อย่าเชื่อมั่นในผลลัพธ์ แต่ให้เชื่อมั่นในหลักการ

อย่าเชื่อมั่นในผลลัพธ์ หมายความว่า

หนึ่ง – อย่าเชื่อมั่นว่าถ้าคนอื่นทำแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี เราทำแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนคนอื่นเขา

สอง – ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี ก็อย่าคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปว่าเป็นเพราะว่าเราเก่ง มันอาจจะเป็นเรื่องของดวงและปัจจัยอื่นๆ ที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ เมื่อผลออกมาดีเราจึงไม่ควรให้คะแนนตัวเองเยอะนัก เพราะความมั่นใจที่มีล้นเกินจะกลับมาทำร้ายเราในภายหลัง

ให้เชื่อมั่นในหลักการ หมายความว่ามันมีกฎบางอย่างที่เป็นไกด์ไลน์นำทางชีวิตเราได้ เราได้ยินได้ฟังมาจนเบื่อ แต่เราก็มักจะหลงลืมมันไป เช่น

  • ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
  • สิ่งดีๆ มักจะใช้เวลา
  • บางทียิ่งรีบก็ยิ่งช้า
  • สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย
  • ถ้าเราดีกับคนอื่น เขาก็จะดีกับเรา ถ้าเราร้ายกับคนอื่น เขาก็จะร้ายกับเรา
  • ความสม่ำเสมอจะนำไปสู่ compound interest หรือดอกเบี้ยทบต้น ทั้งในทางดีและทางลบ

แน่นอนว่าหลักการเหล่านี้มีข้อยกเว้น แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อย 90% ของสิ่งต่างๆ ก็ตกอยู่ภายใต้หลักการเหล่านี้

ถ้าผลลัพธ์ที่เราหวังยังไม่เกิดก็อย่าท้อ ให้เชื่อมั่นในหลักการแล้วเพียรทำต่อไป

ถ้าผลลัพธ์ที่เราหวังมันเกิดแล้วก็อย่าเหลิง ให้เชื่อมั่นในหลักการแล้วใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทครับ

เหตุผลที่บริษัทไม่ควรบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศทุกวัน

  • ตอนนี้ชีวิตเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว บางคนเลิกใส่หน้ากากในที่สาธารณะ และบางบริษัทก็เริ่มออกนโยบายให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ
  • หัวหน้าผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทที่บังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ มักจะมี CEO ที่ค่อนข้างมีอายุหน่อย เป็นคนรุ่น Baby boomers / Gen X ไม่น้อย
  • บริษัทที่ผมอยู่ยังไม่ได้มีนโยบายบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ ให้เป็นสิทธิ์ของแต่ละทีมว่าอยากจะเข้ามาเจอกันบ่อยแค่ไหน
  • รู้มั้ยครับว่าทำไมเราต้องพักเที่ยงกันตอน 12.00? – เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่พนักงานเกือบทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสายพานการผลิต จึงต้องเข้างานเวลาเดียวกัน พักเวลาเดียวกัน เลิกงานเวลาเดียวกัน เพื่อจะได้เปิดและปิดเครื่องจักรตามเวลาได้
  • การพักเที่ยงจึงเป็นมรดกตกทอดนับร้อยปี มาเดี๋ยวนี้พนักงานกินเงินเดือนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในโรงงาน แต่ทำงานออฟฟิศ จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องพักเที่ยงตอนเที่ยงตรง หรือเริ่มงานตอนแปดโมงพร้อมๆ กันหมด
  • การเข้าออฟฟิศก็เป็นมรดกตกทอดนับร้อยปีเหมือนกัน เพราะแต่ก่อนจะทำงานได้ เราต้องอยู่ที่ออฟฟิศเท่านั้น เพราะเครื่องพิมพ์ดีดก็อยู่ที่ออฟฟิศ ห้องประชุมก็อยู่ที่ออฟฟิศ จดหมายเวียนหรือเซ็นเอกสารก็ต้องทำกันที่ออฟฟิศ
  • Yuval Noah Harrari ผู้เขียน Sapiens เคยกล่าวไว้ว่า “เราไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะทำนายอนาคต เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะเป็นอิสระจากมัน” เมื่อเรารู้ที่มาที่ไปของ status quo เราก็ไม่จำเป็นต้องถูกกักขังจากอดีตอีกต่อไป
  • เคยมีนิทานคลาสสิคเรื่องหนึ่งที่ผมเคยนำมาเล่าไว้ในบล็อกนี้ ชื่อว่านิทานหมูแฮม

วันหนึ่งเด็กสาวมองดูแม่กำลังเตรียมหมูแฮมสำหรับทำอาหาร

“แม่คะ ทำไมแม่ต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของแม่ทำอย่างนั้นมาตลอดน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะคะ?”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไปถามคุณยายกันดูดีกว่า”

ลูกและแม่จึงไปหาคุณยาย

“คุณยายคะ ตอนคุณยายเตรียมอาหาร ทำไมคุณยายต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของยายทำอย่างนั้นน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องหั่นด้วยล่ะคะ”

“ยายก็ไม่รู้เหมือนกัน ลองไปถามยายทวดกันดีกว่า”

ลูก แม่ และยายเลยไปหายายทวด

“ยายทวดคะ ตอนยายทวดเตรียมอาหาร ทำไมยายทวดต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“อ๋อ สมัยนั้นถาดที่ยายทวดมีมันเล็กไปน่ะ”

  • การเข้าออฟฟิศก็เหมือนกับการหั่นหมูแฮมที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยยายทวดโดยไม่เคยหยุดตั้งคำถามว่ามันยังจำเป็นต้องหั่นอยู่มั้ย
  • แน่นอนว่าการเข้าออฟฟิศนั้นมีประโยชน์ เพราะสร้างความสัมพันธ์และความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ง่ายกว่า คนที่เพิ่งมาเริ่มงานใหม่ๆ จึงควรเข้าออฟฟิศทุกวัน และเพื่อนร่วมงานที่อยู่มาก่อนก็ควรเข้าไปเจอหน้าเด็กใหม่ด้วยเช่นกัน
  • อีกประโยชน์หนึ่งของการเข้าออฟฟิศก็คือ เรื่องบางเรื่องมันสอนด้วยคำพูดไม่ได้ เป็นสิ่งที่ “พี่ด้วง” ดวงฤทธิ์ บุนนาค เรียกว่า silent knowledge เพราะเวลาเราเรียนรู้จากคนเก่งๆ หลายครั้งเขาไม่ได้เอ่ยปากด้วยซ้ำ แต่เราเรียนรู้ได้เองจากการสังเกตสีหน้า ท่าทาง การควบคุมอารมณ์ ความตั้งใจ ความเข้มข้นในการทำงาน เราจึงควรมีเวลา face to face กับคนเก๋าๆ ที่เขาสอนเราด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
  • ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า เคยมีหัวหน้าบางคนห้ามไม่ให้ลูกน้องเข้าเฟซบุ๊คเวลางาน ส่วนหัวหน้าผมไม่ห้าม เขาบอกผมว่า “คนจะอู้ ยังไงมันก็หาทางอู้ได้อยู่แล้ว”
  • ฉันใดฉันนั้น การบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศก็ไม่ได้แปลว่าจะได้งานมากกว่าเดิม คนที่ตั้งใจทำงานจะอยู่ที่ไหนก็ตั้งใจทำงาน คนขี้เกียจจะอยู่บ้านหรือที่ทำงานก็ยังขี้เกียจ แต่พวกนี้เป็นคนส่วนน้อย เราไม่ควรเขียนกฎขึ้นมากำกับคนส่วนน้อยที่ทำให้คนส่วนใหญ่ลำบากไปด้วย
  • ในทศวรรษ 1960’s Douglas McGregor ได้พูดถึง Theory X / Theory Y. ถ้าคุณเชื่อใน Theory X คุณจะรู้สึกว่ามนุษย์นั้นขี้เกียจ ต้องใช้รางวัลหรือการทำโทษเท่านั้นคนถึงจะยอมทำงาน ถ้าเราไม่คอยสำรวจตรวจสอบ เขาก็จะเอาเปรียบเราทันที
  • แต่ถ้าคุณเชื่อใน Theory Y คุณจะเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีศักดิ์ศรี อยากทำอะไรให้ตัวเองภาคภูมิใจ ดังนั้นเขาจึงเป็นคนมีความรับผิดชอบและอยากทำให้งานออกมาดี แม้จะไม่มีใครมาคอยเฝ้าดูอยู่ก็ตาม
  • ผู้บริหารที่บังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ และห้ามไม่ให้พนักงานเล่น Facebook อาจเป็นเพราะเขาเชื่อใน Theory X ซึ่งเมื่อคุณ treat คนแบบไหน ก็จะได้แรงสะท้อนในแบบเดียวกัน
  • กรุงเทพไม่ใช่เมืองที่เหมาะแก่การเดินทางเข้าเมืองทุกวัน คนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานไม่ได้มีบ้านอยู่ในเมือง เมื่อต้องหมดพลังก้อนใหญ่ไปกับการเดินทาง ความ productive ย่อมลดลง
  • อีกหนึ่งเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของความ productive คือการได้นอนหลับมาอย่างเพียงพอ เมื่อเรานอนมาพอ เราจะอารมณ์ดีและเห็นทุกปัญหาเป็นเรื่องที่รับมือได้ แต่ถ้าเรานอนมาไม่พอ เจออะไรนิดหน่อยเราก็ถอยหรืองอแงแล้ว
  • หากต้องตื่นแต่เช้าเพื่อหนีรถติดมาเข้าออฟฟิศให้ทันเวลา นั่นยอมหมายความว่าเราจะนอนมาไม่พอ ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานย่อมลดลงไปอย่างฮวบฮาบ
  • การให้พนักงานได้ทำงานที่บ้าน หรือเข้าออฟฟิศแบบ flexible นั้นมีความหมายต่อคนเป็นพ่อเป็นแม่มาก เพราะจะไปรับส่งลูกได้ทุกวัน ลูกที่มีพ่อแม่ WFH ได้ก็น่าจะรู้สึกอบอุ่นกว่าลูกที่วันๆ แทบไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่เพราะออกจากบ้านแต่เช้าและกลับถึงบ้านดึกดื่น การบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศจึงเป็นการบ่อนเซาะสถาบันครอบครัวได้เช่นกัน
  • การได้ใช้เวลากับคนในครอบครัวคือการชาร์จแบตอย่างหนึ่ง เมื่อสบายใจเรื่องที่บ้าน ย่อมมีสมาธิในการทำงาน เมื่อทำงานได้ดี เรื่องที่บ้านก็ดีตามเช่นกัน
  • อยากมีสมาธิให้ทำงานที่บ้าน อยากมีความคิดสร้างสรรค์ให้เข้าออฟฟิศ งานที่เราทำก็ต้องการทั้งสองแบบ
  • ส่วนความคิดที่ว่าถ้าพนักงานไม่ได้เข้าออฟฟิศจะไม่สนิทกัน ก็อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป น้องใหม่ๆ ในทีมผมอาจจะเข้าออฟฟิศแค่สัปดาห์ละ 1 หรือ 2 วัน แต่ก็เห็นไปกินไปเที่ยวด้วยกันตลอด ที่รู้เพราะเขาลงใน IG Story

(- สำหรับพี่ๆ ที่ยังเล่นแต่ Facebook อยู่ หัดเล่น IG บ้างก็ดีเพราะเด็กรุ่นใหม่เค้าไม่ค่อยโพสต์อะไรลงเฟซแล้ว)

  • มีน้องหลายคนที่ต้องเข้าออฟฟิศก่อนเวลานั้นเวลานี้ หลายครั้งก็โพสต์ IG Story เป็นภาพรถติดยาวเหยียด
  • วันไหนที่ผมจะเข้าออฟฟิศ ผมจะทำงานที่บ้านช่วง 9-11 โมง จากนั้นก็เข้าออฟฟิศไปกินข้าวเที่ยงกับทีม และออกจากออฟฟิศก่อนห้าโมง กลับมามีเวลาสอนการบ้านลูก พอตอนเย็นๆ ค่ำๆ ก็ค่อยทำงานต่ออีกนิดหน่อย
  • สังคมยุคนี้มีความลื่นไหลทางเพศฉันใด มนุษย์เงินเดือนก็ควรมีความลื่นไหลในการเป็นคนทำงานฉันนั้น คุณค่าของคนวัดกันที่ผลของงาน ไม่ใช่เวลาเริ่ม/เลิกงาน จำนวนชั่วโมงทำงาน หรือจำนวนวันที่อยู่ในออฟฟิศ (แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ)
  • หากบริษัทยอมให้คนเข้าออฟฟิศแค่สัปดาห์ละ 1-2 วันได้ กรุงเทพจะไม่ได้น่าอยู่แค่ช่วงสงกรานต์กับปีใหม่อีกต่อไป
  • แน่นอนว่างานบางอย่างก็ทำที่บ้านไม่ได้ และงานบางอย่างเจอหน้ากันก็ดีกว่า นี่จึงไม่ใช่การหลับหูหลับตาจะทำงานที่บ้านท่าเดียว แต่คือการพิจารณาให้ดีว่าเราจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจมากที่สุด – ซึ่งการทำให้คนทำงานมีความสุขและ productive ย่อมสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้แน่นอน

หัดเป็นคน input-oriented

สิ่งหนึ่งที่เราได้ยินในองค์กรมานาน คือจงเป็นคน results-oriented

มองหาให้เจอว่าผลลัพธ์ที่เราอยากได้คืออะไร แล้วมุ่งมั่นคว้ามันมาให้ได้

แต่ถ้าหากเราไม่ได้เป็นคนที่มีความเป็น go-getter ขนาดนั้น เราก็อาจต้องปรับสไตล์ให้เหมาะสมกับตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องส่วนตัว

เจมส์ เคลียร์ ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits เคยบอกไว้ว่า

คนที่เสพแต่เนื้อหาดีๆ ย่อมมีความคิดดีๆ

คนที่ถามคำถามที่ดี ย่อมจะได้คำตอบที่ดี

คนที่มีอุปนิสัยที่ดี ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดี

ดังนั้น เราสามารถสร้างข้อได้เปรียบได้ด้วยการใส่ใจขาเข้า

หากเราเป็นคน input-oriented และสร้างเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อม ผลลัพธ์ที่เราหวังไว้ย่อมเกิดขึ้นตามครรลองครับ

เมื่อใครโฆษณาว่าเขาเป็นคนแบบไหน ให้เผื่อใจเอาไว้ด้วย

LinkedIn

ผมทำงานสาย HR จึงได้ดูโปรไฟล์คนมาเยอะมาก

สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบก็คือ ตัวเทพๆ ที่ผมรู้จักนั้น โปรไฟล์ LinkedIn จะไม่ค่อยอัพเดตเท่าไหร่

ไม่มีเขียนว่าหน้าที่ความรับผิดชอบหรือความสำเร็จตัวเองเป็นอย่างไร บางคนไม่ได้ใส่ที่ทำงานล่าสุดด้วยซ้ำ

นั่นอาจเป็นเพราะว่าคนที่ทำงานเก่งมากๆ เขาแทบไม่มีความจำเป็นต้องหางานเองเลย เพราะจะมีคนชวนไปทำอะไรตลอดเวลาอยู่แล้ว


Facebook

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับคนทำงานเก่งๆ ก็คือเขามักจะไม่ค่อยโพสต์อะไรที่มีสาระบน Facebook

บางคนโพสต์เรื่องเกม บางคนโพสต์เรื่องหมาแมว บางคนใช้โปรไฟล์เป็นรูปหมาแมว

ส่วนคนที่โพสต์เรื่องมีสาระ มีความรู้ เท่าที่ผมรู้จักก็เป็นคนที่ตั้งใจทำงาน แต่ก็ไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นเท่าคนกลุ่มข้างบน

ไม่ได้หมายความว่าคนที่โพสต์ไร้สาระคือคนเก่ง และคนที่โพสต์มีสาระคือคนไม่เก่งนะครับ เพราะไม่มีอะไรขาวกับดำขนาดนั้นอยู่แล้ว

ที่กล่าวมาเป็นเพียงประสบการณ์ตรงของผมที่อาจขัดแย้งกับ common sense เท่านั้น


Instagram

Jonathan Haidt เคยบอกไว้ว่า โซเชียลมีเดียได้กลายร่างจากพื้นที่ที่ให้คนได้เชื่อมโยงและพูดคุยกัน (connect & communicate) เป็นพื้นที่สำหรับ “การแสดง” (performance) ไปเรียบร้อยแล้ว

Instagram เป็นพื้นที่การแสดงว่าชีวิตเราเป็นยังไง ไปเที่ยวไหนมา ไปกินไหนมา จนบางทีการเตรียมพร้อมเพื่อให้ได้รูปสวยๆ นั้นกินเวลามากกว่าการดื่มด่ำกับประสบการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเสียอีก

ถ้าเรามีความสุขและมีความรู้สึกว่าเราจำเป็นต้องบอกให้คนอื่นรู้ว่าเรามีความสุข ก็น่าคิดเหมือนกันว่ามี “หลุม” อะไรที่เราพยายามถมให้เต็มอยู่หรือเปล่า


รถปอร์เช่

Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า “ความมั่งคั่งคือรถปอร์เช่ที่เราไม่ได้ซื้อ” – Wealth is the Porche you didn’t buy.

เมื่อใดก็ตามที่เราเอาเงินไปซื้ออะไรมาเพื่ออวดว่าเรามีตังค์ ความมั่งคั่งของเราก็จะลดลงทันทีเพราะมันเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ไม่ได้บอกว่าคนขับรถปอร์เช่ทุกคนไม่ได้รวยจริง แค่จะบอกว่าคนที่รวยจริงบางคนก็ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องซื้อของแพงๆ มาแจ้งให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองรวย


ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์” ว่าคนที่หน้าตาดีจริงๆ ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองหน้าตาดี คนที่มีฐานะจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีฐานะ และคนที่มีบารมีจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีบารมี

เมื่อใครโฆษณาว่าเขาเป็นคนแบบไหน เราจึงควรเผื่อใจเอาไว้

คนที่พร่ำบอกว่าตัวเองเป็นคนเก่ง อาจไม่ได้เก่งขนาดนั้น

คนที่พร่ำบอกว่าตัวเองเป็นคนรวย อาจไม่ได้รวยขนาดนั้น

คนที่พร่ำบอกว่าตัวเองมีความสุข อาจไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น

และโดยเฉพาะคนที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดี อาจไม่ได้ดีขนาดนั้นครับ

Jack Ma แนะนำการทำงานในแต่ละช่วงอายุ

20-30 ปี ลองหางานในบริษัทเล็กๆ ถ้าได้ทำงานบริษัทใหญ่ แม้จะได้เรียนรู้เรื่อง process และ system แต่เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดมหึมา แต่ถ้าเราทำงานบริษัทเล็ก เราจะได้เรียนรู้เรื่อง passion และความใฝ่ฝัน เราจะได้ลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ในช่วงชีวิตนี้ การทำงานกับบริษัทไหนจึงไม่สำคัญเท่ากับว่าเราทำงานให้กับหัวหน้าคนไหน เพราะหัวหน้าที่ดีจะมีวิธีสอนที่ไม่เหมือนใคร

30-40 ปี ถ้าคุณอยากจะทำอะไรของตัวเอง คุณควรจะเริ่มทำ ในช่วงวัยนี้

40-50 ปี ควรจะทำในสิ่งที่เราชำนาญอยู่แล้ว อย่าพยายามข้ามไปทำด้านอื่นเพราะมันอาจจะช้าเกินไป แม้ว่าเปลี่ยนสายแล้วอาจจะรุ่ง แต่โอกาสสำเร็จนั้นต่ำเกินไปหน่อย ในช่วงวัยนี้เราจึงควรคิดให้ดีว่าจะทำยังไงได้โฟกัสในสิ่งที่เราเก่งและถนัด

50-60 ปี เราควรสนับสนุนคนหนุ่มสาว เพราะคนเหล่านี้เขาจะทำได้ดีกว่าเรา จงลงทุนในตัวพวกเขา วางใจในตัวพวกเขา และปลุกปั้นให้เขาเป็นคนที่เก่งและดี

60 ปีขึ้นไป จงใช้เวลาเพื่อตัวเอง ไปนอนเล่นริมชายหาดก็ได้ ช้าเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: JACK MA Advice for Young People