17 หลักการสำหรับการใช้ชีวิต

Rule of thumb คือหลักการง่ายๆ หรือวิธีคิดคร่าวๆ แบบประมาณเอา ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100% แต่มีคนใช้แล้วเวิร์คก็เลยบอกกันปากต่อปาก

อีกสำนวนหนึ่งที่มีความหมายเดียวกันคือ Razor ที่แปลว่าใบมีดโกน คือเปรียบหลักการง่ายๆ เป็นเหมือนใบมีดโกนที่ตัดส่วนที่ไม่สำคัญทิ้งไป เหลือเพียงเรื่องที่จำเป็นต้องรู้

เผอิญผมผ่านไปเจอ Twitter thread ของคุณ Sahil Bloom (@SahilBloom) ที่พูดถึงหลักการที่น่าสนใจไว้หลายข้อ

เลยขอคัดบางส่วนมาไว้ตรงนี้ เผื่อจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านครับ

[หากมีตรงไหนที่ผมขยายความเอง ผมจะใส่ไว้ใน square brackets แบบนี้นะครับ]

1. The Smart Friends Razor

ถ้าเพื่อนที่ฉลาดที่สุดของเราสนใจเรื่องอะไรอยู่ ก็แปลว่าเราควรจะสนใจเรื่องนั้นด้วย

และถ้าเรื่องที่เพื่อนคนนั้นสนใจดูเป็นเรื่องบ้าบอและไม่น่าเป็นไปได้ เรายิ่งควรใส่ใจมากกว่าเดิมเสียอีก

เพราะความหลงใหลของเพื่อนที่ฉลาดที่สุดของเราคือกล้องส่องทางไกลไปยังอนาคต

2. The Rooms Razor

ถ้าเราต้องเลือกระหว่างเข้าห้อง 2 ห้อง ให้เลือกห้องที่เราน่าจะเป็นคนโง่ที่สุดในห้อง

แล้วเมื่อได้นั่งอยู่ในห้องนั้นแล้ว ก็จงพูดให้น้อย ฟังให้มาก

ห้องนี้ไม่ดีต่ออัตตา แต่ดีต่อการเติบโต

3. The Man in the Arena Razor

เวลาเป็นคนดู การส่งเสียงเชียร์หรือส่งเสียโห่นั้นเป็นเรื่องง่ายดาย

สิ่งที่ยากกว่ามากคือการขึ้นไปชกอยู่บนเวที บนเวทีนั้นเปล่าเปลี่ยวและเปราะบาง แต่มันคือที่ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นได้จริงๆ

เมื่อมีสองทางให้เลือก จงเลือกทางที่จะทำให้เราได้ขึ้นไปชกบนเวที ทางที่เราจะมีส่วนได้เสียกับมันอย่างแท้จริง (skin in the game)

4. The Feynman Razor

การพูดด้วยคำศัพท์หรูๆ หรืออธิบายอะไรให้มันฟังดูซับซ้อนนั้นเป็นเพียงการปิดบังความจริงที่ว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้

ถ้าไม่สามารถอธิบายให้เด็ก 5 ขวบเข้าใจได้ แสดงว่าเราเองก็ยังเข้าใจมันไม่ดีพอ

ถ้ามีใครใช้ jargon (ศัพท์เฉพาะทาง) เยอะๆ เพื่ออธิบายอะไรให้เราฟัง ก็แสดงว่าเขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน

5. The Serendipity Razor

[Serendipity แปลว่าการเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโชคช่วย]

สิ่งที่เราเรียกว่า “โชคดี” นั้นเป็นเพียง ผลรวมรวบยอดของการกระทำเล็กๆ นับร้อยพัน (macro results of thousands of micro actions)

ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มันก็จะผลักดันให้เราได้ไปยืนอยู่ในจุดที่โชคดีน่าจะเกิดขึ้น

6. The Uphill Decision Razor

เมื่อมีสองทางให้เลือก ให้เลือกทางที่ยากกว่าในตอนแรก

Naval Ravikant (@naval) เรียกสิ่งนี้ว่า “การตัดสินใจขึ้นภูเขา” (uphill decisions) ซึ่งเป็นการ override สัญชาตญาณของมนุษย์ที่ชอบหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด

ผลตอบแทนทบต้นของการยอมเหนื่อยตั้งแต่แรกนั้นมักจะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ต้องเจอเสมอ

7. The Buffett Reputation Razor

“การสร้างชื่อเสียงใช้เวลา 20 ปี การทำลายชื่อเสียงให้ป่นปี้ใช้เวลาเพียง 5 นาที ถ้าคุณคำนึงถึงความจริงข้อนี้มากพอ คุณจะไม่ทำตัวเหมือนเดิม”
-Warren Buffett

ชื่อเสียงของเราใช้เวลาสร้างนับทศวรรษ แต่มันถูกสร้างด้วยแก้ว ไม่ใช่ด้วยหิน

8. The Opinion Razor

“ผมจะไม่ปล่อยให้ตัวเองมีความคิดเห็นกับเรื่องใดๆ ที่ผมไม่เข้าใจความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่าพวกเขาเอง”
-Charlie Munger

ความคิดเห็นควรเป็นสิ่งที่ควรได้มาด้วยการออกเหงื่อออกแรง

ถ้าเราไม่สามารถอธิบายความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดเจน ก็แสดงว่าเรายังไม่ควรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้น

9. The Narrative Fallacy Razor

มนุษย์เราชอบสร้าง story เราชอบเอาเรื่องราวต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่ออธิบายถึงสาเหตุและผลลัพธ์ ทั้งที่จริงแล้วหลายเรื่องนั้นเกิดขึ้นเพราะโชคหรือความบังเอิญล้วนๆ

เวลาอ่านเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ให้ทดไว้ในใจก่อนเลยว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความโชคดีของตัวเองเท่าที่ควร

10. The Time Billionaire Razor

เวลาคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

เมื่อต้องเลือก ให้เลือกทางที่เวลาของเราจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า

นี่ไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องของ leverage

จงเลือกทางที่เราจะเอื้อให้เราได้อยู่ในเวอร์ชั่นที่เรา top form ที่สุด

11. The Grit Razor

ถ้าต้องเลือกระหว่างสองคนที่เก่งพอๆ กัน ให้เลือกคนที่เคย “โดนชกหน้า” มาก่อน

คนที่เคยล้มหรือเผชิญความยากลำบากมาแล้ว มีความเป็นไปได้ที่จะมี grit หรือความอดทนไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง

12. The “Look the part” Razor

ถ้าต้องเลือกระหว่างคนสองคนที่เก่งพอๆ กัน ให้เลือกคนที่ “ดูไม่เข้าพวก”

คนที่ดูไม่เข้าพวกนั้นต้องฝ่าฟันอะไรมามากมายกว่าจะได้มายืนในจุดเดียวกันกับคนที่ “ดูเข้าพวก” อยู่แล้ว

13. The “What Stays the Same” Razor

การพยากรณ์อนาคตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

Jeff Bezos เคยพูดไว้ว่า การลงทุนในสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงนั้นมีความเสี่ยง แต่การลงทุนในเรื่องที่จะไม่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องปลอดภัย

เมื่อต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคต ให้โฟกัสในสิ่งที่จะคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

[เจฟ เบโซสคือผู้ก่อตั้ง Amazon เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “มีคนถามผมบ่อยๆ ว่า ‘อีก 10 ปีจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง’ ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ แต่แทบไม่เคยมีใครถามผมเลยว่า ‘อีก 10 ปี มีอะไรบ้างที่จะไม่เปลี่ยน?’

แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่สองนั้นสำคัญกว่าคำถามแรก เพราะยุทธศาสตร์ของคุณควรตั้งอยู่บนสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในธุรกิจค้าปลีกของเรา เรารู้ว่าลูกค้าต้องการของราคาถูก และเราก็รู้ว่าอีก 10 ปีมันก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ลูกค้ายังต้องการให้เราส่งของให้เร็ว และต้องการที่จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย

เป็นไปไม่ได้เลยที่อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าคนไหนเดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เจฟ ผมชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณตั้งราคาให้มันแพงกว่านี้หน่อย’ หรือ ‘เจฟ ฉันชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณส่งสินค้าให้ช้ากว่านี้หน่อย’

เมื่อคุณรู้ว่ามีอะไรที่จะยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ คุณก็จะเอาแรงและเวลาไปลงทุนกับเรื่องเหล่านั้นได้” อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “วิธีรับมืออนาคต (จากผู้ก่อตั้ง Amazon)” ]

14. The Pygmalion Razor

[“พิกเมเลี่ยน” คือชื่อกษัตริย์องค์หนึ่งในเทพนิยายกรีก เขาได้สร้างรูปปั้นของผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา และตกหลุมรักรูปปั้นนั้น]

ความคาดหวังที่สูงจะนำไปสู่ performance ที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เวลาทำงานกับทีมใหม่ๆ หรือคนใหม่ๆ ขอให้มองเห็นมุมที่ดีที่สุดของพวกเขา และบอกเขาว่าเราเชื่อว่าเขาจะทำได้ดี แล้วพวกเขาจะสร้างผลงานได้ดีกว่าเดิม

15. The Optimist Razor

เมื่อต้องใช้เวลาอยู่กับใคร ให้เลือกใช้เวลาอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ดี

คนมองโลกในแง่ร้ายจะเห็นแต่ประตูที่ปิดตาย คนมองโลกในแง่ดีจะเห็นประตูที่เปิดอยู่ และก็น่าจะถีบประตูที่ปิดอยู่ให้เปิดออกด้วย

คนมองโลกในแง่ร้ายนั้นอาจฟังดูฉลาด แต่คนมองโลกในแง่ดีจะมีโอกาสร่ำรวย

16. Hanlon’s Razor

เวลาใครทำอะไรไม่ดีกับเรา อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเขามุ่งร้ายกับเรา แต่ให้ลองคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ เช่นเขาอาจมีความเชื่อที่ต่างออกไป เขาขาดความสามารถ หรือเขาอาจฉลาดไม่พอเท่านั้นเอง

17. The Boasters Razor

คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จของตัวเอง

ถ้าเราเห็นใครสักคนชอบอวดเรื่องรายได้ ความร่ำรวย หรือความสำเร็จ ก็ควรเผื่อใจเอาไว้ว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่เขาพูดหรอก


ขอบคุณข้อมูลจาก @SahilBloom: “Razors” are rules of thumb that simplify decisions. The most valuable razors I’ve discovered.

กฎ 90-9-1

โลกอินเทอร์เน็ตจะมีสิ่งที่เรียกว่า 90-9-1 Rule

90% จะเป็นแค่คนอ่าน (consumers)

9% จะเป็นคนคอมเมนท์ (contributors)

1% จะเป็นผู้สร้างคอนเทนท์ (creators)

ตัวเลขนี้อาจจะเหวี่ยงขึ้นหรือลงแล้วแต่ว่าอยู่บนแพลตฟอร์มไหน แต่ consumers จะมากกว่า contributors และ contributors จะมากกว่า creators เสมอ

ซึ่งสัดส่วนเช่นนี้มีมุมที่น่าสนใจอยู่หลายประการ

1. “กระแส” ที่เราคิดว่า “ป๊อปปูลาร์” นั้นมาจากคนส่วนน้อย นั่นก็คือ creators และ contributors รวมกันแล้วไม่เกิน 10% เวลาข่าวลงว่า “ชาวเน็ต” อย่างนั้น ชาวเน็ตอย่างนี้ ก็ล้วนมาจากคนแค่ 10% นี้เท่านั้น

2. Creators คือที่ได้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะใช้สื่อฟรีเพื่อ reach คนนับหมื่นนับแสน และสร้าง personal branding ที่ทรงพลังและจะติดตัวเขาไปตลอด

3. Consumers & Contributors ไม่ใช่แค่ users แต่เป็น “สินค้า” ที่แพลตฟอร์มเอาไปขายให้กับบริษัทต่างๆ ที่อยากลงโฆษณาให้คนกลุ่มนี้อ่าน แถมยังมีมากถึง 99% ของผู้ใช้งานทั้งหมดเสียด้วย

4. ถ้าเราอยากเป็น Top 1% ของคนในอินเทอร์เน็ต เราก็แค่ต้องลุกขึ้นมาเป็น creator เท่านั้นเอง ต่อให้มีคนตามแค่หลักร้อยหรือหลักพัน เราก็เป็น Top 1% เรียบร้อยแล้ว

จึงอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านบล็อกนี้ลองมาเป็น creators กันครับ เราไม่รู้หรอกว่าสร้าง content มาแล้วจะมีคนอยากตามหรือไม่ เราก็เลยหลีกเลี่ยงมันตลอดมา

แต่การลงมือทำไม่ได้เสียอะไรนอกจากเรื่องเวลา และยิ่งถ้ามันเป็นการทำสิ่งที่เราเชื่อด้วย การลงแรงนั้นย่อมจะไม่สูญเปล่า

และเราจะได้อะไรกลับคืนมามากกว่ายอด followers แน่นอนครับ

กฎ 23.5 ชั่วโมง

เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีวีดีโอตัวหนึ่งออกมาที่ได้รับความสนใจพอสมควร ผมเคยดูครั้งเดียวแล้วยังจำได้จนถึงทุกวันนี้เลยกลับไปหามาดูใหม่

วีดีโอนี้จัดทำโดยคุณหมอ Mike Evans ซึ่งเขาตั้งคำถามเอาไว้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อสุขภาพของเรา? (What is the single best thing we can do for our health?)

ดื่มเหล้าให้น้อยลง สูบบุหรี่ให้น้อยลง มีสังคมที่ดี ควบคุมคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนัก ฯลฯ

แต่อะไรล่ะคือสิ่งเดียวที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อรักษาสุขภาพของเรา?

แล้วคุณหมอก็ได้คำตอบ เพราะการทำสิ่งนี้ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างครอบคลุม

คนไข้ข้อเข่าเสื่อม อาการเจ็บปวดและพิการลดลงไป 47%

คนชรา ลดโอกาสเกิดโรคความจำเสื่อมถึง 50%

ลดโอกาสคนเป็นโรคซึมเศร้าลง 47%

และจากการติดตามศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดนับหมื่นคนเป็นเวลา 12 ปี การทำสิ่งนี้ช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตถึง 23%

ยาวิเศษที่ว่านี้ก็คือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเดินครับ

ตัวเลขจากญี่ปุ่นบอกว่า ถ้าพนักงานเดินไปทำงานวันละ 10 นาทีจะไม่ส่งผลอะไรต่อความดันโลหิต ถ้าเดินวันละ 11-20 ความดันจะลดลง 12% และถ้าเดินเกินวันละ 20 นาที ความดันจะลดลงถึง 29%

อีกตัวอย่างหนึ่งมาจากเยอรมันนี คนที่มีปัญหาโรคหัวใจคุณหมอมักจะแก้ปัญหาด้วยการสอดขดลวด (stent) เข้าไปในเส้นเลือดเพื่อให้เลือดหมุนเวียนได้สะดวกขึ้น

นายแพทย์ลองแบ่งคนไข้โรคหัวใจเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้เดินวันละ 20 นาที และเต้นแอโรบิคสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งชั่วโมง

กลุ่มที่สองได้รับการสอดขดลวด และใช้ชีวิตตามปกติ

ปรากฎว่า ในกลุ่มที่ออกกำลังกายนั้น มีถึง 88% ที่ไม่มีอาการกำเริบใดๆ ขณะที่กลุ่มที่สอดขดลวดนั้น มี 70% ที่ไม่มีอาการกำเริบ การทำอะไรโลว์เทคอย่างการเดินจึงให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่าการทำสิ่งไฮเทคอย่างการสอดขดลวดเสียอีก

ตัวอย่างสุดท้ายมาจากออสเตรเลีย ซึ่งพบว่าคนที่ดูทีวีวันละ 6 ชั่วโมงนั้น มีอายุคาดเฉลี่ยน้อยกว่าคนไม่ดูทีวีถึง 5 ปี (คนอเมริกันนั้นดูทีวีเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง)

ชีวิตคนเราอยู่กับการนอนและการนั่งเยอะมาก เรานอนดูทีวีก่อนจะนอนหลับ ตื่นมาก็นอนเล่นมือถือ อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็นั่งรถไปทำงาน ถึงออฟฟิศก็นั่งที่โต๊ะเกือบทั้งวัน ตอนเที่ยงก็นั่งกินข้าว ก่อนจะกลับมานั่งโต๊ะถึงตอนเย็น กลับถึงบ้านก็นั่งดูทีวีอีก นั่งและนอน นอนและนั่งวนเวียนกันเรื่อยไป

คุณหมออีแวนส์เลยให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราสามารถจำกัดการนั่งและนอนรวมกันแล้วไม่เกินวันละ 23.5 ชั่วโมงได้รึเปล่า (Can you limit your sitting and sleeping to just 23 1/2 hours a day?)

กฎ 23.5 ชั่วโมง ก็คือ จงนั่ง+นอนให้ไม่เกินวันละ 23.5 ชั่วโมง นั่นเอง

และหาเวลาวันละ 30 นาทีเพื่อทำอะไรที่ active บ้าง ง่ายสุดก็คือการเดิน โดยจะแบ่งเป็นคราวละ 10 นาทีสามรอบก็ได้

เป็นอะไรที่ใครๆ ทำได้ ไม่ต้องใช้เงินสักบาท แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ายิ่งนัก

ลองนำกฎ 23.5 ชั่วโมงไปปรับใช้กันดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: 23 and 1/2 hours: What is the single best thing we can do for our health?