ก็แค่ทำตามคำแนะนำที่เราให้ไว้กับคนอื่น

ในหนังสือ 12 Rules for Life ของ Jordan Peterson กฎข้อที่ 2 ระบุไว้ว่า

Treat yourself like someone you are responsible for helping – จงดูแลตัวเองเหมือนที่เราอยากดูแลคนที่เรารัก

เวลาเราคุยกับเพื่อนสนิท แฟน หรือลูก เราคงไม่บอกให้เขาดูทีวีให้เยอะๆ นอนให้น้อยๆ กินของไม่มีประโยชน์ ใช้เงินเกินกว่าที่หามาได้ และใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม

เราล้วนแต่ปรารถนาที่จะให้คนที่เรารักมีชีวิตที่ดีและมีความสุข ดังนั้นเราต้องเผื่อแผ่ความรักแบบนั้นให้กับตัวเราเองด้วย

เรารู้อยู่แก่ใจว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ที่เหลือก็แค่ทำตามคำแนะนำที่เรามักบอกคนอื่นเท่านั้นเอง – just follow your own advice

รู้ว่ามันไม่ง่าย เพราะชีวิตมันไม่ง่าย สิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะ กิเลสนั้นเหมือนภูเขาที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ขณะที่ใจนั้นเหมือนทะเลที่น้ำขึ้นน้ำลง

แต่ถ้าเราดูแลตัวเองเหมือนที่เราดูแลคนที่เรารักได้ ปัญหาทั้งหลายก็อาจไม่ยากเย็นอย่างที่คิดนะครับ

ถ้าชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ลองพูดความจริงดูมั้ย

“If your life is not what it could be, try telling the truth.

If you cling desperately to an ideology, or wallow in nihilism, try telling the truth.

If you feel weak and rejected, and desperate, and confused, try telling the truth.

In Paradise, everyone speaks the truth. That is what makes it Paradise.”

‐Jordan Peterson

“ถ้าชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ลองพูดความจริงดูมั้ย

ถ้ากำลังยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์อะไรบางอย่าง หรือปล่อยเนื้อปล่อยตัวเพราะเห็นว่าทุกสิ่งช่างไร้ความหมาย ลองพูดความจริงดูมั้ย

ถ้ารู้สึกอ่อนแอ พ่ายแพ้ ร้อนรน และสับสน ลองพูดความจริงดูมั้ย

บนสรวงสวรรค์นั้นทุกคนพูดความจริง เพราะการพูดความจริงนั่นเองที่ทำให้สถานที่นั้นเป็นสรวงสวรรค์”

– จอห์แดน ปีเตอร์สัน ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life

หลังจากอ่านถ้อยคำนี้แล้ว เราอาจจะแย้งว่า ธรรมดาเราก็ไม่ได้พูดโกหกเสียหน่อย

แต่ถ้าลองคิดดีๆ เราอาจจะพบว่ามันมีหนึ่งคนที่เราโกหกเป็นประจำ และคนคนนั้นก็คือตัวเราเอง

โกหกว่าเรามีความสุขดีอยู่แล้ว

โกหกว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

โกหกว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น

ยังมีอีกหลายคำที่เราพร่ำบอกตัวเองตลอดมา และเราก็ยังยึดมั่นว่ามันยังเป็นความจริง ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว บริบทเปลี่ยนไปแล้ว และตัวเราเองก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว

ลองสบตากับความจริงอีกครั้ง ถามตัวเองให้ดีว่ายังมีแง่มุมไหนของชีวิตที่เรายังไม่ซื่อตรงกับตัวเองอยู่

หาให้เจอแล้วลงมือทำอะไรบางอย่าง

แล้วจะพบว่าชีวิตนี้ยังไปได้อีกไกลครับ

5 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Personal OKRs

วันนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Personal OKRs: ชีวิตจะสำเร็จตามเป้าหมาย ถ้าวัดผลได้เป็นระบบ” ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ จบครับ

แม้ผมเองจะใช้ OKR มาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาใช้กับชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน เพราะโดยจริตแล้วไม่ใช่คนสนุกกับการตั้งเป้าหมายและติดตามผลขนาดนั้น

แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1.ก่อนเขียน OKR ให้เขียน Mission, Vision, Values
เหตุผลที่ทำ OKR ไม่สำเร็จเพราะบางทีมันไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการและตัวตนของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นก่อนจะเขียน OKR เราควรจะให้เวลากับการนั่งคิดว่าอะไรเป็น mission vision และ values ของเราบ้าง จากนั้นจึงค่อยตั้ง OKR ที่ไม่ขัดกับสิ่งเหล่านี้

2. ควรมี OKR ระดับ 3 ปี / 1 ปี / 3 เดือน
OKR ขององค์กรนั้นมักจะเป็นระดับ 3 เดือน แต่ OKR ส่วนตัวควรจะมีระดับ 3 ปีด้วย เพราะมันจะทำให้เราวาดภาพอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยกำหนดทิศทางว่า OKR ระดับ 1 ปีกับ 3 เดือนนั้นควรจะหน้าตาแบบไหน

3. ตั้ง OKR แล้วจะเครียดน้อยลง
หลายคนคิดว่าการตั้งเป้าหมายและติดตามผลนั้นจะทำให้ชีวิตยากหรือเครียดเกินไปรึเปล่า ผมจึงขอยกคำพูดจากอาจารย์นภดลมาเลยแล้วกันครับ
“ผมว่าการมีเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่ความเครียดเลยครับ กลับกัน เป้าหมายเหล่านี้จะมีส่วนช่วยอยากให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ความเครียดหลายครั้งเกิดจากการไม่รู้เป้าหมายมากกว่า”

4. การทำ OKR ไม่ได้ตามเป้าไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
หนึ่งใน OKR ของอาจารย์นภดลคือการได้มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแบบ top tier ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ก็โดนปฏิเสธไปไปหลายครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะ OKR ไม่ได้ถูกตั้งให้เราไปให้ถึง แต่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราได้ท้าทายตัวเอง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมพูดเวลาสอนเรื่อง OKR เช่นกันว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ Performance Management tool แต่มันเป็น Engagement tool ถ้ามันถูกใช้กับคนที่เหมาะสม

5. การตั้ง OKR นั้นมีความเสี่ยงต่ำ
การลองเขียนหรือนำ OKR ไปใช้นั้นแทบไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างมากก็เสียเวลานิดหน่อยตอนเขียน ถ้าทำไม่ได้ก็แค่เลิกทำ และชีวิตเราคงไม่ได้แย่ไปกว่าตอนก่อนทำหรอก ดังนั้นมันคือการลงทุนที่ Low Risk แต่ High Return ซึ่งหาได้ไม่มากนัก

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็เลยลองตั้ง Personal OKRs ของตัวเองดูเป็นครั้งแรก แล้วเดี๋ยวผมจะลองเอามาเชื่อมกับการสร้าง routine ซึ่งน่าจะทำให้ผมทำสิ่งที่สอดคล้องกับ OKRs ได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองเกินไปนัก

ไว้จะมารายงานผลเมื่อสบโอกาสนะครับ 🙂


ป.ล.ใครสนใจเรื่องตั้ง OKR ในองค์กร ลองอ่านบทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อก Life@LMWN: ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ครับ

อย่าทำราวกับตัวเองเป็นศัตรู

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้ อาจจะมีเพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ทำร้ายตัวเองโดยเจตนา

สูบบุหรี่และดื่มเหล้าทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

อดหลบอดนอนจนภูมิร่างกายลดและเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง

อิจฉาริษยาคนอื่น ไม่ต่างอะไรกับการที่เราดื่มยาพิษแล้วหวังให้อีกคนตาย

ใช้ถ้อยคำรุนแรง อีกฝ่ายได้ยินรึเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เราได้ยินเต็มสองหู

เห็นแก่ตัวบ้าง หยุดทำร้ายตัวเองได้แล้ว

อย่าทำราวกับตัวเองเป็นศัตรูอยู่เลย

3 สิ่งที่คนฉลาดพึงทำ

Epicurus นักปราชญ์ชาวกรีกบอกว่า คนมีปัญญาจะทำ 3 เรื่องนี้สำเร็จ

  1. มีงานเขียนทิ้งไว้ให้โลก
  2. ใช้เงินอย่างระมัดระวังและเตรียมการสำหรับอนาคต
  3. ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ส่วน Aristotle นักปราชญ์ชาวกรีกอีกคนนั้นอธิบายถึงชีวิตของทาสในยุคสมัยนั้นไว้ว่า

  1. งาน
  2. อาหาร
  3. การลงโทษ

ชีวิตของเราใกล้เคียงกับนักปราชญ์หรือทาสมากกว่ากัน และเราอยากจะมุ่งหน้าไปทางไหน ลองไตร่ตรองดูครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสื Stillness is the Key by Ryan Holiday

ร่างกายจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ

ในวัยหนุ่มสาว เราอาจจะใช้ร่างกายราวกับมันไม่มีวันบุบสลาย

นั่งติดโต๊ะ อดหลับอดนอน ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ กินของที่ไม่มีประโยชน์ โดยที่เราก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไร

1 สัปดาห์ไม่เป็นอะไรไร 1 เดือนไม่เป็นอะไรไร 1 ปีก็ไม่เป็นอะไร

มารู้ตัวอีกทีตอนเห็นสมุดผลตรวจสุขภาพ หรือตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณประท้วงว่ามันแบกรับพฤติกรรมแบบนี้ไม่ไหวแล้วนะ

เพราะร่างกายนั้นจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ เมื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มันก็จะเพิ่มแต้ม เมื่อทำสิ่งที่ทำร้ายมันก็จะตัดแต้ม

งานไม่เวิร์คนั้นยังเปลี่ยนงานได้ แต่ร่างไม่เวิร์คนั้นยังไงก็ต้องทนอยู่กับมัน

ร่างกายจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ

ดูแลมันเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ล้มละลายทางสุขภาพในภายหลังครับ

ปล่อยวางบางอย่างที่แก้ไม่ได้

ถ้ารู้สึกว่ากำลังร้อนรน กำลังเหนื่อยเกินไป กำลังนอนไม่ค่อยหลับ นั่นอาจเป็นเพราะเราเข้าไปยึดเอา “สถานการณ์ต่างๆ” มาเป็น “เรื่องราวของตัวเอง”

ติดตามข่าวสารบ้านเมือง กังวลเรื่องดารา นินทาผู้บริหาร

สนุกก็จริง แต่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ และไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้ชีวิต

เมื่อเราสนใจเรื่องของคนอื่น ย่อมมีเวลาน้อยลงที่จะใส่ใจเรื่องของตนเอง

“Everything slows down when we listen and stop trying to fix the unfixable.”
― Anne Lamott

โลกก็ยังคงหมุนไป ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราต้องวิ่งตามมันให้ทัน เรื่องส่วนใหญ่ที่ผ่านเข้ามามันจะหมดความหมายภายในสองสัปดาห์

ชีวิตจะจัดการได้ง่ายขึ้น เมื่อเราปล่อยวางบางอย่างที่แก้ไม่ได้ครับ

ทำเล่นๆ แต่เป็นประจำดีกว่าทำจริงจังแต่ไม่ต่อเนื่อง

เวลาจะเริ่มทำอะไร ยังไม่ต้องตั้งเป้าหมายให้มันยิ่งใหญ่ เพราะเป้าหมายไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเรา สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเราคือวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ต่างหาก

การจริงจังเกินไปกับเรื่องบางเรื่อง บางทีมันก็ไปปลุกต่อม amygdala ที่ปิดกั้นความคิดเป็นเหตุเป็นผลและทำให้เราเข้าสู่โหมด fight or flight คือไม่สู้สุดใจก็หนีไปไกลสุดกู่

จึงไม่แปลกที่จะเห็นคนประกาศ new year’s resolutions แล้วทำจริงจังอยู่แค่ 1 เดือน (fight) จากนั้นก็หายหน้าหายตาไปเลย (flight)

ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ลองทำเล่นๆ แต่ทำมันทุกวัน แล้วความเคยชินจะส่งผล กิจวัตรจะทำให้เราทำได้โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องพยายาม แล้วผลตอบแทนทบต้นจะเป็นเพื่อนเรา

ทำเล่นๆ แต่เป็นประจำดีกว่าทำจริงจังแต่ไม่ต่อเนื่องครับ

วางแผนรับมือกับตัวเราในอนาคต

ซุนวูว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

สาเหตุที่เราไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะเราไม่รู้เขาดีพอ

เขาในที่นี้คือตัวเราในอนาคต

ตัวเราตอนวางแผนกับตัวเราตอนเจอสถานการณ์จริงนั้นเป็นคนละคนกัน

ตัวเราตอนวางแผนจะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เราจึงตั้งเป้าหมายเสียดิบดีเพราะรู้ว่ามันจะนำพาสิ่งที่ดีมาให้

แต่ตัวเราตอนหน้างานนั้นมันไม่ได้สนใจอนาคต มันยึดความรู้สึก ณ ปัจจุบันเป็นหลัก

ยกตัวอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่อยากออกไปวิ่ง

ตัวเราที่วางแผน: “พรุ่งนี้ชั้นจะตื่นตี 5 เพื่อออกไปวิ่ง”

ตัวเราตอนตื่นนอน: “ยังง่วงอยู่เลย ขอนอนต่ออีก 10 นาทีแล้วกัน”

ถ้าเรา “รู้เขา” ว่าตัวเราตอนตื่นนอนจะกดปุ่ม snooze แน่ๆ เราก็ควรจะวางแผนรับมือกับสถานการณ์นี้เอาไว้เลย เช่นเอามือถือไปไว้อีกฝั่งนึงของห้อง (ไม่ใช่วางไว้ข้างเตียง) ตอนที่นาฬิกาปลุกเราจึงต้องเดินไปกด ซึ่งอย่างน้อยมันน่าจะช่วยให้เราไม่นอนต่อได้

ตัวเราที่วางแผน: “วันนี้จะตั้งใจทำงานสามชิ้นนี้ให้เสร็จ!”

ตัวเราตอนเริ่มเบื่อๆ: “เข้า Facebook ดีกว่า”

ถ้ารู้เขาว่าเราชอบเข้า social media ระหว่างวัน ก็ลอง log out จาก social media ทุกอย่าง อย่างน้อยตอนกดเข้ามามันจะได้เกิดอาการชั่งใจบ้าง

ถ้ารู้ตัวว่าเอามือถือเข้าห้องน้ำแล้วจะไม่ได้อ่านหนังสือ ก็อย่าพกมือถือเข้าห้องน้ำ

ถ้ารู้ตัวว่าเล่นเน็ตตอนกลางคืนแล้วนอนดึกดื่นทุกที ก็ให้เสียบอุปกรณ์ทิ้งไว้นอกห้องนอน

ถ้ารู้ตัวว่ามีขนมอยู่ใกล้มือแล้วจะกินแล้วก็มาบ่นว่าตัวเองอ้วน ก็หาผลไม้ที่หยิบกินง่ายๆ มาไว้ใกล้มือแทน

ตัวเราในตอนนี้กับตัวเราในอนาคตคือคนละคนกัน

วางแผนรบกับตัวเราในอนาคตเอาไว้ให้ดี

แล้วโอกาสชนะจะมีมากกว่านี้ครับ

จงให้ในสิ่งที่เราไม่เคยได้

ผู้ใหญ่วัยเจ็บสิบกว่าท่านนึงเคยเล่าให้ผมฟังว่า เขามีเพื่อนที่สมัยเด็กเคยยากจนมาก ถึงขนาดที่แม่จะคลอดลูก ไปยืมเงินญาติกลับไม่มีใครให้ยืม

ความแร้นแค้นครั้งนั้นฝังใจเพื่อนคนนี้มาจนโต และแม้จะประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจ เขาก็ไม่ยอมใช้เงิน ไม่เคยเลี้ยงข้าวเพื่อน กลายเป็นเศรษฐีขี้เหนียวเพราะไม่อยากกลับไปจนอีก

ส่วนผู้ใหญ่ที่ผมคุยด้วย ตอนเด็กๆ ก็เคยลำบากมากเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่คิดว่าถ้ามีคนยื่นมือมาช่วยเหลือก็คงจะดีไม่น้อย

มาถึงวันนี้ วันที่มีฐานะแล้ว เวลามีคนเดือดร้อนมาหา ผู้ใหญ่ท่านนี้จะพยายามช่วยเหลือเสมอ เพราะเข้าใจดีว่าการมีปัญหาทางการเงินนั้นมันทุกข์ใจแค่ไหน

ประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ข้อสรุปกลับตรงกันข้าม

แล้วตัวเราเองล่ะ ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตมันส่งผลให้เราเป็นคนแบบไหน

มันทำให้เราเข้าใจความทุกข์ร้อนและเห็นใจคนอื่น หรือมันทำให้เรากลายเป็นคนที่เก็บงำความโกรธเคืองเอาไว้

แบบไหนที่มีประโยชน์กว่ากัน เราย่อมรู้ดี

Give more.
Give what you didn’t get.
Love more.
Drop the old story.

-Garry Shandling

เรื่องเก่ามันผ่านไปแล้ว

ตัวเราคนเก่าก็ผ่านไปแล้ว

จงให้ในสิ่งที่เราไม่เคยได้

เพราะมันอาจเป็นทางเดียวที่จะเยียวยาอดีต

และสร้างปัจจุบันที่มีสันติในจิตใจครับ