อย่าเอาหัวมุดทราย

20181015_headinthesand

เวลานกกระจอกเทศเห็นศัตรู มันจะชอบเอาหัวมุดทราย เพราะมันเชื่อว่าถ้ามันมองไม่เห็นศัตรู ศัตรูก็จะมองไม่เห็นมัน

ซึ่งเป็นตรรกะวิบัติขนานแท้

แต่จะไปโทษมันก็ไม่ได้เพราะมันเป็นเพียงนกกระจอกเทศ

แม้แต่มนุษย์เราที่ฉลาดกว่านกกระจอกเทศหลายเท่าก็ยังมีอาการอย่างนี้เช่นกัน

ไม่ยอมไปหาหมอ เพราะกลัวจะตรวจเจอโรคร้าย

ไม่ยอมคุยกับพนักงานที่มีปัญหา เพราะมันไม่ comfortable

ไม่เคยสำรวจสุขภาพการเงินของตัวเอง เพราะไม่อยากมานั่งเครียด

แต่การทำเป็นไม่มองเห็นปัญหา ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะหายไปซักหน่อย จริงมั้ย?

จริงๆ แล้วการเอาหัวมุดดินแล้วหลอกตัวเองว่าศัตรูมองไม่เห็นเรานี่มันยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

อย่าทำตัวเป็นนกกระจอกเทศเลยนะครับ

——

ป.ล. จริงๆ แล้วความเชื่อที่ว่านกกระจอกเทศเอาหัวมุดดินเพื่อหลีกเลี่ยงศัตรูเป็นความเชื่อที่ผิดครับ แต่ผมว่ามันช่วยให้เห็นภาพดีเลยขอนำมันมาใช้ ขอโทษทีนะนกกระจอกเทศ

ถ้าเราไม่แฮปปี้กับชีวิต

20181014_unhappywithlife

มันก็มีทางเลือกสองทาง

หนึ่ง คือทนอยู่กับความไม่แฮปปี้ต่อไป

สอง คือลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรซักอย่าง

คนส่วนใหญ่เลือกทางแรก เพราะถึงจะไม่แฮปปี้ แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มชินกับมันแล้ว

ทางที่สองอาจมีคนเลือกไม่มากนัก เพราะมันเหนื่อยกว่า แถมเปลี่ยนแล้วก็ไม่แน่ว่าชีวิตจะดีขึ้นรึเปล่า

แต่ชีวิตคือการลองผิดลองถูก

ถ้าลองแล้วผิดก็ไม่เห็นเป็นไร ยังไงก็ลองใหม่ได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าลองแล้วถูกแม้เพียงครั้งเดียว ผลลัพธ์อาจจะคุ้มค่ากับที่ผิดมาเป็นร้อยก็ได้นะครับ

ลงแรงผิดที่

20181010_wrongfocus

“We spend more time worrying about the cover than we spend writing the book, more energy answering the trolls than serving our best customers, more money on concealer and blush than on healthy food.”

“เราใช้เวลาไปกับการทำปกหนังสือมากกว่าการเขียนหนังสือ เราลงแรงไปกับการตอบโต้นักเลงคีย์บอร์ดมากกว่าการลงแรงเพื่อดูแลลูกค้าที่ดีที่สุดของเรา เราใช้เงินซื้อคอนซีลเลอร์และบลัชออนมากกว่าซื้ออาหารดีๆ กิน”

-Seth Godin

เหตุผลที่เราลงแรงผิดที่นั้นน่าจะมีสองข้อ

หนึ่ง เพราะเรามักเผลอคิดว่าเรื่องเร่งด่วนคือเรื่องสำคัญ

สอง เพราะการแก้ที่เปลือกนั้นง่ายกว่าการแก้ที่แก่น

แต่เราต้องระลึกเสมอว่าเรื่องสำคัญไม่เคยตะโกน และการทำอะไรอย่างผิวเผินนั้นไม่เคยยั่งยืน

ลองสำรวจตัวเองตอนนี้ ว่าที่เราวุ่นวายในแต่ละวันนั้น เรากำลังวุ่นวายกับเปลือกอยู่รึเปล่า

วุ่นวายกับเปลือกก็สนุกดี แต่สุดท้ายมันจะเป็นแค่เกมไร้สาระ

แก้ที่แก่นเหนื่อยกว่าแน่นอน แต่ถ้าทำได้ก็สบายไปอีกยาวเลยนะครับ

ทำสิ่งที่ถูกด้วยเหตุผลที่ผิด

20181010_wrongreason

อาจเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้

หญิงสาวใส่เข็มขัดนิรภัย เพราะเห็นด่านตำรวจ

ผู้ชายอ้วนๆ คนหนึ่งลุกขึ้นมาออกกำลังกายจนดูดี เพราะอยากให้แฟนเก่าที่ทิ้งเค้าไปรู้สึกเสียดาย

ชาวบ้านไม่กล้าตัดต้นไม้ เพราะเชื่อว่ามีรุกขเทวดาอาศัยอยู่

เหตุผลเหล่านี้อาจฟังดูไม่เข้าท่าสำหรับคนบางคน

ถ้าจะใส่เข็มขัดนิรภัย ก็เพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่เพราะกลัวโดนค่าปรับ

ถ้าจะดูแลสุขภาพ ก็เพราะว่ารักตัวเอง ไม่ใช่เพื่อประชดแฟนเก่า

ถ้าจะไม่ตัดต้นไม้ ก็เพราะว่ารักธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะกลัวเกรงสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้

แต่ก็อีกนั่นแหละ เราเป็นใครถึงไปตัดสินเขา

ถ้ามันทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น และมันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน มันก็น่าจะโอเคไม่ใช่เหรอ?

เหมือนเด็กน้อยที่ตอนแรกกินยาเม็ดไม่ได้ ก็ต้องกินยาน้ำหวานๆ ไปก่อน คงไม่มีใครโทษคนผลิตยาว่าทำให้เด็กฟันผุ เดี๋ยวพอเด็กมันโตขึ้นมันก็กินยาเม็ดได้เอง

การทำสิ่งที่ถูกด้วยเหตุผลที่ผิด ยังไงน่าจะก็ดีกว่าทำสิ่งที่ผิดด้วยเหตุผลที่(คิดว่าตัวเอง)ถูกนะครับ

ใช้ชีวิตแบบส่งๆ

20181009_unintentionallife

เมื่อชีวิตมันวุ่นวาย และเรื่องที่ต้องทำมีมากมาย หลายครั้งเราจึงใช้ชีวิตแบบส่งๆ

กินข้าวก็กินแบบส่งๆ

ทำงานก็ทำแบบส่งๆ

คุยก็คุยแบบส่งๆ

ขนาดเล่นมือถือยังเล่นแบบส่งๆ เลย

ถ้าใช้ชีวิตแบบส่งๆ แล้วเริ่มรู้สึกว่ามันไม่เวิร์ค ก็น่าลองอีกฝั่งนึงแทน

คือการใช้ชีวิตอย่างมีเจตนา

กินข้าวก็กินอย่างมีเจตนา

ทำงานก็ทำอย่างมีเจตนา

คุยก็คุยอย่างมีเจตนา

แม้แต่เล่นมือถือก็เล่นอย่างมีเจตนา

ใช้ชีวิตให้เต็มไปด้วยเจตนา อาจเหนื่อยพอๆ กับใช้ชีวิตแบบส่งๆ

แต่พอหมดวันแล้วน่าจะรู้สึกดีกว่ากันเยอะครับ

ชีวิตโหมด Autopilot

20181004_autopilot

มีหลายกิจกรรมในชีวิตเราที่ทำได้โดยไม่ต้องคิด เช่นแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถไปทำงาน

เราสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ด้วยโหมด autopilot เพราะเราทำบ่อยจนคุ้นเคย ทำบ่อยจนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว

โหมด autopilot มีข้อดีที่ประหยัดพลังงาน เช่นเวลาเราขับรถ เราแทบไม่เคยต้องใช้ความตั้งใจในการเปลี่ยนเกียร์-เปิดไฟเลี้ยว-ดูกระจกเลย ต่างกับตอนหัดขับรถครั้งแรก ซึ่งต้องใช้ความตั้งใจและพลังงานอย่างมหาศาล

แต่โหมด autopilot ก็มีข้อเสียตรงที่ทำให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างโดยไม่มีสติ

– ตื่นเช้ามาคว้ามือถือมาเช็คก่อน
– เปิดมือถือขึ้นมาก็ไถเฟซทันที
– ถึงออฟฟิศปุ๊ปเช็คอีเมลปั๊ป
– กินข้าวเมื่อไหร่ก็ต้องเล่นมือถือเมื่อนั้น
– เวลาทำงานเบื่อๆ ก็เข้ายูทูบดูนักร้องเกาหลี

ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กินเวลาวันละชั่วโมง หนึ่งปี 365 ชั่วโมง 3 ปีก็พันกว่าชั่วโมง

เป็นหนึ่งพันชั่วโมงที่เอาไปทำอะไรสร้างสรรค์ได้มากมาย

คงจะดี ถ้าเราสร้างโหมด autopilot ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราจริงๆ

– ตื่นเช้าขึ้นมาเข้าห้องน้ำล้างหน้าแล้วมานั่งสมาธิซัก 10 นาที
– เปิดมือถือขึ้นมาเรียนศัพท์ใหม่ 5 คำ
– ถึงออฟฟิศปุ๊ปนั่งลงวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไร 3 อย่างให้สำเร็จ
– กินข้าวเมื่อไหร่ก็คุยกับเพื่อนที่นั่งกินข้าวด้วยกัน
– เวลาทำงานเบื่อๆ ก็ลุกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสาย เข้าห้องน้ำห้องท่า ทักทายเพื่อนต่างทีม

ใช้ Autopilot ให้เป็น แล้วเราจะได้ประโยชน์จากมันเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ถ้าทำเร็วที่สุดแล้วก็ยังไม่ทัน

20181002_fastest

งั้นลองช้าลงบ้างดีมั้ย?

ทำช้าๆ อาจเสร็จก่อนทำเร็วๆ

ทำทีละอย่าง อาจเสร็จเร็วกว่าทำทีละสองอย่าง

ทำวันละ 8 ชั่วโมง อาจได้งานมากกว่าทำวันละ 12 ชั่วโมง

ทำแล้วหยุดพักบ่อยๆ อาจเสร็จก่อนทำโดยไม่หยุดพัก

เพราะประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่สติ

สติที่จะเลือกว่าจะทำอะไร จะไม่ทำอะไร

อะไรที่จะทำเอง อะไรที่จะขอความช่วยเหลือ อะไรที่จะยังไม่ทำตอนนี้

ถ้าเร็วแล้วมันขุ่นมัวนัก ช้าลงนิดแล้วอะไรๆ อาจจะชัดเจนขึ้นนะครับ

พลาดคนที่ใช่

20180924_falsepositive

ดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่

เคยได้ยินคำว่า false positive กับ false negative มั้ยครับ?

คำนี้น่าจะถูกเริ่มใช้ในแวดวงการแพทย์ก่อน ว่าด้วยความผิดพลาดในผลการตรวจและการวินิจฉัย

false positive คือการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่ได้เป็นโรค เช่นตรวจผลเอ็กซ์เรย์แล้วหมอบอกว่าคุณเป็นมะเร็งปอดนะ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น

false negative คือการวินิจฉัยว่าคุณไม่ได้เป็นโรค แต่จริงๆ แล้วคุณเป็น

ตอนที่แฟนตั้งครรภ์ลูกคนแรก เราซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มา แล้วผลก็คือบนแถบมีขีดขึ้นสองขีด ผมเล่าเรื่องนี้ให้เจ้านายที่คนอังกฤษฟัง เขาก็แสดงความยินดี พร้อมทั้งบอกว่าการตรวจแบบนี้มันไม่มี false positive มีแต่ false negative คือถ้าขึ้นสองขีดแสดงว่าท้องชัวร์ แต่ถ้าขึ้นขีดเดียว อาจจะท้องหรือไม่ท้องก็ได้

—–

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ผมยังได้เห็นคำนี้อีกครั้งในหนังสือ How Google Works ที่เขียนโดย Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google และ Jonathan Rosenberg อดีต SVP of Products ของ Google

กูเกิ้ลเป็นบริษัทที่ได้รับใบสมัครปีละ 2 ล้านฉบับ ดังนั้นจึงมีกระบวนการคัดคนที่เข้มข้นมาก

แต่ถึงจะเข้มข้นเพียงใด ก็ย่อมต้องมีโอกาสผิดพลาดได้ และความผิดพลาดก็มีสองแบบคือ false negative กับ false positive

false negative คือแคนดิเดตที่กูเกิ้ลตัดสินใจไม่รับ (เพราะนึกว่าไม่เหมาะกับกูเกิ้ล) แต่จริงๆ แล้วเป็นคนที่เก่งและเหมาะกับกูเกิ้ลมาก

ส่วน false positive ก็คือแคนดิเดตที่กูเกิ้ลตัดสินใจรับเข้ามา แต่แล้วก็พบว่าคนๆ นี้ไม่เหมาะกับกูเกิ้ลเลย

เอริกบอกว่าเขาไม่กลัว false negative แต่เขากลัวมากเรื่อง false positive

ซึ่งฟังดูก็เมคเซ้นส์ เพราะแม้กูเกิ้ลจะพลาดได้คนดีๆ ไปหนึ่งคน แต่ยังมีคนดีๆ อีกนับพันนับหมื่นที่จ่อคิวรออยู่

แต่ถ้ากูเกิ้ลตัดสินใจพลาด รับคนไม่ดีมาหนึ่งคน คนๆ นั้นย่อมส่งผลเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งเสียเวลาในการเทรน ค่าใช้จ่ายเรื่องเงินเดือน ผลกระทบที่มีต่อลูกทีม และสุดท้ายถ้าพนักงานคนนั้นปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องหาคนมาแทนแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่

การพลาดคนที่ใช่จึงไม่อันตรายเท่ากับการได้คนที่ไม่ใช่มาร่วมทีม

ที่ Wongnai ที่ผมทำงานอยู่ก็ค่อนข้างซีเรียสในการคัดคนที่ใช่พอสมควร เจอ false negative ไม่เป็นไร ขออย่าให้มี false positive ก็พอ

เรื่อง false negative / false positive นี่เอาไปใช้ได้กับหลายอย่างในชีวิตนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกงาน การเลือกคู่ การเลือกครู หรือการเลือกคู่ค้าครับ

หลายสิ่งหลายอย่าง เราคิดเองเออเองทั้งนั้น

20180923_kideng

ไม่กล้ารับงานยากๆ เพราะกลัวทำไม่ได้

ไม่กล้ากลับบ้านเร็วกว่าเพื่อนในทีม (ทั้งๆ ที่ตัวเองทำงานเสร็จแล้ว) เพราะกลัวว่าจะโดนมองไม่ดี

ไม่กล้านำเสนอวิธีการทำงานที่ดีกว่านี้ เพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ

ไม่กล้าออกจากงานที่ไม่สนุก ไม่มีโอกาสพัฒนา เพราะกลัวว่าจะหางานอื่นไม่ได้

ทั้งหมดนี้ สามารถย่อยเหลือเป็นปัญหาแค่สองข้อ

1. เราประเมินความสามารถในการทำนายอนาคตของเราสูงเกินไป
2. เราประเมินความสามารถในการปรับตัวของเราต่ำเกินไป

นิ้วกลมเคยสัมภาษณ์พี่เก้ง จิระ มะลิกุลแห่ง GTH และ GDH ว่าการทำหนังร้อยล้านมีปุ่มกดมั้ย ประมาณว่าถ้ากดปุ่มนี้ร้อยล้านแน่นอน พี่เก้งตอบว่า “มี” แต่ปุ่มมันเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ หนังเรื่องนี้กดปุ่มนี้ได้ร้อยล้าน หนังเรื่องหน้ากดปุ่มเดิมกลับเจ๊งไม่เป็นท่า

คำตอบก็คือไม่มีนั่นเอง

ลองนึกถึงศิลปินที่เราชื่นชอบ แล้วถามตัวเองว่าเราร้องเพลงเขาได้ทุกเพลงมั้ย หรือเพลงเขาดังทุกเพลงรึเปล่า คำตอบก็คือไม่

แต่ถามว่าตอนทำเพลง เขาตั้งใจทำทุกเพลงมั้ย คำตอบก็คือใช่ คงไม่มีศิลปินคุณภาพคนไหนบอกว่า อัลบั้มนี้ทำ 10 เพลง ตั้งใจทำให้ดังแค่ 3 เพลงพอ ที่เหลืออีก 7 เพลงก็ทำส่งๆ ไป

เพราะในแง่คนทำงาน เขาต้องทำให้ดีที่สุดทั้ง 10 เพลงอยู่แล้ว ส่วนเพลงไหนจะเด่น เพลงไหนจะดัง ก็ขึ้นอยู่กับแฟนเพลง เขาไม่สามารถคาดเดาหรือกำหนดอนาคตได้

ขนาดเจ้าของค่ายหนังหรือศิลปินชื่อดังยังไม่สามารถทำนายอนาคตได้ ทำไมเราถึงคิดว่าเราจะทำนายอนาคตได้?

หลายสิ่งหลายอย่าง เราจึงคิดเองเออเองทั้งนั้น

ดังนั้น ถ้ากำลังกลัวอะไรบางอย่าง ลองสำรวจความคิดเองเออเองของเราให้ดีนะครับ

เพราะมันอาจจะผิดก็ได้

และวิธีเดียวที่จะพิสูจน์ว่าที่เราคิดนั้นถูกหรือผิด คือต้องลองดูเท่านั้น

อย่าให้ชีวิตต้องพลาดโอกาสดีๆ ด้วยการคิดเองเออเองเลยนะครับ

เสพก่อนผ่อนทีหลัง

20180922_consumefirst

วันนี้มาเขียนค่ำหน่อย เพราะเพิ่งกลับมาจากการจัด Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ไปครับ

ผมพูดเรื่อง Storytelling ส่วน “ผึ้ง” แฟนผมพูดเรื่อง Powerpoint

การสอนจบไปด้วยดี แต่นักเรียนคงไม่รู้ว่ากว่าจะมาสอนวันนี้ได้ ผึ้งต้องตื่นนอนตอนตี 3 มาตลอดทั้งสัปดาห์เพื่อมานั่งทำสไลด์ก่อนไปทำงาน

—–

ธรรมดาที่บ้านผมจะไม่กินข้าวเย็น ส่วนใหญ่จะกินแค่ผลไม้หรือซุปเห็ด

แม่ผมเอาทุเรียนมาให้เมื่อต้นสัปดาห์ ผึ้งก็เลยได้กินหนึ่งเม็ดตอนค่ำวันจันทร์ และอีกหนึ่งเม็ดตอนค่ำวันพุธ

และทั้งสองครั้ง ผึ้งก็จะบ่นในเช้าวันถัดมาว่านอนไม่สบายเลย ไม่น่ากินทุเรียนเข้าไปเลย

—–

ไม่ได้อยากจะเอาแฟนมานินทา เพียงแต่ว่ามันเป็นพฤติกรรมที่น่าสนใจ

พฤติกรรมของการเสพก่อนผ่อนทีหลัง

ทุเรียนนี่เห็นภาพง่ายหน่อย คือกินทุเรียนก่อน ได้เสพความอร่อยก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวตลอดทั้งคืน

ส่วนการที่แฟนผมไม่ยอมทำสไลด์แต่เนิ่นๆ ก็คือการเสพความสบายในวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วผ่อนจ่ายด้วยการตื่นนอนตี 3 ติดต่อกันในวันธรรมดา

ไอ้อาการเสพก่อนผ่อนทีหลังนี่ผมว่าเป็นกันทุกคนนะครับ จะมากหรือจะน้อยเท่านั้นเอง

คำถามคือทำไมเราถึงทำตัวกันอย่างนี้?

คำตอบที่ผมพอจะนึกได้ก็คือ เพราะตอนที่เรากำลังจะเสพสิ่งนั้นมันดูเหมือนจะฟรี

ทุเรียนเม็ดนี้มีคนให้มาฟรีๆ และบัดนี้มันก็ถูกใส่จานวางอยู่ตรงหน้าแล้ว แค่ตักเข้าปากก็อร่อยได้ทันที

เมื่อความสุขรออยู่ตรงหน้า ใครเล่าจะไม่คว้าไว้

แต่เราลืมไปว่าทุกอย่างมีราคาของมัน อาจจะคิดเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่เราก็ต้องจ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ดูบอลแชมเปียนส์ลีก ได้เชียร์ทีมรัก แต่ผ่อนจ่ายด้วย productivity ที่รวนไปทั้งสัปดาห์

ช็อปกระหน่ำช่วง flash sale ได้ฟินจากการซื้อของถูก แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยพื้นที่ในบ้านที่หายไป

เข้าเฟซบุ๊คที่ทำงานทุกๆ 15 นาที ได้รู้เรื่องชาวบ้าน แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยสมาธิที่สั้นลงทุกวัน

อะไรก็ตามที่เราซื้อแบบผ่อนนั้น ย่อมมีดอกเบี้ยแฝงอยู่ด้วยทุกครั้ง ต้นทุนมันจึงแพงกว่าการอดเปรี้ยวไว้กินหวานแน่นอน

ก่อนจะปล่อยตัวปล่อยใจไหลตามกิเลส หากเราคำนึงถึงราคาทั้งหมดที่ต้องจ่ายในวันหลัง ก็น่าจะพอลดพฤติกรรมเสพก่อนผ่อนทีหลังได้บ้างนะครับ

—–

ป.ล. บทความนี้ขออนุญาตผึ้งก่อนเขียนแล้ว