บทความสำหรับคนที่คิดว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีคุณค่าอันใด

อากาศของโลกในปัจจุบันมีไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 21% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.04% ที่เหลือเป็นแก๊สชนิดอื่น

ย้อนไปเมื่อ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว โลกเรามีไนโตรเจน 80% คาร์บอนไดออกไซด์ 19% และออกซิเจนเพียง 0.05%

ด้วยออกซิเจนเพียงน้อยนิด โลกยุคนั้นจึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตอันใดอาศัยอยู่ได้ยกเว้นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (single-celled organisms)

โชคดีที่ในบรรดาสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวนั้น มีไซยาโนแบคทีเรีย (cyanobacteria) ถือกำเนิดขึ้นมาด้วย

ความสามารถพิเศษของไซยาโนแบคทีเรียคือการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ที่รับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจน

เมื่อประมาณ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว ไซยาโนแบคทีเรียเริ่มขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก และค่อยๆ เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจนที่เราได้ใช้หายใจกันอยู่ทุกวันนี้ (สัดส่วนของออกซิเจนเพิ่มจาก 0.05% เป็น 21% ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ลดจาก 19% เป็น 0.04%)

กระบวนการนี้กินเวลาเป็นพันล้านปี เพราะแบคทีเรียต้องสร้างออกซิเจนมากพอจนน้ำในมหาสมุทรอิ่มตัวไปด้วยออกซิเจนเสียก่อน (saturate the seas) จากนั้นก็ต้องมากพอที่จะทำให้พื้นผิวโลกเต็มไปด้วยออกซิเจน (saturate the earth) แล้วสุดท้ายถึงจะมีออกซิเจนลอยมาอยู่ในอากาศได้ ซึ่งก็คือเมื่อ 900 ล้านปีที่แล้ว

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเมื่อ 600 ล้านปีที่แล้ว นั่นคือการก่อตัวของชั้นโอโซนที่เกิดจากออกซิเจนของไซยาโนแบคทีเรียเหล่านี้

นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะก่อนจะมีชั้นโอโซน ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกนั้นไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์แม้แต่นิดเดียว

แต่เมื่อโลกมีโอโซน ก็เกิด Cambrian explosion ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางชีวภาพที่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดอุบัติขึ้นในท้องทะเลพร้อมๆ กัน และไม่นานพืชชนิดแรกก็ขึ้นไปเติบโตบนพื้นผิวโลกได้

ดังนั้นสิ่งมีชีวิตแทบทุบผู้ทุกนามบนโลกใบนี้ – รวมถึงตัวเราด้วย – ล้วนเป็นหนี้บุญคุณของไซยาโนแบคทีเรีย

แบคทีเรียเหล่านี้ไม่ได้จากเราไปไหน ลูกหลานของมันคือคลอโรพลาสต์ (chloroplasts) ซึ่งอยู่ในพืชพันธุ์นานาชนิดและยังทำหน้าที่สังเคราะห์แสงกันต่อไป

ต้นไม้จึงเป็นเหมือน “เงาสะท้อนลมหายใจ” ของมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง เราหายใจเอาออกซิเจนเข้ามา และหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนต้นไม้ก็หายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และหายใจออกเป็นออกซิเจน


ลองคิดภาพว่าเราเกิดเป็นไซยาโนแบคทีเรียเมื่อ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว

เราลืมตาขึ้นมา มีชีวิตอยู่แค่สองสัปดาห์ แล้วก็ตายจากไป

แล้วเราก็คงรู้สึกว่า ชีวิตเราช่างไร้ความหมายยิ่งนัก โลกตอนที่เราเกิด กับโลกตอนที่เราตายก็หน้าตาเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

ไซยาโนแบคทีเรียอย่างเราไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าทุกลมหายใจเข้าออกของเรานั้นเป็นส่วนก่อเกิดของสิ่งมีชีวิตอเนกอนันต์ในกาลต่อมา

ความหมายของชีวิตมนุษย์คืออะไร จึงอาจอยู่ไกลเกินกว่าที่เราจะเข้าถึงและเข้าใจได้ เหมือนกับที่ไซยาโนแบคทีเรียไม่มีทางเข้าใจว่าชีวิตของมันมีความหมายอย่างไร

เมื่อมองไปยังจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เราย่อมรู้สึกว่าตัวเราช่างน้อยนิด เป็นเพียงหนึ่งในประชากร 7 พันล้านคน จะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่การใช้ชีวิตของเราจะส่งผลต่อคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง ซึ่งจะส่งผลต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อระบบนิเวศน์และโลกใบนี้

ถ้าแบคทีเรียเซลล์เดียวยังสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินให้กับโลกทั้งใบได้

มนุษย์ตัวน้อยๆ อย่างเราก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก TedX Taipei | Tom Chi | Everything is Connected — Here’s How

นิทานคางคก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นคนเคร่งครัดรักษาศีลมาก ไม่ยอมผิดศีลแม้แต่นิดเดียว

วันหนึ่งมีธุระลงไปจากเขา ขากลับก็เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด
ขณะที่เดินผ่านสระน้ำแห่งหนึ่ง รู้สึกที่เท้าได้เหยียบอะไรนิ่มๆ แล้วก็มีเสียงดัง
ขึ้นมาเสียงหนึ่งแล้วเงียบหายไป เหมือนกับได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของอะไรสักอย่าง

พระรูปนั้นคิดในใจว่า

“ตายแล้ว หรือว่าไปเหยียบคางคกตายเสียแล้ว รู้สึกนิ่มๆ มีเสียงร้องด้วย ไม่แน่
คางคกนั้นอาจตั้งท้องด้วย นี่เรามิฆ่าสัตว์ทีเดียวไปตั้งหลายตัวหรือ?”

พระรูปนั้นยิ่งคิดยิ่งกลัว นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง ยากที่จะข่มตาหลับลงได้

ขณะที่กำลังเคลิ้มๆ พระก็เห็นคางคกนับร้อยมาทวงขอชีวิต

พระร้องเสียงดังจนตกใจตื่น จึงรู้ว่าเป็นเพียงความฝัน และนอนคิดวิตกต่อไปทั้งคืน

ครั้นพอถึงรุ่งเช้า พระรูปนั้นรีบไปที่สระน้ำเมื่อคืน ไม่เห็นมีคางคกที่ไหนตาย มีเพียงมะเขือเทศที่โดนเหยียบจนแบน


ขอบคุณนิทานจากเว็บ What Am I

บางทีเราก็แค่ต้องเลิกขัดขาตัวเอง

การทำสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตบางทีมันก็ยากลำบากเหมือนกัน

ยิ่งโปรเจ็คนั้นมีความหมายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกลัวจะผิดหวังมากเท่านั้น

เราจึง “หลบซ่อน” ด้วยการ “ทำการบ้าน” เยอะๆ อ่านโน่นอ่านนี่ ถามคนนั้นคนนี้ ทำทุกอย่างเพื่อประวิงเวลาให้ไม่ต้องเริ่มต้นตัวโปรเจ็คจริงๆ เสียที

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ความยากลำบากในตัวงาน แต่เป็นความขี้กลัวในตัวเรา

เมื่องานสำคัญมันไม่เกิด เราก็จะต่อว่าตัวเองว่าเรานี่ช่างไม่มีวินัย ไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความกล้าหาญ เราจึงวางโปรเจ็คนั้นลงและหันเหความสนใจไปทำสิ่งอื่นๆ พอขึ้นปีใหม่หรือได้ดูคลิปสร้างแรงบันดาลใจ เราก็เอาโปรเจ็คนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น เป็นวังวนอยู่อย่างนี้

บางทีอาจมีทางเลือกที่ดีกว่า หากเราเลิกคาดหวังว่ามันจะต้องดีเลิศ และเลิกมองว่าเราคือตัวเอกของละคร

แทนที่จะมองว่าเราต้อง motivate ตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ ลองมองว่าสิ่งต่างๆ มันจะเกิดขึ้นตามครรลองอยู่แล้วถ้าเราไม่มัวขัดขาตัวเองอยู่

แทนที่จะถามว่า “เราต้องทำยังไง” (How do I do this?)

ลองถามว่า “อะไรต้องเกิดขึ้นโดยมีเราเป็นตัวกลาง?” (What needs to happen through me?)

เมื่อเอา “ตัวกู” ออกจากสมการ และใช้ร่างกายและจิตใจของเราเป็นเพียงแค่ทางผ่านของการกระทำ

สิ่งดีๆ และมีคุณค่าอาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ต้องคาดคั้นกับตนเองจนเกินไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Oliver Burkeman: The Imperfectionist: In Your Own Way

ชีวิตจะเปลี่ยนเรา ไม่ใช่เราเปลี่ยนชีวิต

ในบทความ “17 ความลับของฟ้าจาก “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร” ที่ผมเขียนไว้เมื่อเดือนที่แล้ว มีข้อ 14 ที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับคนอยากประสบความสำเร็จ

“คนเราเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เกรดเฉลี่ยพอๆ กัน ฐานะไม่ต่างกัน ผ่านไป 20 ปี สองคนนี้จะสำเร็จเท่ากันหรือไม่?

คนที่จบมาเกรดเฉลี่ยต่ำ จะสำเร็จน้อยกว่าคนที่จะจบเกียรตินิยมหรือไม่?

คนทำงานมานานย่อมรู้คำตอบดี

พี่เล้งบอกว่า การศึกษา ความฉลาด ฐานะ ความขยัน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จ

คนบางคนถนนยิ่งเดินยิ่งกว้าง แต่คนบางคนถนนยิ่งเดินยิ่งแคบ จากถนนกลายเป็นซอย จากซอยกลายเป็นซอยตัน

ถ้าสังเกตธรรมชาติ เราจะเห็นว่าสัตว์ตัวที่แข็งแกร่งที่สุด (alpha male) ไม่ได้เป็นผู้นำเสมอไป แต่เป็นกลุ่มที่ฉลาดที่สุดและเก่งที่สุดที่จะได้เป็น leader

ปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จก็คือ network หรือคนที่รายล้อมตัวเรา เพราะเราจะเลียนแบบคนใกล้ตัวเราโดยไม่ตั้งใจ ถ้าแม่เป็นคนจู้จี้ขี้บ่น โตขึ้นมาเราก็จะกลายเป็นคนจู้จี้ขี้บ่นเหมือนกัน

เพื่อนที่ดี 1 คนจึงมีคุณค่ายิ่งกว่าหนังสือ 50 เล่ม เพราะการอ่านหนังสือไม่ได้เปลี่ยนเรา แต่ถ้าเพื่อนชอบออกกำลังกาย ก็จะชวนเราไปออกกำลังกายด้วย หรือถ้าเพื่อนชอบปาร์ตี้เราก็จะกลายเป็น party animal ไปด้วยเช่นกัน”


ในหนังสือ “อะไรทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเมื่อวาน” คิมจงวอนก็บอกไว้ว่าชีวิตคนเรานั้นประกอบด้วยปัจจัยหลักๆ ห้าอย่างด้วยกัน

  1. สภาพแวดล้อม
  2. ผู้คนที่เราพบ
  3. วิธีการใช้เวลา
  4. ทัศนคติที่มีต่อภาษา
  5. วิธีคิด

เมื่อ 5 สิ่งนี้เปลี่ยนไป ชีวิตจะเปลี่ยนตามไปด้วย

เพราะคนเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเลิกบุหรี่หรือลดน้ำหนัก ล้วนเป็นเรื่องยากและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

แต่ถ้าเราเปลี่ยนปัจจัยห้าข้อด้านบน โดยเฉพาะสามข้อแรกที่เปลี่ยนได้ง่ายกว่า เราจะมี “ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป” และทำให้เรามีชีวิตที่ต่างจากเดิมได้ไม่ยาก

“ชีวิตจะเปลี่ยนเรา ไม่ใช่เราเปลี่ยนชีวิต”

ถ้าเข้าใจความหมายนี้ได้อย่างถูกต้อง เปลี่ยนสภาพแวดล้อมและคนที่รายล้อมเราให้เหมาะสม เรือชีวิตของเราก็เหมือนกับล่องอยู่เหนือลมแล้วครับ

พร 38 ประการจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเมื่อวาน

1.เราไม่ควรกลัวความตาย แต่ควรกลัวการตายทั้งเป็นจากการปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย

2.ถ้าเราจดจำไว้เสมอว่าเราอาจตายเมื่อไรก็ได้ อะไรที่ทำได้ยากก็จะลงมือทำได้ง่ายขึ้น

3.ความมุ่งมั่นตั้งใจเพียงอย่างเดียวก็อาจยังล้มเหลวได้ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจแบบมีปัญญาเป็นตัวนำทางด้วย

4.เมื่อไม่สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ เราจะเรียกร้องจากคนรอบข้างมากเกินไป

5.จงทิ้งความคิดที่ว่าจะจ่ายเงินเพื่อซื้อเวลา แต่จงใช้ชีวิตในแบบที่ต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหนก็ซื้อชีวิตแบบนี้ไม่ได้

6.ความชอบใจของคนอื่น สุดท้ายก็จะจบสิ้น แต่ความชอบใจที่มีให้ตัวเองนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

7.อย่ากลัวที่จะตั้งคำถาม อย่าลืมว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นเรื่องธรรมดาในตอนนี้มาจากคำถามไร้สาระในอดีต

8.ปรับมาตรฐานความพึงพอใจของตัวเองเสียใหม่ หากอยากลดน้ำหนักก็จงบอกตัวเองว่า “ฉันจะพึงพอใจที่สุดเวลาที่ตัวเองรู้สึกหิวเล็กน้อย”

9.ทุกครั้งที่รู้สึกอยากอาหารขึ้นมา ให้ถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องกินจนรู้สึกไม่ดีกับตัวเองด้วยล่ะ ฉันกินเพื่อให้มีความสุขไม่ใช่เหรอ”

10.ความรู้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นเพียงเครื่องประดับราคาแพงที่ขายไม่ออกเท่านั้น

11.การเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าหรือความสำเร็จ แต่มันคือการเพิ่มความเป็นไปได้ที่เราจะมีชีวิตในแบบที่เราต้องการ

12.ความพยายามของคนเราไม่ต่างกันมากนัก ผลสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับว่าเราทำสิ่งนั้นบ่อยแค่ไหน และจดจ่อกับมันได้นานเพียงใด ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการจดจ่อและทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

13.ในโลกนี้ไม่มีอะไรเล็กน้อย ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ แล้วขยายใหญ่ขึ้นเสมอ เราจึงควรจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างระมัดระวัง เพราะมันทำให้เราดีขึ้นได้หรืออาจเหยียบเราให้จมดินก็ได้เช่นกัน

14.ความอิจฉาแสดงให้เห็นว่าตัวเองอยู่ในระดับต่ำ เราต้องหลีกเลี่ยงการมีชีวิตอยู่เพื่ออิจฉาคนอื่นไปเรื่อยๆ จนตาย

15.เมื่อไหร่ที่เราผิดหวังกับคนอื่นบ่อยๆ นั่นแสดงว่าเราไม่รู้วิธีมองคนที่ถูกต้อง

16.เวลาจะตัดสินใครให้มองตาของเขานานๆ เพราะดวงตาเป็นสิ่งที่บ่งบอกปัญญาของคนคนนั้นซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยวิธีใดๆ บางคนมีรูปลักษณ์ภายนอกหรูหรา แต่ดวงตากลับไร้ชีวิตชีวาเหมือนคนกำลังจะตาย

17.จงหลีกให้ไกลคนโง่ จงหลีกให้ไกลคนที่ทำให้ใจเราเจ็บ โจรที่ร้ายที่สุดไม่ใช่โจรที่ขโมยเครื่องประดับราคาแพง แต่เป็น “คนโง่” ที่ขโมยเวลาจากเราไป

18.ความใส่ใจเป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เรื่องของมารยาท

19.หากอยากมีเวลาที่สวยงาม เพียงค้นหาสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็พอ และถ้าอยากลดความเป็นไปได้ของเราให้เหลือศูนย์ เพียงค้นหาสิ่งที่ทำไม่ได้ตอนนี้แล้วแค่บ่นก็พอ

20.ยิ่งแผนการเรียบง่ายมากเท่าไร โอกาสสำเร็จยิ่งมีมากเท่านั้น

21.หากเรารักตัวเองและใส่ความรักนั้นลงไปในทุกการกระทำ แล้วผลลัพธ์จะออกมาแย่ได้อย่างไร

22.จงทำงานเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อองค์กร อย่าเป็นทาสของชีวิตที่ทนอยู่เพราะไม่มีที่ไป แต่จงเป็นจิตกรของชีวิตที่อยู่ต่อไปเพื่อสร้างคุณค่า แม้จะมีที่อื่นให้ไปเยอะแยะก็ตาม

23.การจัดการเวลาให้มีคุณภาพเริ่มต้นที่คำถามว่า “ต้องทำอย่างไรถึงจะทำได้” ไม่มีเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์ใดร่วมมือกับคนที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้

24.ทำไมเราถึงใช้คำที่แย่ที่สุดกับตัวเองเสมอ แถมยังโรยเกลือลงบนแผลอีกต่างหาก

26.เราจะได้ในสิ่งที่ต้องการเมื่อภาษากับชีวิตของเราสอดคล้องกัน เพราะคนเราทำสิ่งต่างๆ ตามภาษาที่ฝังลึกอยู่ภายในโดยไม่รู้ตัว การค้นหาและควบคุมภาษาที่เราใช้จึงสำคัญมาก เพราะคำพูดคือโลกที่เราสร้างขึ้น และสุดท้ายเราจะมีชีวิตตามที่เราพูด

27.เคล็ดลับชนะใจคนคือการมอบความรักให้เขาราวกับคนรักตอนรักกันใหม่ๆ จงโอบกอดเขาอย่างอบอุ่นด้วยคำพูดของเรา

28.ถ้ายอมรับแต่สิ่งที่เหมือนเรา ความเจริญทางปัญญาจะไม่เกิดขึ้น ตลอดจนยากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นร้อยปีก็ตาม

29.ถ้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลงเราต้องไม่กลัวเรื่องการพ่ายแพ้ และต้องไม่หาเหตุผลอื่นมาทำให้ความล้มเหลวกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

30.”ทำไมโลกไม่เข้าใจฉันเลย” หลายคนพูดแบบนี้ ทว่าโลกเองก็ลำบากใจเหมือนกัน คนมากมายยืนเรียงรายกันอยู่ เป็นการยากที่โลกจะแยกแยะว่าใครดีกว่าใคร เราต้องทำให้เกินกว่าที่โลกคาดไว้ โอกาสดีๆ จึงจะมาถึง

31.ถ้ามองสถานการณ์ไปในทางบวก เราจะค้นพบลู่วิ่งของตัวเอง

32.ความต่างระดับของมุมมองคือความต่างระดับของชีวิต

33.คนที่สร้างสรรค์ย่อมไม่รู้จักความเหนื่อยล้า คนที่ทำสิ่งที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ ย่อมไม่รู้จักความเพลิดเพลิน

34.รักษาหัวใจที่เป็นเด็กไว้ให้ได้นานๆ ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนด

35.ถ้าเราเป็นหุ้น เราจะลงทุนกับตัวเองด้วยทรัพย์สินที่มีทั้งหมดหรือไม่?

36.คนจำนวนมากที่เรารู้จักไม่ใช่เส้นสายของเรา คนจำนวนน้อยที่รู้จักเราต่างหากคือเส้นสายที่จะช่วยเหลือเราได้จริงๆ

37.สิ่งที่เราขาดไปไม่ใช่โอกาส แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะคว้ามันไว้

38.อย่าหลีกหนีความเจ็บปวดของตัวเอง จงเผชิญหน้าและครุ่นคิดอย่างจริงจัง จงทะเลาะกับตัวเองในอดีตและปัจจุบันจนกว่าชีวิตจะค่อยๆ ดีขึ้น


ขอบคุณพรจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจองวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู