กฎง่ายๆ สำหรับการใช้ชีวิต

20180625_simple

กฎประจำตัวข้อหนึ่งที่ผมพยายามใช้มาตลอดก็คือ:

อะไรที่มีประโยชน์ก็ทำ อะไรที่ไม่มีประโยชน์ก็อย่าไปทำ

ไม่มีอะไรว้าว ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ผมถึงบอกว่ามันเป็นกฎง่ายๆ แต่ถ้าแยกแยะได้ เราจะใช้ชีวิตได้ฉลาดขึ้น

ขยันทำงาน = มีประโยชน์ = ทำ

ขยันทำงานจนไม่ได้พักผ่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ใช้ LINE เพื่อติดต่อกับเพื่อนฝูง = มีประโยชน์ = ทำ

ใช้ LINE เพื่อส่ง “เรื่องเขาเล่าว่า” ซึ่งไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนและน่าจะเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

สั่งของออนไลน์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขับรถออกไปซื้อ = มีประโยชน์ = ทำ

สั่งของออนไลน์ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นแต่พอดีมันกำลัง flash sales = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ทะเลาะกับแฟน รอให้อารมณ์เย็น กล่าวขอโทษ ปรับความเข้าใจ = มีประโยชน์ = ทำ

ทะเลาะกับแฟน จึงไม่ยอมพูดยอมจา รอให้เขามาง้อ เพราะอยากเอาชนะและเป็นผู้เหนือกว่าในความสัมพันธ์นี้ = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

อ่านประวัติศาสตร์บ้านเมืองเพื่อจะได้เข้าใจปัจจุบัน = มีประโยชน์ = ทำ

อ่านข่าวการเมืองเพื่อไปฟาดฟันทางความคิดกับคนที่เชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

แน่นอน การจะตัดสินว่าอะไรมีประโยชน์หรืออะไรไม่มีประโยชน์บางทีมันก็ไม่ง่าย เพราะบางเรื่องก็ทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในเวลาเดียวกัน เราจึงต้องฝึก “กล้ามเนื้อประเมินประโยชน์” บ่อยๆ

เมื่อฝึกจนชำนาญ สายตาและสมองเราก็จะแหลมคมพอที่จะใช้เวลาวันนี้ให้ฉลาดกว่าเมื่อวานครับ

กฎ 5 ข้อจาก Simon Sinek

20180414_5rulessimonsinek

Simon Sinek (ไซมอน ซิเน็ค) เป็นนักพูดที่โด่งดังมาจากเวที TED ในหัวข้อ How great leaders inspire action จนต่อมาได้กลายเป็นหนังสือ Start with Why ที่ขายดีไปทั่วโลก

ครั้งหนึ่งเขาได้รับเชิญไปพูดในงานของ Usher’s New Look

Usher คือศิลปินผิวสีชาวอเมริกัน และ Uher’s New Look คือองค์กรที่ Usher ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยชี้แนะโค้ชเด็กวัยรุ่นให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ในงาน Usher’s New Look ไซมอนพูดถึงกฎ 5 ข้อที่เขาอยากให้ทุกคนจำไว้ในระหว่างที่กำลังค้นหาตัวเอง – 5 rules to follow as you find your spark ซึ่งผมเห็นว่าดีมากเลยอยากนำมาสรุปไว้ตรงนี้ครับ

 

กฎข้อที่ 1

ไซมอนเคยไปวิ่ง fun run กับเพื่อนใน Central Park พอถึงเส้นชัย ก็มีสปอนเซอร์เอาเบเกิลมาแจก (bagel หน้าตาคล้ายโดนัท แต่จะหั่นครึ่งใช้เหมือนขนมปังทำแซนด์วิช)

มีโต๊ะวางอยู่เรียงกัน ฝั่งหนึ่งมีคนแจกเบเกิลอยู่หลายคน ส่วนอีกฝั่งก็เป็นนักวิ่งที่เข้าคิวรอเลือกเบเกิลที่ตัวเองอยากกินอยู่

ไซมอน: อ๊ะ เบเกิลฟรี ไปหยิบกันเถอะ

เพื่อน: ไม่เอาดีกว่า แถวยาว

ไซมอน: เบเกิลฟรีเชียวนะ

เพืื่อน: ไม่เอาว่ะ เราขี้เกียจเข้าคิว

แล้วไซมอนก็คิดได้ว่า โลกนี้มีคนอยู่ 2 แบบ

แบบแรก คือคนที่เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น

แบบที่สอง คือคนที่เห็นแต่อุปสรรคเท่านั้น

ไซมอนเห็นแต่เบเกิล ส่วนเพื่อนของเขาเห็นแต่คิวยาวๆ

ไซมอนจึงเดินไปที่คิว ก้มตัวลง เอามือสอดเข้าไประหว่างคนสองคนที่เข้าคิวอยู่ และหยิบเบเกิลออกมาสองชิ้น โดยไม่มีใครว่าอะไร

ไซมอนสรุปว่า บางทีคุณก็ไม่ต้องเข้าคิว บางทีคุณแหกกฎก็ยังได้ ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ตัวเขาเองไม่ได้เข้าคิว และราคาที่ต้องจ่ายคือการไม่ได้เลือกว่าจะได้เบเกิลรสอะไร (เพราะเอื้อมมือไปหยิบโดยไม่ได้ดู)

(กฎนี้จริงๆ ผมเองก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่จะตัดออกก็ใช่ที่ เพราะผมยังชอบประโยคที่ว่าคนบางคนเห็นแต่เป้าหมาย ส่วนบางคนเห็นแต่อุปสรรค)

 

กฎข้อที่ 2

ในคริสตศตวรรษที่ 18 มีโรคโรคหนึ่งระบาดไปทั่วยุโรป

โรคนั้นมีชื่อว่าโรคไข้หลังคลอด หรือ Childbed Fever แม่ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไข้ขึ้นสูงหลังคลอดบุตร และเสียชีวิตลงภายใน 48 ชั่วโมง บางโรงพยาบาลมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 70%

แต่ศตวรรษที่ 18 คือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ที่คนไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ บรรดาหมอล้วนแล้วแต่ต้องการจะศึกษาและหาคำตอบว่าอะไรคือต้นเหตุของโรคนี้ พวกเขาจึงแบ่งเวลาตอนเช้าเพื่อใช้ในการชันสูตรศพที่ตายจากโรค Childbed Fever ส่วนตอนบ่ายจึงทำหน้าที่คลอดบุตรตามปกติ

ผ่านไปเกือบร้อยปี ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 คุณหมอนาม Oliver Wendell Holmes ก็ตั้งข้อสังเกตว่า หมอหลายคนที่ชันสูตรศพในตอนเช้าไม่ได้ล้างมือก่อนไปทำคลอดในตอนบ่าย

Holmes จึงบอกกับหมอเหล่านั้นว่า “จริงๆ แล้วคุณนั่นแหละคือต้นเหตุของปัญหา” (Guys – you are the problem) และแนะนำให้หมอล้างมือให้สะอาดก่อนทำคลอด แต่กลับไม่มีใครเชื่อหมอโฮล์มส์ และต้องใช้เวลากว่า 30 ปีกว่าที่หมอจะหันมาล้างมือ จนโรค Childbed Fever ค่อยๆ หมดไปในที่สุด

 

กฎข้อที่ 3

หน่วย SEAL ของอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดในโลก การฝึกที่แสนหฤโหดนั้นหมายความว่ามีชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยที่ถอดใจไประหว่างช่วงฝึกซ้อมก่อนจะได้เป็นทหาร SEAL

มีคนเคยถามนายทหาร SEAL ว่าคนแบบไหนที่จะอดทนและผ่านการฝึก SEAL ไปจนได้บรรจุ

นายทหารคนนี้ตอบว่า

พวกคนกล้ามใหญ่ๆ มีรอยสักเต็มตัว ขี้โม้ๆ พวกนี้ไม่ผ่าน

พวกคนที่ชอบออกคำสั่งโดยไม่ค่อยอยากทำอะไรเอง พวกนี้ก็ไม่ผ่าน

พวกนักกีฬาคนดังจากมหาลัยที่ไม่เคยเจอความลำบากอย่างแท้จริง พวกนี้ก็ไม่ผ่าน

คนที่อยู่กับการฝึก SEAL จนตลอดรอดฝั่ง บางคนก็ตัวไม่ใหญ่ บางคนก็กลัวจนตัวสั่น แต่คนเหล่านี้ เวลาที่โดนบททดสอบจนหมดทั้งแรงกายและแรงใจ พวกเขากลับยังสามารถขุดพลังบางอย่างออกมาเพื่อจะช่วยเหลือเพื่อนทหารที่อยู่ข้างๆ ได้

ไซมอนจึงบอกว่า จงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และจงกล้าที่จะเอ่ยขอความช่วยเหลือเมื่อรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้

เมื่อคุณเอ่ยปาก คุณจะแปลกใจว่ามีคนพร้อมจะช่วยคุณเต็มไปหมด ที่ก่อนหน้านั้นเขาดูเฉยๆ เพราะเขานึกว่าคุณไม่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะคุณมัวแต่แสร้งว่าทุกอย่างโอเค

แต่ถ้าคุณกล้าพูดว่าทุกอย่างไม่โอเค คุณไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ก็จะมีคนมากมายเข้ามาพยุงคุณไว้ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณพร้อมจะช่วยเขาในวันที่เขาลำบากเช่นกัน

 

กฎข้อที่ 4

เนลสัน แมนเดลลา อดีตประธานาธิบดีของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เป็นหนึ่งในผู้นำไม่กี่คนที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมจากทั่วโลก

มีคนเคยถามแมนเดลลาว่าเขาเรียนรู้ทักษะการเป็นผู้นำที่ดีมาจากใคร

แมนเดลลาตอบว่า พ่อของเขาเป็นหัวหน้าเผ่า (tribal chief) เวลามีประชุมประจำเผ่า แมนเดลลาก็จะติดสอยห้อยตามพ่อเขาไปด้วยเป็นประจำ

มีสองอย่างที่แมนเดลลาจำได้

หนึ่ง ทุกคนจะนั่งล้อมเป็นวงกลมเสมอ

สอง พ่อของเขาจะพูดเป็นคนสุดท้ายเสมอ

ไซมอนบอกว่า เราถูกสอนมาตลอดชีวิตให้เป็นผู้ฟังที่ดี แต่ไซมอนเชื่อว่า เราต้องเรียนรู้ที่จะพูดเป็นคนสุดท้ายต่างหาก

ในองค์กรมากมาย เราเห็นผู้นำหรือท่านประธานเดินเข้ามาในห้องประชุมแล้วพูดเปิดว่า ปัญหาคืออย่างนี้ ผมคิดอย่างนี้ แต่ผมก็อยากฟังความคิดเห็นของแต่ละคนนะ

ซึ่งถึงจังหวะนั้นก็สายเกินไปแล้ว เพราะความคิดของคุณส่งผลกับทุกคนในห้องไปเรียบร้อยแล้ว

ในฐานะผู้นำ การปล่อยให้ทุกคนได้พูดก่อนมีข้อดีสองข้อ

หนึ่ง คือทุกคนได้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเพราะได้มีส่วนช่วยออกความคิดเห็น

สอง คือคุณจะได้รู้ว่า จริงๆ แล้วแต่ละคนคิดอย่างไร

ระหว่างที่คุณฟัง คุณไม่ควรแสดงออกว่าตัวเองคิดอะไรอยู่

ถ้ามีใครพูดแล้วคุณเห็นด้วย คุณก็อย่าไปพยักหน้า และถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับใคร คุณก็อย่าไปส่ายหน้า

สิ่งเดียวที่คุณควรทำคือถามคำถามเพื่อให้เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาถึงคิดอย่างนี้

จงอดทนที่จะไม่ออกความเห็น และสุดท้ายก็จะถึงตาคุณได้พูดแน่นอน

 

กฎข้อที่ 5

ครั้งหนึ่ง อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมได้รับเชิญให้ไปปาฐกถาในงานประชุมที่มีคนเข้าร่วมนับพันคน

ระหว่างที่พูดอยู่นั้น เขาก็หยิบกาแฟจากแก้วโฟมขึ้นมาจิบ

ยังไม่ทันจะพูดต่อ เขาก็มองลงไปที่แก้วกาแฟอีกครั้งแล้วอมยิ้ม ก่อนที่จะพูดออกนอกเรื่อง

“คุณรู้มั้ย ปีที่แล้วผมก็มาพูดที่งานนี้ ตอนนั้นผมยังเป็นปลัดกระทรวงอยู่ ผมบิน business class ให้ พอถึงสนามบิน ก็มีคนมาต้อนรับขับสู้ ขับรถพาผมไปส่งถึงโรงแรม ทำการเช็คอินให้เรียบร้อยและขึ้นไปส่งผมถึงบนห้อง วันรุ่งขึ้น ก็มีคนมารอผมที่ล็อบบี้ และขับรถพาผมมาที่นี่ พาเข้าประตูหลังเพื่อไปนั่งรอในห้องรับรอง แล้วเอากาแฟมาเสิร์ฟในแก้วเซรามิคอย่างดี”

“ปีนี้ผมไม่ได้เป็นปลัดกระทรวงแล้ว ผมนั่งเครื่องบินชั้นประหยัด พอถึงสนามบินก็เรียกแท๊กซี่ไปโรงแรมเอง เช้านี้ไม่มีใครรอผมที่ล็อบบี้ ผมต้องเรียกแท๊กซี่มาที่นี่ เข้าทางประตูหน้า หาทางเดินมาหลังเวที แล้วพอผมถามว่าพอจะมีกาแฟมั้ย เขาก็ชี้ไปที่เครื่องทำกาแฟ ผมเลยเดินไปชงกาแฟให้ตัวเองและรินกาแฟใส่ถ้วยโฟมใบนี้”

“บทเรียนก็คือ แก้วเซรามิคใบนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อผม มันมีไว้สำหรับตำแหน่งของผมต่างหาก ตัวผมจริงๆ แล้วคู่ควรกับแก้วโฟมเท่านั้น” (The ceramic cup was not meant for me. It was meant for the position I held. I deserve a styrofoam cup.)

จงจำไว้ว่าเวลาคุณเริ่มมีชื่อเสียงเงินทอง หลายคนจะเปิดประตูให้คุณ เอากาแฟมาเสิร์ฟให้คุณโดยที่คุณไม่ได้ขอ เขาจะเรียกคุณว่า “ท่าน” หรือ “คุณผู้หญิง” และประเคนหลายสิ่งอย่างให้กับคุณ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคุณเลย มันมีไว้เพื่อตำแหน่งของคุณหรือสำหรับความสำเร็จที่คุณได้สร้างมาต่างหาก

ในวันที่คุณรุ่งเรือง คุณมีสิทธิ์ที่จะเพลิดเพลินไปกับอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่คุณได้รับ แต่อย่าลืมที่จะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จะระลึกไว้เสมอว่า แท้จริงแล้วคุณนั้นคู่ควรกับแก้วโฟมเท่านั้น

—–

ขอสรุปกฎ 5 ข้ออีกครั้งดังนี้

1. อย่ารีรอที่จะมุ่งมั่นเพื่อสิ่งที่คุณต้องการ ตราบใดที่คุณไม่ได้ไปขวางทางคนอื่น – You can go after whatever you want. You just cannot deny anyone else to go after whatever they want.

2. บางทีคุณนั่นแหละคือตัวปัญหา – Sometimes you are the problem.

3. จงช่วยเหลือคนอื่นและขอความช่วยเหลือ – Help each other. Learn to ask for help.

4. ฝึกฝนที่จะพูดเป็นคนสุดท้าย – Practice being the last to speak.

5. คุณคู่ควรกับแก้วโฟมเสมอ – You always deserve a styrofoam cup.

หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ 🙂

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Usher’s New Look on Youtube: 5 Rules to Follow as You Find Your Spark by Simon Sinek 

ขอบคุณภาพจาก U.S. Air Force photo/Chief Master Sgt. John Evalle 

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

BookAdvertise

กฎ 7 คะแนน

20171217_seven

เรากำลังอยู่ในยุคที่มีทางเลือกมากมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

นั่นก็ดี นี่ก็ใช่

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องดีกับเรื่องแย่ แต่เป็นเรื่องยากมากที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องที่ดีกับเรื่องที่ดีที่สุด

ที่ชีวิตเราไปไม่ได้ไกลเท่าที่ควร จึงไม่ใช่เพราะเราทำเรื่องแย่ๆ แต่เพราะเราทำแต่ “เรื่องดีๆ” จนไม่เหลือแรงให้กับเรื่องที่ “ดีที่สุด” ต่างหาก

แล้วเราจะเลือกได้อย่างไร ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรรทำ?

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek เพิ่ง “สัมภาษณ์ตัวเอง” ลงพอดคาสท์ แล้วเล่าว่าเทคนิคหนึ่งที่เขาใช้สำหรับการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร คือให้คะแนน 1-10 กับโอกาสทุกอย่างที่เข้ามา เช่นการโดนรับเชิญไปร่วมงานประชุม ได้รับเชิญไปพูด โดนชวนทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ฯลฯ

โดยมีกฎเหล็กคือห้ามให้ 7 คะแนน

เพราะแนวโน้มก็คือเรามักจะให้ 7 คะแนนกับ “เรื่องดีๆ”

และพอเป็น 7 เราก็มักเลือกที่จะทำ ทั้งๆ ที่เราอาจไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันมากมาย

เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอโอกาสที่อยากให้ 7 คะแนน จึงต้องตัดสินใจให้ได้ว่า จะให้ 6 หรือ 8

8 คือเราต้องรู้สึกอยากมากระดับนึง จนแทบจะเป็นการ say yes

6 ก็คือเป็นการบอกกลายๆ ว่าเราเลือกจะไม่ทำ ถึงแม้มันจะเป็นโอกาสที่ดีก็ตาม

กฎ (ห้ามให้) 7 คะแนน ช่วยให้เราแบ่งกิจกรรมออกเป็นสองกลุ่มได้ชัดเจน คือกิจกรรมที่อยากทำจริงๆ (8-10 คะแนน) กับกิจกรรมที่ไม่ได้อยากทำขนาดนั้น (1-6 คะแนน)

เมื่อเราตัดสิ่งดีๆ จนเหลือแต่สิ่งที่ดีที่สุด เราก็จะสามารถสร้าง impact ได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

อธิบายกฎแรงดึงดูด

20170925_lawofattraction

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่งที่ดังมาก

หนังสือเล่มนั้นชื่อ The Secret ที่เขียนโดยรอนดา เบิร์น (Rhonda Byrne)

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ว่าด้วยกฎแรงดึงดูด – Law of Attraction

กฎนี้บอกง่ายๆ ว่าให้คิดถึงสิ่งดีๆ แล้วจะมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาหาเอง

เช่นขับรถเข้าไปในห้างใหญ่ แล้วจินตนาการว่าจะมีที่จอดรถว่าง เดี๋ยวก็จะเจอที่จอดรถว่างจริงๆ

หรือให้คิดถึงความมั่งคั่งร่ำรวยเข้าไว้ แล้วจักรวาลจะนำพาความมั่งคั่งนั้นมาให้

มีคนไม่น้อยที่มองว่ากฎแรงดึงดูดนี้เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะถ้าเอาแต่คิดว่าจะมีเงินล้านแต่ไม่ลงมือทำ มันจะไปมีเงินล้านได้อย่างไร

วันนี้เลยอยากจะมานำเสนอกฎแรงดึงดูดในอีกมุมหนึ่งครับ

—–

ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ของเจ้าของรางวัลโนเบล Daniel Kahneman บอกว่าคนเรานั้นมีระบบการคิดอยู่สองแบบ

ระบบที่ 1 (System 1) คือความคิดที่รวดเร็ว ใช้อารมณ์และสัญชาติญาณ

ระบบที่ 2 (System 2) คือความคิดที่ช้ากว่า ใช้ตรรกะและความรอบคอบ

ผมขอเรียกระบบแรกว่าระบบอัตโนมัติ (automatic) และระบบที่สองว่าระบบตั้งใจ (deliberate)

“ระบบตั้งใจ” นั้นจะถูกใช้งานเมื่อจำเป็น เช่นการคิดคำนวณและการวิเคราะห์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงาน แต่ระบบนี้เชื่องช้าและมีขีดจำกัด สังเกตง่ายๆ ว่าตอนค่ำๆ หลังจากทำงานมาทั้งวัน สมองของเราเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล เราจึงนอนไถเฟซบุ๊คอยู่ได้เป็นชั่วโมงทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่ามันไม่ดี

ส่วน “ระบบอัตโนมัติ” นั้นรวดเร็วกว่าและทำงานได้ทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้ชีวิต เช่นการอาบน้ำแต่งตัว ขับรถไปทำงานและอะไรก็ตามที่เป็นกิจวัตร รวมถึงการตัดสินใจอะไรไวๆ เช่นเจอหน้าคนนี้แล้วเราไม่ถูกชะตา หรือทำให้นิ้วโป้งเราหยุดชะงักเมื่อไถฟีดไปเจอเรื่องที่เราสนใจ พูดรวมๆ ก็คือมันเอื้อให้เราทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องคิดนั่นเอง

ในแต่ละวันข้อมูลปริมาณมหาศาลจะประเดประดังเข้ามาผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยระบบอัตโนมัติจะรับเอาไว้เองเกือบหมด โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เป็น “ตัวกรอง” เพื่อให้เหลือข้อมูลเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะหลุดเข้าไปถึง “ระบบตั้งใจ” ซึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะระบบตั้งใจนั้นทำงานได้ช้าและเหนื่อยง่ายกว่าระบบอัตโนมัติมาก

นั่นคือเหตุผลที่เราสามารถมองเห็นหน้าคนนับร้อยในฝูงชนโดยไม่ต้องหยุดคิดอะไรจนกว่าจะเจอหน้าคนที่เรารู้จัก

—–

ตั้งแต่เริ่มทำงานมา ผมขับรถอยู่สองยี่ห้อเท่านั้นคือโตโยต้าและนิสสัน และผมก็คิดมาตลอดว่ารถสองยี่ห้อนี้คือรถที่มีจำนวนมากที่สุดในท้องถนนกรุงเทพ

แต่พอวันนึงแฟนอยากจะซื้อรถฮอนด้า จู่ๆ ผมก็เริ่มสังเกตเห็นว่าท้องถนนมีรถฮอนด้ามากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมก็คงเห็นรถฮอนด้าอยูุ่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ฮอนด้าที่ผมเห็นมันถูกกรองด้วยระบบอัตโนมัติออกไปเกือบหมด ผมเลยไม่มีภาพจำอยู่เลยว่าจริงๆ แล้วรถฮอนด้านั้นอาจมีมากกว่านิสสันหรือโตโยต้าซะอีก

สมัยเรียนประถม เวลาผมฟังเพลงผมก็จะได้ยินแต่ “เสียงนักร้อง” และ “เสียงดนตรี”

แต่พอเริ่มเล่นดนตรีเป็นตอนเรียนมัธยม ก็เริ่มฟังเพลงละเอียดขึ้น เริ่มได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินอย่าง “เสียงเบส” “เสียงประสาน” หรือเสียงแบ็คกราวด์ที่ทำให้ดนตรีแน่นขึ้น

เมื่อเราใส่ใจกับสิ่งใด เราจะเห็นสิ่งนั้นและได้ยินสิ่งนั้นมากขึ้น เพราะข้อมูลเหล่านั้นจะไม่ถูกคัดออกโดย “ระบบอัตโนมัติ” อีกต่อไป

และนี่น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีสำหรับกฎแรงดึงดูดครับ

หากเราคาดหวังที่จะเจอสิ่งดีๆ ในวันนี้ เราก็จะมองหาแต่สิ่งดีๆ และเมื่อเรามองหามัน มันก็จะถูกส่งมายัง “ระบบตั้งใจ” โดยที่ไม่ถูกคัดทิ้งโดย “ระบบอัตโนมัติ” ไปเสียก่อน

หากเราอารมณ์ดี เราก็จะคาดหวังให้คนอื่นอารมณ์ดีด้วย เราจึงยิ้มง่าย คนอื่นจึงยิ้มตอบ ซึ่งมันก็ทำให้เราเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่าวันนี้จะมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้น

แต่ในวันที่เราอารมณ์ไม่ดี คิดว่าวันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆ พอสิ่งดีๆ เกิดขึ้น ระบบอัตโนมัติก็จะกรองสิ่งนั้นออกไปจนเราไม่เห็น แต่พอมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นเพียงหน่อยเดียวเราก็จะมองเห็นมันทันทีและคิดในใจว่า “นั่นไง เอาอีกแล้ว วันนี้วันซวยจริงๆ”

นั่นคือเหตุผลที่เวลาเรามีอคติกับใคร เราจะจับผิดเค้าได้ตลอดเวลา ในขณะที่เวลาเรารักเราหลงใคร ต่อให้เค้ามีสัญญาณไม่ดีอย่างไรเรากลับไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เพืื่อนทุกคนก็เห็นและเตือนแล้วเตือนอีก

ดังนั้นเราอาจมองกฎแรงดึงดูดว่าเป็นการ “สับสวิทช์ตัวกรองข้อมูล”

จริงๆ ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นตามครรลองของมันนั่นแหละ

แต่เมื่อเราคาดหวังสิ่งดีๆ เราก็จะ “มอง” และ “เห็น” สิ่งดีๆ มากขึ้นเท่านั้นเอง

คนที่จดจ่อเรื่องช่องทางธุรกิจ จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจตลอดเวลา ในขณะที่คนที่สนใจเรื่องใต้เตียงดารา ก็จะได้รับข่าวเมาธ์ดาราตลอดวันเช่นกัน ยิ่งเดี๋ยวนี้ Facebook มันมีกลไกดึงแต่เรื่องที่เราสนใจขึ้นมาให้ดูเสียด้วย

ก็แล้วแต่เราแล้วล่ะครับว่าจะใช้กฎแรงดึงดูดนี้ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษ

——

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

BookAdvertise

 

กฎ 5 วินาที

20170827_fivesecondrule

วันนี้ผมได้ดู TEDx Talk ของ Mel Robbins ซึ่งพูดเรื่องน่าสนใจไว้หลายอย่าง เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณรอบบิ้นส์บอกว่า เหตุผลที่เรามีเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายนั้นก็เพราะว่าสมองเรามีการทำงานสองแบบ

สมองส่วนนึงทำงานแบบ autopilot คือทำเองโดยไม่ต้องคิด เช่นแปรงฟัน แต่งตัว ขับรถไปทำงาน

อีกส่วนนึงคุณรอบบิ้นส์เรียกว่า emergency brake หรือเบรคฉุกเฉิน อารมณ์คล้ายๆ ที่เราเห็นในรถไฟฟ้า

เมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตเราออกจากโหมด autopilot หรือออกจาก comfort zone เจ้าตัวเบรคฉุกเฉินนั้นก็จะทำงานแทบจะทันที ก่อนจะพาเรากลับสู่โหมด autopilot ตามเดิม

เบรคฉุกเฉินนั้นทำงานอยู่ทุกหนแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่นาฬิกาปลุก เราก็จะกดปุ่ม snooze แล้วบอกตัวเองว่าขอนอนต่ออีกหน่อย

หรือตอนอยู่ที่ประชุมอยู่แล้วเกิดคำถามในใจ แต่ก็กลัวว่าถามออกไปจะดูไม่ฉลาดรึเปล่า สุดท้ายก็เลยไม่ได้ยกมือถาม

หรือตอนเจอคนแปลกหน้าที่เราสนใจ อยากเข้าไปคุยด้วย แต่เบรคฉุกเฉินก็จะยกเหตุผลหลายสิบข้อขึ้นมาเพื่อจะทำให้เราไม่กล้าเข้าไปคุยกับคนคนนั้น

คุณรอบบิ้นส์เลยแนะนำให้เราใช้กฎ 5 วินาทีครับ

โดยเธอบอกว่า เมื่อเราคิดอะไรได้ก็ตามแต่ เราต้อง “ลงมือทำ” อะไรซักอย่างภายใน 5 วินาที ก่อนที่เบรคฉุกเฉินจะทำงาน

โดยวิธีที่ทรงพลังที่สุด คือการนับถอยหลัง 5 4 3 2 1 0 แล้วลงมือทำเลย

อันนี้เป็นทริคที่น่าสนใจ คือให้นับถอยหลังจากห้ากลับมาที่ศูนย์ ไม่ใช่นับจากหนึ่งไปถึังห้า เพราะมันเหมือนเป็นการ countdown ไปสู่ “เหตุการณ์” อะไรบางอย่างเช่นการปล่อยจรวดหรือขึ้นปีใหม่

การนับถอยหลังสู่เลขศูนย์จึงมี “แรงผลัก” ให้เรา “ลงมือทำ” มากกว่าการนับหนึ่งสองสามสี่…

อีกสมมติฐานนึงที่ผมเดาเอาเอง คือถ้าเรา “นับขึ้น” 1 2 3 4 5 6 7 …. เราจะนับไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเรา “นับลง” 5 4 3 2 1 0 พอถึง 0 เราก็ไม่มีเลขให้ไปต่อแล้ว จะให้นับ “-1” “-2” ก็ดูจะยากเกินไปหน่อย สู้ลงมือทำเลยง่ายกว่า

ยกตัวอย่างการใช้กฎ 5 วินาที

ตอนเช้าได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เรานอนหลับตาแล้วบอกตัวเองว่าเมื่อครบ 5 วิจะลุกจากเตียง เรานับในใจ 5 4 3 2 1 0 แล้วลุกขึ้นมาทันที

เราเคยตั้งเป้าว่าอยากจะแข็งแรงขึ้นด้วยการวิดพื้น แต่วันนี้ยังไม่ได้วิดพื้น นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วลงไปวิดพื้นเลย

มีงานชิ้นนึงที่ยาก แต่ก็รู้ว่าต้องทำ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเลย

เจอคนที่น่าสนใจ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเดินเข้าไปคุยเลย

ดึกแล้ว ยังนอนไถเฟซบุ๊คอยู่ บอกตัวเองว่าอีก 5 วินาทีจะเลิกแล้ว นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเอามือถือไปเก็บเลย

ถ้าใครรู้สึกว่า 5 วินาทีมันสั้นไป ทำใจไม่ทัน ลองเพิ่มมาเป็นเป็นซัก 10 วินาทีก็ได้นะครับ สำคัญคือต้องนับถอยหลังไปหาศูนย์เท่านั้นเอง

ลองใช้กฎ 5 วินาที เพื่อลดช่องว่างระหว่าง “ความคิด” กับ “การกระทำ” และพาตัวเองออกจากโหมด autopilot เสียบ้าง

แล้วอาจจะได้พบว่า เราทำอะไรเพิ่มได้ตั้งหลายอย่างเลยครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TEDx Talks: How to stop screwing yourself over | Mel Robbins | TEDxSF

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาครับ หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

กฎ 5 คน (และเหตุผลที่คนดีกลายเป็นคนโกง)

20170808_fivepeople

ในหนังสือของฝรั่งที่เกี่ยวกับการสร้างความร่ำรวย มักจะมีข้อความนึงที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ นั่นคือ

You are the average of the 5 people you spend most time with – คุณจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วย

ประมาณว่า ถ้าเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ 5 คนไหน รายได้ของเราก็จะเป็นค่าเฉลี่ยของ 5 คนนั้น

แต่มันยังมีมิติอื่นนอกจากเรื่องรายได้

ถ้าเพื่อนๆ 5 คนที่คุณไปเที่ยวด้วยเป็นคนอ้วน คุณก็มีแนวโน้มที่จะเป็นคนอ้วนมากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ คุณมีแต่คนสูบบุหรี่ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะติดบุหรี่มากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ ของคุณชอบออกกำลังกาย คุณก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะออกกำลังกายเช่นกัน

แต่มันยังมีอีกมุมที่ฝรั่งไม่ค่อยพูดถึง แต่ผมคิดว่ากฎ 5 คนสามารถอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้

นั่นคือการโกงกินของข้าราชการและนักการเมือง

ไม่ว่าตอนเริ่มต้นสายอาชีพนี้เราจะตั้งใจดีแค่ไหน อยากทำเพื่อประเทศอย่างไร แต่ถ้าเราเข้าไปอยู่ในหมู่คนที่โกงกินแล้ว ก็ยากยิ่งนักที่จะยังรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้ได้

นึกภาพว่าเราถูกจับโยนบ่อขยะ

30 วินาทีแรกที่เราอยู่ตรงนั้นเราจะรู้สึกเหม็นจบแทบจะอาเจียนออกมา แต่พออยู่ไปซักพัก เราก็จะเริ่มรู้สึกว่า ถึงจะยังเหม็นอยู่แต่ก็ไม่ทรมานเหมือนตอนแรก

เพราะร่างกายของเรามีการปรับตัวจนจมูกของเรา “desensitized” หรือชินกับกลิ่นเหม็นนั้นไปเรียบร้อย

ผมเชื่อว่าความคุ้นชินหรือ desensitized นี่ไม่ได้เป็นเฉพาะเรื่องทางกายเท่านั้น แต่ใจเราก็สามารถ desensitized ได้เช่นกัน

ผมจึงพอนึกภาพออกเลยว่าคนทำงานการเมืองหลายคนนั้นก็เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมือง และเกลียดคนโกงพอๆ กับผมหรือทุกท่านที่อ่านบล็อกนี้อยู่นั่นแหละ

แต่พอเขาต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการโกงกินจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (norm) ไปแล้วนั้น โอกาสที่เขาจะกลายเป็นคนโกงก็จะพุ่งสูงมาก

ตอนแรกๆ อาจจะไม่ยอมโกงเลย จากนั้นก็โกงนิดหน่อย และพอใจของเขา desensitized กับการโกงนิดหน่อยแล้ว เขาก็จะกล้าโกงมากกว่าเดิม

ผ่านไปซัก 5 ปี 10 ปี จิตใจของเขาก็อาจจะชาชินกับการโกงจนเขาไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรแล้ว เปรียบได้กับคนที่อยู่ในกองขยะมานานจนจมูกของเขาไม่รู้สึกว่าขยะกองนั้นเหม็นอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น กฎ 5 คน น่าจะใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เราจึงต้องเตือนตัวเองให้เลือกเพื่อนให้ดี

อีกนัยหนึ่ง เราก็ควรจะเสพเนื้อหาจากเพจที่สร้างสรรค์ เพราะนั่นคือ “คนที่เราจะใช้เวลาด้วย” (แม้จะมองไม่เห็นหน้ากัน) มากที่สุดครับ


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ https://anontawong.com/2017/08/04/tgim/

TGIM_HardCopies

กฎ 5 นาที

20170907_5minuterule

ใครเคยผัดวันประกันพรุ่งบ้างยกมือขึ้น!

ตามประสบการณ์ของผม เรามีแนวโน้มที่จะบอกว่า “เอาไว้ก่อน” กับงานสามประเภท

1. งานง่ายๆ ที่เรารู้ว่าถึงจะผัดวันไปก็ไม่มีผลกระทบที่เลวร้าย เช่นอ่านหนังสือเสร็จแล้วไม่เก็บเข้าที่ กินข้าวเสร็จแล้วไม่ล้างจานเลย สิ่งที่ตามมาก็คือดินจะพอกหางหมู ทำให้บ้านรกรุงรังไม่ spark joy

2. งานยากๆ ที่เรารู้ว่าทำแล้วจะดีกับตัวเอง แต่เผอิญไม่มี deadline เช่นการออกกำลังกาย การนั่งลงวางแผนการเงิน การอ่านหนังสือแทนการเล่นเฟซบุุ๊ค ซึ่งแม้ว่าจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ถึงชีวิตจะไม่แย่ลง แต่มันก็ไม่ดีขึ้นเหมือนกัน

3. งานยากๆ ที่เราไม่อยากทำ แต่รู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำ เช่นงานใหญ่ที่เจ้านายสั่งมาและมีเส้นตายที่นานเกินสองสัปดาห์ เรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงงานแนวนี้ด้วยการไป “ขยันกับงานอื่น” จนเวลาหมดลงเรื่อยๆ ต้องให้ไฟลนก้นแล้วนั่นแหละถึงจะเริ่มลงมือทำ แล้วเราก็จะบ่นกับตัวเองว่าไม่น่าเลย (แล้วคราวหน้าก็ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ดี)

สำหรับปัญหาประเภทที่ 1 (งานง่ายดายแต่ขี้เกียจทำตอนนี้) ผมแนะนำให้ใช้กฎ 2 นาที คืออะไรที่ใช้เวลาไม่เกินสองนาทีให้ทำไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น จะได้ไม่ต้องเปลืองสมองตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี

ส่วนงานยากๆ แบบ 2 และ 3 นั้น ขอนำเสนอกฎ 5 นาทีครับ

สิ่งต่างๆ ในโลกนี้มีแรงเฉื่อย (inertia) ยิ่งของชิ้นนั้นมีน้ำหนักมาก แรงเฉื่อยก็ยิ่งเยอะตาม

คนเราเมื่อเจองานที่ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัส แค่คิดว่าต้องทำก็ท้อแล้ว เราถึงหลีกเลี่ยงมันโดยตลอด

กฎ 5 นาทีคือการบอกกับตัวเองว่า เราจะทำสิ่งนี้เพียง 5 นาทีเท่านั้น

แทนที่จะตั้งเป้าว่าไปวิ่งรอบสวนลุม 1 รอบ ก็เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่าจะไปวิ่งๆ เดินๆ ในสวนลุมให้ครบ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำรายงานฉบับนีให้เสร็จ ก็บอกตัวเองว่าจะนั่งทำรายงานฉบับนี้แค่ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อย ก็บอกตัวเองว่าจะทำความสะอาดห้องแค่ 5 นาทีก็พอ

พอครบ 5 นาทีแล้ว ถ้าไม่รู้สึกอยากทำต่อก็หยุดได้เลย ไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ถ้ายังรู้สึกอยากทำต่อก็เป็นสิทธิ์ของเราเช่นกัน

กฎ 5 นาทีมีประโยชน์สองอย่าง

หนึ่ง คือแทนที่จะโฟกัสไปที่การ “ทำงานให้เสร็จ” เราจะโฟกัสไปที่การ “เริ่มต้น” งานชิ้นนั้นแทน

สอง อะไรก็ตามที่มีแรงเฉื่อย (inertia) พอมันเริ่มเคลื่อนที่แล้วมันก็จะมีแรงส่งหรือโมเมนตัมเช่นกัน (momentum = mass x velocity) นึกภาพตอนที่เราเข็นรถในลานจอด เราต้องออกแรงเยอะที่สุดเฉพาะในตอนแรกเท่านั้น พอรถเริ่มไหลเราก็แทบไม่ต้องออกแรงอะไรแล้ว

สิ่งที่เราจะพบหลังใช้กฎข้อนี้ก็คือ เราจะ “เริ่ม” งานยากได้เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น และแม้เราจะทำครบ 5 นาทีแล้ว ส่วนใหญ่เราก็จะทำต่อไปอีกเพราะงานชิ้นนี้มีโมเมนตัมของมันนั่นเอง

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ


สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

กฎ 10/10/10 สำหรับการตัดสินใจ

20161225_101010rule

เราทุกคนล้วนแต่เคยต้องเจอเรื่องที่ยากเย็นสำหรับการตัดสินใจ

และบ่อยครั้ง การตัดสินใจที่ผิดพลาดมักจะเกิดจากอารมณ์ชั่วขณะ เช่นความโกรธ ความกลัว ความโลภ

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เราจึงควรให้เวลาซักหน่อย เหมือนคำพูดฝรั่งที่ว่า You should sleep on it ซึ่งหมายความว่าให้กลับไปนอนคิดซักคืนหนึ่งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

แต่กับเรื่องบางเรื่อง แค่นอนอย่างเดียวไม่พอ เราควรจะมีเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยในการตัดสินใจเรื่องยากๆ ด้วย

หนึ่งในเครื่องมือที่ค่อนข้างมีประโยชน์คือกฎ 10/10/10 ที่เขียนโดน Suzie Welch

กฎนี้เรียบง่ายมาก แค่ให้มองการตัดสินใจของเราใน 3 ระยะ

จะรู้สึกยังไง (กับการตัดสินใจของเรา) 10 นาทีต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 เดือนต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 ปีต่อจากนี้?

แอนนี่ หญิงสาววัย 36 กำลังคบหากับคาร์ลวัย 45 ซึ่งเคยแต่งงานและหย่ามาแล้ว

การหย่าร้างคราวนั้นทำร้ายจิตใจคาร์ลมาก คาร์ลจึงค่อนข้างระวังตัวและไม่กล้าแสดงออกทางความรู้สึกมากนัก จริงๆ แล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยบอกรักอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำไป

แต่แอนนี่อยากให้ความสัมพันธ์คืบหน้าเร็วกว่านี้ เพราะเธอเองก็อยากจะมีลูก และเธอก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เธอจึงต้องตัดสินใจว่าจะบอกรักคาร์ลดีหรือไม่ ถ้าบอกไปแล้วคาร์ลจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ความไม่แน่นอนนี้ทำให้แอนนี่ลังเลที่จะเอ่ยปากตลอดมา

แอนนี่ก็เลยใช้กฎ 10/10/10 กับตัวเอง ว่าถ้าเธอบอกรักคาร์ลตอนนี้ อีก 10 นาทีเธอจะรู้สึกอย่างไร “ฉันน่าจะยังกระวนกระวาย แต่ก็ยังภูมิใจที่ได้พูดมันออกไปและแสดงความรู้สึกในใจฉันออกมา”

แล้วอีก 10 เดือนจะรู้สึกอย่างไร – “ก็จะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายเลย เพราะฉันก็อยากให้ความสัมพันธ์นี้ก้าวหน้าจริงๆ  ถ้าไม่ลองดูก็ไม่รู้ซักทีจริงมั้ย”

แล้วอีก 10 ปีจะรู้สึกอย่างไร – “ไม่ว่าคาร์ลจะตอบว่ายังไงก็ไม่น่าจะสำคัญมากหรอก ฉันกับคาร์ลอาจจะได้แต่งงานกัน ไม่อย่างนั้นฉันก็อาจจะแต่งงานกับคนอื่นแทนเท่านั้นเอง”

เมื่อใช้กฎ 10/10/10 แล้ว จึงทำให้การตัดสินใจของแอนนี่ง่ายขึ้น แอนนี่จึงเป็นฝ่ายบอกรักคาร์ลก่อน และแม้คาร์ลจะไม่ได้บอกรักกลับในทันที แต่เขาก็เปิดใจมากขึ้นและกล้าแสดงความรู้สึกมากกว่าเดิม

การคำนึงถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจในสามช่วงเวลา จะช่วยให้เราแน่ใจได้ว่า อารมณ์ชั่วขณะของเราจะไม่ใช่ตัวกำหนดทุกอย่าง เราจะมองผลของการตัดสินใจในระยะกลางและระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น และเมื่อนั้นเราจะรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นดีต่อเราจริงหรือไม่ครับ

ลองเอากฎนี้ไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Fast Company: The 10/10/10 Rule For Tough Decisions by Chip & Den Heath

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กฎ 90 วินาที

20161105_90sec

ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากฟัง Tony Robbins ให้สัมภาษณ์ใน Tim Ferriss Show ก็ได้ไอเดียดีๆ มาแชร์หลายเรื่องเลย

วันนี้มาแชร์ไอเดียที่สองนะครับ

ชื่อว่ากฎ 90 วินาที

กฎนี้โทนี่เพิ่งใช้มาได้ไม่นาน แต่เขารู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เขาบอกว่าคนเรานั้น มีทางเลือกในการใช้ชีวิตอยู่สองแบบ

แบบแรกคืออยู่อย่างอมทุกข์ (state of suffering) ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา อารมณ์ขุ่นมัว ตระหนี่ถี่เหนียว กังวลใจ โทษคนนั้นคนนี้

แบบที่สองคือดำเนินชีวิตด้วยความสำราญ (state of bliss) มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเมตตา มีสติ มีปัญญา พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น

เป้าหมายของโทนี่ คือใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความสุขสำราญให้มากที่สุด

นั่นคือที่มาของกฎ 90 วินาที

กฎข้อนี้กล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เจอเรื่องที่ทำให้เราทุกข์หรือกังวลใจ อย่าปล่อยให้มันทำให้เราดำดิ่งเกินกว่า 90 วินาที

จงใช้เวลาหนึ่งนาทีครึ่งนั้นทุกข์เสียให้พอ จากนั้นก็วางมันลง ถอยออกมา แล้วดำเนินชีวิตต่อไป

เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าที่จะมามัวทุกข์ใจอยู่ (Life is too short for suffering)

โดยคอนเซ็ปต์มันก็ดีทีเดียว แต่คำถามก็คือ มันจะทำได้จริงหรือ?

โทนี่ก็เลยสอนเทคนิคที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากเรื่องทุกข์ใจได้ในเวลาไม่นานนัก

เราสามารถทดลองได้เลย ด้วยการนึกถึงเรื่องที่เรากำลังกังวลใจ เช่นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก หรือเรื่องที่รับปากไว้แล้วยังไม่มีเวลาได้ทำซักที

จากนั้น จงหลับตา เอามือสองข้างแนบลงกลางอก ให้รู้สึกได้ถึงหัวใจที่อยู่ข้างในนั้น

ให้รู้ว่าหัวใจของเรากำลังเต้นอยู่

หัวใจดวงนี้เราได้มาฟรีๆ เป็นของขวัญจากพระเจ้า (หรือธรรมชาติ) เป็นสิ่งที่แสนมหัศจรรย์เพราะมันทำให้เรามีชีวิต

หัวใจดวงนี้เต้นถึงวันละ 100,000 ครั้ง ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

ลองหายใจลึกๆ แล้วจินตนาการว่าอากาศที่เราสูดเข้าไปกำลังหล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ นี้

จากนั้นก็นึกถึงเรื่องราวหนึ่งเรื่องที่เรารู้สึกขอบคุณ (one thing you feel grateful for) อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้ แล้วลองเอาตัวเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ให้รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นมันดีอย่างไร

เมื่อนึกได้เรื่องหนึ่งแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สอง

เมื่อนึกเรื่องที่สองออกแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สาม

เมื่อทบทวนเรื่องที่สร้างความสุขให้เราครบสามเรื่อง ก็ให้นึกย้อนกลับไปถึงปัญหาที่ทำให้เรากังวล

แล้วถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ

โทนี่การันตีว่า ณ จุดๆ นี้ หัวใจจะมีคำตอบให้คุณ เพราะจิตใต้สำนึกจะรู้คำตอบอยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องพามันเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

ด้วยการระลึกถึงกฎ 90 วินาที และหัดเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจ จะช่วยให้เราหลุดจากหล่มความมืดมนได้ในเวลาอันไม่นานนัก

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Tim Ferriss Show: Tony Robbins – on Achievement versus Fulfillment

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com