คุณจะเชื่อนิทานเรื่องไหน

20180807_whichtale

สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากการอ่าน Sapiens – A Brief History of Humankind ก็คือ “นิทาน” หรือชุดความเชื่อของแต่ละยุคแต่ละสมัยจะเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา

เหตุผลหนึ่งที่ยุโรปครองโลก เพราะเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ยุโรปเชื่อเรื่องการล่าอาณานิคมและการค้นพบดินแดนใหม่ ชาวยุโรปจึงออกทะเลไปยึดครองดินแดนที่ห่างไกลมากมายซึ่งรวมถึงทวีปอเมริกา ในขณะที่ประเทศจีนซึ่งมีวิทยาการการเดินทะเลก้าวหน้ากว่ายุโรป กลับไม่ได้ทำในสิ่งนี้ เพราะในยุคนั้นฮ่องเต้ไม่ได้สนใจ “นิทาน” เรื่องเดียวกันนี้ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก)

มาในยุคนี้ เรามีนิทานมากมายที่คนจำนวนมากเลือกที่จะเชื่อ

นิทานทุนนิยม – การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเงินจะนำพามาซึ่งความเจริญและความสุขสบาย

นิทานมนุษยนิยม – มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ของมนุษย์มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

นิทานมนุษย์เงินเดือน – ตั้งใจเรียน จบมหาลัยดังๆ ได้งานบริษัทที่มั่นคง มีเงินออมและมีเงินลงทุน ทำงานให้ดีจนได้รับการโปรโมต การได้เป็นผู้บริหารระดับสูงคือเป้าหมายสูงสุด

นิทานเจ้าของกิจการ – ทำงานประจำไม่มีทางรวย การเป็นนายตัวเองและอิสรภาพที่จะทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้คือเรื่องสำคัญ หาไอเดียแล้วลงมือทำ สร้างบริษัทจนมีกำไร แล้วค่อยๆ ถอยออกมา เอาคนที่ไว้ใจได้มาดูแลกิจการ เราก็จะมี passive income ไปตลอดชีวิต

นิทาน Social Media – การมียอด followers และ engagements สูงๆ คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

นิทานนิพพาน – การเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์ เราจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ด้วยการเข้าถึงอริยสัจสี่ผ่านสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นทางสายเอกและทางสายเดียว

ยังมีนิทานอีกมากมายที่คนเราเลือกจะเชื่อ นิทานพระผู้สร้าง นิทานอเทวนิยม(คนไม่เชื่อในพระเจ้า) นิทานบิ๊กแบง นิทานสตาร์ทอัพ นิทานประชาธิปไตย นิทานพรหมลิขิต นิทานเพลย์บอย  ฯลฯ

ผมคงไม่ขอออกความเห็นว่านิทานเรื่องไหนดี-ไม่ดี จริง-ไม่จริง แค่อยากชี้ให้คุณผู้อ่านลองมองไปรอบตัวว่าโลกนี้เต็มไปด้วยนิทานอะไรบ้าง และเรากำลังเลือกใช้ชีวิตอยู่ในนิทานเรื่องไหน

และถ้าไม่ชอบนิทานที่เรากำลังเล่นอยู่ ก็อย่าลืมว่าเราเปลี่ยนนิทานได้นะครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 8 ที่)

ยากก่อน ง่ายทีหลัง

20180807_hardbeforeeasy

มันเป็นอย่างนี้เสมอมา

ไม่ว่าเรื่องอะไรในชีวิต เราต้องเผชิญความยากก่อนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่เรื่องนี้จะง่ายลง

แต่ถ้าเราเอาแต่วิ่งหนี เรื่องนี้มันก็จะยากเท่าเดิมหรืออาจจะยากขึ้นกว่าเดิม

หลายสิ่งที่เราเคยเอาแต่หลบหลีก พอได้ลองทำจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก มีคนอีกตั้งเป็นร้อยเป็นพันที่ทำเรื่องนี้ได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ จริงมั้ย?

มองเรื่องยากให้เป็นเกม มองให้มันเป็นความท้าทาย และอย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันมากนัก ชนะก็ดีไป แพ้ก็แค่ลองใหม่เท่านั้นเอง

เมื่อเราคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับความยาก อย่างอื่นในชีวิตก็จะง่ายขึ้นแน่นอน

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 13 ที่)

ผิดเกม

20180804_wronggame

วันนี้เจอบทความหนึ่งใน Quora ที่คิดว่าเจ๋งดี เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

คำถามคือ เรื่องอะไรที่คนเรามักจะพลาดโดยไม่รู้ตัว? – What is a common mistake people make without realizing it?

Sean Kernan เข้ามาตอบคำถามดังนี้ครับ

—-

เมื่อคืนนี้ผมเจอเลนส์กล้องถ่ายรูปที่ผมอยากได้เปิดประมูลขายอยู่บนเว็บ

มันเป็นเลนส์มือสองและยังไม่มีคนมาเสนอซื้อ

ผมเลยเสนอราคาไป $425

มีเวลาเหลือเพียงสองชั่วโมงก่อนจะปิดประมูล หนึ่งชั่วโมงผ่านไปก็ยังไม่มีใครมาประมูลเพิ่ม ผมเริ่มตื่นเต้นเพราะเลนส์นี้มันเจ๋งมาก

และแล้วก็มีเสียงปิ๊งป่อง

$430

อ๋อ จะแข่งเหรอ ได้เลย!

ผม: $440

เขา: $445

มั่นใจมากใช่มั้ย?

แล้วเราก็เริ่มประมูลแข่งกันอย่างดุเดือด ผมไม่รับโทรศัพท์ด้วยซ้ำเพราะต้องคอยพิมพ์ราคาใหม่ตลอด

ราคาประมูลวิ่งมาถึง $725

แล้วเขาก็เสนอราคา $730

แล้วผมก็ตาสว่าง

นี่แกจะยอมจ่ายเงินขนาดนั้นเพื่อเลนส์มือสองจริงๆ เหรอ เลนส์นี้ราคามือหนึ่งคือ $790 นะ

ผมก็เลยถอนตัวจากการประมูล

ในหลายสถานการณ์ เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลังพยายาม “เอาชนะ” อยู่

ปัญหาก็คือเรากำลังเอาชนะผิดเกม (the problem is we are trying to win the wrong game)

สำหรับชีวิตคนเรา เรามักจะพบว่าต้นทุนของการเอาชนะก็คือความพ่ายแพ้
(In life, we often find that the price of winning is losing.)

—–

เป็นเรื่องปกติของคนเราที่อยากเอาชนะ เพราะมันเป็นอาหารอันโอชะของอัตตาตัวตน

แต่ทั้งๆ ที่เราคิดว่าเราชนะ เราอาจจะแพ้ก็ได้

แพ้ในการรักษาน้ำใจ แพ้ในความสัมพันธ์ แพ้ให้กับกิเลสของเราเอง

การเอาชนะไม่ใช่สิ่งผิด แต่ถ้ารู้ตัวว่าเราเป็นคนเสพติดชัยชนะ สิ่งที่ต้องระวังที่สุด คือการ win the wrong game ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What is a common mistake people make without realizing it?

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 13 ที่)

บางครั้งเราก็ไม่ได้ต้องการเวลา

20180731_dontneedtime

เพราะของบางอย่างไม่ต้องใช้เวลา

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ต้องใช้เวลา

ความอ่อนโยนไม่ต้องใช้เวลา

ความเบิกบานก็ไม่ต้องใช้เวลา

สิ่งที่เราต้องการจริงๆ จึงไม่ใช่เวลา แต่คือพื้นที่ว่าง – space

เราจึงควรจะสร้างพื้นที่ว่างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ว่างในห้อง พื้นที่ว่างบนโต๊ะ พื้นที่ว่างในหัว หรือพื้นที่ว่างในใจ

ความดีงามบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องแสวงหา แค่เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เตรียมพื้นที่ว่างเอาไว้ แล้วสิ่งดีๆ ก็จะไหลเข้ามาหาเราเองครับ

—–
ขอบคุณประกายความคิดจาก David Allen (ฟังมาจากพ็อดคาสท์ซักที่)

ป.ล. บางท่านอาจจะงง เมื่อวานผมเพิ่งเขียนไปหยกๆ ว่าของมีคุณค่าต้องใช้เวลาทั้งนั้น สองไอเดียที่ดูเหมือนมันขัดกัน ฝรั่งเรียกว่า dichotomy (อ่านว่าไดค้อโทมี่) ความสามารถในการเก็บสองไอเดียที่ขัดกันไว้ในหัวและตระหนักว่ามันอาจจะเป็นจริงทั้งคู่ คือสัญญาณหนึ่งว่าระดับความคิดของเราเติบโตไปอีกขั้นนะครับ

อย่ากลายเป็นคนแปลกหน้าของตัวเอง

20180728_stranger

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม และสังคมก็เป็นตัวกำหนดว่าอะไรที่ดี อะไรที่ควรทำ

บางทีเราจึงทำสิ่งที่เราคิดว่าดี ทั้งๆ ที่จริงๆ เราไม่ได้ชอบมันเลยซักนิด

เมื่อต้องใช้ชีวิตที่ไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนอยู่เป็นประจำ คืนวันหนึ่งที่เรากลับถึงบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย เดินเข้าห้องน้ำแล้วมองกระจก เราอาจจะพบว่า เราไม่รู้จักคนๆ นี้อีกต่อไป

เมื่อต้องดัดแปลงตัวเองมายาวนานเกินไป เราจึงหลงลืมว่าเราเป็นใคร อะไรที่เราชอบ อะไรที่มีความหมาย อะไรที่มีความสำคัญกับเราจริงๆ

รู้เรื่องคนอื่นเยอะแล้ว อย่าลืมกลับมาทำความรู้จักกับตัวเองด้วย

เพราะจะมีประโยชน์อะไร หากสำเร็จอย่างมากมาย แต่เรากลับกลายเป็นคนแปลกหน้าของตัวเอง?

10 คำถามที่เราควรถามตัวเองทุกวัน

20180727_10questions

ทุกเช้าเราจะตื่นมาพร้อมคำถามมากมายเต็มหัว ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งบนที่นอน ในห้องน้ำ และหน้าตู้เสื้อผ้า

ขออีก 10 นาทีได้มั้ย?

สายแล้ว รถจะติดมั้ยเนี่ย?

ใส่เสื้อสีอะไร?

เช้านี้กินอะไรดี?

มีงานอะไรที่ยังทำไม่เสร็จบ้างเนี่ย?

และอื่นๆ อีกมากมาย

Tony Robbins บอกว่า ไหนๆ เราก็มีคำถามให้ตัวเองทุกเช้าแล้ว เราจึงควรถามคำถามที่มันสร้างสรรค์ด้วย

โทนี่แนะนำให้เราถามคำถาม 7 ข้อนี้ทุกเช้าครับ

1. ตอนนี้เราแฮปปี้กับเรื่องอะไร (What am I happy about?)

2. เรากำลังตื่นเต้นกับเรื่องอะไร (What am I excited about?)

3. มีเรื่องอะไรบ้างที่เราภูมิใจ (What am I proud of?)

4. เรารู้สึกขอบคุณเรื่องอะไร? (What am I grateful for?)

5. เรากำลังสนุกกับเรื่องอะไร? (What am I enjoying?)

6. มีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จ? (What am I committed to?)

7. ใครที่รักเรา / ใครที่เรารัก? (Who do I love / Who loves me?)

แต่ละคำถามอาจมีคำตอบได้ถึง 2-3 คำตอบ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าตอบไม่ได้ เช่นตอนนี้ไม่ได้แฮปปีักับเรื่องอะไรเลย ก็ลองเปลี่ยนคำถามเล็กน้อยให้เป็น What could I be happy about – เราน่าจะแฮปปี้กับเรื่องอะไรได้บ้าง?

ผมลองถามและตอบคำถามเหล่านี้ดูแล้วก็รู้สึกว่ามันสร้างพลังงานบวกให้กับตัวเองได้ไม่น้อย

พอหมดวันโทนี่ยังแนะนำให้เราถามเพิ่มอีก 3 คำถาม นั่นคือ

8. วันนี้เราได้มอบอะไรให้กับโลกบ้าง? (What have I given today?)

9. วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง? (What did I learn today?)

10. สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นยังไง หรือเราจะใช้วันนี้เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตได้อย่างไร? (How has today added to the quality of my life or how can I use today as an investment in my future?)

บางคนอาจรู้สึกว่า 7 ข้อยามเช้าอาจจะเยอะไปหน่อย ก็อาจจะลดทอนลงเหลือ 3-4 ข้อที่เราชอบก็ได้ แต่ผมว่า 3 ข้อก่อนนอนนี่กำลังดีนะครับ มันน่าจะช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างรู้เนื้อรู้ตัวได้เป็นอย่างดี

ลองนำไปปรับใช้ดูครับ

—–
ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Awaken the Giant Within by Anthony Robbins 

เมื่อเราจัดการเรื่องอะไรได้ดี

20180723_wellmanaged

เราจะเลิกคิดถึงเรื่องนั้น

David Allen ผู้เขียนหนังสือคลาสสิค Getting Things Done และเป็นกูรูด้าน time management บอกว่า ถ้าคุณจัดการเวลาได้ดี คุณก็จะเลิกคิดถึงเวลา

อ่านรอบแรกก็จะงงๆ แต่ถ้ามาลองขบคิดดูก็อาจจะพอเข้าใจขึ้นได้บ้าง

ถ้าเราจัดการเวลาได้ดี เราก็จะมีเวลาเหลือพอที่จะทำสิ่งที่คุณต้องทำ ไม่ต้องมาคอยแข่งกับเวลาอีกต่อไป

ถ้าเราจัดการเรื่องการเงินได้ดี เราก็จะสามารถจับจ่ายใช้สอยได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินใช้ถึงสิ้นเดือนรึเปล่า

ถ้าเราจัดการความสัมพันธ์กับแฟนได้ดี เราก็จะไม่ต้องคอยโทร.ตามว่าอยู่ไหนแล้ว

ถ้าเราจัดการกับสุขภาพได้ดี เราก็จะไม่คิดถึงเรื่องสุขภาพอีกต่อไป เพราะวิถีชีวิตของเราเอื้อให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าเรายังคิดถึงอะไรอยู่ตลอด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรายังจัดการเรื่องนั้นได้ไม่ดีนะครับ

—–

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

อ่านเมนูเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม

20180722_menureader

อินเตอร์เน็ตทำให้การหาความรู้นั้นง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก

แต่ความง่ายดายนี้ก็สร้างกับดักด้วยเช่นกัน

กับดักที่ว่าก็คือ เราใช้เวลามากเกินไปในการสะสมความรู้

บ้านเมืองจึงเต็มไปด้วยคนรอบรู้ที่ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ไม่ทำเพราะกลัวผิด ไม่ทำเพราะกลัวพลาด ไม่ทำเพราะกลัวจะดูไม่ฉลาด

เหมือนเข้าไปนั่งในร้านอาหารและอ่านแต่เมนู แต่ไม่เคยสั่งอาหาร ไม่เคยได้ลิ้มลองซักทีว่าสุดท้ายอาหารจานนั้นรสชาติเป็นอย่างไร

คนเหล่านั้นก็เลยหิวเหมือนเดิม และมักแก้ปัญหาด้วยการอ่านมากยิ่งขึ้น แต่อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่มท้องเลยซักที

เพราะฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่าเป็นนักอ่านเมนูมาเนิ่นนาน ลองหยุดอ่าน หยุดคิด แล้วลงมือทำได้แล้วนะครับ

ชีวิตจะไม่ให้สิ่งที่เราต้องการ

20180711_deserve

ชีวิตจะให้สิ่งที่เราคู่ควร

Life doesn’t give you what you want. It gives you what you deserve.
-Anonymous

ถ้าเรากำลังได้สิ่งที่ต้องการ นั่นแสดงว่าสิ่งที่เราทำทั้งในอดีตและปัจจุบันสอดคล้องกับภาพในใจ

แต่ถ้าการณ์กลับตรงกันข้าม นั่นแสดงว่าความหวังกับการกระทำไม่สอดคล้องกัน

อยากสุขภาพดี แต่ยังนอนดึก

อยากมีแฟน แต่ยังไม่กล้าเอ่ยปาก

อยากเลื่อนขั้น แต่ยังทำงานไม่เรียบร้อย

เหมือนอยากได้มะม่วง แต่ไปปลูกมะเดื่อ

ต่อให้จุดธูปอ้อนวอนทั้งปี ก็คงไม่มีมะม่วงให้กินอยู่ดีจริงมั้ย?

อยากจะใช้ชีวิตอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน

20180711_howlong

คำถามนี้สั้นๆ แต่ผมว่าทรงพลังนะ

ถ้าคำตอบคืออยู่อย่างนี้ก็สบายดี ต่อให้ต้องอยู่อย่างนี้ไปอีก 5 ปีก็ยังยิ้มได้ แสดงว่าคุณเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง

แต่ถ้าคำตอบคืออยู่อย่างนี้แล้วไม่สบายตัว อยู่อย่างนี้แล้วไม่สบายใจ ก็อาจต้องสบตากับคนในกระจกแล้วบอกว่าเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว

หลอกตัวเองว่ารอให้มีเวลาก่อน

หลอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

หลอกตัวเองว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ

เชื่อในกฎแห่งกรรม ไม่ได้แปลว่าควรปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

กรรมคือการกระทำ กรรมคือสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ

วิบากก็คือผลลัพธ์จากกรรมต่างๆ ที่เราก่อไว้ในอดีตและพาตัวเรามาถึงสถานการณ์ในวินาทีนี้

ถ้าการกระทำยังเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเหมือนเดิม

ต่อเมื่อเราเปลี่ยนการกระทำเท่านั้น ผลลัพธ์ถึงจะเปลี่ยน

และเวลาที่ดีที่สุดที่จะเริ่มเปลี่ยนการกระทำ ก็คือวันนี้ครับ