ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา

20190824_nowatches

เราจะได้หลงระเริงอยู่ในนั้น

ในอาคารใหญ่ๆ อย่างออฟฟิศ สถานที่ราชการ หรือโรงพยาบาล เรามองเห็นนาฬิกาติดผนังได้โดยง่าย แต่ห้างสรรพสินค้าไม่มีเวลาคอยบอก นอกเสียจากในแผนกขายนาฬิกา

หลายสิ่งหลายอย่าง ถูกออกแบบมาโดยตั้งใจ

ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่น้อยวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติผลไม้ควรจะอยู่ช่วงท้ายๆ ของการเดิน เวลาหยิบใส่รถเข็นจะได้ไม่ต้องห่วงว่าอะไรจะมาทับ

แต่เหตุผลที่เขาวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ก็เพื่อให้คนรู้สึกดีที่ได้หยิบผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว จากนั้นจะซื้อของกินอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพบ้างก็ไม่เป็นไร อารมณ์คงเหมือนคนที่ออกกำลังกายมาใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่าจะกินอะไรก็ได้นั่นแหละ

หรืออย่างเมนูอาหารในร้านหรู บรรทัดแรกๆ มักจะเป็นเมนูราคาแพง แพงในระดับที่เราไม่กล้าสั่ง พอเจอรายการอื่นๆ จะได้รู้สึกว่าถูกไปโดยปริยาย

ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา ทางเข้าซูเปอร์ขายผลไม้ เมนูที่แพงจนขายไม่น่ามีใครกล้าสั่ง

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเห็น (หรือไม่เห็น) ถูกใส่มาหรือถูกละไว้โดยตั้งใจ

ขอให้เรามองออกและรู้เท่าทันกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ

เมื่อเราชอบใคร เขาทำอะไรก็เข้าตา

20190822

เมื่อเราเกลียดใคร เขาทำอะไรก็ขวางหูขวางตา

ทั้งๆ ที่เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครคนหนึ่งจะดีพร้อม หรือใครคนหนึ่งจะเลวพร้อม

เพราะเราไม่เคยเห็นเขาอย่างที่เขาเป็น เราเห็นเขาอย่างที่เราเป็นเสมอ

เป็นความพิศมัยของเราต่างหาก ที่ทำให้มองไม่เห็นข้อบกพร่องของคนที่เราชอบ

เป็นความอคติของเราต่างหาก ที่ทำให้มองไม่เห็นความดีของคนที่เราชัง

ชอบใครคนหนึ่งมากไป เราอาจติดกับ และรู้ตัวเมื่อสาย

ชังใครคนหนึ่งมากไป ทำให้เราสร้างและแบกอารมณ์ลบมากเกินความจำเป็น

ถ้าใครทำอะไรก็เข้าตา หรือใครทำอะไรก็ขวางหูขวางตา ขอให้รู้ว่ามันเป็นสัญญาณ

สัญญาณว่าสายตาของเรากำลังขมุกขมัวด้วยม่านหมอกแห่งอคติจนเราไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ตาเราเห็นจนเกินไปครับ

—–

Time Management Workshop เสาร์ที่ 7 กันยายนนี้ เต็มแล้วทั้งรอบเช้าและรอบบ่ายนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่สนใจ จะเปิดรับรุ่นต่อไปประมาณต้นปี 2563 ครับ

เราไม่สามารถทำสิ่งใดแย่ๆ ติดต่อกัน 52 ครั้งได้หรอก

20190822b

“Write a short story every week. It’s not possible to write 52 bad short stories in a row.”
-Ray Brabury

แม้ว่าเราจะเขียนไม่เก่ง แต่ถ้าลองได้เขียนบทความซัก 52 บท มันจะต้องมีซักบทความที่ดี

แม้จะไม่เคยวิ่งมาก่อน แต่ลองได้วิ่งติดต่อกันซัก 52 วัน ยังไงต้องมีซักวันที่วิ่งได้ถึง 5 กิโล

แม้จะพูดไม่เก่ง แต่ถ้าได้ซ้อม 52 รอบ มันต้องมีอย่างน้อยหนึ่งรอบที่พูดได้ดี

ถ้าเราไม่เก่งซักที ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่อาจเป็นเพราะเราใจร้อนเกินไป เมื่อลองสามสี่ครั้งแล้วไม่ได้ดังใจ เราจึงเลิกไปเสียก่อน

แม้จะไม่มีพรสวรรค์ แม้จะไม่มั่นใจสักแค่ไหน แต่ความเพียร ความไม่หยุดหย่อน ความไม่ยอมแพ้ ก็อาจยังพาเราไปถึงเป้าหมาย

เพราะเราไม่สามารถทำสิ่งใดแย่ๆ ติดต่อกันได้ถึง 52 ครั้งหรอกนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 1 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

เมื่อรถขอทาง

20190820

หรือคนรอข้ามทางม้าลาย

เราก็มีสองทางเลือก

หนึ่งคือชะลอรถให้ทางเขา สองคือกะพริบไฟสูงแล้วเร่งเครื่อง

ถ้าเราให้ทาง เราอาจจะไปถึงที่หมายช้าลงนิดนึง

ถ้าเรากะพริบไฟสูงแล้วเร่งเครื่อง เราอาจจะไปถึงที่หมายเร็วขึ้นนิดนึง แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือระดับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในใจเราที่ลดลงไปนิดนึงเช่นกัน

ถ้าเราเลือกที่จะเร่งเครื่องทุกครั้ง ปีหนึ่งนับร้อยนับพันครั้ง เราอาจจะถึงที่หมายเร็วขึ้นรวมๆ แล้วหลายสิบหลายร้อยนาที แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันคุ้มกันรึเปล่ากับความมีน้ำใจที่ลดลงทุกวันจนติดเป็นนิสัย จนกลายเป็นคนแล้งน้ำใจไปโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเห็นรถขอทาง หรือเห็นคนรอข้ามถนน ขอให้ระลึกได้ว่ามันคือโอกาสให้เราตัดสินใจ

ว่าวันนี้เราจะเลือกความเร็ว หรือจะเลือกความเป็นมนุษย์ครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 4 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

ถ้าแก้ที่ทางออกแล้วไม่ได้ผล

20190819

ลองแก้ที่ทางเข้าดู

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องตื่นเช้ามาทำงานไม่ค่อยไหว ทำงานแล้วหลุดโฟกัส หรือกินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ วิธีการนี้อาจจะช่วยได้

การหานาฬิกาปลุกเสียงดังๆ หรือการสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กดปุ่ม snooze คือการแก้ปัญหาที่ทางออก

แต่บางทีเราสามารถแก้ปัญหาที่ทางเข้าได้ด้วยการนอนให้เร็วขึ้น ซึ่งการจะนอนให้เร็วขึ้นได้ เราก็อาจจะเอามือถือวางไว้นอกห้อง หรือ “ตั้งนาฬิกานอน” ไว้ตอน 4 ทุ่มแทน พอถึงเวลา นาฬิกาส่งสัญญาณเตือน ก็พาตัวเองไปอยู่บนเตียง

ถ้าทำงานแล้วมักหลุดโฟกัส เช่นเช็คเฟซบุ๊คบ่อยๆ ก็ลองล็อกเอาท์เฟซและปิดแท็บเหล่านี้ให้เรียบร้อย เปิดไว้แค่แท็บที่จำเป็นต่อการทำงานก็พอ

ถ้ากินของที่ไม่มีประโยชน์ ก็อาจต้องโละขนมเหล่านั้นจากบริเวณโดยรอบ แล้วหาน้ำเปล่า กล้วย หรือขนมที่ดีต่อสุขภาพมาวางไว้ใกล้ๆ มือแทน

ถ้าเคยแก้ที่ทางออกแล้วไม่ได้ผล ลองแก้ที่ทางเข้าดูนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 6 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

จงเป็นของหายากสำหรับใครบางคน

20190813

หลายคนน่าจะติดตามเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง ที่เขียนโดย “คุณวิศ” วิศรุต สินพงศพร

มันคือเพจที่วิเคราะห์เรื่องฟุตบอลรวมถึงเรื่องราวอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสอย่างเจาะลึก ทุกบทความมีความยาวถึงยาวมาก อ่านแล้วรู้เลยว่าทำการบ้านมาอย่างดี ลงรายละเอียดราวกับผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอกของเรื่อง แถมการเรียบเรียงก็สละสลวยอ่านเพลินไม่มีสะดุด

เพจนี้มีคนติดตามสองแสนคน และทุกโพสต์มียอดแชร์ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งสูงกว่าเพจที่มีผู้ติดตามเป็นล้านเสียอีก

ผมเชื่อว่าที่เพจวิเคราะห์บอลจริงจังมี engagement ดีขนาดนี้เพราะเขาเป็นของหายาก

เพราะสื่อส่วนใหญ่ที่เราเห็นมักจะนำเสนอคอนเทนท์ที่ค่อนข้างฉาบฉวยหรือคอนเทนท์ที่ลอกต่อๆ กันมา ในขณะที่เนื้อหาในเพจวิเคราะห์บอลจริงจังนั้นเป็นงาน craft ที่ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงความพิถีพิถันและความตั้งใจ

—–

เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง The Game ที่เขียนโดย Neil Strauss ที่ว่าด้วยการจีบสาว

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมผู้หญิงสวยๆ ถึงมักจะลงเอยกับผู้ชายที่ดู bad boy ในขณะที่ผู้ชายแสนดีอย่างเราถึงไม่เคยจีบคนเหล่านั้นติดซักที

เพราะว่าเราทำตัวเป็นของหาง่ายไงครับ

เราเชื่อในการเอาความดีแลกความรัก (ทั้งๆ ที่ตัวจริงเราก็ไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นหรอก) เราเลยสวมบทพี่ชายที่แสนดี เพื่อเธอฉันยอมทุกอย่าง เธออยากได้อะไรฉันพร้อมหามาให้ เธอต้องการตัวเมื่อไหร่ฉันพร้อมไปหาเสมอ

โดยเราลืมนึกไปเลยว่า มีผู้ชายอีก 10 คนที่ทำเหมือนๆ กัน

ผู้หญิงสวยๆ เขาได้รับการเอาอกเอาใจและมีคนพร้อมยอมให้ทุกอย่างจนชินแล้ว

แต่พอผู้หญิงสวยได้เจอ bad boy ที่ไม่ได้ง้อ ไม่ได้ยอมทุกอย่าง และไม่ได้ว่างจะเจอเธอตลอดเวลา ผู้หญิงก็จะรู้สึกว่า เออ คนนี้แปลกดี และเริ่มสนอกสนใจเพราะเขาแตกต่างจากคนอื่นๆ

และสิ่งที่ bad boy โดดเด่นกว่าพี่ชายแสนดีคนอื่นๆ ก็คือความมั่นใจในตัวเอง ความไม่กลัวการโดนปฏิเสธ ชอบก็บอกว่าชอบไม่อ้อมค้อมหรือกระมิดกระเมี้ยน

ดังนั้น ถ้าอยากจะจีบหญิงสวยๆ ให้ติด บางทีเราก็ต้องคิดแบบ bad boy บ้าง

ไม่ใช่ให้ทำตัวเลว ไม่สน ไม่แคร์นะครับ เพียงแต่อย่ายอมมากไป อย่าตามมากไป เพราะมันเป็นสิ่งที่หาง่ายมากสำหรับผู้หญิงสวยๆ เท่านั้นเอง

—–

Justin Kerr เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงที่อายุน้อยที่สุดกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง UNIQLO และ Levi โดยที่เขาไม่เคยเลิกงานหลัง 5 โมงเย็นและไม่เคยตอบอีเมลวันเสาร์อาทิตย์เลยแม้แต่ฉบับเดียว

จัสตินเล่าให้ฟังในหนังสือ How to be great at your job ว่าเขามีคติการทำงานแค่สองอย่าง คือ be accurate และ be early

เขาจึงเช็คอีเมลก่อนส่งทุกครั้งว่าไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนที่รับงานของเขาไปว่าเขาเป็นคนที่ฝากผีฝากไข้ได้

นอกจากนี้ เขายังส่งงานก่อนเวลาเสมอ และก่อนที่จะส่งงาน ก็จะคอยแจ้งเจ้านายอยู่เป็นระยะๆ ว่างานที่เขาทำอยู่ไปถึงไหนแล้ว

และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจัสตินก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะขอความรับผิดชอบเพิ่ม

เมื่อทำงานเสร็จรวดเร็วกว่าคนอื่นๆ โดยไม่มีข้อผิดพลาด แถมยังแสดงความชัดเจนว่าพร้อมจะรับงานเพิ่ม จัสตินก็เลยเติบโตอย่างรวดเร็ว

เพราะจัสตินทำตัวเป็นคนที่หายากสำหรับหัวหน้าของเขานั่นเอง

—–

หากอยากสำเร็จกว่าใครๆ จงดูให้ดีว่าคนที่เราต้องการจะ serve นั้นต้องการอะไร สิ่งใดบ้างที่เขายังขาดอยู่

จากนั้นเราก็ต้อง fill the gap ด้วยการทำตัวให้ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ

นั่นก็คือทำตัวเป็นของหายากสำหรับเขาคนนั้นนั่นเอง

ใช้ได้ทั้งเรื่องการงาน ความสัมพันธ์ รวมถึงมิติอื่นๆ ของชีวิต

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

ป.ล. หวังว่าบล็อก Anontawong’s Musings จะเป็นของหายากสำหรับคุณเช่นกันนะครับ 🙂


 

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 11 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

เชี่ยวชาญในการโกรธ

20190810

เราทำสิ่งไหนบ่อยๆ เราก็จะเชี่ยวชาญในสิ่งนั้น

คนที่โกรธบ่อยๆ ก็จะเชี่ยวชาญในการโกรธ

คนที่นินทาคนอื่นบ่อยๆ ก็จะเชี่ยวชาญในการนินทา

คนที่อิจฉาริษยาบ่อยๆ ก็จะเชี่ยวชาญในการอิจฉา

เมื่อเราเชี่ยวชาญ สิ่งที่เราเชี่ยวชาญก็จะกลมกลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับเรา

จนเรากลายเป็นตัวโกรธ ตัวนินทา ตัวอิจฉาไปอย่างไม่รู้ตัว

เพราะฉะนั้น เลือกสิ่งที่เราอยากเชี่ยวชาญให้ดี

ถ้าสิ่งที่เราเชี่ยวชาญไม่ใช่สิ่งที่เราภูมิใจ ก็ควรทำมันให้น้อยลง

อารมณ์หนึ่งที่พอจะทดแทนกันได้ คือความ curious หรือความอยากรู้/ฉงนสนเท่ห์

แทนที่จะโกรธ ลองแทนที่ด้วยความ curious ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น

แทนที่จะนินทา ลองแทนที่ด้วยความ curious ว่าแล้วเราเป็นอย่างเขารึเปล่า

แทนที่จะอิจฉา ลองแทนที่ด้วยความ curious ว่าเราจะเรียนรู้อะไรจากเค้าได้บ้าง

เป็นเจ้าหนูจำไมนั้นไม่ทำร้ายใคร แถมมีพลังงานบวกกว่ามนุษย์ป้าขี้หงุดหงิดเยอะเลยนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน รอบบ่ายเหลือ 12 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

อย่าปล่อยให้ตัวเลขในบัญชีติดลบ

20190810c.png

ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝาก บัญชีสุขภาพ บัญชีความสัมพันธ์ หรือกระทั่งบัญชีบุญ

ทุกบัญชีเราสามารถทำ OD หรือเบิกเกินบัญชีได้ แต่ถ้าเรา OD จนเคยตัว สุดท้ายมันจะกลับมาร้ายเรา

บัญชีเงินฝาก ถ้าเบิกเกินบัญชีอย่างไม่มีวินัย สุดท้ายอาจหมุนเงินไม่ทัน ต้องกู้หนี้ยืมสิน ดอกเบี้ยที่ต้องเสียไปรวมถึงความเครียดที่ได้มาไม่คุ้มกันเลยกับความสนุกที่ได้ใช้เงินมือเติบเพียงชั่วคราว

บัญชีสุขภาพ ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง พักผ่อนไม่เพียงพอ กินแต่ของไม่มีประโยชน์ เอาแต่ทำงานหรือสังสรรค์ พออายุถึง 40 ร่างกายจะร่วงโรยได้เร็วมาก (อันนี้คนอื่นบอกผมมา)

บัญชีความสัมพันธ์ ถ้าเราเอาแต่คิดถึงตัวเอง ไม่ได้เอาใจเขามาใส่ใจเรา ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันย่อมร่อยหรอ หลงเหลือเพียงอารมณ์ติดลบ แทนที่จะได้พึ่งพากันเลยกลายเป็นคู่เวรคู่กรรมกันไปได้

บัญชีบุญ หากเราโชคดีกว่าคนอื่นเขา นั่นก็เพราะว่าสิ่งที่เราเคยทำเอาไว้ในอดีตมันออกดอกออกผล ดังนั้นถ้าอยากให้ตัวเราในอนาคตสุขสบาย ก็ควรแบ่งปันให้กับคนที่โชคดีน้อยกว่าเราด้วย

ไม่ว่าจะบัญชีอะไร ก็อย่าชะล่าใจ และอย่าปล่อยให้ติดลบจนนานเกินไป

ไม่อย่างนั้น ในวันที่โดนคิดบัญชี เงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นสูงลิบแน่นอนครับ

—–

รับสมัคร Time Management สองรอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน รอบเช้าเหลือ 3 ที่ รอบบ่ายเหลือ 12 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ทำเยอะเท่าไหร่ก็แทนกันไม่ได้

20190806

วันนี้ยังไม่ใช่วันศุกร์ แต่อยากให้ฟังนิทานเรื่องหนึ่งจากอาจารย์โกเอ็นก้าครับ

มีเด็กชายที่ยากจนมากสองคนยังชีพด้วยการขอทาน ทั้งสองออกไปขอทานด้วยกันทุกวัน ทั้งคู่ต่างเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เด็กคนหนึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด ส่วนอีกคนหนึ่งตาดี ทำหน้าที่คอยช่วยนำทางให้ ทั้งสองคนจะพากันเข้าเมืองทุกวัน เพื่อไปขอทานและจะกลับมากินอาหารด้วยกัน

วันหนึ่งเด็กตาบอดไม่สบาย เป็นไข้สูง เพื่อนตาดีจึงพูดว่า “เธอไม่สบาย ไม่ควรเข้าไปในเมือง จงนอนพักผ่อนรออยู่ที่นี่ ฉันจะไปขออาหารเอง ขอได้แล้ว ฉันจะนำอาหารกลับมา เธอรออยู่ที่นี่นะ”

แล้วเขาก็ออกไปคนเดียว บังเอิญวันนั้นมีคนให้อาหารที่อร่อยมากอย่างหนึ่ง เรียกว่า คีร์ ซึ่งเป็นอาหารเหลวทำจากนมผสมข้าว น้ำตาล ผลไม้แห้ง และอื่นๆ มีรสชาติอร่อยมาก เด็กขอทานตาดีดีใจมาก แต่ไม่มีภาชนะใส่ จึงไม่สามารถนำกลับมาให้เพื่อนขอทานตาบอดได้ เขาจึงตัดสินใจกินเองทั้งหมด

แต่ด้วยความซื่อตรงก็กลับมาเล่าให้เพื่อนตาบอดของเขาฟังว่า “วันนี้ฉันได้กินคีร์ ขนมทำจากนม แต่นำกลับมาให้เธอไม่ได้ เพราะฉันไม่มีภาชนะใส่”

เด็กตาบอดได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า “ไม่เป็นไรที่เธอนำขนมกลับมาให้ฉันไม่ได้ แต่อย่างน้อยช่วยบอกฉันว่า ขนมที่ทำจากนมที่เรียกว่าคีร์นี้เป็นอย่างไร”

เพื่อนขอทานตาดีอธิบายว่า “มันมีสีขาว”

“แล้วสีขาวเป็นอย่างไร” เด็กตาบอดถาม เพราะเขาตาบอดมาแต่กำเนิด

“เธอไม่รู้จักสีขาวหรือ”

“ไม่ ! ฉันไม่รู้ว่าสีขาวเป็นอย่างไร”

“สีขาวคือไม่ดำ”

“แล้วสีดำเป็นอย่างไร”

“เธอไม่รู้จักสีดำหรือ”

“ไม่รู้ ฉันไม่รู้จักสีดำ”

“เธอไม่รู้จักสีดำ ไม่รู้จักสีขาว เธอเป็นคนแบบไหนกันนี่ !”

เด็กขอทานตาบอดยอมรับว่า “ฉันไม่รู้ ทำอย่างไรได้ ฉันไม่รู้จักสีขาว ฉันไม่รู้จักสีดำ เธอช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจด้วย”

เด็กชายตาดีหานกกระเรียนสีขาวมาได้ตัวหนึ่ง เขานำมาให้เพื่อนตาบอด พร้อมกับพูดว่า

“ดูซิ สีขาวคือเหมือนนกกระเรียนตัวนี้”

เด็กตาบอดพูดด้วยความดีใจว่า “คราวนี้ฉันจะได้รู้เสียทีว่าสีขาวเป็นอย่างไร” เด็กตาบอดใช้มือคลำนก

“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้วว่าสีขาวเป็นอย่างไร สีขาวต้องอ่อนนุ่มมากใช่ไหมนี่”

เด็กตาดีร้องว่า “ไม่ใช่ อ่อนนุ่มอะไรกัน สีขาวไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความอ่อนนุ่ม หรือความหยาบ หรือความแข็ง ขาวก็คือขาว เธอต้องเข้าใจสีขาวสิน่า”

เด็กตาบอดพูดว่า “เธอบอกว่ามันเหมือนนกกระเรียนตัวนี้ ฉันจับดูแล้ว มันอ่อนนุ่มมาก แต่นี่เธอกลับบอกว่าไม่ใช่ความอ่อนนุ่ม แล้วมันคืออะไรกันแน่”

เด็กตาดีปลอบว่า “พยายามเข้าใจหน่อยซิ สีขาวน่ะ ขาวเหมือนนกตัวนี้” เด็กตาบอดพูดว่า “เอาล่ะ ฉันจะพยายามใหม่”

แล้วเขาก็พยายามคลำอีกครั้ง โดยเริ่มจากปากนกลงไปจนทั่วตัว

“อ๋อ คราวนี้ฉันเข้าใจแล้ว สีขาวก็คือความคด ขนมที่ทำจากนมที่เรียกว่าคีร์นี้ ก็จะต้องมีลักษณะคด”

—–

คนเรามีสัมผัสทางกายภาพได้ 5 รูปแบบคือ ตาดู หูได้ยิน ลิ้นลิ้มรส จมูกดมกลิ่น กายสัมผัส

ประสาทสัมผัสแต่ละอย่างไม่สามารถทำงานแทนกันได้

ตาไม่อาจได้ยิน หูไม่อาจลิ้มรส ลิ้นไม่อาจดมกลิ่น จมูกไม่อาจสัมผัส กายไม่อาจมองเห็น

สำหรับคนหูหนวก แม้ว่าจะตาคมชัดหรือจมูกไวแค่ไหนก็ไม่สามารถได้ยินเสียงที่ดังกึกก้องอย่างฟ้าผ่าได้

สำหรับเด็กตาบอดในนิทาน ต่อให้ใช้ประสาทสัมผัสที่เหลือทั้งสี่ก็ไม่อาจเข้าใจสีขาวได้

—–

เชื่อว่าเราทุกคนน่าจะรู้จักคนที่บ้างาน บ้าออกกำลังกาย บ้าชอปปิ้ง บ้าทำบุญ ฯลฯ

บางคนทำงานเสียจนไม่มีชีวิตนอกที่ทำงาน ก็เลยใช้เวลาอยู่กับงานมากยิ่งขึ้น เช้าก็ทำงาน ดึกก็ทำงาน วันหยุดก็ทำงาน จนงานกลายมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวของเขา

หรือบางคนก็สนุกกับการซื้อของมาก ซื้อให้ตัวเอง ซื้อให้ภรรยา ซื้อให้ลูก ซื้อจนมีของกองเต็มบ้าน

ส่วนบางคนก็ตระเวนสายทำบุญ ถือศีลกินเจ นุ่งขาวห่มขาว วัดไหนดีวัดไหนหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์เขาไปมาหมดแล้ว

แต่ประเด็นก็คือเรื่องเหล่านี้มันทำหน้าที่แทนกันไม่ได้

ต่อให้ทำงานเยอะแค่ไหน ได้โปรโมตหรือได้เงินเดือนดีเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น

ต่อให้ซื้อของให้ลูกเยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าเราไม่มีเวลาให้กับเขา ก็อย่าหวังว่าลูกจะรักเรามากขึ้น

หรือต่อให้ทำบุญมากแค่ไหน หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่ แต่ตราบใดที่เราไม่ได้ทำงานอย่างขยันขันแข็งและเฉลียวฉลาด ก็อย่าหวังว่าบุญจะดลบันดาลให้เราเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน

อย่าพยายามใช้กายสัมผัสเพื่อเข้าใจสีขาว อย่าทุ่มเทกับงานเพื่อจะได้มีเงินแล้วหวังว่าเงินจะเยียวยาทุกอย่าง

มิติไหนของชีวิตที่บกพร่อง เราต้องแก้ที่จุดนั้น

เพราะเรื่องบางเรื่องมันทดแทนกันไม่ได้จริงๆ ครับ

—–

รับสมัคร Time Management รุ่นสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 6 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ใส่ใจสิ่งที่เราจะไม่ทำ

201707181

“Focus on what not to do”
-Ayodeji Awosika

เพราะสิ่งที่เราต้องทำมันมีเยอะเหลือเกิน การจะโฟกัสว่าจะทำสิ่งไหนบ้างอาจจะลำบากเกินไป

เหมือนในหนังสือ What got you here won’t get you there ของ Marshall Goldsmith ที่บอกว่า ถ้าคุณอยากเป็นหัวหน้าที่ดี คุณไม่ต้องทำดีอะไรมากมาย แค่อย่าทำตัวเลวๆ ก็พอ – Don’t be a jerk

หรือคนปกติอย่างเราๆ จะเป็นคนดีได้อย่างไร คิดแล้วอาจจะปวดหัว แต่ถ้าบอกกับตัวเองว่าให้รักษาศีล 5 เอาไว้ ซึ่งก็คือการละเว้นต่อการเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น เราก็เป็นคนดีขึ้นอีกสเต็ปหนึ่งแล้ว

ผมเองเคยมีปัญหาตื่นสายวันเสาร์ ทำให้ตารางอะไรหลายๆ อย่างรวนไปหมด พอสำรวจตัวเองว่าต้นเหตุเกิดจากการที่อ่านการ์ตูนบนไอแพดคืนวันศุกร์แล้วมักจะนอนดึกกว่าปกติ ก็เลยบอกตัวเองว่าจะไม่เล่นไอแพดคืนวันศุกร์แล้ว ทดลองมาสามสัปดาห์ก็ได้ผลดีทีเดียว

ลองหาต้นเหตุของปัญหา แล้วใส่ใจที่จะไม่ทำสิ่งนั้น ก็น่าจะช่วยชีวิตให้ดีขึ้นได้ในหลายมิตินะครับ