เราใช้เวลามากมายกับการลงมือทำ

และใช้เวลาน้อยนิดกับการคิดว่าควรจะทำอะไร

อะไรที่เราทำเป็นประจำมันก็จะกลายมาเป็น routine

ข้อดีคือมันช่วยเราประหยัดเวลาและพลังงานสมอง

แต่ถ้าอยากจะพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็อาจต้องทำให้น้อยลง และอยู่นิ่งๆ เพื่อคิดให้มากขึ้น

ถ้าทำสิ่งเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเหมือนเดิม

คิดดีๆ ว่าเราต้องการอะไร อีกสิบปีเราอยากไปอยู่ตรงไหน ปีนี้ต้องทำอะไรให้สำเร็จ อีกสามเดือนต่อจากนี้อะไรคือผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น และวันนี้เราควรทำอะไรเพื่อจะได้อยู่บนเส้นทางนี้

เราไม่ได้รู้สึกติดแหง็กเพราะเราขี้เกียจเกินไป

เรารู้สึกติดแหง็กเพราะเราทำมากเกินไปโดดอาจจะยังคิดไม่พอเท่านั้นเอง

สร้างความประทับใจให้คนแปลกหน้า

แต่ไหนแต่ไรมาเราชอบที่จะเป็นคนสำคัญ ชอบที่จะให้ผู้คนพูดถึงเราในแง่ดี แต่อภิสิทธิ์นี้มักจะเกิดกับคนที่มีชื่อเสียงเป็นหลัก

พอมีเฟซบุ๊คและไอจี เราก็เริ่มมีตัวตนขึ้นมา ความป๊อปปูลาร์สามารถวัดได้เป็นตัวเลข ทั้งยอดไลค์และยอดคอมเมนท์ จะเพื่อนรักหรือคนแปลกหน้ากดไลค์ก็นับเป็นหนึ่งไลค์เท่ากัน

เราเลยค่อนข้างใช้เวลาไปกับการหามุมถ่ายรูป ใส่ฟิลเตอร์และคิดแคปชั่นเก๋ๆ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนที่ถูกนับเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ค แต่เกินกว่าครึ่งเรากลับนึกชื่อเล่นของเขาไม่ออกด้วยซ้ำ

ผิดกับคนใกล้ตัว ที่เราไม่ค่อยได้ลงแรงในการสร้างความประทับใจเท่าไหร่

อาจจะเพราะว่าเคยชิน อาจจะเพราะเขาอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน เราเลยไม่ค่อยขวนขวายที่จะทำอะไรเพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนสำคัญเหล่านี้

แน่นอนว่าเขาคงไม่ได้คาดหวังอะไรจากเราหรอก แต่ถ้าเราออกแรงขึ้นอีกนิด ใช้ความคิดขึ้นอีกหน่อย ว่าเราจะทำให้พ่อแม่ประทับใจได้อย่างไร ทำให้สามีหรือภรรยาประทับใจได้อย่างไร ทำให้ลูกประทับใจได้อย่างไร ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

เพราะความประทับใจบางอย่าง อาจจะติดตัวเขาไปนานนับสิบปีหรือตลอดชีวิตของเขาเลยก็ได้นะครับ

ความร่ำรวยที่แท้จริงคือสิ่งที่เรามองไม่เห็น

คนเรานั้นมักจะตัดสินกันด้วยสิ่งที่มองเห็นเสมอ

เวลาเราเห็นคนขับรถแพงๆ ใส่นาฬิกาหรู หรือถือกระเป๋าใบละหลายหมื่น เราจะคิดไปเองก่อนเลยว่าเขาเป็นคนมีตังค์

แต่จริงๆ แล้วเวลาเราเห็นเขาขับรถราคา 3 ล้าน เราคงไม่อาจแน่ใจได้ว่าเขารวยจริงหรือเปล่า

สิ่งที่เราพอจะแน่ใจได้มากกว่า คือเงินเก็บเขาจะน้อยลงไป 3 ล้านในกรณีซื้อสด หรือไม่เขาก็เป็นหนี้มากขึ้น 3 ล้านในกรณีที่ไฟแนนซ์รถ

ถ้าเขาไม่ได้ซื้อรถคันนี้ เขาจะมีเงินเก็บมากขึ้น หรือมีเงินเอาไปลงทุนมากขึ้น

ความร่ำรวยจึงเกิดจากรถหรูที่ไม่ได้ซื้อ เกิดจากนาฬิกาแพงที่เราตัดใจไม่ควักเงิน เกิดจากกระเป๋าแบรนด์ดังที่เราห้ามใจไว้ทัน

เงินที่เราไม่ได้นำไปจับจ่าย จะกลายเป็นรากฐานที่เพิ่มมูลค่าในอนาคต

ผิดกับข้าวของเครื่องใช้ ที่ส่วนใหญ่จะลดมูลค่าลงตามกาลเวลา

ไม่ได้จะบอกว่าเราไม่ควรซื้อของดีๆ แค่จะบอกว่าความร่ำรวยนั้นไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา

ความร่ำรวยที่แท้จริงไม่มีใครมองเห็น นอกจากตัวเราเองและคนใกล้ชิดเท่านั้นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Psychology of Money by Morgan Housel

ความจริงจะวิ่งตามเราทันเสมอ

เมื่อวานนี้เห็นข่าวคิมซอนโฮ ที่กำลังโด่งดังจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง Hometown Cha-Cha-Cha โดนออกมาแฉว่าทำผู้หญิงท้อง สัญญาว่าถ้าผู้หญิงทำแท้งแล้วจะแต่งงานด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่รักษาคำพูด

ผลลัพธ์ก็คือสปอนเซอร์แบรนด์ต่างๆ พากันถอนตัว และเขาก็ถูกปลดออกจากรายชื่อนักแสดงของหนังที่กำลังจะถ่ายทำทุกเรื่อง

ซีรี่ส์โฮมทาวน์ฯลฯ เพิ่งจะอวสานไปเมื่อวันอาทิตย์อย่างฟินๆ สัปดาห์นี้น่าจะเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดในชีวิตของคิมซอนโฮ แต่ทุกอย่างก็พังทลายลงด้วยข้อความของผู้หญิงเพียงคนเดียว

ไม่สิ ต้องบอกว่าพังทลายลงเพราะข้อความของผู้หญิงคนนั้น บวกกับสิ่งที่เขาเคยทำไว้ในอดีตต่างหาก

หนึ่งในสิ่งที่มนุษย์เราเก่งกาจคือการคิดเข้าข้างตัวเอง

คิดว่าเขาจับไม่ได้หรอก

คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ เขาก็ทำกัน

คิดว่าเราเป็นคนโชคดี ที่ผ่านมาก็โชคดีกว่าคนอื่นเสมอ

คิดว่าเรายังมีเวลาอยู่ถมเถ

คิดว่าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดหลับอดนอนแล้วร่างกายจะยังโอเค

คิดว่าเราพูดจาร้ายๆ ทำตัวร้ายๆ กับคนคนนี้ได้ ไม่ต้องกลัวเขาจะเอาคืน

แต่จะด้วยกฎแห่งกรรม หรือกฎข้อที่ 3 ของนิวตันที่บอกว่า action = reaction

ต่อให้เราคิดว่าตัวเองวิ่งเร็วเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วความจริงจะวิ่งตามเราทันเสมอ

“Nobody gets away with anything. Ever.”
-Jordan Peterson

ไม่มีใครไม่เคยทำผิด และหลายๆ อย่างเราก็ยังไม่โดน “เอาคืน”

สิ่งที่พอจะทำได้ คือเผื่อใจว่าวันหนึ่งความจริงจะวิ่งทันเรา เมื่อถึงวันนั้นเราจะได้ยังมีสติพอที่จะพาตัวเองพ้นจากวิบากได้โดยไม่สะบักสะบอมเกินไปนัก

และสิ่งที่จะพอทำได้อีกอย่าง คือการใช้ชีวิตต่อจากนี้โดยไม่ย่ามใจ และไม่ทำร้ายใครอีกครับ

เราจะรักสุขภาพเมื่อเราเจ็บป่วย

เมื่อสมัยเรียนปริญญาตรี ผมไปเดินขึ้นเขากับเพื่อนที่นครศรีธรรมราช นอนค้างในป่าสองคืน วันสุดท้ายที่เดินลงจากเขา เกิดเหตุผิดพลาดทำให้ไม่มีน้ำดื่มเป็นเวลาหลายชั่วโมง พอเดินลงมาถึงแหล่งน้ำ ผมกับเพื่อนก็รีบโจนเข้าไปดื่มอย่างหิวกระหาย จากนั้นมาผมจึงเป็นคนดื่มน้ำหมดแก้วทุกครั้ง

ใครเคยอ่านการ์ตูน One Piece ก็จะรู้ว่าซันจิที่เคยไม่มีข้าวกินนั้นจะโกรธมากหากใครเห็นคนกินข้าวไม่หมดจาน

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ มีทรัพย์สินมากมาย เป็นเจ้าของรถคลาสสิคนำเข้าหลายคัน แต่พอเจ็บป่วยที่หมอนรองกระดูก เจ็บปวดทรมาน ถึงกับรำพันกับตัวเองว่าถ้าแลกได้ก็พร้อมจะแลกรถทุกคันที่เขามีเพียงเพื่อให้พ้นจากอาการเจ็บป่วยนี้

สิ่งสำคัญมักจะถูกมองข้ามเพราะมันไม่เคยเรียกร้องความสนใจจากเรา

เหมือนอากาศที่หายใจ เราจะรู้ว่าขาดมันไม่ได้ก็ต่อเมื่อมันหายไปเท่านั้น

เราจึงจะเห็นคุณค่าของน้ำเวลาไม่มีน้ำ เห็นคุณค่าของสุขภาพเมื่อเราเจ็บป่วย เห็นคุณค่าของงานเมื่อเราไม่มีงาน เห็นคุณค่าของครอบครัวเมื่อเราไม่เหลือใคร เห็นคุณค่าของชีวิตเมื่อเราเข้าใกล้ความตาย

อย่าเป็นเหมือนคนทั่วไป อย่าความรู้สึกช้าขนาดนั้น

เห็นคุณค่าของสิ่งล้ำค่าที่เรามี และใส่ใจกับมันตั้งแต่วันนี้กันนะครับ

มนุษย์วางแผนอย่างละเอียดลออ ส่วนเทวดาก็หัวร่อชอบใจ

“Man plans and God laughs”*

Yiddish proverb

ถ้าใครได้อ่านบทความ “Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม” ในบล็อกนี้ จะเข้าใจว่าทุนนิยมนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานของการเจริญเติบโต (growth)

ธนาคารจึงสามารถปล่อยกู้ได้ถึง 10 เท่าของเงินฝากที่ธนาคารฝากมีอยู่จริง เพราะเชื่อว่าเงินกู้เหล่านั้นจะไปสร้างความเจริญเติบโตและออกดอกออกผลให้กับทุกคนได้

เมื่อเราเชื่อว่าอนาคตจะดีกว่านี้ เราจึงลงมือทำ ออกเหงื่อออกแรง สร้างคุณค่า สร้างงานสร้างรายได้ ก็เลยเกิดความเจริญเติบโตขึ้นมาตามที่เชื่อไว้จริงๆ

แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หลายธุรกิจที่เคยสดใสเมื่อสองปีที่แล้วตอนนี้กลับเจ็บหนักและแทบเอาตัวไม่รอด

ถ้ามองในหน่วยย่อยลงมา หลายคนชอบมีแผนการในชีวิต ตั้งแต่การมี New Year’s Resolutions การวางแผนเกษียณ การทำ projection รายได้และเงินเก็บของเราล่วงหน้าไป 30 ปีลงในไฟล์เอ็กซ์เซล

แต่คนเรานั้นเปราะบาง หักรถผิดนิดเดียวชีวิตที่เคยหงายก็อาจกลายเป็นคว่ำได้ วางแผนไว้ 10 อย่างอาจจะมีแค่ 1 อย่างเท่านั้นที่เป็นไปตามแผน

ไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรวางแผนและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย แผนการนั้นควรมี แต่ต้องมี margin of safety เอาไว้บ้าง อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะเป็นดั่งใจ

ยิ่งถ้าเราผ่านความสำเร็จมามากเท่าไหร่ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะทะนงตนมากขึ้นเท่านั้นซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เราประมาทกว่าเดิม ทำอะไรที่เสี่ยงกว่าเดิม และมีโอกาสจะล้มดังกว่าเดิม

ในขณะที่เรากำลังวางแผนอย่างละเอียดลออ เทวดาก็กำลังเฝ้าดูและหัวร่อชอบใจ พร้อมกับพูดเปรยๆ ว่า “มันบ่แน่ดอกนาย”

วางแผนได้ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมแผนการสำคัญที่เรามักละเลย

นั่นคือแผนการที่บอกว่าเราควรทำอย่างไรในวันที่แผนไม่เป็นไปตามแผนครับ


* “Der mentsh trakht und Gott lakht”

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Psychology of Money by Morgan Housel

เด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้

นี่เป็นคำพูดของพี่โจน จันใด

ซึ่งผมคิดว่ามีความจริงอยู่ไม่น้อย

ในวัยเด็กเราก็อยากได้ของเล่นเป็นรถบังคับหรือตุ๊กตา

โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เราเปลี่ยนของเล่นเป็นรถแต่งหรือตุ๊กตาหน้ารถ

พอทำงานเป็นผู้ใหญ่ของเล่นเราก็ชิ้นใหญ่ขึ้น อาจเป็นธุรกิจหรือคริปโต

พอแก่ชรา บางคนก็ถูกคัดออกจากเกม บางคนก็ยังอยู่ในเกมและเล่นกับประเทศชาติและประชาชนแทน

ตั้งแต่นอนเปลจนถึงนอนเตียงโรงพยาบาล เราโหยหาของเล่นมาโดยตลอด อะไรที่เราเรียกว่าหน้าที่หรือการงานนั้น อาจจะเป็นแค่เพียงของเล่นที่ปลอมตัวมาอย่างดีเท่านั้น

เมื่อเป็นเด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้ เราจึงอยู่ไม่สุข จนบางทีก็ทำของเล่นพังคามือ

และบางทีเราก็พังคามือของเล่นครับ

เร็วได้แบบไม่รีบ

อ่านเจอใน Newsletter ของ James Clear ชอบมาก เลยเอามาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

“เราสามารถทำอะไรเร็วๆ อย่างระมัดระวังได้

แต่ถ้าเรารีบเมื่อไหร่ ความระมัดระวังจะหายไปทันที

ในทางกลับกัน ถ้าเราระมัดระวังจนชักช้า นั่นแสดงว่าเราคิดเยอะเกินไป เป็นการผัดวันประกันพรุ่งอีกรูปแบบหนึ่ง

จงอย่ารีบ แต่ก็จงอย่ารอเช่นกัน”

เป้าหมายคือมีเรื่องเสียดายให้น้อยที่สุด

“When I’m eighty, I want to have minimized the number of regrets that I have in my life.”
-Jeff Bezos, founder of Amazon

คำที่เราได้ยินกันมานาน คือเราจะเสียใจกับเรื่องที่ไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจกับเรื่องที่ได้ทำลงไป

ตอนวัยรุ่นเรามีความฝันมากมาย แต่พอโตขึ้นเราก็ค่อยๆ โยนความฝันทิ้งไปตามทาง หรือไม่อย่างนั้นก็เก็บเอาไว้ในส่วนลึกสุดของลิ้นชักความทรงจำ

ด้วยภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น ด้วย distractions ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดึงเวลาเราไป สิ่งที่เราเคยฝันไว้เลยยิ่งแทบไม่มีโอกาสโงหัว

ยิ่งถ้าเราเป็นคนขี้กลัว เราก็จะคิดหาเหตุผลต่างๆ นานาว่าทำไมเราทำอันนี้ไม่ได้ ทำอันนั้นไม่ได้ ต้องรอให้พร้อมกว่านี้ มีเวลามากกว่านี้

แต่ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นอยู่รอบตัวล้วนเกิดจากน้ำมือของคนที่ “ไม่พร้อม” ทั้งนั้น

ไม่พร้อมทั้งด้านเวลา เงินทุน ความรู้ พร้อมแค่อย่างเดียวคือใจที่จะลงมือและเรียนรู้

ชีวิตเกิดมาแค่หนเดียว หรืออย่างน้อยเราก็เกิดเป็นเราคนนี้แค่ครั้งเดียว จบจากก็เอาอะไรไปไม่ได้ และชื่อของเราก็จะลบหายไปอยู่ดี

เป้าหมายที่เราควรมีจึงอาจไม่ใช่การบรรลุหรือเอาชนะอะไร

เป้าหมายคือการได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำในวันที่ยังมีกำลังและเวลา

เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับมา จะได้ไม่มีอะไรให้เสียดายครับ

วันนี้จะทำอะไร ให้คิดไปอีกสิบปี

“To prioritize the day, think about the decade:
If I want to be on track to achieve X in 10 years, what do I need to do today?”

-James Clear

ก่อนที่มนุษย์เราจะเริ่มทำไร่ไถนาเมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน เราใช้ชีวิตอยู่หลายแสนปีกับการหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล

วิถีของ hunter-gatherer นั้นไม่ต่างจากสัตว์พันธุ์อื่นๆ บนพื้นพิภพ คือใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน เช้าตื่นมาก็ต้องวิ่งให้เร็วกว่าเหยื่อ และต้องวิ่งให้เร็วกว่าสัตว์อื่นที่จะมาล่าเราด้วย เมื่อได้อาหารมาก็กิน พลบค่ำก็นอน ตื่นมาพรุ่งนี้ก็วนหลูปใหม่ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย

เราจึงคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมานานแสนนาน

จนกระทั่งเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) เราจึงเริ่มทำไร่ไถนา เริ่มทำปศุสัตว์ เริ่มมีการลงหลักปักฐาน เริ่มมี “สมบัติ” ที่ต้องดูแลซึ่งก็คือผลิตผลและปศุสัตว์ที่ลงทุนลงแรงเอาไว้ เมื่อมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จึงเริ่มคิดถึงอนาคตมากขึ้น เริ่มวางแผนล่วงหน้า

แม้ว่าเราจะรู้จักการวางแผนล่วงหน้ามาเป็นหมื่นปีแล้ว แต่ DNA ลึกๆ ในตัวเราก็ยังเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมากกว่า

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่กิจกรรมที่เราเลือกทำแต่ละวันนั้นเราไม่ได้คิดถึงอนาคตอะไรมากนัก เอาแค่ทำงานของวันนี้หรือสัปดาห์นี้ให้เสร็จก็เต็มกลืนแล้ว เมื่อมีเวลาเหลือก็นำไปใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากต้องเผชิญกับสิ่งที่ดูดพลังชีวิตมาทั้งวัน

ที่เจมส์ เคลียร์แนะนำว่าให้คิดล่วงหน้าไป 10 ปีว่าเราอยากจะไปถึงจุดไหน เราอยากจะมีสุขภาพทางร่างกาย จิตใจ และการเงินเป็นอย่างไร แล้วนำตรงนั้นมาเป็นเกณฑ์การตัดสินใจว่าวันนี้เราจะเลือกทำอะไรบ้าง จึงเป็นเรื่องที่ขัดกับตัวตนของมนุษย์ และชีวิตคนบางคนก็ไม่อาจเลือกได้ขนาดนั้น

แต่อย่างน้อยที่สุด-อย่างน้อยที่สุด ใน 17 ชั่วโมงที่เราตื่นนอน ถ้าเราสามารถกันเวลาไว้สัก 1 ชั่วโมงเพื่อทำสิ่งที่จะพาเราไปสู่ภาพที่เราวาดไว้ใน 10 ปีข้างหน้า มันก็น่าจะยังอยู่ในวิสัยที่เราพอจะทำได้

วันละ 1 ชั่วโมง เดือนหนึ่งเราจะมีเวลาถึง 30 ชั่วโมงที่จะทำในสิ่งที่มีคุณค่าระยะยาวกับเรา ซึ่งมากเกินพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

สำคัญคือเราต้องไม่ใจร้อน อย่าไปเล็งผลเลิศว่าจะต้องเห็นผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เราทำได้เพียงสร้างเหตุ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย

วันนี้จะทำอะไร ให้คิดไปอีกสิบปีครับ