อย่า Copy & Paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนสำเร็จ เป็นการง่ายเหลือเกินที่เราจะเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งเหล่านั้น

แต่ภาพที่เราเห็นอยู่ในฟีดของเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมเป็นเพียง 1% เป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เราเห็น

ของมียี่ห้อและงานการที่ดูโก้หรูมีต้นทุนที่เราไม่อาจหยั่งรู้แอบแฝง

มันคือเวลาและสุขภาพที่เสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง

เงินทองที่ผ่านมือเราเพียงแค่เดี๋ยวเดียวก่อนไหลกลับเข้าระบบที่ออกแบบมาให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจเอาชนะ

ไม่ผิดที่จะมีความฝัน แต่ขอให้เดินตามฝันนั้นด้วยเท้าที่ติดดิน

อย่า copy & paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

เพราะชีวิตแบบนั้นไม่ยั่งยืน และอาจพังครืนลงมาง่ายๆ ครับ

ไม่ต้องเล่นท่ายากก็ได้

นักวิ่งสายอุปกรณ์บางคนซื้อ gadget มาเต็มไปหมดเพื่อช่วยให้การวิ่งมีประสิทธิภาพขึ้น

คนทำงานบางคนจัดการอีเมลด้วยการตั้ง rules เสียมากมาย หากส่งมาจากคนนี้ให้เอาเข้าโฟลเดอร์นั้นและตั้งเมลให้เป็นสีนี้

ส่วนบางคนก็มีแอปในมือถือเป็นสิบๆ แอปที่ช่วยเพิ่มความ productive ในด้านต่างๆ

แต่ถ้าเราใส่พลังไปกับของเล่น เราจะละเลยเรื่องพื้นฐาน

จะวิ่งให้ดีก็แค่ต้องขยันซ้อม จะจัดการอีเมลให้ดีก็แค่ทำ inbox zero และถ้าอยาก productive จริงๆ ก็แค่ต้องกล้าลุยงานสำคัญ

วางของเล่นลง กลับมาที่เรื่องพื้นฐาน ลงมือทำอย่างจริงจัง แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าครับ

ลดเรื่องปวดหัวด้วยการหลีกเลี่ยง unforced errors

Unforced errors เป็นศัพท์ที่คนดูเทนนิสจะรู้จักกันดี

มันคือการที่นักเทนนิสตีเสียแต้มเพราะตีพลาดเอง

เช่นเสิร์ฟติดเน็ต หรืออีกฝ่ายตีลูกมาธรรมดาแต่เรากลับตีออกเสียเอง

มันคือการพลาดแบบไม่น่าพลาด หรือถ้าใช้คำแรงหน่อยก็คือพลาดแบบโง่ๆ

ในชีวิตการทำงานเราก็มี unforced errors มากมาย

ส่งอีเมลแล้วลืม attach ไฟล์

นั่งทำงานติดเก้าอี้ไม่ยอมเข้าห้องน้ำจนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

พูดจาสนุกปากจนไปเข้าหูคนที่เรานินทา

ในชีวิตส่วนตัวเราก็มี unforced errors ได้เช่นกัน

ดูซีรี่ส์ดึกดื่นจนนอนไม่พอ

ไมจ่ายค่าไฟจนมิเตอร์โดนตัด

ผิดใจกับคนในบ้านด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ปัญหาเหล่านี้เราป้องกันได้เพียงใช้สติและความระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกนิดเดียวเท่านั้น

อย่าพลาดอะไรที่ทำให้เราอยากเขกหัวตัวเองทีหลัง

ลด unforced errors ได้สักครึ่งหนึ่ง ชีวิตก็ราบรื่นขึ้นเยอะแล้วครับ

คนที่ชอบบอกตัวเองว่าขอศึกษามากกว่านี้ก่อน

บางทีเขาอาจกำลังหลบซ่อนอยู่ก็ได้

กับหลายสิ่งหลายอย่าง เราสามารถลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่จำเป็นต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วค่อยลงมือ

เพราะถึงศึกษามาดีแค่ไหน ยังไงโลกแห่งความจริงมันก็ไม่เหมือนในในตำราอยู่ดี

จริงๆ แล้วถ้าอยากศึกษาให้ถ่องแท้ วิธีที่ดีที่สุดคือลงมือทำ เพราะมันจะเข้าใจและขึ้นใจกว่าการอ่านในหนังสือหรือในเว็บบอร์ดมากมายนัก

“We often avoid taking action because we think “I need to learn more,” but the best way to learn is often by taking action.”
-James Clear

อยากเป็นบล็อกเกอร์ก็แค่ลงมือเขียนบทความลงในเฟซตัวเอง

อยากเป็นนักลงทุนก็แค่เปิดพอร์ตแล้วลองซื้อหุ้นที่เรารู้จัก

อยากทำธุรกิจก็แค่ลองเสนอสิ่งที่เราถนัดให้กับเพื่อนฟรีๆ และดูผลตอบรับ

แทบทุกอย่างเราสามารถลงมือทำโดยจำกัดความเสี่ยงได้ทั้งนั้น

อาจจะยังไม่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ที่แน่ๆ เราได้ออกมาเผชิญกับความกลัวของตัวเอง

และผลตอบแทนคือคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นคำตอบที่เราอยากเห็นหรือไม่อยากเห็นก็ได้

แต่มันจะมีประโยชน์กว่าสิ่งที่เราเจอจากตำราแน่นอน

เมื่อทำสิ่งถูกมันจะแย่ที่สุดแค่ตอนแรก

ถ้าอาบน้ำเย็นในอากาศหนาวๆ แบบนี้ เราจะรู้สึกแย่ที่สุดแค่ 3 วินาทีแรกที่โดนน้ำ จากนั้นมันจะเริ่มแย่น้อยลง พออาบเสร็จก็หายหนาว แถมรู้สึกสดชื่นไปอีกหลายชั่วโมง

ถ้าซื้อของคุณภาพดีที่ราคาแพง เราจะรู้สึกแย่ที่สุดแค่ตอนที่เราจ่ายเงิน จากนั้นเราจะรู้สึกสบายใจเพราะใช้มันได้อย่างราบรื่น ยาวนาน และคุ้มค่า ไม่ต้องมานั่งซ่อมหรือซื้อใหม่บ่อยๆ

ถ้าต้องให้ฟีดแบ็คพนักงานว่าเขายังทำได้ไม่ดี มันจะรู้สึกแย่ที่สุดในตอนที่ต้องเอ่ยปากและเห็นสีหน้าที่ผิดหวังหรือเสียใจ จากนั้นมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเพราะเขาจะปรับปรุงตัวเองหรืออย่างน้อยที่สุดก็จะระมัดระวังมากขึ้น

ในทางกลับกัน

อากาศเย็นๆ แบบนี้ ถ้าเราอาบน้ำอุ่นจัดๆ มันจะรู้สึกดีมากตอนที่อาบ จากนั้นผิวจะแห้งกร้านแถมยังอาจขึ้นผื่นให้คันไปทั้งวัน

ถ้าซื้อของราคาถูกคุณภาพต่ำ เราจะรู้สึกดีตอนจ่ายตังค์ แต่จากนั้นเราก็จะหัวเสียกับความก๊อกแก๊กของมัน

ถ้าพนักงานทำงานไม่ดีแล้วเราเลือกที่จะไม่บอก เราก็อาจสบายใจที่ไม่ต้องกระทบกระทั่ง แต่ก็ต้องทนอยู่กับผลงานที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างนี้อยู่เรื่อยไป

เมื่อทำสิ่งถูกมันจะแย่ที่สุดแค่ตอนแรก

เมื่อทำสิ่งที่ผิดมันจะดีที่สุดแค่ตอนแรก

ก็คงต้องเลือกดีๆ ว่าจะเอาอย่างไหนครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากเพจเขียนไว้ให้เธอ – มา “วิม ฮอฟ” กัน

หลุดแล้วอย่าหลุดยาว

ถ้าวันนี้ตั้งใจจะออกกำลังกายแล้วไม่ได้ออก ก็กลับมาออกพรุ่งนี้ อย่ากลับมาออกเดือนหน้า

ถ้าเมื่อคืนทะเลาะกัน ก็รีบขอโทษเสียแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้หมางใจกันนานเป็นปี

ถ้าวันนี้เผลอทำสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำ พรุ่งนี้ก็อย่าทำอีก ไม่ใช่ทำซ้ำจนกลับไปสู่นิสัยแย่ๆ ตามเดิม

เมื่อเราหลุดอะไรแล้ว ให้รีบกลับมาแก้ไข ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าเกินไป จะกลับมาลำบาก

เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง

คนเราไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ มีผิด มีหลุด มีพลาดได้

พลาดแล้วรีบแก้แล้วจะง่าย

แต่ถ้าพลาดแล้วปล่อยไว้ New Year’s Resolutions จะพังทลาย ความฝันที่มีจะหนีหาย

และชีวิตดีๆ ที่ควรมีได้ก็จะห่างไกลเท่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1: On maturity, how to do exceptional work, and the connectedness of things

จะเป็นเพื่อนกับอดีตหรือเป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

อดีตนั้นใจแข็งเป็นหิน ต่อให้เราอยากกลับไปแก้ไขอย่างไรก็ทำไม่ได้แล้ว

อดีตไม่เคยให้โอกาสครั้งที่สองกับเรา ผิดกับปัจจุบันที่ให้โอกาสครั้งที่สอง ครั้งที่สาม-สี่-ห้ากับเราเสมอ

กับปัจจุบันนั้น เรามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ก็เหลือแต่ว่าเราจะเลือกคบกับใครมากกว่ากัน

จะเป็นเพื่อนกับอดีตที่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากระลึกถึงและเรียนรู้จากมัน

หรือจะเป็นเพื่อนกับปัจจุบันที่โคตรใจกว้าง และพร้อมอยู่เคียงข้างเราไปตลอดทางครับ

อะไรคือชัยชนะที่แท้จริง

เราถูกสอนมาว่า ชีวิตต้องมีเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายที่ยาก และพยายามอย่างมากมายเพื่อพิชิตเป้าหมายนั้น ตอนพิชิตได้มันก็ฟินอยู่ แต่พอเสร็จแล้วก็ต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า “แล้วยังไงต่อ?”

คำตอบที่มักจะได้ ก็คือ ตั้งเป้าหมายให้ท้าทายกว่าเดิม แล้วเราก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

แล้วมันจะไปจบลงที่ตรงไหน มันคือการทรมานทรกรรมร่างกายในนามของการบรรลุศักยภาพหรือการพิชิตความฝันรึเปล่า

เพราะถ้าเราเอาแต่ตั้งเป้าหมายใหม่ไปเรื่อยๆ เราก็กำลังเล่นอยู่ในเกมที่ไม่มีวันชนะ

และชัยชนะที่แท้จริง คือการที่เราพอใจในจุดที่เรายืนอยู่ ไม่มีความรู้สึกว่าต้องตั้งเป้าหมายอะไรให้ท้าทายกว่านี้แล้วรึเปล่า

พอใจไม่ได้แปลว่าใส่เกียร์ว่าง ไม่ได้แปลว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่มันคือการรักษาระดับให้อยู่บนทางสายกลาง ไม่หย่อนเกินไป และต้องไม่ตึงเกินไป

เพราะดีเกินดีคือไม่ดี

และดีที่สุดคือพอดีครับ

ที่นี่คือจุดหมาย

ผมได้อ่านบทความ Parenting : Who is it really for? ของ Derek Sivers ที่เล่าให้ฟังว่า เวลาเขาอยู่กับลูกชายวัย 5 ขวบ เขาจะปิดคอมและมือถือ และไม่ว่าลูกจะเล่นอะไรอยู่ เขาจะปล่อยให้ลูกเล่นจนกว่าจะพอใจ จะไม่มีการไปเร่งลูก จะไม่เคยบอกกับลูกเลยว่า “พอแล้ว ไปกันได้แล้ว!”

ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการที่น่าสนใจมาก และยังไม่เคยเห็นพ่อแม่คนไหนทำอย่างนั้น-รวมถึงตัวเองด้วย


เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ผมเสียเพื่อนรักคนหนึ่งไปด้วยโรคมะเร็งสมอง ระหว่างที่นั่งพนมมือฟังพระสวดฌาปนกิจ ภาพที่สะเทือนใจที่สุดคือลูกชายวัยสามขวบของเพื่อนคนนี้ที่วิ่งไปวิ่งมาในงาน เขาอาจยังไม่รู้ตัวว่าคนที่มีความหมายกับเขามากที่สุดคนหนึ่งได้จากไปแล้ว

บางทีความตายก็เหมือนการเล่นรูเล็ต อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงมาตกกับคนนั้นหรือคนนี้ บางคนอาจเรียกว่าเป็นกรรม บางคนเชื่อว่าเป็นฟ้าลิขิต บ้างก็เรียกว่ามันเป็นความ random ของชีวิต ผมรู้เพียงแต่ว่าผมกับเพื่อนก็อายุเท่ากัน เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนกัน ผมไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้ผม deserve ที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าเพื่อนผมคนนี้แม้แต่น้อย

ในวันนั้นผมกลับจากงานศพด้วยความรู้สึกว่าผมอยากเป็นพ่อที่ดีกว่านี้ เพื่อเป็นการชดเชยให้กับเพื่อนที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น


สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ไปดูหนังเรื่อง Soul ที่ว่าด้วยคุณครูสอนดนตรีผิวดำที่มีความฝันมาตลอดชีวิตว่าอยากเป็นนักดนตรีแจ๊สมืออาชีพ แต่เมื่อถึงวันที่เขาสมหวังและจะได้ขึ้นเล่นกับศิลปินคนโปรด เขากลับต้องมาจบชีวิตลงเสียก่อน

ผมคงไม่เล่าอะไรที่เป็นการสปอยล์หนัง แต่ขอเล่าแก่นแกนของหนังที่ย้ำเตือนว่า หากเราเอาแต่จับจ้องไปที่ยอดเขา เราจะลืมชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง


ตอนเราเป็นเด็ก เราอยากเรียนให้จบไวๆ อยากหางานดีๆ ทำ อยากมีแฟนที่เราถูกใจ อยากแต่งงาน อยากสร้างครอบครัว อยากมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

เราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคง เพื่อให้ครอบครัวของเราและคนที่เรารักมากที่สุดมีอนาคตที่ดี แต่เมื่อเราหมกมุ่นกับการสร้างอนาคตมากเกินไป เราก็อาจหลงลืมปัจจุบันซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เรามีอย่างแท้จริง

เวลาที่ลูกชวนเราเล่น แต่เราไม่ว่างเพราะต้องเช็คเมล ต้องทำรายงาน ต้องอะไรก็แล้วแต่ เราควรหยุดถามตัวเองว่า ที่เรามุ่งมั่น ที่เราแสวงหาอะไรต่างๆ นานา สุดท้ายแล้วก็เพื่อคนที่อยู่ตรงหน้าเราตรงนี้ไม่ใช่หรือ

ความสุขไม่ได้อยู่ในอนาคต จุดหมายไม่ได้อยู่ไกลสุดขอบฟ้า

สำหรับใครหลายคน เราเดินทางมาถึงที่หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เราอาจจะเคยชินกับการออกล่าขุมทรัพย์มาเนิ่นนานเสียจนมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่เราเคยพยายามแทบตายเพื่อให้ได้มา

บางทีเราก็ต้องเงยหน้าขึ้น เพื่อจะได้พบว่าไม่มีที่ไหนให้ต้องไปอีก

เพราะที่นี่-ตรงนี้คือจุดหมายครับ

ความสำเร็จที่มาเร็วเกินไป

มาราโดน่าติดทีมชาติตั้งแต่อายุ 16 ปี

Macaulay Culkin ตัวเอกหนัง Home Alone โด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

Michael Jackson เริ่มมีชื่อเสียงกับวง Jackson 5 ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

สิ่งที่สามคนนี้มีเหมือนกันคือพวกเขาตกเป็นทาสยาเสพติดในเวลาต่อมา จริงๆ แล้วสองในสามคนนี้เสียชีวิตเพราะยาเสพติดไปแล้วด้วยซ้ำ

ลองคิดภาพว่าถ้าเรามีชื่อเสียงโด่งดัง มีเงินร้อยล้านตั้งแต่ยังอยู่ชั้นมัธยม เราจะใช้เงินนั้นไปอย่างไร และเราจะใช้ชีวิตแบบไหน

Joe Rogan นักจัดพอดคาสต์ชื่อดัง เคยบอกว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดกับชีวิตคนๆ หนึ่งได้ คือการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งในวัยหนุ่มสาว เพราะมันจะทำให้เขาทำอะไรไม่เป็นเลย ทักษะชีวิตก็จะไม่มีเพราะใช้เงินซื้อได้ แต่พอเงินหมดเมื่อไหร่ชีวิตก็จะลงเหวทันที

สำหรับคนที่อยู่ในวัย 30 หรือ 40 แล้วรู้สึกว่ากำลัง “โดนเด็กแซงหน้า” ก็ขอให้ระลึกไว้ว่าแต่ละคนมีความเร็วของตัวเอง บางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนก็เป็นม้าตีนปลาย อย่าเอาชีวิตเราไปเทียบกับใคร

เพราะความสำเร็จที่มาก่อนกาลอาจเป็นคำสาป

และความยากลำบากในวันนี้อาจเป็นพรอันประเสริฐครับ