ถ้าตอบไม่ได้ว่ากลัวอะไร ก็ทำไปเถอะ

20200429b

เพราะหลายครั้งความกลัวก็เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

พอกลัวอะไรก็ไม่รู้ เราก็มักเลือกที่จะไม่ไปต่อ เลือกที่จะอยู่เฉยๆ เลือกที่จะประวิงเวลา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย

ส่วนเพื่อนซี้ของคำว่ากลัวก็คือคำว่า “เกรงใจ” เกรงใจหัวหน้า เกรงใจลูกน้อง เกรงใจเพื่อน ทั้งๆ ที่ถ้าใครจะขอเรื่องเดียวกันนี้กับเรา เรากลับไม่เห็นรู้สึกว่าจะต้องมาเกรงใจเลย

ที่เราบอกว่าเกรงใจๆ นั้นจริงๆ แล้วเราแค่กลัวว่าเค้าจะมองเรายังไงต่างหาก

ถ้าจับตัวได้ว่าตัวเองกำลังผัดผ่อนเรื่องอะไรบางอย่าง ด้วยเหตุผล “กลัวแต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร” หรือ “เกรงใจแต่ไม่รู้จะเกรงใจไปทำไม” ลองใช้มันเป็นป้ายบอกทางให้เราลงมือนะครับ

ลงมือด้วยการยกหูโทรไปคุย ลงมือด้วยการเอ่ยปากถาม ลงมือด้วยการเดินหน้า

เลิกกลัวและเลิกเกรงใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชีวิตจะได้ไปต่อได้ครับ

คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า

20200228_AnontawongMusingSlides

นี่เป็นประโยคกินใจจากหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิ ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์แห่งพอดคาสท์และบล็อก Nopadol’s Story

ถ้าเราเรารักสิ่งใด เราจะมีเวลาให้สิ่งนั้น

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับผมตอนเรียนมหาลัย ตอนที่ผมบอกว่าไม่มีเวลาเล่นดนตรีเลย

“ถ้านายเห็นว่ามันสำคัญ นายจะมีเวลาให้มันเอง”

พูดถึงคำว่า “สำคัญ” สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง “ปรายฝน” ลูกสาวก็เปรยขึ้นว่าไม่อยากไปโรงเรียน

“ไม่ไปโรงเรียนไม่ได้นะลูก การไปโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญนะ”

“สำคัญแปลว่าอะไรอ่ะแด๊ดดี้”

งานเข้าละ จะอธิบายคำนี้กับเด็กสี่ขวบยังไงดี

“สำคัญก็แปลว่า…ก็เหมือนที่ปรายฝนเป็นคนสำคัญของแด๊ดดี้ไง เป็นคนสำคัญของมัมมี่ด้วย”

“คนสำคัญแปลว่าอะไรอ่ะ”

“ก็…แปลว่าเป็นคนที่แด๊ดดี้รัก เป็นคนที่แด๊ดดี้อยากใช้เวลาอยู่ด้วยเยอะๆ ไง!”

พูดจบก็รู้สึกกระดากปากตัวเองเพราะในมือยังถือมือถืออยู่ ผมเลยวางมือถือลงแล้วคว้าลูกมานอนกอดกลิ้งไปกลิ้งมา ปรายฝนหัวเราะชอบใจ

—–

เรากำลังให้เวลากับสิ่งใด ก็แสดงว่าเรากำลังให้ความสำคัญและความรักกับสิ่งนั้น

แม้ว่าบางทีมันจะเป็นเรื่องหน้าที่ก็ตาม น้อยคนนักที่จะให้เวลากับลูกมากกว่าให้เวลากับงาน เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็คงมีงานทำได้ไม่นาน

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อเราทำงานเสร็จแล้ว (ซึ่งจริงๆ มันไม่มีวันเสร็จหรอกนะ) เราใช้เวลาที่เหลือทำอะไรบ้าง มันจะเป็นตัวบอกว่าแท้จริงแล้วเราให้ความสำคัญกับอะไร

ถ้าเราออกกำลังกาย กินดี นอนพอ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับสุขภาพ

ถ้าเราอ่านหนังสือ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการเรียนรู้

ถ้าเราเล่นมือถือ ดูเน็ตฟลิกซ์ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการผ่อนคลาย

ลองถามตัวเองเราให้ความสำคัญกับเรื่องใด แล้วมีเรื่องไหนบ้างไหมที่เราให้เวลากับมันน้อยเสียจนน่าละอาย

คำว่ารักสะกดว่า เ-ว-ล-า

สะกดคำว่ารักให้ถูก เค้าจะได้รู้ว่าเรารักเค้าจริงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เมื่อเข้าใกล้จะรู้ว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

20200427

ใครที่เคยอาบน้ำในอ่างจาคุซซี่ หรือในใช้บริการสระว่ายน้ำในโรงแรมหรูๆ น่าจะคุ้นเคยกับ “น้ำพุใต้น้ำ” ที่วิ่งมาชนหลังและน่องของเราเพื่อ “นวด” ให้เราผ่อนคลาย

น้ำพุเหล่านี้เหมือนจะมีแรงดันมหาศาล ขนาดเราอยู่ไกลหลายฟุตยังรู้สึกถึงมันได้

แต่ถ้าลองเอามือเข้าไปใกล้ๆ ก๊อกที่ปล่อยน้ำออกมา เรากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้แรงอย่างที่คิด เราสามารถเอานิ้วไปปิดรูปล่อยน้ำได้สบายๆ เลยด้วยซ้ำ

ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการรู้สึกไปเองหรือเป็นกระบวนการทำงานทางฟิสิกส์ ที่ทำให้แรงดันน้อยๆ จากก๊อก กลายเป็นแรงดันที่ทรงพลังเมื่ออยู่ห่างออกมา

—-

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek และนักจัดพอดคาสต์อันดับต้นๆ ของโลก เคยเล่าว่า ทุกๆ ปี เขาจะใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้านเป็นเวลาหลายวัน ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น กินอาหารกระป๋อง เพื่อจะได้ลิ้มรสว่า “จุดต่ำสุดของชีวิต” เป็นอย่างไร

แล้วทิมก็พบว่ายังอยู่ได้ ยังไม่ตาย ดังนั้น “ความล้มเหลว” ใดๆ ที่เขากลัวมาทั้งชีวิต กลัวว่าจะทำธุรกิจแล้วล้มละลาย กลัวจะไม่ดัง กลัวจะเสียชื่อเสียง อย่างเลวร้ายที่สุดมันก็คงไม่ได้ต่างจากชีวิตคนไร้บ้านที่เขาได้ลิ้มลองแล้วเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยกลัวเรื่องความล้มเหลวแล้ว

—-

จินตนาการของมนุษย์นั้นมักจะเกินเลยความจริงไปเสมอ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย

คนที่เราคิดว่าเลวร้ายนัก เมื่อได้คุยกันจริงๆ อาจไม่ได้ร้ายขนาดนั้น

คนที่เป็นไอดอลของเรา เป็นยอดมนุษย์ที่เราไม่อาจเทียบได้ พอได้คุยกันจริงๆ เขาก็เป็นคนธรรมดาไม่ต่างอะไรกับเราเท่าไหร่นักหรอก

อะไรที่น่ากลัวน่าเกลียด ลองเข้าไปใกล้ๆ แล้วมันจะน่ารักขึ้น

อะไรที่เรารักเราลุ่มหลงเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็อย่าไปเข้าใกล้เกินไป จะได้ไม่ต้องผิดหวังครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราชอบเอาของจริงไปแลกกับสิ่งสมมติ

20200426b

สองสัปดาห์ที่แล้วผมนึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรไม่รู้ ไปโหลดเกม Championship Manager 01/02 มาเล่น

เกม CM 01/02 เป็นเกมที่เราสวมบทบาทผู้จัดการทีมฟุตบอลอะไรก็ได้ แล้วทำหน้าที่ซื้อตัวนักเตะ สรรหาโค้ช วางแผนการเล่น แล้วจัดทีมลงแข่งจริง

เกม CM 01/02 เป็นเกมที่คนไม่เคยเล่นได้เห็นแล้วมักจะต้องถามว่า “มันสนุกตรงไหน มีแต่ตัวอักษรวิ่งไปมา”

ตัวผมเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกรวมๆ ที่เห็นทีมของเราอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ หรือการได้นักเตะคนโปรดในชีวิตจริงมาร่วมทีม (นี่คือยุคที่เบ็คแฮม ซีดาน ต็อตติกำลังโด่งดัง) หรือการที่เราซื้อนักเตะมาในราคาถูกแล้วปั้นจนขายได้แพงกว่าเดิมหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

คะแนนในตาราง ประตูที่ยิงได้ ราคาของนักเตะ เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้หลายคนติดเกมนี้งอมแงม สมัยผมเป็นนักศึกษาผมเคยเล่นเกมนี้ตั้งแต่บ่ายๆ ยันหกโมงเช้า!

แปลกดีมั้ยที่เราใช้เวลาวันละหลายชั่วโมง เดือนละเป็นร้อยชั่วโมงเพื่อสะสมความสำเร็จที่มีอยู่แต่เพียงในเกม

แต่กระนั้นแล้วชีวิตจริงของคนเราก็อาจไม่ได้ต่างกันนัก เรายอมแลก “ของจริง” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ของสมมติ” มากมาย

ยอมแลกเวลาเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและความมั่นคงในชีวิต

ยอมแลกสุขภาพเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ยอมแลกความสัมพันธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความก้าวหน้าและชื่อเสียง

ถ้าใครได้อ่าน Sapiens จะเข้าใจว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่า “เป็นเรื่องจริง” นั้น โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในจินตนาการร่วมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ศาสนา บริษัท หรือประเทศชาติ ถ้าไม่มีมนุษย์ สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย

ในขณะที่เวลาคือของจริง สุขภาพคือของจริง ความสัมพันธ์คือของจริง

การมัวแต่เอาของจริงไปแลกสิ่งสมมตินั้น สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ติดเกมงอมแงม

แน่นอนในโลกสมัยนี้ คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเอาของจริงไปแลกกับสิ่งสมมติ แค่ต้องรู้เท่าทันและอย่าให้มันเกินพอดีเท่านั้นเองครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตรีโกณมิติของชีวิต

20200426

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมขาตั้งกล้องต้องมีสามขา

ในทางคณิตศาสตร์ จุดสามจุดจะสร้างพื้นที่ระนาบ (plane) ดังนั้นขาตั้งสามขาจึงจะสามารถวางอยู่บนพื้นแบบไหนก็ได้โดยไม่โคลงเคลง ผิดกับโต๊ะหรือเก้าอี้ที่มีสี่ขาที่พร้อมจะโคลงโคลงได้ตลอด

เมื่อเช้าผมออกไปวิ่ง ก็คิดได้ว่าชีวิตส่วนตัวผมน่าจะมี “สามขา” ที่ช่วยให้อะไรๆ มันโอเค

หนึ่งคือการเข้านอนก่อนห้าทุ่ม

สองคือการออกไปวิ่ง

สามคือการเขียนบล็อก

การเข้านอนเร็วจะทำให้ตื่นได้เช้า เมื่อตื่นเช้าก็ออกไปวิ่งได้ (ถ้าตื่นสายจะไม่อยากวิ่งเพราะแดดร้อน) พอได้วิ่ง สมองก็แล่น และจะคิดหัวข้อเขียนบล็อกได้หลายเรื่อง พอได้เขียนบล็อก ก็จะสบายใจ ไม่พะวักพะวงไปตลอดวัน ตกตอนกลางคืนหัวถึงหมอนก็หลับสบาย

นอน วิ่ง เขียนบล็อก เป็นตรีโกณมิติสำหรับชีวิตของผม

ตรีโกณมิติสำหรับชีวิตของคุณอาจจะเป็นเรื่องอื่น เพราะใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการวิ่ง และใช่ว่าทุกคนจะชอบเขียนบล็อก

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป การวิ่งก็คือการทำให้ร่างกายได้ออกเหงื่อ ซึ่งผมว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการมีความสุข ดังนั้นเราอาจจะออกเหงื่อด้วยวิธีการอย่างอื่น อาจจะทำงานบ้านหรือแค่ทำท่าแพลงค์ซัก 2-3 นาทีก็ได้เหงื่อแล้ว

และในอีกมุมหนึ่ง การวิ่งคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับความคิดของตัวเอง ซึ่งมีอีกหลายวิธีที่จะเข้าถึงประสบการณ์นั้นได้ เช่นการไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านโดยไม่พกมือถือ หรือการเดินหรือนั่งเจริญสติสัก 15-20 นาที

ส่วนการเขียนบล็อก ก็คือการ “ผลิต” หรือ “สร้างสรรค์” อะไรบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์

เพราะหลายคนที่มีโอกาสนอนดูเน็ตฟลิกซ์อยู่กับบ้านติดต่อกันหลายชั่วโมงหรือหลายวันน่าจะพอรู้แล้วว่าการเสพเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืนได้ การได้ทำงาน การได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการสร้างความสุขความพอใจของคนเรา

วิธีสร้างสรรค์ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน บางคนอาจจะทำอาหาร บางคนอาจจะวาดรูป บางคนอาจจะเล่นดนตรี ส่วนการทำงานก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง คนไหนไม่ได้ทำงานนี่เฉาจะตายไป

แน่นอนว่ายังมีเรื่องสำคัญอีกหลายอย่างที่ผมไม่ได้พูดถึง เช่นการได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

ลองหาดูนะครับว่าอะไรคือตรีโกณมิติของชีวิตเรา อะไรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และอะไรที่ทำได้ครบแล้ววันรู้สึกว่าชีวิตมันช่างลงตัวครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

อวัยวะที่สำคัญที่สุดของนักร้อง

20200420

คือหู

เพราะถ้าสักแต่จะร้องโดยไม่ตั้งใจฟังว่าร้องอะไรออกไป เสียงจะเพี้ยนได้ง่ายมาก

อวัยวะที่สำคัญที่สุดของหัวหน้าก็คือหู

หัวหน้าต้องฟังข้างบน ฟังข้างล่าง ฟังเสียงตัวเอง แล้วหาจุดตรงกลางให้เจอ

ต่อให้ทำงานเก่งแค่ไหน ถ้าฟังไม่เป็นก็เป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้

และอวัยวะที่สำคัญที่สุดของสามีภรรยาก็คือหูอีกเช่นกัน

เพราะเราต่างอยากพูดสิ่งที่เราคิดสิ่งที่เรารู้กับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดเรามากที่สุด

ถ้าต่างฝ่ายต่างพูดมากกว่าฟัง ความสัมพันธ์ก็ไปต่อลำบาก

ใช้หูให้มาก ใช้ปากให้น้อยครับ

ถ้าเริ่มต้นวันได้ดี ที่เหลือของวันก็จะดีตาม

20200419

ช่วงที่ Work from home รูทีนที่เราเคยมีอาจจะสูญเสียไปไม่น้อย ซึ่งทำให้ชีวิตขาดบาลานซ์อะไรบางอย่าง ทำให้เหนื่อยเกินไป เฉาเกินไป

2-3 วันมานี้ผมเลยใส่ใจกับการเอากิจวัตรประจำวันกลับมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา การออกกำลังกายให้ออกเหงื่อ อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ เขียนบล็อก จำชื่อคน เรียนภาษาจีน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ผมทำเป็นประจำช่วงก่อนจะ work from home แต่ร้างราไปเมื่อถูก disrupt ด้วยสถานการณ์โควิด

พอกลับเข้า routine ของตัวเองได้อีกครั้ง ก็รู้สึกว่ามีพลังบวกมากขึ้น ใจเย็นลง ตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ได้ดีขึ้น และชีวิตเราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผลรวมของการตัดสินใจเล็กๆ นับร้อยนับพันเหล่านี้

ผมเลยได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากจะมีวันดีๆ ให้เริ่มต้นวันให้ดี ด้วยการทำอะไรเพื่อตัวเอง ทำอะไรที่ productive ทำอะไรที่เป็น small wins ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เราไปได้ตลอดวัน

อ้อ แล้วการเริ่มต้นวันที่ดีไม่ใช่ตั้งแต่ตอนตื่นนอนนะครับ มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเข้านอนเลย เพราะการนอนมันไม่ได้มีผลอะไรกับวันที่เพิ่งผ่านมา แต่มันส่งผลต่อวันที่กำลังจะมาถึงเต็มๆ ถ้าเมื่อคืนเรานอนไม่พอ ตื่นมาก็ย่อมจะมีวันดีๆ ได้ยาก

เริ่มให้ดี แล้วมักจะจบได้สวยครับ

ความล้มเหลวนั้นเจ็บแต่จบ

20200418b

ความเสียดายนั้นเจ็บแต่ไม่จบ

“Most failures are one-time costs.
Most regrets are recurring costs.”
-James Clear

เราถูกสอนให้กลัวความล้มเหลวมาแต่ไหนแต่ไร

ระบบการศึกษาให้รางวัลเฉพาะกับตอบคำถามได้ถูกต้องเท่านั้น ถ้าตอบผิดจะไม่ได้คะแนน ถ้าตอบผิดมากๆ ก็จะต้องซ้ำชั้น

เมื่อเรียนจบออกมาเจอชีวิตจริง เราก็เลยหลีกเลี่ยงความล้มเหลวไปด้วย ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นกลไกการเอาตัวรอดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราเอาแต่กลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ มันจะกลายเป็นว่าสุดท้ายเราอาจจะเอาตัวไม่รอดในสภาวะที่ไม่แน่นอนขนาดนี้

ทิ้งตัวตนเก่าๆ ลองทำสิ่งใหม่ๆ ยอมเสี่ยงแค่พอรับได้ ล้มเหลวก็ไม่เป็นไรเพราะมันจะได้บทเรียน

อย่าให้ช่วงเวลาเช่นนี้ผ่านไปโดยที่เราไม่ได้เก็บเกี่ยวอะไร

เพราะมันอาจจะเป็นความเสียดายที่จะอยู่กับเราไปอีกนานครับ

นี่คือชีวิตที่เราเคยฝันไว้ไม่ใช่หรือ

20200418

(บทความนี้เขียนให้คนที่ยังมีงานทำ และได้ทำงานอยู่ที่บ้านระหว่างสถานการณ์โควิด)

นี่คือชีวิตที่เราเคยฝันไว้ไม่ใช่หรือ

ไม่ต้องตื่นแต่เช้า

ไม่ต้องรีบอาบน้ำแปรงฟัน

จะแต่งตัวยังไงก็ได้

มีเวลาเล่นกับลูกๆ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย

จะออกไปเดินชิลล์ๆ ก็ทำได้

ได้กินของอร่อยโดยที่ไม่ต้องไปต่อคิวที่ไหน

ถ้าต้องออกจากบ้านก็ไม่ต้องเจอรถติด

มีเงินเหลือเก็บมากกว่าเดิมเพราะไม่ค่อยได้ช็อปปิ้ง

ถ้าไม่นับอนาคตที่ไม่แน่นอน สถานการณ์ที่เราเจออยู่ตอนนี้มันคือชีวิตที่พนักงานกินเงินเดือนอย่างเราเคยฝันเอาไว้ชัดๆ

ถ้าเรายังไม่สามารถจะมีความสุขตอนนี้ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าเราจะมีความสุขได้ในอนาคตที่เราเคยจินตนาการเอาไว้ครับ

อย่าไปเสียน้ำตาให้ตัวเลข

20200414b

วันนี้ผมไปวิ่งรอบหมู่บ้านช่วงสายๆ หน่อย วิ่งได้เกือบครบ 1 กิโล นาฬิกา Garmin ก็จะขึ้นมาบอกว่า Performance เราดีขึ้นหรือน้อยลงนับจากวันก่อนๆ

ปรากฏว่าวันนี้ผมได้ -5 ซึ่งหมายความว่าสมรรถภาพในการวิ่งนั้นตกลงไปพอสมควร ซึ่งผมไม่เคยคะแนนตกอย่างนี้มาก่อน อย่างมากก็แค่บวกหรือลบหนึ่ง

แต่ถึงคะแนนจะตกผมก็ไม่ได้วิตกอะไร เพราะผมได้เรียนรู้แล้วว่าค่าต่างๆ ที่มันโชว์ในแกดเจ็ทตอนที่เราวิ่งนั้นไม่สำคัญเท่าความรู้สึกตอนที่เราวิ่ง

การวิ่งก็เหมือนการทำบุญ เราควรรู้สึกดีทั้งก่อนวิ่ง ระหว่างวิ่ง และหลังจากวิ่งจบแล้ว หากเราไปยึดเอาตัวเลขหรือไปฟัง AI ที่บอกว่าเราควรทำอย่างนั้น-อย่างนี้มากเกินไป มันก็จะเป็นการวิ่งที่ไม่มีความสุข หรือถ้าจะสุขก็ได้เฉพาะตอนที่เราทำได้ตามเป้าหมายเท่านั้น และจะได้อีโก้เป็นของแถมกลับมาด้วย

ช่วงนี้เราอยู่กับตัวเลขค่อนข้างเยอะ หลายคนมีกิจวัตรประจำวันคือเปิดดูตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดทั่วโลก ซึ่งตอนนี้ก็ทะลุ 2 ล้านคนแล้ว

บางคนก็สนใจตัวเลขว่าเราจะต้องอยู่กันอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน 1 เดือน 3 เดือน 12 เดือน หรือยาวนานกว่านั้น

ส่วนคนที่สนใจการลงทุน ก็คอยติดตามตลาดหุ้นว่าดัชนีจะขึ้นจะลงยังไง ราคาน้ำมันเท่าไหร่ ราคาทองคำพุ่งไปแค่ไหน

คนที่ทำธุรกิจก็ย่อมต้องสนใจรายรับ-รายจ่าย คอยลุ้นว่ากระแสเงินสดเราจะพอเลี้ยงพนักงานไปได้นานเพียงพอมั้ย

เมื่ออยู่กับตัวเลขที่ผกผัน ใจเราก็เลยผกผันตามตัวเลขไปด้วย

Brené Brown ผู้เขียนหนังสือ Daring Greatly บอกว่าแต่ก่อนเธอเคยเชื่อว่า

“If you can’t measure it, it doesn’t exist.”

ถ้าวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ แสดงว่ามันไม่มีอยู่จริง

แต่พอได้ศึกษา ได้เรียนรู้ ได้ผ่านชีวิตมาประมาณหนึ่ง เธอก็ได้ข้อสรุปใหม่

“If it’s measurable, it’s probably not too important.”

ถ้าวัดเป็นตัวเลขได้ แสดงว่ามันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก

แน่นอนว่าตัวเลขมีประโยชน์ เป็นเครื่องมือ เป็นตัวชี้วัดที่ดีในหลายเรื่อง แต่ถ้าเราใช้ตัวเลขเป็นสรณะในการดำเนินชีวิต เราอาจจะโดนตัวเลขหลอกจนหัวปักหัวปำ พอเลขเป็นบวกก็ใจพองโต พอเลขเป็นลบก็หดหู่ห่อเหี่ยว

ตัวเลขทำให้คนเป็นบ้าได้ ตัวเลขทำให้คนฆ่าตัวตายได้ เราจึงต้องระวังไม่ตกเป็นเหยื่อของอักขระสิบตัวนี้

ใช้ตัวเลขให้สมแก่ประโยชน์ของมัน แต่อย่าไปเสียน้ำตาให้ตัวเลขเลยนะครับ

—–

เพื่ออรรถรส อ่านบทความนี้จบแล้วขอชวนฟังเพลง “อย่าไปเสียน้ำตา” ของคริสติน่า อากีลาร์ครับ เสียงใสกิ๊ง มีพลัง ชวนคิดถึงยุค 90’s จริงๆ >> https://bit.ly/3a3QROP