ความมั่นคงในชีวิตอยู่ที่ไหน

20200401b

สมัยเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยคุยกับเพื่อนว่า ความมั่นคงในชีวิตไม่มีจริง มีแต่ความมั่นคงทางจิตวิญญาณเท่านั้น

ตอนนั้นคงพูดเอาเท่ๆ แต่พอมาพิจารณากับสถานการณ์ในตอนนี้ก็ดูจะมีความจริงอยู่ไม่น้อย

เพราะอะไรที่เราเคยคิดว่ามันจะจีรังยั่งยืน กลับล้มครืนไปกับคลื่นโคโรนาไวรัส ไม่รู้ว่าคลื่นนี้จะจบเมื่อไหร่ แล้วจะมีคลื่นลูกต่อไปอีกมั้ย

ที่ค่อนข้างแน่ใจ คือชีวิตของพวกเราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

งานที่เคยทำอาจไม่มีแล้ว ธุรกิจที่เคยหาเงินได้อาจหยุดชะงัก ทักษะที่เรามีอาจไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

แล้วเราจะไปหาความมั่นคงในชีวิตจากที่ไหน?

ผมคิดว่าก่อนจะมีความมั่นคงในชีวิตได้ เราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจเสียก่อน

ความมั่นคงทางจิตใจนั้นน่าจะมาได้จากสามทาง

ทางแรกคือประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ

ทางที่สองผ่านการอ่านการศึกษาจนมองได้ลึก มองได้กว้าง มองได้ไกล

ทางที่สามคือฝึกฝนจิตใจของตนให้ยอมรับความไม่แน่นอน ซึ่งปราชญ์ได้ชี้ทางเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่เมื่อไหร่เราจะเลิกดูเบาภูมิปัญญาเหล่านี้เพราะเคยคิดว่ามันไม่จำเป็น

เมื่อผ่านพ้น ศึกษา และฝึกฝนจนพอจะมีความมั่นคงทางจิตใจ ก็จะตั้งสติได้ในห้วงยามแห่งความเปลี่ยนแปลง

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่งอยู่แล้ว ต่อให้เจอสถานการณ์ที่เลวร้ายรุนแรงเพียงใดเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้ ถ้ากายมันจะไปไม่รอดก็เพราะว่าใจมันเจ๊งก่อนเสียมากกว่า

พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาเคยกล่าวไว้ในหนังสือ “ปัญญาอนาคต” ว่า

“เมื่อถูกอนาคตไล่ล่า
จงอย่าเสียเวลากับการโหยหาอดีตอันยิ่งใหญ่
อย่าคร่ำครวญเศร้าโศกกับสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หากจงเร่งสร้างตนเองขึ้นใหม่
เพราะการสร้างตัวตนขึ้นใหม่
คือหัวใจของการสร้างอนาคต”

เผื่อใจไว้ก่อนเลยว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาอีกหลายระลอก และแต่ละระลอกมันอาจบังคับให้เราต้องสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่

ความกลัวไม่ช่วยอะไร ความยึดติดไม่ช่วยอะไร สติ ปัญญา ความกล้า และความไม่ประมาทต่างหากที่จะพาเราฝ่าคลื่นวิกฤติลูกแล้วลูกเล่า

เมื่อใจเราพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ นั่นแหละถึงจะเริ่มมีความมั่นคงในชีวิตอย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

แค่หนึ่งอิ่มท้อง

20200330

“เมื่อนกไซตัวน้อยสร้างรังในป่าลึก ก็ไม่ต้องการกิ่งไม้มากไปกว่าหนึ่งกิ่ง เมื่อตัวตุ่นดื่มน้ำจากท้องธาร ก็ไม่ต้องการน้ำมากไปกว่าหนึ่งอิ่มท้อง”
– จาก “หนังสือจวงจื่อ”

ข้าวหนึ่งจานทำให้ยาจกและเศรษฐีอิ่มท้องได้เท่ากัน

แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่จินตนาการถึงอนาคตได้ แถมระบอบทุนนิยมก็ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า “พรุ่งนี้จะโตกว่าวันนี้” เราจึงใช้ความเจริญเติบโตในอนาคตมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของวันนี้ และสร้างโลกที่มีเงินล้นโลกในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งยังไม่มีจะกิน (อ่านเพิ่มได้ใน Sapiens ตอนที่ 16 สวัสดีทุนนิยม)

แต่ไม่มีสิ่งใดจะโตได้ตลอดไป แถมวิมานที่เราเคยวาดไว้อาจเป็นเพียงปราสาททรายที่ทรุดพังได้ง่ายกว่าที่คิด

จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะกลับมาศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ว่าด้วยการทำอะไรที่พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยมีคุณธรรมและความรู้กำกับ

เพราะที่ผ่านมาเราอาจใช้แต่เพียงความรู้เป็นตัวนำ แต่ขาดไปซึ่งความพอดีและความมีเหตุผล แถมภูมิคุ้มกันที่ตัวเองคิดว่ามีกลับเป็นภูมิคุ้มกันหลอกๆ โดนไวรัสสายพันธุ์ใหม่สะกิดนิดเดียวก็แทบล้มทั้งยืน

อยากเติบโตไม่ว่ากัน แต่ก็ต้องมองให้เห็นว่าการเติบโตมีหลายมิติ และในบางมิติมันก็วัดเป็นตัวเลขไม่ได้

สุดท้ายแล้ว ตัวตุ่นก็ไม่ได้ต้องการน้ำมากไปกว่าหนึ่งอิ่มท้อง เราไม่ได้ต้องการข้าวมากไปกว่ามื้อละจาน ปัจจัยสี่ และการพักผ่อนที่เพียงพอ

เกินกว่านั้นคือความหรูหราและความสะดวกสบายที่เราอาจใช้เวลามากเกินไปเพื่อให้ได้มาครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ถ้าวางใจให้ถูก ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

20200328c

ในโมงยามนี้ ทั่วโลกมีแต่ความไม่แน่นอน สถานการณ์เต็มไปด้วยความตึงเครียด อะไรที่เราเคยคิดว่ากะเกณฑ์ได้กลายเป็นอื่นไปเสียหมด

วันนี้จำนวนผู้ป่วยสะสมในอเมริกาแตะแสนไปเรียบร้อยแล้ว และอีกหลายประเทศในยุโรปน่าจะแซงหน้าจีนภายในสัปดาห์หน้า

นักเตะระดับโลกอย่างเมสซี่ต้องเดาะกระดาษทิชชู่อยู่บ้าน  ลิเวอร์พูลที่เคยเตรียมจะคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีอาจกลายเป็นทีมที่อาภัพที่สุดในโลก

ทอมแฮงค์สก็ติดโควิด เจ้าฟ้าชายชาล์สก็ติดโควิด ผ.อ.โรงพยาบาลก็ยังติดโควิด

สถานการณ์ดูเลวร้าย แต่ถ้าวางใจให้ถูกต้อง ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ คือบทเรียนย้ำเตือนให้เราศึกษาชีวิตที่เป็นอนิจจัง (ไม่แน่นอน) ทุกขัง (ตึงเครียด) อนัตตา (กะเกณฑ์ไม่ได้)

โดมิโนจากจีนถึงอเมริกา จากคัมป์นูถึงแอนฟิลด์ จากตระกูลแฮงค์สถึงตระกูลวินด์เซอร์คือเรื่องอิทัปจัยยตา

เพราะสิ่งนั้นเกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนั้นดับสิ่งนี้จึงดับ เราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกัน

เขาเดือดร้อนเราก็เดือดร้อนไปด้วย เขาอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน

ท่ามกลางความสูญเสียของมนุษย์ ธรรมชาติกลับได้ชาร์จแบต ภาพประกอบของบทความนี้คือระดับมลภาวะในอากาศของจีนในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ ค่า AQI ในกรุงเทพเป็นสีเขียวมาหลายวันติดต่อกัน ลำคลองในเวนิซกลับมาไหลเย็นเห็นตัวปลา

เหมือนโควิดถูกออกแบบมาเพื่อกดปุ่ม pause ให้โลกได้พัก เพราะนอกจากมนุษย์แล้วโควิดไม่ทำร้ายใครเลย ต้นไม้ใบหญ้าไม่กระทบ แม่น้ำลำคลองไม่กระเทือน วัวไม่เป็นบ้า ไก่ไม่ล้มตาย มันไม่ทำร้ายแม้กระทั่งลูกเล็กเด็กแดงด้วยซ้ำ

เมื่อโลกใบใหญ่ที่เคยหมุนติ้วๆ ถูกเบรคด้วยไวรัสตัวน้อยๆ จึงเป็นเวลาที่เราควรกลับมาสำรวจตัวเองเช่นกัน

ว่าสิ่งใดที่สำคัญ สิ่งใดที่เราควรให้ค่า ที่ผ่านมาเราเร่งความเร็วเข้าหาอะไร

ถ้าวางใจให้ถูก ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนวางใจได้เหมาะสม และผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราไม่สามารถละเลยเรื่องอะไรได้นานเกินไป

20200326

ผมเคยได้นั่งคุยกับเจ้าของบริษัทต่อเติมบ้านที่มีลูกชายอายุพอๆ กับลูกสาวของผม เขาเอ่ยปากว่าลูกสาวผมดูพูดจารู้เรื่องกว่าลูกชายของเขาเยอะเลย แล้วเขาก็เปรยว่าเขาไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกเท่าไหร่ เพราะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาทุกวันทุกเวลา เลยกลายเป็นว่าลูกติดไอแพดมากและคงจะเป็นอย่างนี้ไปอีกสักพัก

เพื่อนผมคนหนึ่งมีชีวิตที่ดี หน้าที่การงานรุ่ง แถมตัวเองก็ไม่มีภาระอะไร ติดนิดเดียวตรงที่เขาเป็นคนขี้เหนียว เวลามีเหตุการณ์ให้ต้องช่วยเหลืออะไรเขาก็ไม่เคยร่วมทั้งกำลังกายและกำลังเงิน อยู่มาวันหนึ่งเขาล้มป่วยและมีปัญหากับที่ทำงานจนต้องออกจากงานภายในระยะเวลาอันสั้น อารมณ์ไม่ต่างกับเทวดาตกสวรรค์

ผมเคยได้เข้าทำงานในบริษัทเอเจนซี่ เป็นงานที่ไม่เคยทำและต้องคิดเยอะตลอดเวลา ผมเลยฟิตเป็นพิเศษ นอนห้าทุ่มตื่นตีสามมานั่งทำงานเป็นเวลาหลายสัปดาห์ สุดท้ายผมไม่ผ่านช่วงทดลองงานของที่นั่น เมื่อมองย้อนกลับไป การที่ผมอดนอนติดต่ออกันน่าจะส่งผลกับคุณภาพการทำงานไปไม่น้อย

ละเลยเลี้ยงลูกจนลูกติดไอแพด

ละเลยการให้จนกินบุญเก่าหมดเกลี้ยง

ละเลยการนอนจนทำงานไม่ได้มาตรฐาน

อาจเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราเชื่อว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น เราสามารถละเลยเรื่องบางอย่างได้โดยไม่เป็นอะไร

คนอื่นสูบบุหรี่แล้วเป็นมะเร็ง แต่เราเชื่อว่าเราสูบบุหรี่แล้วเราจะไม่เป็น

คนอื่นกินเหล้าแล้วขับรถชน แต่เราเชื่อว่าถ้าเรากินแล้วเรายังขับรถไหว

คนอื่นทำงานหามรุ่งหามค่ำแล้วชีวิตพัง แต่เราเชื่อว่าเราจะยังเอาอยู่

ต้องรอให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นก่อน เราถึงจะยอมรับได้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้พิเศษไปกว่าใครเลย

เราล้วนตกอยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน หลักการที่ว่าเราไม่สามารถละเลยเรื่องอะไรได้นานเกินไป – you can’t get away with it for too long.

ลองสำรวจตัวเองนะครับว่าเรากำลังละเลยเรื่องอะไร และเรากำลังหลอกตัวเองอยู่รึเปล่า

อย่าเล่นเกมนับถอยหลังกับระเบิดเวลาแล้วคิดว่าจะชนะเลยนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ปุ่มที่ปิดทีวีคือปุ่มที่เปิดทีวี

20200325

สลักที่เอาไว้ลงกลอน คือสลักที่เอาไว้เปิดประตู

สวิทช์ที่ใช้ปิดไฟคือสวิทช์ที่ใช้เปิดไฟ

หลายปัญหา เราคิดไม่ตกเพราะเรามัวแต่สรรหาทางออก

บางทีทางออกอาจอยู่ที่ทางเข้าก็ได้นะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ สิ่งเดียวที่จัดการได้คือใจของเรา โดยพระไพศาล วิสาโล

ถือก็หนัก ไม่ถือก็ไม่หนัก

20200324

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า เคยมีพี่คนหนึ่งมาบ่นให้ฟังถึงความไม่พอใจในงานที่จัดขึ้นเมื่อคืนวันก่อน

พี่เขาพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ต่อว่าหลายคนที่ทำงานไม่ได้เรื่องอยู่ราวๆ 3-4 นาที

ผมเองได้แต่ฟังอย่างพยายามเข้าใจในความหงุดหงิดของเขา แต่อารมณ์ไม่เสียไปด้วย

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า ถ้าผมเป็นเจ้าของงานแล้วมาโดนพี่เค้าว่าอย่างงี้ ผมคงโกรธหรือไม่ก็คงอายน่าดู

คำพูดเหมือนกันเป๊ะๆ คนพูดคนเดียวกันเป๊ะๆ คนนึงฟังแล้วโกรธ คนนึงกลับฟังแล้วเฉยๆ

ความโกรธจึงไม่ได้เกิดมาจากคำพูดหรือคนพูด แต่เกิดจากคนฟัง

ถ้าคนฟังเป็น “เจ้าของ” สิ่งที่โดนต่อว่า เอาตัวตนเข้าไปรองรับคำว่านั้น คนฟังก็จะโกรธ

แต่ถ้าคนฟังไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ไม่ได้เอาตัวตนเข้าไปรองรับคนฟังก็จะไม่โกรธ

เหมือนหินที่วางอยู่ ถ้าเข้าไปแบกก็หนัก แต่ถ้าไม่แบกมันก็ไม่หนัก

แน่นอนว่าในทางทฤษฎีก็ฟังดูง่ายดาย เวลาเจอสถานการณ์จริงเรามักจะเผลอเข้าไปแบกทุกที

แต่ถ้าท่องคาถานี้ไว้ให้ขึ้นใจ “ถือก็หนัก ไม่ถือก็ไม่หนัก”

เมื่อบางครั้งอารมณ์มันหนักเกินจะรับไหว จะได้เตือนตัวเองว่าเราเลิกถือได้เสมอนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

มีเวลา แต่ไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไร

20200321

ตอนที่ชีวิตเรายุ่งๆ เราเคยคิดว่าถ้ามีเวลา เราอยากจะทำนู่นทำนี่มากมาย

อ่านหนังสือที่ดองเอาไว้ ออกกำลังกาย ฝึกทำกับข้าว ลองทำ side business

ตอนนี้เรามีเวลามากขึ้นแล้วจริงๆ เพราะสถานการณ์โควิด-19

แต่ถ้าผู้อ่านเป็นเหมือนผม อาจจะพบว่า 4-5 วันที่ผ่านมา แม้จะมีเวลามากขึ้น แต่กลับไม่ได้ทำในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเท่าไหร่

อาจเป็นเพราะเรายังไม่เคยชินกับ routine ใหม่ๆ การนอนตื่นสายได้ การอยู่บ้านทั้งวัน การต้องทำงานในขณะที่มีลูกๆ มาคอยรอจะเล่นกับเราตลอด

อีกเหตุผลก็เพราะเราอาจมีเวลาเพิ่มขึ้นมากเกินไปจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี อารมณ์ไม่ต่างกับสามล้อที่เพิ่งถูกหวย เราก็เลยใช้เวลาอย่างสุรุ่ยสุร่าย จับจ่ายมันไปกับการติดตามสถานการณ์โควิดและวิตกกังวลมากกว่าที่จะไปทำอย่างอื่นที่จริงๆ เราเคยฝันหวานว่าจะทำมาช้านาน

สัปดาห์หน้าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แน่ ตัวผมเองจะลองพยายามปรับ routine ใหม่ เพราะมันจะเป็น the new normal ไปอีกอย่างน้อยหลายสัปดาห์

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่งอยู่แล้ว ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราเครียดเพราะเราพยายามไปควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

20200319

นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนตื่นตระหนกไปกับ COVID-19

พอเราเห็นคนอื่นเครียดเราเลยรู้สึกว่าเราควรจะเครียดบ้าง

แต่ความเครียดไม่ได้ช่วยอะไร หลายครั้งมันทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วยซ้ำ

สุดท้ายเราก็ทำได้แต่สิ่งที่เราทำได้ – ล้างมือบ่อยๆ อย่าจับหน้า รักษาระยะห่าง

อีกอย่างที่เราพอจะทำได้ คือการรักษาระดับความเครียด เพราะยิ่งเครียดภูมิคุ้มกันยิ่งถดถอย

ตามข่าวได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทุกชั่วโมง ข่าวสำคัญๆ ยังไงมันก็มาถึงหูเราอยู่แล้ว และข่าวใหม่ก็คงไม่ทำให้เราเปลี่ยนสิ่งที่เราควรทำอยู่แล้ว

ควบคุมสิ่งที่ควบคุมได้ รับรู้สิ่งที่ควบคุมไม่ได้แต่อย่าไปจับจด

และใช้ชีวิตของเราต่อไปให้ดีครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ยอมเสียเปรียบบ้างก็ได้

20200316

วันก่อน “ป้าไข่” แม่บ้านของผม ทักว่าผมโอนเงินเดือนให้เธอเกินไปสองวัน เพราะผมลืมนับวันหยุด

ซึ่งผมก็ลืมจริงๆ แต่ผมก็ไม่คิดจะเอาเงินที่โอนเกินไปนั้นคืนมา หนึ่งเพราะป้าไข่ทำงานขยันขันแข็ง สองเพราะอยู่กับเรามานาน สามเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นแม่บ้านคนอื่นพอได้เงินเกินก็อาจจะเงียบๆ ไป

เงินที่ผมให้เกินไป ผมถือว่าเป็นการขอบคุณที่บางทีป้าไข่ก็ทำเกินหน้าที่ ทำงานเกินเวลาเพราะผมเองก็กลับบ้านดึกเหมือนกัน

อีกอย่าง ผมเชื่อว่าถ้าเรายอมเสียเปรียบเสียบ้าง เราจะซื้อใจคนได้

ถ้าจะเอาแฟร์ๆ ตลอดมันก็ได้เหมือนกัน แต่แฟร์สำหรับเราไม่ได้แปลว่าจะแฟร์สำหรับคนอื่นเสมอไป เพราะไม้บรรทัดของคนเราไม่เท่ากัน

และบางทีมันก็มีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างคนที่ไม่ยอมเสียเปรียบกับคนที่ไม่ยอมเสียสละ

การยอมเสียเปรียบมันคือการให้อยู่ในที ไม่ต่างอะไรกับการยอมเสียสละซึ่งเป็นการให้เช่นกัน

เมื่อเราพร้อมที่จะให้กับคนที่มีศีลเสมอกัน วันหนึ่งเมื่อเขามีโอกาสเขาก็อาจจะให้เรากลับบ้าง

เราจึงไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้แฟร์ๆ ไม่จำเป็นต้องผดุงความถูกต้องเที่ยงธรรมตลอดเวลา แค่คอยสำรวจตัวเองว่าเราไม่มีเจตนาจะเอาเปรียบใครก็พอแล้ว

แฟร์ก็ได้ เสียเปรียบก็ได้ แต่ไม่เอาเปรียบเขา

อยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นความสัมพันธ์ที่ผ่อนคลายและยั่งยืนครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

หวังน้อยๆ ทำเยอะๆ

Slide2

ระยะหลังผมถูกถามเรื่อง OKR – Objectives and Key Results ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ Intel และ Google ใช้งานกัน ส่วนองค์กรไทยกำลังตื่นตัว และช่วงนี้ก็มีหนังสือออกมาหลายเล่ม

ทุกครั้งที่ผมได้รับเชิญไปพูด ผมจะจบด้วยประโยคที่ว่า OKR ไม่ใช่ยาวิเศษ มันก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือตัวหนึ่งเท่านั้น

แม้จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่ผมพยายามจะบอกว่า อย่าไปหวังกับมันเยอะเกินไป เพราะจริงๆ แล้วมันมีปัจจัยอีกมากมายที่องค์กรจะสำเร็จหรือไม่

—–

แน่นอนว่าคนเราควรมีความหวัง

แต่ความหวังบางทีมันก็แปรเปลี่ยนเป็นความคาดหวัง

เมื่อมีความคาดหวังเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น

เพราะสมการแห่งความสุขคือ

Happiness = Reality – Expectations

ถ้าความจริงมันไม่ดีอย่างที่หวัง ความสุขก็ติดลบ

ถ้าเราไม่คาดหวัง ความจริงจะเป็นอย่างไรเราก็ยังจะพอสุขอยู่ได้

ดังนั้น อย่าไปหวังเยอะ แต่เรามีสิทธิ์ที่จะเพิ่มโอกาสสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำ

สุภาษิตของแอฟริกันบอกว่า When you pray, move your feet

สวดมนต์ได้ แต่อย่านั่งอยู่เฉยๆ ให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายด้วย

หวังน้อยๆ ทำเยอะๆ

แล้วไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราก็น่าจะพอใจกับมันได้ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer