Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

20170804_tgim2

หนังสือใหม่ของผมออกแล้วนะครับ!

ชื่อหนังสือว่า Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

(จากนี้ไปขอเรียกชื่อย่อว่า TGIM ทีจีไอเอ็ม)

TGIM_HardCopies

 

TGIM เกี่ยวกับอะไร?
—–
จุดประสงค์หลักของ TGIM คือชี้ให้เห็นคุณค่าของงานประจำที่เรามีอยู่ และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นมา เพื่อจะได้มีความสุขกับงานและมีความสุขกับชีวิต

ชื่อหนังสือนั้นล้อกับคำฝรั่ง Thank God It’s Friday ซึ่งเป็นเหมือนคำขอบคุณพระเจ้าว่าเฮ้อ ถึงวันศุกร์เสียที (หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานมาทั้งสัปดาห์)

แต่ถ้าเราเห็นคุณค่าของงานประจำและทำมันได้อย่างดีแล้ว เราก็จะรู้สึกขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ เพราะมันทำให้เรามีรายได้ ให้เราได้แสดงฝีมือ ให้เราเป็นคนมีคุณค่า ให้เราได้ดูแลคนที่เรารัก

และเมื่อเรารู้สึกอย่างนี้แล้ว วันจันทร์ก็จะเป็นวันที่เราอยากลุกขึ้นมาทำงานครับ

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?
—–
– คนทำงานประจำที่อยากจะเก่งกว่านี้ มีความสุขมากกว่านี้ (ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้านายหรือลูกน้อง)
– คนทำงานประจำที่พอใจกับจุดที่ตัวเองเป็นอยู่แล้ว แค่เพียงรู้สึกอยาก “ทวงคืนศักดิ์ศรี” ให้มนุษย์เงินเดือน หลังจากโดนกระแสที่ว่างานประจำไม่ดีอย่างโน้น-งานประจำไม่ดีอย่างนี้มานานหลายปี

– เจ้าของธุรกิจที่ปวดหัวกับลูกน้อง (ซื้อให้ลูกน้องอ่าน และควรอ่านเองด้วย)
– ฟรีแลนซ์ที่ยังจัดการชีวิตตัวเองไม่ค่อยได้ เก็บเงินไม่ได้ ทำงานไม่ทัน ฯลฯ
– คนทำงานไม่ประจำที่อยากดึงสิ่งดีๆ จากงานประจำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของตัวเอง

– นักศึกษาที่กำลังครุ่นคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี
– พ่อแม่ของนักศึกษาที่กำลังครุ่นคิด (ซื้อให้ลูกอ่าน)

– คนที่เพิ่งติดตามบล็อก Anontawong’s Musings​ มาไม่นาน เลยอยากจะซื้อหนังสือนี้ไว้อ่านตอนเก่าๆ ที่อาจเคยพลาดไป
– คนที่ติดตามบล็อกนี้มานานแล้ว อ่านเกือบทุกตอน ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่อยากซื้อเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน

หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับใคร?
—–
ตัวผมเองนั้นทำงานประจำในลักษณะงานออฟฟิศมาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องราวและเทคนิคต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์คนที่ไม่ได้ทำงานในออฟฟิศ เช่นตำรวจ ทหาร หรือโฟร์แมนดูแลงานก่อสร้างครับ

เนื้อหาหนังสือทั้งหมดมาจากบล็อกรึเปล่า?
——
เนื้อหาส่วนใหญ่มาจากบล็อกครับ เป็นเนื้อหาที่ผ่านการคัดสรร ปรับปรุง ตัดต่อ จัดหมวดหมู่ โดยคำนึงถึงความรื่นรมย์ในการอ่านและความง่ายดายต่อการนำสิ่งที่อ่านเจอไปใช้ต่อได้ทันที

บทความบางตอนอาจไม่ได้มีคนแชร์ในบล็อกมากนัก แต่ถ้าผมเห็นว่ามันดีผมก็จะคัดมาใส่ไว้ในหนังสือ เพราะ “ของดัง” กับ “ของดี” บางทีก็เป็นคนละเรื่องกัน

และแน่นอน TGIM มีเนื้อหาที่ไม่ได้อยู่ในบล็อกด้วย เป็นสิ่งที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

2017-11-04 07_46_32-Good Work 1-234 21 6 60 toparbpim_Pik_RutComments.pdf - Adobe Acrobat Reader DC

2017-11-04 07_46_47-Good Work 1-234 21 6 60 toparbpim_Pik_RutComments.pdf - Adobe Acrobat Reader DC

 

Shut up and take my money!

สำหรับคนที่พร้อมจะซื้อหนังสือแล้ว มี 3 ทางเลือกครับ

1. สั่งออนไลน์กับผม (แถมลายเซ็นแต่อาจต้องรอนิดนึงนะครับ) ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimorder2

2. ซื้อที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ หรือศูนย์หนังสือจุฬา

3. ซื้อที่เว็บไซต์ซีเอ็ด https://goo.gl/KXJL3Q

ขอบคุณทุกๆ คนมากครับ

รุตม์ – อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
Anontawong’s Musings

#TGIM

หากเจอใครที่กำลังค้นหาความจริง จงเดินไปกับเขา

20170803_seekthetruth

หากเจอใครที่คิดว่าตัวเองค้นพบความจริงแล้ว จงหนีไปให้ไกลๆ

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.
-Deepak Chopra

อาจเป็นเพราะการมาถึงของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ทุกคนมีที่ยืนและประกาศตัวตนในโลกไซเบอร์ได้ (รวมถึงตัวผมเองด้วย)

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงมี “กูรู” กำเนิดใหม่มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นกูรูการตลาด กูรูการลงทุน กูรูความสวยความงาม กูรูรถ

รวมถึงกูรูด้านจิตวิญญาณและนักสร้างแรงบันดาลใจ

ในยุคที่กูรูแทบจะเดินไหล่ชนกัน คำถามสำคัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

มีคนเคยบอกว่า วิธีดูง่ายๆ ก็คือคนที่ออกมาสอนเหล่านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จมาแล้วหรือยัง

ซึ่งแม้วิธีการนี้จะเป็นมาตรวัดที่ดี แต่ก็มีปัญหาสองอย่าง

หนึ่งคือการสืบว่าเขาสำเร็จแล้วหรือยังอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

และสอง (ซึ่งสำคัญกว่า) คนบางคนอาจจะเกิดมาเพื่อสอน ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำ

เช่น Jose Mourinho ซึ่งตอนเป็นนักฟุตบอลก็ได้เตะเพียงดิวิชั่นสองของโปรตุเกส แต่เขาก็ยังเป็นโค้ชที่คุมทีมระดับโลกอย่างแมนยูและเรอัล มาดริดได้

ส่วนบางคนแม้จะทำเก่ง แต่ก็ถ่ายทอดไม่เก่ง เช่น Sir Alex Ferguson ที่เป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง แต่หนังสืออัตชีวประวัติของเขานั้นผมอ่านแล้วจับใจความอะไรไม่ได้เลย

ดังนี้แล้ว เราจะดูได้อย่างไรอีกว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

คำตอบเดียวที่ผมพอคิดได้ คือ “ดูกันยาวๆ” ครับ

รู้มั้ยครับว่าตอนที่ Warren Buffett อายุ 60 ปี (หลังจากเป็นนักลงทุนมาทั้งชีวิต) เขามีทรัพย์สินเพียง 5% ของตอนนี้เท่านั้น ความมั่งคั่งอีก 95% ที่เหลือตามมาหลังจากเขาเลยวัยเกษียณไปแล้ว 

ร้านค้าออนไลน์อย่างอเมซอนก่อตั้งเมื่อปี 1994 แต่กว่าจะเริ่มมีกำไรก็ต้องรอถึงปี 2003 

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.

ในยุคที่ความจริงกับเรื่องแต่งนั้นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทักษะที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะผู้บริโภค ก็คือการแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก

ฟังเขาได้ เรียนรู้จากเขาได้ รักเขาได้ แต่ขอให้รักอย่างมีสตินะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คนล้มย่อมโดนข้าม

20170802_manfell

ถ้าล้มแล้วเอาแต่นอนกองอยู่เฉยๆ

“I always tell my kids if you lay down, people will step over you. But if you keep scrambling, if you keep going, someone will always, always give you a hand. Always.”

“ผมสอนลูกผมเสมอว่าถ้าคุณลงไปนอนนิ่งอยู่ที่พื้น คุณก็จะโดนคนอื่นเดินข้าม แต่ถ้าคุณยังตะเกียกตะกาย ถ้าคุณยังพยายามจะลุกขึ้นมาอยู่ จะมีคนยื่นมือมาช่วยเหลือคุณเสมอ”

―Morgan Freeman

เวลาคนเราเจอเรื่องผิดหวังหนักๆ ในชีวิต เป็นเรื่องง่ายมากที่จะเผลอเล่นบท “คนถูกทำร้าย” ที่ไม่มีกะใจทำอะไร

พอรู้สึกว่าไม่เห็นมีใครแคร์เราเลย เราก็จะยิ่งงอแงหนักกว่าเดิม พยายามทำตัวน่าสงสารกว่าเดิมเพื่อเรียกร้องความสนใจ

แต่การกระทำอย่างนี้มักจะส่งพลังงานลบออกมา ซึ่งก็มักจะดึงคนพลังงานลบให้เข้ามาหา แล้วก็หาทางออกกันแบบลบๆ เช่นชวนกันไปกินเหล้าให้เสียทั้งเงิน เสียทั้งงาน แถมปัญหาก็ไม่ได้ถูกแก้

ถ้าอยากจะดึงคนดีๆ ให้เข้ามาในชีวิต เราก็ต้องเริ่มต้นด้วยการส่งพลังงานบวกออกไปก่อน ด้วยการไม่ยอมแพ้ ด้วยการพยายามลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

คนอย่างนี้ใครๆ ก็อยากช่วยเหลือ

เพราะไม่มีใครไม่เคยล้ม ยิ่งคนที่ประสบความสำเร็จนี่ยิ่งล้มบ่อยกว่าเรา เจ็บหนักมามากกว่าเราเสียอีก เพราะฉะนั้นเขาจึงเข้าใจเราดี

และพร้อมจะช่วยเหลือเรา หากเราพร้อมจะช่วยเหลือตนเองครับ

หนังสือที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณมากที่สุด

20170802_bookchange

คือหนังสือที่คุณเขียนขึ้นมาเอง

“The book that will most change your life is the book you write.”
-Seth Godin

วันที่ 30 มีนาคม 2558 คือวันที่ผมเขียนบทความใน anontawong.com ครบ 100 ตอน ผมเลยประกาศลงบล็อกไปว่าจากนี้ไปจะลองเขียนบทความทุกวันดู

ตอนนั้นผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าผมเขียนบล็อกวันละตอนไปได้ซัก 3 ปี ก็น่าจะมีบทความร่วม 1000 ตอน ซึ่งน่าจะมากพอให้คัดสรรและรวมรวมออกมาเป็นหนังสือดีๆ ซักเล่มหนึ่งได้

ความคิดเล่นๆ ในวันนั้นกำลังจะกลายเป็นจริงในวันนี้ครับ

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่าอะไร หรือมีเนื้อหาอย่างไร ผมขออุบไว้ก่อน ขอบอกใบ้แค่เพียงว่ามันคือหนังสือที่จะทำให้คุณ “รักวันจันทร์” มากขึ้น

“The book that will most change your life is the book you write.”

ไม่ว่าหนังสือเล่มแรกของผมจะดังหรือจะขายดีหรือไม่ มันก็ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปเรียบร้อยแล้ว เพราะนับตั้งแต่ที่ผมประกาศว่าจะเขียนบล็อกทุกวัน ผมก็กลายเป็นคนช่างสังเกตสังกามากขึ้น มีความอดทนกว่าเดิม และได้รับโอกาสดีๆ ที่ผมคงไม่มีวันได้หากไม่ได้เริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings นี้

คุณล่ะครับ มี “หนังสือ” ซักเล่มอยู่ในตัวคุณรึเปล่า?

ถ้ามีก็สมัคร wordpress.com หรือบล็อกฟรีที่ไหนก็ได้ แล้วก็เริ่มบรรเลงอักษรได้เลย

มีคนรออ่านหนังสือของคุณอยู่นะครับ 🙂

Asian U Always

20170731_asianualways

วันเสาร์ที่ผ่านมาผมไปร่วมงานศิษย์เก่าของ Asian U มาครับ

Asian U ย่อมาจาก Asian University (แต่ก่อนมีห้อยท้ายว่า of Science and Technology ด้วย) คือมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่บนทางหลวง 331 อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี

Asian U ถูกก่อตั้งโดยดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา (หรืออีกฉายาหนึ่งคือ “ดอกเตอร์วิป”) เปิดรับนักศึกษารุ่นแรกเมื่อปี พ.ศ.2541 เป็นนักศึกษาปริญญาตรี 20 คน และ MBA 25 คน

ในนักศึกษาปริญญาตรี เป็นเด็กคณะวิศวรรมศาสตร์ 10 คน และเด็กคณะบริหารธุรกิจ 10 คนเท่ากันพอดี

ผมเป็นหนึ่งในเด็กวิดวะ 10 คนนั้นครับ (รหัสนักศึกษา 4110411004)

สภาพการณ์ตอนที่เปิดมหาลัยนั้นไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เมืองไทยกำลังประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง ตอนแรกที่ดร.วิปตั้งใจจะระดมทุนมาให้ได้ 1500 ล้านบาทเพื่อสร้างมหาลัยนี้จึงระดมได้เพียงครึ่งเดียว ทำให้มหาวิทยาลัยต้องรัดเข็มขัดกับหลายๆ เรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ดร.วิปไม่ยอมประหยัดเลยคือการจ้างครูดีๆ

ชีวิต 4 ปีที่นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของผม ผมอยู่ที่หอจึงมีเวลาได้ทำอะไรมากมาย ได้แต่งเพลงให้มหาวิทยาลัย ได้เป็นประธานนักศึกษา ได้จีบสาว ได้แชมป์มินิมาราธอน ได้ไปแข่งกีฬากับม.บูรพาและม.ธรรมศาตร์ ได้คุ้นเคยกับการเป็นมวยรอง (underdog) ได้ตั้งชมรมดูดาว ได้ทำวงดนตรี ได้เล่นเรือใบ ได้ไปฝึกงานสวิตเซอร์แลนด์ และได้สนิทกับเพื่อนและอาจารย์ทุกคน และได้สิ่งที่เรียกว่า Asian U Spirit ซึ่งนิยามได้ยากมาก แต่คนที่จบจากที่นี่มาจะเข้าใจกันดี

ผมมั่นใจว่า 4 ปีที่ผมเรียนอยู่ที่นั่น มหาวิทยาลัยขาดทุนทุกปี เพราะตอนที่ผมเรียนจบน่าจะมีนักศึกษาอยู่ไม่เกิน 150 (แถม 1 ใน 3 ยังเป็นนักเรียนทุน) ผมก็ได้แต่หวังว่าพอนักเรียนเยอะขึ้นมหาวิทยาลัยจะถึงจุดคุ้มทุนเสียที

แต่หลังจากนั้นนักศึกษากลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่หวัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการแข่งขันที่สูง เพราะหลักสูตรอินเตอร์กลายเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยเกือบทุกที่ก็มีกัน และเราเองก็อาจทำการตลาดได้ไม่ดีนัก จำนวนนักศึกษาของเราจึงมีแต่ทรงกับทรุด บางรุ่นมีเด็กเข้าเรียนปี 1 ไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ

งานเลี้ยงที่ดำเนินมาร่วม 20 ปีจึงต้องถึงวันเลิกรา

วันนี้ วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2560 นักศึกษารุ่น 16 จะเข้าร่วมพิธีประทานปริญญาบัตรเป็นรุ่นสุดท้าย และเมื่อจบงานนี้ไป มหาวิทยาลัยเอเชี่ยนยูก็จะปิดตัวโดยถาวร (แต่ผู้ที่เข้ามาถือหุ้นใหญ่จะปรับปรุงสถานที่ให้เป็นอย่างอื่นแทน)

พวกเราเหล่าศิษย์เก่าที่ธรรมดาจะนัดพบกันที่กรุงเทพ จึงตัดสินใจกลับไปจัดงาน Reunion ที่แคมปัส เพื่อเป็นการกล่าวคำอำลากับมหาวิทยาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ระหว่างที่ผมขับรถกลับไป Asian U นั้น ก็มีภาพความทรงจำไหลมาเทมา ขับผ่านประตูทางเข้าก็จะเห็นสนามหญ้าหน้าอาคารเรียนที่มีต้นไม้สูงใหญ่รายล้อม ผมขับรถวนไปที่บ่อปลาซึ่งเป็นที่ๆ หนุ่มสาวทุกคู่ต้องเดินมาให้อาหารปลาช่วงจีบกันใหม่ๆ ก่อนจะไปจอดรถที่สปอร์ตคลับเพื่อเจอน้องๆ และเล่นกีฬาด้วยกัน ซึ่งกีฬาสองอย่างที่ผมได้เล่นคือแชร์บอลกับฟุตบอล

ผมคงไม่เล่ารายละเอียดของงานไปมากกว่านี้ แต่อยากจะเล่าให้ฟังถึงความเข้าใจ 3 อย่างที่ผมได้จากงานวันนั้น

อย่างแรก ตอนที่ภาพความทรงจำไหลเข้ามาในหัวนั้น แทบจะไม่มีภาพในห้องเรียนเลย มีแต่ภาพตอนขึ้นไปนอนดูฝนดาวตกที่ดาดฟ้า ภาพตอนที่แข่งฟุตซอลตรงลาน activity square ภาพเล่นดนตรีหน้าสปอร์ตคลับ ภาพนั่งแต่งเพลงอยู่คนเดียวใน ห้อง study room ภาพที่ผมกับเพื่อนกระโดดกอดกันในห้อง common room ตอนรุ่งสางในวินาทีที่โซลชาร์ยิงประตูพาแมนยูคว้าสามแชมป์ รวมไปถึงภาพเล็กๆ อย่างการนั่งบรรจงเขียนอีเมลหารุ่นน้องที่ผมชอบผ่านโปรแกรมเก่าแก่อย่าง Pine

ทำให้คิดได้ว่า ภาพที่มักจะกลายมาเป็นความทรงจำ มักเกิดจาก extra moments ที่อยู่นอกเหนือจากหน้าที่หลักของเรา

หน้าที่หลักของผมตอนนั้นคือการเรียน แต่ภาพที่ผมจำได้กลับอยู่นอกห้องเรียน

หน้าที่หลักของผมตอนนี้คือการทำงาน แต่ภาพที่ผมจะจำได้ในอีกหลายสิบปีข้างหน้าน่าจะเกิดนอกออฟฟิศ

เรื่องที่สอง ตอนที่ผมลงเล่นแชร์บอลนั้น เราแบ่งทีมกันอย่างง่ายๆ ข้างละ 10 คน ชายหญิงคละกันไป ไม่มีการใส่เอี๊ยมด้วย แค่จะจำหน้าว่าใครอยู่ทีมไหนยังยาก

แต่เราสนุกกันมาก ผมรู้สึกเสียดายทุกครั้งที่ลูกชู๊ตของเราโดนประตูฝ่ายตรงข้ามปัดได้ ผมดีใจทุกครั้งที่ฝ่ายเราชู๊ตลง แต่ผมก็ตบมือทุกครั้งเวลาที่ฝ่ายตรงข้ามชู๊ตลงเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายไม่ใช่การเอาชนะ เป้าหมายคือเรามาสนุกร่วมกัน

หรือจริงๆ แล้วชีวิตก็เป็นแบบนั้น?

เราไม่จำเป็นต้องชนะตลอดก็ได้ บางทีเราก็ยิงได้ บางทีเค้าก็ยิงได้ แต่สิ่งสำคัญคือเรามีส่วนร่วมกับเกมแค่ไหน เราได้ส่งบอลให้เพื่อนมั้ย เราได้ลองชู้ตเองบ้างรึเปล่า และที่สำคัญที่สุด คือเรามีความสุขและสนุกไปกับมันรึเปล่า

Maybe it’s not about winning. Maybe it’s about having a good time together.

เรื่องสุดท้าย ตอนที่ผมเล่าว่าผมขับรถเข้ามามหาวิทยาลัยแล้วเห็นต้นไม้สูงใหญ่ หนึ่งในต้นไม้เหล่านั้นผมเป็นคนปลูกเองกับมือเมื่อ 19 ปีที่แล้ว

ในอนาคต Asian U จะถูกเปลี่ยนไปเป็นอะไรก็ตาม ผมก็เชื่อว่าต้นไม้ที่ผมปลูกเอาไว้จะยังคงเติบโตและให้ร่มเงาไปอีกหลายสิบปี

“ต้นไม้” ที่ Asian U ปลูกเอาไว้จริงๆ ก็คือพวกเราศิษย์เก่านั่นเอง และผมก็เชื่อว่าเด็ก Asian U จะยังคงเติบโตและสร้างร่มเงาให้สังคมไทยไปได้อีกหลายสิบปีเช่นกัน

Dr.Seuss เคยกล่าวไว้ว่า

“Don’t cry because it’s over. Smile because it happened.”

ผมใจหายเพราะ Asian U จะไม่อยู่แล้ว แต่อีกมุมหนึ่ง ผมก็รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยอันแสนพิเศษแห่งนี้

ขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่าง

Asian U Always.