ยากก่อนง่ายทีหลัง

20190611_hardfirst

ซึ่งผมอยากพูดถึงในสามแง่มุม

แง่มุมแรกคือการทำงาน

หลายคนติดกับดักงานที่ต้องอาศัยความถึกความทน เป็นงานที่ไม่ได้ท้าทายความสามารถหรือนำพามาซึ่งความชื่นใจอันใด แถมยังมีโอกาสผิดพลาดได้มากมายอีกต่างหาก

แต่เขาก็ไม่คิดที่จะทำให้อะไรๆ มันดีกว่านี้ เช่นกลับไปออกแบบกระบวนการใหม่ ดีไซน์ Excel ให้ใช้ง่ายกว่าเดิม หรือเอาเครื่องมืออื่นๆ มาช่วย

เหตุผลก็เพราะว่าการทำเรื่องพวกนั้นมันต้องออกแรงเยอะเกินไป

แต่จริงๆ ถ้าเรายอมกัดฟันเหนื่อยเพิ่มอีกซักนิด กลับมาทบทวนวิธีการทำงานของเราใหม่ อะไรที่ไม่เวิร์คก็โละทิ้ง แล้วใส่วิธีการใหม่ๆ เข้าไป มันจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก

เพียงเรายอมทำสิ่งที่ยากๆ ในวันนี้ งานชิ้นนี้มันก็จะง่ายขึ้นในวันพรุ่งนี้รวมถึงนับร้อยนับพันวันที่จะตามมา

แง่มุมที่สองคือการใช้เงิน

เราเป็นมนุษย์รุ่นสุขนิยม เงินเดือนหมื่นปลายๆ ก็ถอยไอโฟนกันแล้ว #อดออม ไม่เคยเป็นแฮชแท็กที่อินเทรนด์ในโลกโซเชียล

ความสบายอะไรที่เราหาซื้อได้ เราจึงซื้อมาก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายความสบายในภายหลัง

ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันก็เป็นการเอาเปรียบตัวเองในอนาคตมากเกินไปรึเปล่า

ยิ่งวันนี้เราจ่ายเงินง่ายดายเท่าไหร่ พรุ่งนี้เรายิ่งเก็บเงินยากเย็นขึ้นเท่านั้น

ในทางกลับกัน ถ้าเรายอมอดเปรี้ยวเสียบ้าง ก็ย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะได้กินหวานในอนาคต

แง่มุมที่สามคือการสร้างกล้ามเนื้อ

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ง่ายๆ จนเป็นนิสัย เราก็จะสูญเสีย “ภูมิคุ้มกันความยาก” ไป

อนาคตเมื่อเจออะไรที่ยากๆ หน่อย เราก็มีแนวโน้มที่จะเดินหนี

แต่ถ้าเราฝึกกล้ามเนื้อกายและกล้ามเนื้อใจด้วยการรับมือเรื่องยากๆ ในวันนี้ ภูมิคุ้มกันของเราก็จะสูงขึ้น อะไรผ่านเข้ามาในชีวิตก็จะไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถและความอดทน เพราะเราเคยจัดการเรื่องยากๆ มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

ยากก่อนง่ายทีหลัง ง่ายก่อนยากทีหลัง

เลือกกันดีๆ นะครับ

bit.ly/tgimline

กำแพงที่ใหญ่ที่สุด

20190604_biggestwall

คือสิ่งที่เรารู้

เวลาใครมาถามผมว่า คนทำงานสมัยใหม่ควรจะเป็นคนยังไง สองคำที่ผมมักจะพูดเสมอคือ learn กับ unlearn

เรื่อง learn นั้นรู้กันอยู่แก่ใจ ความรู้มากมายและเทคโนโลยีถูกพัฒนาอยู่ทุกวัน เราจึงต้องพร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

แต่การ unlearn หรือการ “ทิ้งสิ่งที่เรารู้” นั้นยากกว่ากันมาก เพราะเรารู้และเชื่อมันมานาน แถมความรู้นี้เคยสร้างประโยชน์ในอดีตด้วย เราก็เลยมีแนวโน้มที่จะยึดมั่นถือมั่นมันยิ่งกว่าอะไรดี

Learn คือการถามว่าเราจะทำอะไรใหม่ๆ ได้บ้าง

Unlearn คือการถามว่าเราควรหยุดทำอะไรได้แล้ว

Learn คือการเพิ่มอาวุธ

Unlearn คือการปลดเปลื้องสัมภาระที่ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป

ถ้าเราไม่ยอม unlearn เราก็เหมือนคนที่ยังใช้ Windows 98 ในการทำงานและในการใช้ชีวิต

อาจจะคุ้นเคยกว่าก็จริง แต่ลงโปรแกรมอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เลยนะครับ

การตัดสินมันง่ายกว่าการเข้าใจ

20190602_judge

ประโยคนี้คุณทราย เจริญปุระ พูดเอาไว้ใน a day ฉบับเดือนเมษายน 2019 – The Reader’s Secret

การตัดสินมันง่ายกว่าการเข้าใจ…

อาจเป็นเพราะคนเราถูกออกแบบมาอย่างนี้

เป็นเวลาหลายแสนปีที่เราหาอยู่หากินด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์ กว่าจะได้มาแต่ละมื้อนั้นยากลำบาก หากพลาดพลั้งก็อาจหมายถึงความตาย

เราเลยต้องตัดสินใจให้เร็วไว้ก่อน เพียงได้ยินเสียงพุ่มไม้ เราก็ต้องรีบหันไปดู ถ้าเห็นเงาอะไรไหวๆ ก็ต้องรีบคิดว่าจะสู้หรือจะเผ่น

“การตัดสิน” หรือการตัดสินใจในชั่วพริบตานี้ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง Daniel Kahneman เรียกว่า System 1 thinking

แต่ “การเข้าใจ” นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ System 2 thinking ต้องใช้การคิดวิเคราะห์อย่างมีเจตนา ซึ่งต้องใช้เวลาและพลังงานเยอะกว่ากันมาก ถ้าเอาแต่ใช้ System 2 thinking วันๆ เราคงทำอะไรเสร็จแค่ไม่กี่อย่าง

System 1 thinking จึงมีประโยชน์สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่มันก็มีจุดอ่อนตรงที่มันมีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่าเช่นกัน

พอเราเจอคนที่แตกต่างจากเรา ทั้งผิวสี หน้าตา เสื้อผ้า หรือความคิด สมองส่วนลึกของเราก็จะบอกว่า “อันตราย” และ System 1 thinking ก็จะทำงานและตัดสินให้อย่างรวดเร็ว

แต่ถ้าเราดึงสติไว้ทัน ให้เวลากับตัวเองอีกสักหน่อย ใช้ System 2 thinking ในการพิเคราะห์ คนแปลกหน้าคนนี้อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราตัดสินไปตอนแรก

การตัดสินมันง่ายกว่าการเข้าใจ…

หากเจอสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เมื่อตัดสินเรียบร้อยแล้ว ลองพยายามทำความเข้าใจด้วยก็ดีนะครับ

เพราะแม้การตัดสินนั้นจะสะดวกและรวดเร็ว แต่เราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

เค้าไม่เห็นคุณค่าในตัวเรา

20190527_cantseevalue

ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีคุณค่า

อันนี้ต้องเตือนตัวเองให้จงหนัก

โดยเฉพาะเวลาที่เราอกหักจากแฟน จากหัวหน้า จากเพื่อนร่วมงาน หรือจากคนในครอบครัว

ถ้าแฟนทิ้งเราไป มันไม่ได้แปลว่าคุณค่าของเราด้อยลง มันแค่แสดงว่าเราสองคนอาจไม่เหมาะกัน

ถ้าหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานไม่ได้เห็นคุณค่าของงานที่เราทำ มันแค่แสดงว่าเราอาจต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ

และถ้าคนใกล้ตัวไม่เห็นคุณค่าในตัวเรา ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังคิดแบบประชดประชันจนเกินเหตุ

คุณค่าอยู่ในสิ่งที่เราทำ ไม่ได้อยู่ที่ใครมอง

ถ้าเค้ามองไม่เห็น ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีคุณค่าหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้เขาเห็น

หรือเราควรจะแรงและเอาเวลาไปสร้างคุณค่าให้คนที่พร้อมจะเห็นดีกว่ารึเปล่า

ผิดบวกผิดไม่เท่ากับถูก

20190522_twowrongs

แต่เราก็เผลอใช้สมการนี้ตลอดเวลา

เวลาใครด่าเรามา เราก็เลยด่ากลับ

เวลาเห็นเพื่อนอู้งาน เราก็เลยอู้งานบ้าง

เวลาแฟนทำอะไรให้เราไม่พอใจ เราก็เลยประชดประชัน

เพราะหนึ่งใน need พื้นฐานของมนุษย์ คือการไม่อยากถูกเอาเปรียบ

ถ้าเขาทำได้ ฉันก็ต้องทำได้สิ

แต่บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องความยุติธรรม หากความยุติธรรมนั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อเรา

เพราะผิดบวกผิดไม่เคยเท่ากับถูกครับ

กฎข้อที่หนึ่งของนิวตัน

20190520_newtonfirstlaw

อะไรที่เคลื่อนไหว ก็มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ

ส่วนอะไรที่อยู่กับที่ก็จะอยู่กับที่ไปอย่างนั้น

แม้จะเป็นกฎทางฟิสิกส์ แต่ก็สะท้อนความจริงของชีวิตได้เช่นกัน

ถ้าแต่ละวันเราเอาแต่ดูทีวีหรือไถฟีด เมื่อพระอาทิตย์ตกดินชีวิตคงไม่ต่างกับตอนพระอาทิตย์ขึ้น

เมื่อชีวิตไม่มีการเคลื่อนไหว ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่กับที่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งวันพรุ่งนี้และมะรืนนี้

ในทางกลับกัน หากเราลงมือทำอะไรบางอย่าง อะไรก็ได้ที่ออกมาจากความตั้งใจและความมุ่งหมายของเรา ทางที่เคยปิดก็อาจเปิด ทางที่ไม่คิดว่ามีก็อาจมีขึ้นมา

จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน

เมื่อมนุษย์ลงมือทำและขยับเขยื้อนอย่างเต็มสูบ อะไรก็หยุดเขาได้ยากนะครับ

ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ

20190520_doitanyway

วันพุธที่แล้ว ผมได้ไปเข้าร่วมสัมมนา Happiness Mastery ที่จัดโดยเพจ Trick of the Trade ที่หอศิลป์กรุงเทพ

หนึ่งในวิทยากรคือคุณแท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ และผู้เขียนหนังสือขายดีหลายเล่ม

พี่แท็ปมาแชร์เรื่องการจัดการระเบียบชีวิตตัวเอง เมื่อเรามีความฝันหรือเป้าหมายระยะยาว เราก็ต้องมีเป้าหมายระยะกลางและเป้าหมายประจำวันที่สอดคล้องกัน

สิ่งที่คนเรามักจะขาดก็คือเป้าหมายประจำวันที่จะพาเราเข้าใกล้ความฝันขึ้นอีกนิด

คนไม่น้อยมี new year resolution อย่างการน้ำหนัก แต่กลับไม่มีเป้าหมายประจำวันที่เรียกว่า MIT หรือ Most Important Tasks ที่พาไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

พี่แท็ปมีความฝันที่จะไปบอสตันมาราธอน ซึ่งเป็นรายการเมเจอร์ที่เข้าร่วมยากมากๆ เพราะต้องเคยวิ่งมาราธอนด้วยเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง 10 นาทีถึงจะเข้าร่วมรายการนี้ได้

พี่แท็ปเลยจ้างโค้ชประจำตัวและซ้อมวิ่งทุกวัน การซ้อมในแต่ละวันถือเป็นหนึ่งใน MIT ที่จะพาพี่แท็ปไปบอสตันในอนาคตได้

เมื่อพูดจบและเปิดโอกาสให้คนในห้องส่งถามคำถาม หนึ่งในคำถามก็คือพี่แท็ปเคยมีวันที่ขี้เกียจบ้างมั้ย

พี่แท็ปตอบว่า ขี้เกียจทุกวันครับ ไม่มีวันไหนไม่ขี้เกียจ น้อยมากที่จะมีวันที่ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าอยากออกไปซ้อมจังเลยๆ

แต่ถึงขี้เกียจแค่ไหนก็ยังพาตัวเองออกไปซ้อมวิ่งอยู่ดี

มันทำให้ผมนึกหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ที่ย้ำกับลูกศิษย์เสมอว่า ขยันก็ภาวนา ขี้เกียจก็ภาวนา

เป็นการง่ายเหลือเกินที่จะปล่อยให้การกระทำเป็นไปตามสภาวะอารมณ์ และนั่นคือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ

ดังนั้น ถ้าอยากบรรลุ(เป้าหมาย) เราก็ต้องเป็นคนที่ไม่สนดินฟ้าอากาศทางอารมณ์

ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ เท่านั้นเอง

อยู่อย่างนี้ก็ไม่มีความสุข

20190615_limbo

แต่ก็เจ็บไม่พอที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง

ฝรั่งเรียกคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ว่า in limbo กลับก็ไม่ได้ ไปก็ไม่ถึง

ซึ่งอันตราย

เพราะเมื่อมันเจ็บไม่มากนักก็ทนเอา ทนนานๆ เข้าก็ชิน

เมื่อชินก็เลยไม่ยอมเปลี่ยน เมื่อไม่เปลี่ยนก็เลยไม่ดีขึ้น

กว่าจะรู้ตัวอีกที ชีวิตก็ล่วงเลย โอกาสก็ผ่านพ้น

ใครที่รู้สึกว่าอยู่ในสภาวะนี้มานานเกินไปแล้ว ก็ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างดูนะครับ

Follow this blog on LINE: bit.ly/tgimline

เถียงให้ตายก็ไม่ชนะ

20190515_argument

สู้ทำให้ดูเลยดีกว่า

เวลาคนสองคนเถียงกัน ต่างฝ่ายต่างจะพูดอะไรก็ได้ จริงบ้างเท็จบ้าง เกินเลยไปบ้าง เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นถูกต้องกว่า-ฉลาดกว่าอีกฝ่าย

การเถียงกันเลยมักจะจบลงด้วยการ “เสมอกัน” โดยที่ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในความคิดของตัวเองมากกว่าเดิม

หรือในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพาวเวอร์มากกว่า เช่นหัวหน้ากับลูกน้อง หรือแม่กับลูก การเถียงมักจะจบลงด้วยการที่หัวหน้าเป็นฝ่ายชนะ ลูกน้องต้องยอมโอนอ่อนตาม แต่จริงๆ แล้วในใจของลูกน้องก็อาจจะไม่ยอมรับอยู่ดี

เมื่อการเถียงไม่เกิดประโยชน์ การทำให้ดูจึงมีประโยชน์กว่า

ต้องใช้เวลามากกว่าแน่นอน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจะพิสูจน์ตัวมันเอง โดยที่เราไม่ต้องใช้คำพูดโน้มน้าวหรือใช้อารมณ์เข้าห้ำหั่นกันเลย

ทำตอนที่ยังไม่พร้อม

20190513_notready

ดีกว่าพร้อมแต่ไม่เคยได้ทำ

เท่าที่สังเกตคนสำเร็จ หลายๆ อย่างเขามักจะเริ่มทำตอนที่ยังไม่พร้อม

ไม่พร้อมทั้งเรื่องทุนทรัพย์ ความรู้ ตลาด และอะไรต่อมิอะไร

เหตุผลเดียวที่เดินหน้า ก็เพราะว่าเห็นโอกาสและคิดว่าควรจะลองดู เจอปัญหาอะไรก็ค่อยๆ แก้กันไป ถ้าสุดท้ายมันจะไม่เวิร์คก็แค่เลิกแล้วไปทำอย่างอื่นแทน

และผมก็เห็นตัวอย่างอีกมากมาย (ซึ่งตัวเองก็รวมอยู่ในนั้น) ที่ไม่ยอมลงมือทำด้วยเหตุผลว่าอยากรอให้พร้อมกว่านี้ สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำซักที กว่าจะพร้อมความฝันนั้นก็แทบจะหมดอายุไปแล้ว

ถ้ามีอะไรที่อยากทำ อย่ารีรออยู่เลยนะครับ เริ่มจากเล็กๆ ลงมือทำอย่างมีสติ และคอยสำรวจตัวเองอยู่ตลอด เดี๋ยวก็จะเก่งขึ้น-เดี๋ยวก็จะพร้อมขึ้นเอง