามข้อ

หนึ่ง มันทำให้เรามีเวลาพักหายใจ มีพื้นที่ให้กับความรื่นรมย์ที่อยู่ตรงนี้ตลอดมา

สอง เมื่อได้พักหายใจและมีเวลาอยู่กับตัวเอง เราจะมีเวลาถามคำถามสำคัญ

และสาม เมื่อได้ถามคำถามสำคัญ มันอาจทำให้เราระลึกได้ว่า เรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไรครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรายของคุณพศิน อินทรวงค์ บน Youtube

ยิ่งใหญ่มิใช่เพราะเก่งกาจ

ยิ่งใหญ่เพราะสม่ำเสมอ

แน่นอนว่าพรสวรรค์ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง เราจึงควรเลือกทำในสิ่งที่เราทำได้ดีและมีฉันทะ เพราะมันจะทำให้เราไปได้เร็วและสร้างผลงานได้โดดเด่น

แต่พรสวรรค์ที่ไม่ได้ถูกค้ำจุนด้วยวินัยย่อมตกม้าตายกลางทาง

เราจึงต้องไม่หลงระเริง ต้องพร้อมที่จะนับหนึ่งใหม่ ต้องเป็นคนที่รอได้

เมื่อมีความสม่ำเสมอที่จะสร้างงานของเราโดยไม่เร่งรีบ ผ่านเวลาหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี ตาน้ำจะกลายเป็นน้ำตก หนึ่งก้าวจะกลายเป็นหมื่นลี้ และก้อนอิฐก็จะกลายเป็นกำแพงเมืองจีนครับ

เราไม่เคยผัดวันประกันพรุ่งเวลาเราเจองู

ในหนังสือ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนพูดถึงประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่า การผัดวันประกันพรุ่งนั้นก็มีข้อดี

มันคือกลไกทางธรรมชาติที่ปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามครรลองโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอ “แรงต้าน” ที่จะทำอะไรบางอย่าง แสดงว่ามันอาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นหรือสำคัญขนาดนั้นก็ได้

Taleb ยกตัวอย่างตอนเขาเขียนหนังสือ ว่าถ้ามีบางหัวข้อที่เขียนแล้วรู้สึกฝืนๆ เขียนไม่ค่อยออก เขาก็จะตัดหัวข้อนี้ทิ้งไปเลย เพราะถ้าขนาดคนเขียนยังไม่รู้สึกสนุกตอนเขียน คนอ่านจะไปสนุกตอนอ่านได้อย่างไร

การผัดวันประกันพรุ่งจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในสัญชาติญาณของมนุษย์มาแต่บรรพกาลอยู่แล้ว ส่วนมุมมองที่ว่ามันเป็นนิสัยที่ไม่ดีเป็นเพียงชุดความคิดที่มาพร้อมกับโลกสมัยใหม่เท่านั้นเอง

เราผัดวันประกันพรุ่งเพราะเรารู้ดีว่าสิ่งนั้นมันไม่ได้กระทบกับชีวิตถึงขั้นรุนแรงอะไร และจริงๆ แล้วเราก็รู้ดีว่าเรื่องไหนที่เราควรทำทันที เรื่องไหนที่เอาไว้ก่อนได้

เวลาบ้านเราไฟไหม้เราคงไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เวลาเราเห็นงูอยู่ในสวนเราคงไม่บอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน ไว้ค่อยจัดการทีหลัง”

ข้อเขียนนี้ไม่ได้จะเชียร์ให้ทุกคนมาผัดวันประกันพรุ่งกันเถอะ แค่อยากชี้ให้เห็นว่าเหรียญนั้นมีสองด้านเสมอครับ


ป.ล. เพื่อให้เห็นเหรียญทั้งสองด้าน ลองอ่านบทความ “แรงต้านคือเข็มทิศ” ด้วยนะครับ

เราชอบเผลอนึกว่าคนอื่นเป็นตัวปัญหา

เพราะเรารักตัวเองมาก เวลาเกิดเรื่องร้ายเราจึงเพ่งเล็งคนอื่นก่อน ทั้งที่จริงๆ แล้วเรามีส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

ไม่ว่าจะทะเลาะกับแฟน โปรเจ็คไม่เป็นไปตามแผน หรือโดนคนกลั่นแกล้ง เราล้วนเป็นตัวแปรในสมการทั้งสิ้น

เมื่อระลึกได้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็จะตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของทางออกเช่นกันครับ

ทำได้น้อยกว่าคนอื่นแล้วจะทำไม

ปีที่แล้วแฟนผมซื้อนาฬิกา Garmin เป็นของขวัญวันเกิดให้ จึงได้เริ่มลองใช้แอปของการ์มินเอาไว้แชร์สเตตัสขึ้นเฟซว่าวันนี้วิ่งไปกี่กิโล ใช้เวลากี่นาที ความเร็วเท่าไหร่

ซึ่งการแชร์สเตตัสอย่างนี้ก็สนุกดีนะครับ คนที่วิ่งเหมือนกันก็มาคอมเมนท์ และบางทีมันอาจไปสะกิดคนที่ยังไม่ค่อยได้วิ่งให้ลุกขึ้นมาวิ่งก็ได้

ประเด็นหลังนี่น่าสนใจ เวลาเราเห็นสเตตัสการวิ่งของคนอื่น เราเกิดความรู้สึกได้ 4 อย่าง

  1. คนนี้วิ่งช้ากว่าเรา แต่เราต้องอย่าชะล่าใจ
  2. คนนี้วิ่งได้พอๆ กับเรา สงสัยต้องเร่งเครื่องตัวเองหน่อย
  3. คนนี้วิ่งได้เร็วกว่าเราอีก เป็นไอดอลเลย อยากเป็นอย่างเขาบ้าง
  4. คนนี้วิ่งได้เร็วกว่าเรามาก เทพเกิน เราไม่มีทางตามทัน

คำถามคือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าการได้เห็นสเตตัสของเพื่อนทำเราเกิดความรู้สึกแบบข้อ 4 บ่อยๆ

ถ้าเราเพิ่งเริ่มวิ่ง แล้วคนส่วนใหญ่รอบตัวเราวิ่งได้เร็วหรือวิ่งได้ไกลกว่าเรามากๆ แทนที่จะเป็นแรงบันดาลใจ มันอาจจะทำให้เราท้อแทนก็ได้

สมมติเค้าวิ่งได้เพซ 6 แต่เราวิ่งได้แค่เพซ 8 แถมระยะทางก็สั้นนิดเดียว เราก็จะไม่ค่อยกล้าแชร์สเตตัสเท่าไหร่ อายเขาเปล่าๆ ไปๆ มาๆ มันเลยทำให้เราไม่อยากวิ่งไปเสียดื้อๆ

ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะวิ่งได้น้อยแค่ไหน วิ่งได้ช้าแค่ไหน ก็ยังดีกว่าไม่ได้วิ่งเลย การเอาเรื่องสำคัญอย่างการออกกำลังกายไปผูกติดกับหน้าตาแสดงว่าโครงสร้างความคิดของเราถูก social media ทำให้บิดเบี้ยวมากเกินไปแล้ว

ทำได้น้อยกว่าเขาแล้วจะทำไม ยังไงคนที่ได้ก็คือเราทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด

“It’s better to do less than you hoped than nothing at all. No zero days.”

– James Clear

อย่าให้มีวันที่สูญเปล่าเพียงเพราะเราคิดแต่จะเปรียบเทียบกับคนอื่นเขาเลยนะครับ