19 ไอเดียดีๆ จากหนังสือแค่นี้ก็ดีมากแล้ว

  1. อย่ามัวแต่ทำงานเก็บเงินจนไม่มีเวลาพาลูกไปเที่ยว เพราะไปเที่ยวตอนโตไม่เหมือนเที่ยวตอนเด็ก เราไม่สามารถย้อนเวลาพาลูก 5 ขวบไปเที่ยวได้อีกแล้ว
  2. ไม่ต้องเสียดายหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน บางทีมันก็แค่ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะได้ใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้เท่านั้นเอง
  3. ก้าวแรกสำคัญที่สุด แล้วพอทำไปเรื่อยๆ มันก็จะดีขึ้นเอง จบปริญญาตรีมาได้เพราะเริ่มเรียนอนุบาล ได้เงินเดือนปัจจุบันก็เพราะว่าได้งานที่แรก มีภรรยาเพราะกล้าเข้าไปคุยกับเธอในวันนั้น
  4. ตั้งเป้าหมายให้ยากๆ เอาไว้เลย การคาดหวังเยอะไม่ผิด แต่ถ้าไม่ได้ตามคาดก็ให้บอกตัวเองว่า “แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”
  5. ถ้าความสุขของเราเต็มไปด้วย “เธอจะต้อง” ตลอดเวลา เราก็จะมีความสุขยากขึ้นเรื่อยๆ
  6. คริปโตหรือหุ้นบางตัวนั้นโตเร็วก็จริง แต่เวลาลงมันลงเร็วกว่าตอนโตเสียอีก
  7. ทุกปัญหามีหนังสืออย่างน้อย 1 เล่มที่ช่วยเราได้เสมอ
  8. ความล้มเหลว = การทำอะไรไม่สำเร็จ + การที่เราไม่เรียนรู้อะไรจากมันเลย
  9. ที่เราคิดว่าดีหรือไม่ดีนั้นเป็นการคิดเชิงเปรียบเทียบเสมอ เปรียบกับคนที่รวยกว่า หล่อกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า
  10. ความปกตินั้นเป็นสิ่งดีงาม คนป่วยจะเข้าใจข้อดีนี้ ขอแค่หายป่วยกลับมาเป็นปกติก็ดีมากแล้ว
  11. หากให้ลองนึกย้อนกลับไปว่า 5 ปีที่แล้วเราทุกข์ใจกับเรื่องอะไร เราคงนึกไม่ออก ดังนั้นเรื่องที่เราทุกข์ใจในตอนนี้ อีก 5 ปีเราก็คงลืมไปหมดแล้วเช่นกัน
  12. This too shall pass – แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป แต่อย่ามัวแต่กัดฟันอดทนรอให้มันผ่านพ้นไป กับเรื่องบางเรื่องเราสามารถทำให้มันผ่านไปเร็วขึ้นได้
  13. เวลารถติดอยู่คนเดียว นอกจากฟังเพลง audiobook และพ็อดแคสต์แล้ว เรายังสามารถเรียนคอร์สออกเสียงภาษาต่างประเทศได้อีกด้วย
  14. หากรู้ตัวว่าเรามาได้ไกลแค่ไหน ผ่านเส้นชัยมาแล้วหลายเส้น เราก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น เมื่อมีความสุขเราก็จะผลิตผลงานดีๆ ได้มากกว่าเดิมและประสบความสำเร็จได้มากกว่าเดิม
  15. เราต้อง “จ่ายให้ตัวเองก่อน” ทั้งเรื่องการเงินและเรื่องการใช้ชีวิต เราจะได้มีกำลังไปช่วยเหลือคนอื่นได้
  16. การพยายามทำให้ทุกคนพอใจคือจุดเริ่มต้นของความทุกข์
  17. เราควรกลัวความเสี่ยงที่เราคำนวณไม่ได้ (เพราะเราไม่เข้าใจมันมากเพียงพอ) แต่กับความเสี่ยงที่เราคำนวณได้และคาดเดาล่วงหน้าได้ว่าหากเกิดขึ้นแล้วจะทำอะไรบ้าง เราก็ไม่ควรไปกลัวมันมากนัก
  18. การเก็บทุกอย่างเป็นเงินสดไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะเงินสดก็เหมือนหุ้นตัวหนึ่งที่การันตีการขาดทุนเพราะเงินเฟ้อ
  19. อย่าไปกลัวความเปลี่ยนแปลง เพราะถึงกลัวมันก็ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว นภดล ร่มโพธิ์ เขียน สำนักพิมพ์ DOT

กองดองและลู่วิ่งไฟฟ้ามีบางอย่างที่เหมือนกัน

กองดองและลู่วิ่งไฟฟ้ามีบางอย่างที่เหมือนกัน

ช่วงเย็นผมมักจะไปเดินรอบหมู่บ้านเพื่อเป็นการพักผ่อนหลังจากทำงานมาทั้งวัน

พอเดินบ่อยก็เลยเห็นบ้านอื่น แล้วก็นิสัยไม่ดีเก็บมาคิดต่อ

มีอย่างน้อยสองหลังที่มีแป้นบาสยี่ห้อ TARMAK วางอยู่หน้าบ้าน แต่ผมไม่เคยเห็นใครออกมาเล่นบาสเลยสักครั้ง

มีหลังหนึ่งซื้อ “ตู้อบสมุนไพร” ทำจากไม้ไผ่ขนาดนั่งได้คนเดียววางอยู่ในโรงจอดรถ ผ่านไปนานๆ เข้าก็กลายเป็นที่เก็บของ

และผมก็มั่นใจว่ามีอีกหลายบ้านที่ลู่วิ่งไฟฟ้าที่ซื้อมาตอนปีใหม่กลายเป็นราวตากผ้าหรือที่วางของเป็นที่เรียบร้อย

นักปรัชญาชาวเยอรมันนาม Arthur Schopenhauer เคยกล่าวไว้ว่า

“Buying books would be a good thing if one could also buy the time to read them in.”

การซื้อหนังสือเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่านั้นถ้าเราซื้อเวลาไว้อ่านมันด้วย

การมีกองดองขนาดมหึมาที่อ่านไม่ทันนั้นนับเป็นปัญหาหนึ่งของนักอ่าน และเป็นโจทย์ที่ผมขบคิดมานานว่าจะทำยังไงกับมันดี จนกระทั่งได้เห็นแป้นบาส TARMAK และตู้อบสมุนไพรจึงตระหนักได้ว่าปัญหาที่เราประสบมันหนักหนากว่านั้นอีก

ปัญหาก็คือเรามักจะบอกตัวเองและหลอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเมื่อซื้อของชิ้นนี้มาแล้วเราจะมีเวลาและพลังงานพอที่จะได้ใช้ประโยชน์จากมัน

คนเป็นพ่อแม่จะรู้เรื่องนี้ดี เราจะหาซื้อของเล่น หรือหนังสือเสริมทักษะให้ลูก ตอนจะกดเอฟของเราก็วาดภาพไว้เสียดิบดีว่าเราจะนั่งล้อมวงเล่นด้วยการอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน แต่พอถึงเวลาได้ของมาแล้วจริงๆ เราแทบไม่เคยเล่นของชิ้นนั้นกับลูกเลย ภาพที่ฉายซ้ำคือเรานอนเล่นมือถือแล้วปล่อยให้ลูกดู YouTube Kids เสียมากกว่า

ปัญหาของการไม่มีเวลานี่น่าจะเป็นมาทุกยุคทุกสมัย แต่ตอนนี้มันแย่ลงเพราะว่าเราเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่ายดายกว่าแต่ก่อน แถมราคาของก็ถูกลงมากมาย กำลังซื้อจึงล้ำหน้ากำลังกายของเราไปหลายช่วงตัว

หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปนานเข้า บ้านเราจะเต็มไปด้วยข้าวของที่ไม่ได้ใช้ เกิดความไม่ spark joy จนต้องพึ่งพาคอนมาริครั้งแล้วครั้งเล่า

ผมไม่แน่ใจว่าปัญหานี้มีวิธีแก้ที่ได้ผลหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็เห็นส่วนประกอบสองข้อที่พาเรามาถึงจุดจุดนี้

  1. เรา romanticize ว่าของที่เราซื้อจะนำพาความสุขมาให้
  2. เมื่อได้ของมาแล้ว เราไม่เคยจัดเวลาที่จะใช้สอยมันให้เกิดประโยชน์

ดังนั้น ถ้าจะให้คิดถึงทางออกคร่าวๆ ก็ต้องแก้ทั้งสองฝั่ง

หนึ่ง ระลึกเสมอว่าเรามีแนวโน้มที่จะคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป เราจะได้ซื้อของให้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรืออะไรก็ตาม

สอง ของสิ่งใดที่ซื้อมาแล้ว ก็ควรจัดแรงและเวลาที่จะได้ใช้มันด้วย ภาพใดที่เราเคยสร้างเอาไว้ในใจก่อนที่เราจะจ่ายเงินซื้อของชิ้นนั้น เราก็ควรสร้างมันให้เกิดขึ้นจริงด้วยเช่นกัน

กว่าจะหาเงินมาได้ เราต้องใช้พลังชีวิตไปตั้งเท่าไหร่ การซื้อของมาตั้งไว้โดยไม่ได้ใช้ย่อมนับเป็นการทิ้งขว้างชีวิตรูปแบบหนึ่ง

ไม่หลอกตัวเองก่อนซื้อของ และจัดเวลาให้กับของที่เรามี เพื่อให้พลังชีวิตของเราไม่ถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่าครับ

anontawong.com/2023/02/28/buyer-user-gap

ยากที่สุดคือความพอดี

คนโสดอยากมีแฟน ส่วนคนมีแฟนอยากมีที่ว่างตรงกลางเอาไว้บ้าง

คนจนฝันอยากมีเงินเยอะๆ ส่วนคนมีเงินก็สงสัยว่าทำไมตัวเองยังไม่มีความสุข

คนธรรมดาโหยหาชื่อเสียง ส่วนคนมีชื่อเสียงโหยหาความเป็นส่วนตัว

คนฉลาดมักคิดมากจนเครียด ส่วนคนไม่ฉลาดมักพลาดผิดกับเรื่องง่ายๆ

คนไร้อำนาจรู้สึกว่าตนถูกกดขี่ข่มเหง ส่วนคนมีอำนาจต้องคอยระแวงตลอดเวลา

ต่อให้ชีวิตดีแค่ไหน มนุษย์ก็แสวงหาเรื่องทุกข์ใจได้ตลอด ทุกทางออกจึงนำไปสู่ปัญหาใหม่เสมอ

ไม่มีอะไรที่จะดีไปทั้งหมด ไม่มีอะไรที่จะแย่ไปเสียทุกอย่าง โจทย์ของการเป็นมนุษย์คือการแสวงหาจุดลงตัว และคนที่บรรลุวิชาชีวิตคือคนที่รู้ว่าดีแค่ไหนถึงจะพอดีครับ

เมื่อลูกเริ่มนอนเป็นเวลา แม่ก็ควรเอาชีวิตตัวเองกลับมาเช่นกัน

หนึ่งในสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนคนหนึ่งได้มากที่สุดก็คือการมีลูก

ตอนเป็นโสดอาจจะมีเหงาบ้าง แต่ก็คล่องตัว สามารถทำอะไรได้อิสระเสรีพอสมควร

พอมีคู่ความเหงาก็คลี่คลาย อิสระอาจจะน้อยลง แต่ถ้าเป็นคู่ที่ไปไหนไปกันก็สนุกไปอีกแบบ

แต่พอมีลูก เราแทบจะต้องทิ้งทุกอย่างที่เคยทำเพื่อมาดูแลสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่ขาดเราไม่ได้

คนเป็นแม่นั้นลำบากกว่าคนเป็นพ่อหลายเท่า เพราะลำบากตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ต้องแพ้ท้อง ต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว ต้องกังวลกับท้องลายและน้ำหนักที่ขึ้นเอาๆ ตอนช่วงท้ายก็อุ้ยอ้ายทำอะไรก็ลำบาก พอคลอดน้องออกมายังไม่ทันมีเวลาพักให้หายเจ็บแผลก็ต้องอดหลับอดนอนเอาลูกเข้าเต้า กล่อมลูกนอน พอลูกหลับปุ๊บยังต้องปั๊มนมเก็บไว้อีก

สามเดือนแรกน่าจะเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆ เหนื่อยน้อยลงแต่ก็ต้องเริ่มกลับมาทำงาน ส่วนลูกก็มีโจทย์มาให้เราแก้เรื่อยๆ เดี๋ยวป่วย เดี๋ยวดื้อ เดี๋ยวต้องเตรียมเข้าโรงเรียน

แต่สำหรับแม่ที่ทำงานประจำ หลายคนต้องสู้รบกับความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทุ่มเทเต็มร้อยกับงานได้ จะดูแลลูกก็รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพออีก สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือวันทั้งวันก็จะเทเวลาให้กับสองสิ่งนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็เรื่องลูก ถ้าไม่ใช่เรื่องลูกก็เรื่องงาน

เมื่อคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบนี้ไปนานๆ เข้า แม่บางคนอาจลืมไปเลยว่าแต่ก่อนเราเคยมี passion หรือมีความสุขกับเรื่องอะไร หรือถึงไม่ลืมเราก็จะบอกตัวเองว่าเอาไว้ก่อน เอาเรื่องลูกก่อน เอาเรื่องงานก่อน

แต่ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าลูกเริ่มนอนเป็นเวลาแล้ว (เช่นตอนอายุเกิน 1 ขวบ) เริ่มไม่ต้องมีเราอยู่ในทุกฝีก้าวในชีวิตเขาแล้ว คนเป็นแม่ควรกลับมาดูแลจิตใจและร่างกายตัวเองบ้าง

แผลผ่าตัดหายดีแล้ว ลูกเริ่มกินนมจากขวดได้แล้ว ตัวแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องติดกันตลอดเวลาอีกแล้ว นี่คือจังหวะที่ดีที่เราจะจัดเวลาทำอะไรที่เติมเต็มเราได้บ้าง

เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น ชีวิตเราจะมีแค่งานกับลูก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ไปนานๆ เข้าก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า resentment หรือความเคืองขุ่นในจิตใจ ทั้งกับตัวงาน ตัวคู่สมรส หรือแม้กระทั่งตัวลูกเอง จากนั้นก็รู้สึกโกรธที่ตัวเองดันแอบไปรู้สึกแย่กับลูกอีกด้วย

เราจึงไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น เราไม่จำเป็นต้องสวมบทบาทมนุษย์แม่ตลอดเวลา หันกลับมาใส่ใจในสิ่งที่ spark joy ให้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกหรือกิจกรรมหย่อนใจโดยไม่จำเป็นต้องมีลูกเป็นศูนย์กลางของทุกการกระทำ

เมื่อเราสามารถจัดเวลาให้ตัวเองได้บ้าง ได้เติมบางอย่างที่ขาดหายมานาน เราก็จะมีพละกำลังที่จะทำหน้าที่แม่ได้อย่างเต็มใจและยืนระยะได้ดีกว่าเดิมครับ

เมื่อลูกเริ่มนอนเป็นเวลาแม่ก็ควรเอาชีวิตตัวเองกลับมาเช่นกัน

หนึ่งในสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนคนหนึ่งได้มากที่สุดก็คือการมีลูก

ตอนเป็นโสดอาจจะมีเหงาบ้าง แต่ก็คล่องตัว สามารถทำอะไรได้อิสระเสรีพอสมควร

พอมีคู่ความเหงาก็คลี่คลาย อิสระอาจจะน้อยลง แต่ถ้าเป็นคู่ที่ไปไหนไปกันก็สนุกไปอีกแบบ

แต่พอมีลูก เราแทบจะต้องทิ้งทุกอย่างที่เคยทำเพื่อมาดูแลสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่ขาดเราไม่ได้

คนเป็นแม่นั้นลำบากกว่าคนเป็นพ่อหลายเท่า เพราะลำบากตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ต้องแพ้ท้อง ต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว ต้องกังวลกับท้องลายและน้ำหนักที่ขึ้นเอาๆ ตอนช่วงท้ายก็อุ้ยอ้ายทำอะไรก็ลำบาก พอคลอดน้องออกมายังไม่ทันมีเวลาพักให้หายเจ็บแผลก็ต้องอดหลับอดนอนเอาลูกเข้าเต้า กล่อมลูกนอน พอลูกหลับปุ๊บยังต้องปั๊มนมเก็บไว้อีก

สามเดือนแรกน่าจะเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆ เหนื่อยน้อยลงแต่ก็ต้องเริ่มกลับมาทำงาน ส่วนลูกก็มีโจทย์มาให้เราแก้เรื่อยๆ เดี๋ยวป่วย เดี๋ยวดื้อ เดี๋ยวต้องเตรียมเข้าโรงเรียน

แต่สำหรับแม่ที่ทำงานประจำ หลายคนต้องสู้รบกับความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทุ่มเทเต็มร้อยกับงานได้ จะดูแลลูกก็รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพออีก สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือวันทั้งวันก็จะเทเวลาให้กับสองสิ่งนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็เรื่องลูก ถ้าไม่ใช่เรื่องลูกก็เรื่องงาน

เมื่อคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบนี้ไปนานๆ เข้า แม่บางคนอาจลืมไปเลยว่าแต่ก่อนเราเคยมี passion หรือมีความสุขกับเรื่องอะไร หรือถึงไม่ลืมเราก็จะบอกตัวเองว่าเอาไว้ก่อน เอาเรื่องลูกก่อน เอาเรื่องงานก่อน

แต่ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าลูกเริ่มนอนเป็นเวลาแล้ว (เช่นตอนอายุเกิน 1 ขวบ) เริ่มไม่ต้องมีเราอยู่ในทุกฝีก้าวในชีวิตเขาแล้ว คนเป็นแม่ควรกลับมาดูแลจิตใจและร่างกายตัวเองบ้าง

แผลผ่าตัดหายดีแล้ว ลูกเริ่มกินนมจากขวดได้แล้ว ตัวแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องติดกันตลอดเวลาอีกแล้ว นี่คือจังหวะที่ดีที่เราจะจัดเวลาทำอะไรที่เติมเต็มเราได้บ้าง

เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น ชีวิตเราจะมีแค่งานกับลูก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ไปนานๆ เข้าก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า resentment หรือความเคืองขุ่นในจิตใจ ทั้งกับตัวงาน ตัวคู่สมรส หรือแม้กระทั่งตัวลูกเอง จากนั้นก็รู้สึกโกรธที่ตัวเองดันแอบไปรู้สึกแย่กับลูกอีกด้วย

เราจึงไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น เราไม่จำเป็นต้องสวมบทบาทมนุษย์แม่ตลอดเวลา หันกลับมาใส่ใจในสิ่งที่ spark joy ให้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกหรือกิจกรรมหย่อนใจโดยไม่จำเป็นต้องมีลูกเป็นศูนย์กลางของทุกการกระทำ

เมื่อเราสามารถจัดเวลาให้ตัวเองได้บ้าง ได้เติมบางอย่างที่ขาดหายมานาน เราก็จะมีพละกำลังที่จะทำหน้าที่แม่ได้อย่างมั่นคงกว่าเดิมครับ

นิทานรถบัส

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งในเมืองนอก

แม่: ถ้าคนขับถามว่าลูกอายุเท่าไหร่ ลูกตอบว่า 6 ขวบนะ ตั๋วจะได้ราคาถูก

เด็กชาย: ได้ครับแม่

รถบัสมาจอดที่ป้าย ทั้งแม่และลูกเดินขึ้นบันไดรถ

คนขับ: อายุเท่าไหร่แล้วพ่อหนุ่มน้อย

เด็กชาย: 6 ขวบครับ

คนขับ: โอ้ดีๆ แล้วจะ 7 ขวบเมื่อไหร่ครับเนี่ย

เด็กชาย: ตอนลงจากรถครับ