เรื่องบางอย่างต่อให้พยายามก็ทำไม่ได้

20200704

“ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสองขวบครึ่งของผมเป็นเด็กที่หัวเราะได้มันส์มาก โดยเฉพาะเวลาที่โดนผมจั๊กจี้

มีครั้งหนึ่งผมตัดสินใจถ่ายวีดีโอเก็บเอาไว้เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะหัวเราะได้มันส์ขนาดนี้ไปอีกนานแค่ไหน

“ปรายฝน” ลูกสาววัยสี่ขวบกว่าเห็นผมถ่ายวีดีโอน้อง ก็เลยอยากให้ผมถ่ายเค้าบ้าง ยอมมานอนบนเตียงให้ผมจั๊กจี้ได้ตามอำเภอใจ

อาจจะรู้สึกไปเอง แต่ผมว่าการหัวเราะของเด็กสี่ขวบกับการหัวเราะของเด็กสองขวบไม่เหมือนกัน

การหัวเราะของเด็กสี่ขวบเหมือนเริ่มมีอะไรมา “เคลือบ” แล้ว เพราะนี่คือวัยที่เริ่มรู้เรื่อง เริ่มคิดถึงสายตาคนอื่นว่าเขาจะมองว่าอย่างไร

ยิ่งโตขึ้นเท่าไหร่ เสียงหัวเราะของเรายิ่งมีอะไรเคลือบมากขึ้นเท่านั้น

—–

แต่ก่อนผมเป็นแฟนตัวยงของนิตยสาร a day

หนึ่งใน a day ที่หาซื้อยากที่สุดคือเล่มที่ 16 ปก “ต้อม นูโว” วางแผงเดือนธันวาคม 2001

ตอนนั้นนูโวที่แยกวงไปแล้วกำลังจะกลับมารวมตัวกันใหม่เพื่อจัดคอนเสิร์ตที่อิมแพกต์อารีน่า ตั๋วขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง (อย่าลืมว่าสมัยนั้นยังไม่มีการซื้อตั๋วออนไลน์)

ผมหาซื้อ a day ไม่ได้ แต่โชคดีที่ได้แวะเวียนไปเยี่ยมออฟฟิศ a day และได้พูดคุยกับพี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้ง a day และบรรณาธิการบริหารในขณะนั้น พอผมเปรยว่าหา a day เล่มนูโวไม่ได้เลย พี่โหน่งก็เดินไปหยิบมาให้เล่มหนึ่งทันที

นี่คือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่ผมเกือบจะไม่ได้อ่าน

เพลงของนูโวที่ชอบมากที่สุดคือเพลงไหน?
โจ: ผมชอบ ‘บุญคุณปูดำ‘ มันเล่นสนุก แล้วเป็นร็อกแอนด์โรลด้วย แล้วผมก็ชอบเนื้อหา ดนตรีทุกเสียงมันชัดเจนมาก เพลงอื่นนี่ต้องอาศัยการเสียบปลั๊กเยอะ แต่ปูดำนี่คุณสามารถที่จะมีมือกลองเดินเข้าไป แขวนเบสตัวนึง กีตาร์อีกตัวเล่นได้เลย แล้วก็มันส์ด้วย h

สุ: ‘คึกคักบ่อยเลย‘ สนุก มันส์ เป็น rhythm ที่ดีมาก

ใหม่: ‘บอกอย่างงั้นอย่างงี้เลย’ ครับ เพราะเป็นเพลงที่คิดว่าลงตัว สมัยชุด 1 คนจะรู้จักกับ ‘ไม่เป็นไรเลย‘ มาก แต่ถ้านับจริงๆ คว้ารางวัลสุดคือเพลงนี้

ปีเตอร์: ‘หลอกกันเล่นเลย‘ เป็นเพลงที่ง่ายและชัดเจนมาก

ก้อง: มีหลายเพลงครับ แต่ถ้าจะให้ต้องเลือกก็คงเป็น ‘ลืมไปไม่รักกัน‘ ดนตรีเพราะ ความหมายก็ดีครับ

จอห์น: ‘ไม่มีคำตอบ‘ นวล สวยงาม

อัลบั้มใดคืออัลบั้มที่ดีที่สุดของนูโว?
ทุกคน: เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิดเลย

—–

ช่วงปี 1995 ผมกำลังเรียนม.ปลายอยู่นิวซีแลนด์ เล่นกีตาร์เป็นแล้ว กำลังหลงใหลเพลงอย่าง Smells like teen spirit ของ Nirvana และ Creep ของ Radiohead

เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งชื่อ “ลินคอล์น” ก็ชอบเล่นกีตาร์และมาคุยกับผมและเพื่อนคนไทยบ่อยๆ เรื่องวงดนตรีที่เราชื่นชอบ บางทีก็นัดไปซ้อมดนตรีกัน

ที่น่าแปลกใจคือมีเพลงไทยเพลงหนึ่งที่ลินคอล์นชอบมาก เพราะเกือบทั้งเพลงใช้แค่ 4 คอร์ดไม่ต่างอะไรกับ Smells like teen spirit และ Creep

ลินคอล์นให้ผมอธิบายความหมายของเพลง ว่ามันเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ชอบร้อยดอกไม้ แต่ร้อยไปร้อยมาดอกไม้ดันหมดโลก แล้วก็ให้ผมสอนท่อน riff ที่ใช้ทางคอร์ด Bm D G F#

หลังจากนั้นมา แม้วงโมเดิร์นด็อกจะออกอัลบั้มมาอีกหลายชุด แต่เพลงที่ผมมักคิดถึงและยังเล่นอยู่เสมอก็คือเพลงจากอัลบั้มชุดแรกไม่ว่าจะเป็นเพลง “ก่อน” “บางสิ่ง” และแน่นอน – “บุษบา”

—–

ฝรั่งมีวลีที่ว่า practice makes perfect ยิ่งเราฝึกฝนมากเท่าไหร่ เรายิ่งใกล้ความสมบูรณ์แบบมากขึ้นเท่านั้น

แต่ในบางบริบท เราอาจไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ

เพราะความดิบ ความไร้เดียงสา ความเป็นมือใหม่ ความที่ไม่รู้ว่าอะไรทำได้-ทำไม่ได้ก็มีเสน่ห์ที่ความสมบูรณ์แบบไม่อาจมอบให้

ผมยกตัวอย่างเรื่องเสียงหัวเราะของเด็กเล็กและอัลบั้มแรกของวงดัง เพื่อจะบอกว่าบางสิ่งบางอย่างถึงจะพยายามก็ทำไม่ได้ ยิ่งพยายามยิ่งทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป

ดังนั้น หากเราจะเริ่มทำอะไร อย่าไปกลัวเลยว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็กต์ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่อาจจะกลายมาเป็นจุดแข็งและเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้-แม้กระทั่งตัวเราเอง

ยอมรับและโอบกอดความเป็นมือสมัครเล่นของเรา เชื่อมั่นในสิ่งที่คิดจะทำ และเริ่มออกเดินทางกันได้แล้ว

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ นายอินทร์จะหาง่ายหน่อย ส่วนที่ซีเอ็ดจะหายากหน่อยครับ

รู้ทุกอย่างยกเว้นรู้ตนเอง

20200701

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens มักจะพูดอยู่บ่อยๆ ว่า

“We are hackable animals”

ในความหมายที่ว่า AI สามารถประมวลข้อมูล big data ที่เก็บมาจากพฤติกรรมการใช้งานในโลกอินเทอร์เน็ต จนสามารถเดาใจหรือแม้กระทั่ง “ชักใย” (manipulate) เราได้

ไม่ว่าจะเป็น Google, Youtube, Facebook, Netflix, Shopee, Lazada, Amazon เว็บเหล่านี้ล้วนเก็บพฤติกรรมของเราไว้หมดว่าเสิร์ชอะไรบ้าง คลิกอะไรบ้าง เพื่อที่มันจะ suggest บทความ วีดีโอ หรือสินค้าที่เราสนใจ

ในอนาคตเมื่อ internet of things และ wearable technolgoies เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และเมื่อ COVID หรือโรคระบาดอื่นๆ ทำให้เราต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเรามากกว่าที่เคย (เช่นวันนี้ไปเดินห้างไหนมา เข้าร้านไหนตอนกี่โมง) ข้อมูลเหล่านี้ก็จะยิ่งถูกนำไปประมวลผลเพื่อเอามาวิเคราะห์ตัวตนและรสนิยมของเราได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

จากที่เคยเดินตามหลังมนุษย์ AI จะมาเดินนำหน้ามนุษย์และโน้มน้าวให้เราชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกชักจูงอยู่

AI จะ shape ความคิด พฤติกรรม การซื้อ หรือแม้กระทั่งความฝันและการเลือกคู่

และเมื่อถึงตอนนั้น AI ก็จะ ‘hack’ มนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แล้วเราจะต้านทานปรากฎการณ์นี้ได้อย่างไร

บางที เราอาจต้องกลับไปที่คำสอนโบราณ ที่บอกว่า ‘Know thyself’ – จงรู้จักตนเอง

แต่การรู้จักตนเองเป็นเรื่องยากเหลือเกิน

เมื่อมือถือ จอมอนิเตอร์ และจอทีวีมาจับจองช่วงเวลาตื่นของเราไปเสียหมดสิ้น เราจึงแทบไม่เหลือเวลาที่จะศึกษาตัวเองเลย

เรารู้เรื่องข้างนอกเยอะไปหมด เยอะจนเกินความจำเป็น ในขณะที่เรารู้เนื้อรู้ตัว และรู้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเองน้อยมาก

สิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ บางทีมันเป็นสิ่งที่สังคมบอกว่าเราควรต้องการเท่านั้นเอง

และแนวโน้มก็จะมีแต่แย่ลง เพราะองค์กรใหญ่ๆ อย่าง Facebook หรือ Youtube นั้นเค้าจ้างคนจบปริญญาเอกด้าน psychology เพื่อมาทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขา sticky จนเราเสพติดอย่างงอมแงม

ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกระแส ใช้เทคโนโลยีอย่างไม่ระวังตัว เราก็จะกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ เป็นเพียง hackable animals ที่ AI สั่งซ้ายหันขวาหันได้

ทุกๆ วัน เราจึงควรมีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง อยู่เงียบๆ โดยไม่ต้องอ่านอะไร ไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องฟังอะไรนอกจากเสียงในหัวและในใจของเราเอง

ก่อนจบบทความนี้ ผมขอยกคำถามสุดท้ายที่ผมเคยถามพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่เคยมาเป็นแขกของ Wongnai WeShare ครับ:

—–

พี่ภิญโญเคยอธิบายไว้ว่า การอยู่รอดในยุคถัดไปที่จะมี AI มาทำงานแทนเรา เราต้องกลับไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ อยากให้พี่ช่วยขยายความหน่อยว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในวันที่โดน AI แย่งงาน

ถ้า AI ทำงานแทนเราได้ทั้งหมด – ซึ่งมันจะทำงานส่วนใหญ่แทนเราได้ น่าจะชงกาแฟอร่อยกว่าด้วยซ้ำไปถ้าสัดส่วนถูกต้อง

เราเป็นมนุษย์ เรารู้อยู่แล้วว่าแท้ที่สุด ลึกลงไปของหัวใจ มนุษย์อย่างพวกเราต้องการอะไร และสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ถามว่าหุ่นยนต์กลไก AI มอบให้เราได้ไหม

AI จะเคยหลั่งน้ำตาให้ใครได้ไหม จะเคยเสียใจปลอบใจใครได้ไหม ในวันที่เราสูญเสียคนรัก สูญเสียมิตรภาพ ตกงาน คุณอยากมีเพื่อนดีๆ สักคนหนึ่ง อยากกอดใครสักคนหนึ่ง ในวันที่คุณสูญเสีย เจ็บปวด เศร้าใจ ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ คุณจะกอดเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่บ้านไหม คุณจะคุยกับ Siri เหรอ

ในวันที่บุพการีของคุณ หรือคนที่คุณรักกำลังจะจากไป คุณจะให้ AI อยู่ข้างเตียงแล้วคอยเปิดบทสวดมนต์กล่อมพ่อแม่คุณให้ไปสู่สุคติ หรือคุณอยากได้สมณะที่คุณนับถือและคุณเชื่อว่ามีการปฏิบัติภาวนาที่แก่กล้านำพาดวงวิญญาณของบุพการีคุณสู่สัมปรายภพ

คุณจะเลือกนักร้องที่ดังที่สุดที่อยู่ใน AI มาเปิดข้างเตียงให้แม่คุณฟัง หรือคุณอยากจะหาคนที่คุณไว้วางใจที่สุด นุ่มนวลที่สุดในชีวิตเข้าไปจับมือประคองดวงวิญญาณของบุพการีไปสู่สรวงสวรรค์

ในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ คุณอยากจะอยู่กับหุ่นยนต์สักตัวหนึ่งแล้วดินเนอร์ด้วยกัน หรือว่าคุณอยากจะนั่งอยู่กับคนที่คุณรักแล้วจับมืออยู่ด้วยกัน คุณอยากกินซูชิที่อร่อยที่สุดจากมือหุ่นยนต์ หรือคุณอยากนั่งกินซูชิโดยมือของเชฟที่อายุ 90 ปีที่ผ่านการทำงานมาแล้ว 50 ปี

มันมีบางเรื่องในชีวิตที่หุ่นยนต์กลไกทำงานแทนมนุษย์ไม่ได้ และนั่นคือคำถามว่ามันคืออะไร และนั่นคือสิ่งที่มนุษย์ต้องห่วงแหนรักษาเอาไว้เพื่อไม่ให้หายไป นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้

ถ้าเราหาเจอว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราจำเป็นต้องรักษาไว้ และถ้าเราฉลาดพอว่านั่นคือสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรักษาไว้ แล้วเราสร้างธุรกิจหรือดำเนินชีวิตไปกับสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์เหล่านั้นได้ เราก็จะอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ และนั่นเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์กลไก AI จะ disrupt เราไม่ได้

ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์ และเรื่องที่ผมคุยมาตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทั้งหมดคือความเป็นมนุษย์

ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ไว้ไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกลัวหุ่นยนต์ให้มากที่สุด แต่ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ แล้วเรารู้ว่าคุณค่าสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง AI จะ disrupt เราไม่ได้ ฉะนั้นจงหาให้เจอว่าคุณค่าที่แท้จริงที่สูงสุดของมนุษย์อยู่ตรงไหน

ถามว่าจะต้องไปค้นหาที่ไหนเหล่า ก็ต้องย้อนกลับเข้ามาข้างในตัวเรา เพราะใครจะเป็นมนุษย์และรู้จักมนุษย์ได้ดีเท่ากับตัวเราเอง ทุกคนล้วนเป็นแบบจำลองของมนุษย์ที่ทั้งสมบูรณ์แบบและไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัว

ใน Present หนังสือเล่มล่าสุดที่ผมเขียน ผมขอให้ทุกคนย้อนกลับเข้ามาดูในตัวเรา มันเป็นศาสตร์ที่ยากและลึกซึ้ง ต้องใช้เวลาอ่านหลายปี อาจจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ 10 ปี 20 ปีแต่หวังว่าทุกคนจะเริ่มทำความเข้าใจ แล้วย้อนกลับมาดูข้างในว่าอะไรคือหัวใจสูงสุดของมนุษย์ที่ AI หุ่นยนต์กลไกมา disrupt เราไม่ได้ เพราะมันเป็นศาสตร์ที่ปลูกฝังไว้ในตัวเรามาเป็นพันปีแล้ว แล้วทำไมปราชญ์โบราณ ศาสดาพยากรณ์โบราณเข้าใจเรื่องแบบนี้ทั้งหมด แล้วเราซึ่งคิดว่าตัวเองชาญฉลาดที่สุดในโลก อยู่ในยุคที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี ทำไมเราไม่เข้าใจ ทำไมเรามองข้าม ทำไมเราปรามาสว่านี่เป็นปัญญาแต่อดีตกาล แล้วเราหลงลืมกันไป แล้วเราก็กลัวว่า AI จะมา disrupt เรา

ถ้าเราหาหัวใจเหล่านี้ไม่เจอ เราก็จะสูญเสียหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ไป และแน่นอนเราจะถูก disrupt แต่ถ้าเราเจอหัวใจของตัวเรา ยากที่หุ่นยนต์กลไกจะ disrupt เราได้ คำถามคือเราเจอหรือเปล่าว่าหัวใจที่แท้จริง จิตวิญญาณที่แท้ ความหมายที่แท้ของการเป็นมนุษย์ของเราอยู่ที่ไหน

ขอให้ย้อนกลับไปข้างในนั้นแล้วจะเจอ ถ้าไม่เจอวันนี้พรุ่งนี้ อาจจะใช้เวลา 10 ปี 20 ปี หรือเราจะต้องค้นหาไปชั่วชีวิต แต่หวังว่าทุกท่านจะพบเจอคำตอบนี้

อย่าลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่

20200629

เวลามาออฟฟิศ เรามาเพื่อทำงานให้มันเสร็จ ไม่ใช่เพื่อมานั่งเล่นเน็ต เล่นการเมือง หรือนั่งนินทา

เวลามาเข้าประชุม เรามาเพื่อที่จะแชร์ข้อมูล ตัดสินใจ และทำให้งานเดินหน้า ไม่ใช่เพื่อที่จะเกี่ยงงาน และโทษกันไปมา

เวลามาออกกำลังกาย เรามาเพื่อจะได้ออกเหงื่อ ไม่ใช่เพื่อจะวางแผนว่าจะเซลฟี่ยังไงให้ดูดีที่สุด

เวลามาอยู่บนโลกใบนี้ เรามาเพื่อที่จะทำให้ชีวิตของตัวเองและผู้อื่นดีขึ้น ไม่ใช่มาเพื่อจะทำให้ตัวเองและคนอื่นแย่ลง

อย่าลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่

ความขัดแย้งในใจมันจะเกิด หากเราไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำในที่ที่ควรทำครับ

หาโดมิโนตัวแรกให้เจอ

20200629b

ธรรมดาผมจะวิ่งจ๊อกกิ้งเช้าวันอังคาร พฤหัสฯ และวันเสาร์

วันอังคารวิ่งระยะกลาง วันพฤหัสฯ วิ่งระยะสั้น วันเสาร์วิ่งระยะยาว

อังคารที่แล้วผมวิ่งได้ค่อนข้างน้อย เหตุเนื่องมาจากตื่นสายไปหน่อย วิ่งได้แค่ครึ่งชั่วโมงก็ต้องเลิก หนึ่งเพราะแดดเริ่มร้อน สองเพราะต้องไปทำงาน

เหตุผลที่ตื่นสาย เพราะคืนก่อนหน้านั้นนอนดึก

ที่นอนดึกก็เพราะกว่าจะเอาลูกเข้านอนได้ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว

ที่ลูกนอนดึกเพราะผมกลับบ้านค่อนข้างค่ำ

ที่กลับบ้านค่ำเพราะต้องนั่งเคลียร์งาน

ที่ต้องมานั่งเคลียร์งานช่วงค่ำ เพราะระหว่างวันทำงานสะเปะสะปะไปหน่อย ทำให้บางอย่างที่ควรเสร็จตั้งแต่หัววันดันไม่เสร็จ และจะรอวันถัดไปก็สายเกิน

ที่ทำงานสะเปะสะปะเพราะตอนเช้าไม่ยอมเขียน to do list ลงในกระดาษให้ชัดเจนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง และงานอะไรที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้เท่านั้น

เหตุการณ์ทุกอย่างมีที่มาที่ไปของมัน

สิ่งที่เราเจอในตอนนี้ เป็นผลจากสิ่งที่เราทำก่อนหน้านี้

เปรียบเสมือนโดมิโนที่วางเรียงกันอยู่ เมื่อตัวหนึ่งล้ม โดมิโนตัวอื่นๆ ในแถวก็ล้มตามไปด้วย

การไม่ยอมเขียน to do list ในเช้าวันจันทร์ คือโดมิโน่ตัวแรกที่ทำให้ผมวิ่งได้นิดเดียวในเช้าวันอังคาร

เวลาเราเจอปัญหาอะไร ลองพยายามสืบสาวราวเรื่องที่มา เพราะสิ่งนั้นเกิด สิ่งนี้จึงเกิด

กลับไปหาโดมิโนตัวแรกให้เจอ แก้ที่ต้นทาง แล้วปลายทางจะตรงได้เองครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

คนเราตายสามครั้ง

20200628

ครั้งที่หนึ่ง ตอนหัวใจหยุดเต้น

ครั้งที่สอง ตอนเผา

และครั้งที่สาม ตอนที่ใครสักคนเอ่ยถึงเราเป็นครั้งสุดท้าย

ครั้งที่หนึ่งและสองเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ครั้งที่สามเราอาจจะไม่เคยคิด

วันใดวันหนึ่งในอนาคต ชื่อของเราจะโดนใครสักคนพูด เขียน หรือนึกถึง โดยเขาคนนั้นจะเป็นคนสุดท้ายที่รับรู้ถึงตัวตนของเรา และหลังจากคนคนนั้นจากไป จะไม่มีใครรู้เลยว่าเราเคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน

การตายครั้งที่หนึ่งและสองนั้นเหลื่อมล้ำกันไม่มากระหว่างมนุษย์แต่ละคน แต่การตายครั้งที่สามจะช้าจะเร็วขึ้นอยู่กับ “งาน” ที่เขาทำตอนที่ยังมีชีวิต

ถ้าเราสร้างงาน หรือสร้างประโยชน์เอาไว้มาก* คนรุ่นหลังก็จะพูดถึงเราได้ยาวนาน แต่ถ้าเราสร้างประโยชน์เอาไว้น้อย ชื่อของเราก็จะถูกลืมได้ง่ายหน่อย

อายุทางกายภาพนั้นอย่างมากก็แค่ร้อยกว่าปี แต่อายุในใจคนนั้นยาวนานได้หลายร้อยหลายพันปี ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหนครับ

—–

* คนบางคนสร้างโทษเอาไว้มากก็โดนพูดถึงยาวนานเช่นกัน

ขอบคุณประกายความคิดจาก Derek Sivers’ book notes on Sum: Forty Tales from the Afterlives – by David Eagleman

โปรดระวังคำดูถูก

20200624

บางครั้งเราก็เผลอทำวจีกรรมด้วยการพูดจาค่อนแคะคนที่สถานะต่ำกว่าเรา

อาจจะเป็นน้องที่ทำงาน คนขายของในห้าง รปภ.ในหมู่บ้าน

บางคนผ่านมาแล้วผ่านไป แต่บางคนต้องกลับมาเจอกันใหม่ และบางครั้งคนเหล่านั้นอาจกลับมาด้วยสถานะที่สูงกว่าเราก็ได้

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ขี้ลืม เราลืมอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง แต่เราไม่เคยลืมคำดูถูกของใคร

ใครที่ทำผิดโดยสุจริตใจ เราให้อภัยเขาได้ไม่ยาก แต่ใครที่มาพูดจาดูแคลนเราโดยเจตนา การให้อภัยเขาช่างแสนลำบาก

เมื่อธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนี้ เราจึงไม่ควรสร้างบาดแผลให้ใครด้วยคำดูถูกเหยียดหยาม

เพราะความสะใจที่ได้มาหลังจากพ่นคำเหล่านั้นออกไป ไม่คุ้มกันเลยกับความเสียหายที่อาจจะย้อนกลับมาหาเราในอนาคตครับ

เรากำลัง “ซื้อ” อะไรอยู่บ้าง

20200622b

ช่วงค่ำตอนกลับบ้าน ผมจะเลี่ยงรถติดด้วยการขับรถลัดเลาะเข้าซอยไปออกแถวเอกมัย

ตอนที่ผมขับผ่านซอยเล็กและเปลี่ยวซอยหนึ่ง เห็นป้ายโฆษณาคอนโดเขียนไว้ว่า “A preferable life”

A preferable life เหรอ?

ซอยนั้นมีจุดดีอย่างเดียวคือใกล้สถานีรถไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้ใกล้ขนาดเดินไปถึงได้ ไฟตามทางมืดสลัว มืดพอที่ผมจะไม่กล้าเดินคนเดียว พื้นที่โดยรอบไม่มีสีเขียวใดๆ ถ้าลูกผมมาอยู่ที่นี่คงไม่มีที่ให้วิ่งเล่น

มันไม่ใช่ “ชีวิตที่ดีกว่า” สำหรับผมแน่ๆ แต่ก็อาจจะเป็นชีวิตที่คนอีกไม่น้อยยอมเป็นหนี้หลายล้านเพื่อให้ได้มาครอบครอง

สิ่งหนึ่งที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเราได้มหาศาล คือสิ่งที่เราซื้อ

ซื้อในที่นี้ไม่ใช่ซื้อของ แต่เป็นการซื้อความเชื่อ

ก่อนจะมีคนซื้อได้ มันต้องมีคนขายก่อน

ขายความเชื่ออะไรบางอย่าง โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการมีชีวิตที่ดี

คุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อมีคอนโดอยู่ใกล้รถไฟฟ้า

ภรรยาคุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้ขับรถคันนี้

ลูกคุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้เข้าโรงเรียนดัง

เมื่อเราซื้อความเชื่อซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมแล้ว เราก็ต้องวิ่งหาเงินมาซื้อสิ่งเหล่านี้ในทางกายภาพ

ซึ่งสำหรับบางความเชื่อ อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หลายปี หรือกระทั่งทั้งชีวิตเพื่อให้ได้มา

ดังนั้น ก่อนจะ “ซื้อ” อะไร ลองคิดให้รอบคอบ ลองคิดแย้งกับตนเองบ้างว่ามันดีอย่างที่เขาว่าจริงๆ หรือเขาแค่พยายามจะขาย ‘a preferable life’ ให้เราซื้อเท่านั้นเอง

เพราะชีวิตที่น่าเขกหัว คือชีวิตที่เปล่าเปลืองไปกับของที่เขาว่าดีทั้งๆ ที่เราเองไม่ได้ต้องการจริงๆ ด้วยซ้ำไป

เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น

20200622

เวลาเรามองคนที่เราชื่นชม และเห็นเขาทำอะไรได้ตั้งมากมายทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่น เราอดถามไม่ได้ว่า “ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

แล้วเราก็คิดเอาว่า คนแบบนี้น่าจะต้องมีความสามารถพิเศษ หรือรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้

แต่พอได้เข้าใกล้ เราก็จะเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนธรรมดาเลย สิ่งที่เขาทำไม่ได้ราบรื่น ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบากและข้อผิดพลาด

เพียงแต่เขาไม่ส่งพลังงานลบออกมาให้คนรอบข้างเท่านั้นเอง

ขึ้นชื่อว่าการทำงาน การใช้ชีวิต มันมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ ต้องฝ่าฟันกันทุกราย

ดังนั้นอย่าถามเลยว่าเหนื่อยมั้ย มันเหนื่อยอยู่แล้ว

แต่เหนื่อยแล้วจะบ่นหรือไม่มันขึ้นอยู่กับเรา

เหนื่อยก็หยุดพัก ถอยหลังออกมาให้เห็นชัดว่าเรากำลังพยายามทำอะไร เมื่อมีแรงแล้วก็กลับไปทำต่อ ไม่มีความจำเป็นต้องซ้ำเติมด้วยคำพูดที่บั่นทอน

เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น*

มองให้ดี แล้วจะรู้ว่าเรามีทางเลือกเสมอครับ

—–

* ประโยคนี้ผมได้มาจากบทความ “ทำไมพ่อถึงเหนื่อยล่ะคะ” ของคุณบิว เจ้าของเพจวิศวกรรีพอร์ตที่ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ Excel แบบไม่มีเม้ม แนะนำให้ติดตามกันครับ

อย่างมงายกับตรรกะ

20200618

ขอสานต่อจากบทความเมื่อวาน ที่ผมบอกว่า OKR ไม่ใช่เป้าหมาย เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่พาเราไปสู่เป้าหมายเท่านั้น

เงินก็ไม่ใช่เป้าหมาย เป็นเพียงเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมายเท่านั้นเช่นกัน

ถ้าเราเผลอไปยึดถือเครื่องมือเป็นเป้าหมายเสียเอง เราจะหลงทาง

และถ้าเรายึดถือเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมากเกินไป เราก็จะเจอทางตัน เพราะทุกเครื่องมือมีข้อจำกัดของมัน

คนที่จบวิศวะมา มักจะใช้ตรรกะและการคำนวณเป็นเครื่องมือ สิ่งที่ตามมาก็คืออาการ over-engineer หรือพยายามใส่อะไรเข้ามาเยอะเกินงามและเกินความจำเป็น

คนที่จบสายศิลป์มาอาจพึ่งพาความรู้สึกและอารมณ์มากเกินไป จนพาตัวเองไปเจอปัญหาที่ควรหลีกเลี่ยงได้

คนที่เพิ่งอินกับการปฏิบัติธรรม ก็อาจพยายามมากเสียจนจนกลายเป็นคนเฉื่อยเนือย ยกหนอย่างหนอจนทำอะไรไม่ทันการ

ไม่ได้บอกว่าธรรมะไม่ดี ไม่ได้บอกว่าเราไม่ควรใช้อารมณ์หรือตรรกะ แค่จะบอกว่าเราควรจะมีเครื่องมือหลายๆ อย่างติดมือเอาไว้

เพราะถ้าเรามีแค่ค้อนอยู่ในมือ เราจะมองทุกอย่างเป็นตะปูไปเสียหมด

“If all you have is a hammer, everything looks like a nail”
-English proverb

KPI หรือ OKR เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ แต่ถ้าองค์กรใดใช้มันเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการประเมินคุณค่าของพนักงาน องค์กรนั้นก็จะขาดความเป็นมนุษย์

ตรรกะเป็นกระบวนการคิดที่เป็นระบบ แต่อาจใช้กับคู่รักที่ทะเลาะกันไม่ได้ หลายครั้งที่ความสัมพันธ์มันพังทลายไม่ใช่เพราะว่าเราใช้อารมณ์มากเกินไป แต่เพราะเราใช้เหตุผลกันมากเกินไปต่างหาก

วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ดี แต่เรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึงนั้นมีอีกมาก คนที่ดูแคลนหรือดูเบาสิ่งใดเพียงเพราะวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ย่อมสูญเสียโอกาสไปไม่น้อย

อุปกรณ์อย่างทีวีหรือไอแพดเป็นเครื่องมือทุ่นแรงที่พ่อแม่หลายคนใช้กับลูกเล็ก เปิดอะไรให้ดูเค้าก็นั่งนิ่งอยู่กับที่ แต่ถ้าเรา outsource การเล่นกับลูกไปให้ไอแพดมากเกินไป วันหนึ่งพ่อแม่อย่างเราก็จะถูกลูก outsource เช่นกัน

ดังนั้น นอกจากมองให้ออกว่าสิ่งใดเป็นเป้าหมาย สิ่งใดเป็นเครื่องมือแล้ว เราต้องมีเครื่องมือหลายชิ้นติดตัวเอาไว้ด้วย อย่างมงายกับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมากจนเกินไป

อย่างมงายกับตรรกะ อย่างมงายกับ OKR อย่างมงายกับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

เข้าใจข้อจำกัดของมันและใช้มันให้ถูกบริบท แล้วเราจะรับมือกับความท้าทายที่หลายหลากของชีวิตได้ครับ

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ นายอินทร์จะหาง่ายหน่อย ส่วนที่ซีเอ็ดจะหายากหน่อยครับ

OKR ไม่ใช่เป้าหมาย

20200617

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results ที่บูมในเมืองไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายองค์กรพยายามเอา OKR มาใช้แทน KPI

สิ่งที่ต้องระวังคือการระลึกให้ได้ว่า OKR ไม่ใช่เป้าหมาย KPI ก็ไม่ใช่เป้าหมาย

OKR เป็นเพียงเครื่องมือ

เครื่องมือที่จะช่วยพาเราเดินไปสู่เป้าหมาย

หากเราจับจ้องที่เครื่องมือมากเกินไป เราจะเผลอนึกว่าเครื่องมือเป็นเป้าหมายเสียเอง

เหมือนเรามองนิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ ถ้าไม่ตั้งสติให้ดีเราอาจเผลอนึกว่านิ้วชี้คือพระจันทร์

ฝรั่งมีคำพูดที่ว่า the map is not the territory – แผนที่ไม่ใช่พื้นที่

แผนที่เป็นเพียงภาพจำลองของพื้นที่จริงเท่านั้น ถ้าเราเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูแผนที่ เราก็จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดูพื้นที่เลย

หลายอย่างในชีวิตเราจึงเป็นแค่เพียงเครื่องมือ เป็นแค่แผนที่ เป็นแค่นิ้วที่ชี้พระจันทร์

เงินก็เป็นหนึ่งในนั้น

เงินเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

แต่เมื่อเราทำอะไรเพื่อให้ได้เงินมานานๆ เข้า เราก็ม้กจะโฟกัสไปที่ตัวเงินจนหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริง

เป้าหมายก็คือเป้าหมาย เครื่องมือก็คือเครื่องมือ เชื่อมโยงกันแต่ไม่อาจทดแทนกันได้

แยกแยะให้ออก ชีวิตจะได้ไม่ถลอกปอกเปิกจนเกินไปครับ