เพียงนั่งใกล้หน้าต่างก็ทำงานได้ดีขึ้น

20170917_windowseat

เวลาพูดถึง productivity หรือผลิตภาพของคนทำงานนั้น เรามักจะเน้นเรื่อง “ทักษะ” เป็นหลัก เช่นจะจัดการ to do list อย่างไร จะรับมืออีเมลที่ถาโถมอย่างไร จะใช้เครื่องมืออะไร? ฯลฯ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือเราจะจัดสภาพแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้เรามีสภาพจิตใจที่พร้อมกับการทำงานมากที่สุด

Dr.Ron Friedman ผู้เขียนหนังสือ The Best Place to Work บอกว่า เราควรเรียนรู้จากมนุษย์ถ้ำ

สังเกตว่า พวกเราส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบเวลาได้นั่งอยู่ในที่ร่มที่มองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล บ้านพักตากอากาศริมทะเลหรือในภูเขาจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีสตางค์

นี่เป็นความคุ้นเคยของเรามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่การมีหลังคาคุ้มหัวและอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการอยู่รอด เพราะจะช่วยให้เราเห็นว่าแหล่งอาหารของเราอยู่ที่ไหน สัตว์ทีี่เป็นอันตรายอยู่ในละแวกนั้นหรือเปล่า

แม้สมัยนี้การได้เห็นทิวทัศน์จะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอีกต่อไป แต่สัญชาติญาณลึกๆ ของเราก็ยังโหยหาสิ่งเหล่านี้อยู่ดี

และนี่คือไอเดียบางอย่างจากมนุษย์ถ้ำที่เราอาจจะนำไปปรับใช้กับที่ทำงานของเราได้ครับ

หาที่นั่งริมหน้าต่าง เคยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2003 ระบุว่า พนักงาน call center ที่ได้นั่งริมหน้าต่างนั้นสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้มากกว่าปกติถึง $3000 ต่อปี

รับแสงอาทิตย์ ถ้าเราไม่ได้มีที่นั่งริมหน้าต่าง อย่างน้อยเราควรจะหาโอกาสได้รับแสงอาทิตย์อยู่เรื่อยๆ เพราะแสงอาทิตย์เป็นตัวจัดระเบียบนาฬิกาในร่างกายเรา งานวิจัยในปี 2013 ชี้ว่าพนักงานที่นั่งในจุดที่แสงอาทิตย์ส่องถึงนั้นนอนหลับได้ดีกว่าพนักงานที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ถึง 46 นาที ดังนั้นหากที่นั่งเราแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ก็ควรออกไปเดินยืดเส้นยืดสายนอกตัวตึกบ้าง

หาต้นไม้มาปลูก ในปี 2011 ได้มีการทดลองด้วยการสุ่มแจกต้นไม้เล็กๆ ให้พนักงาน ปรากฎว่าพนักงานที่นั่งใกล้ต้นไม้เหล่านี้ทำงานที่ต้องใช้สมาธิและความจดจ่อได้ดีขึ้นมาก

หารูปธรรมชาติมาประดับในออฟฟิศ ภาพที่มีสีเขียวหรือสีน้ำเงิน (สีที่ปรากฎในธรรมชาติอย่างป่าและทะเล) จะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ผมเชื่อว่าองค์กรสมัยใหม่จะเริ่มใส่ใจการออกแบบออฟฟิศที่จะตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้มากขึ้น แต่ถ้าองค์กรที่เราอยู่ยังใช้วิธีคิดแบบเก่า ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปรับสภาพแวดล้อมของออฟฟิศด้วยตัวเองเพื่อช่วยให้การทำงานของเราราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ


ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ความฝันเคาะประตู

20170917_knock

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ตอนแรกความฝันมันอาจเป็นไปไม่ได้
จากนั้นความฝันอาจเป็นไปได้ยาก
และหากเราตั้งใจมากพอ
ฝันก็จะกลายเป็นจริงอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

-Christopher Reeve

—–

วันนี้ในเฟซบุ๊คของบอดี้แสลม พี่ตูนโพสท์รูปที่ถ่ายกับ “อัสนี-วสันต์” โดยขึ้นสเตตัสว่า “…แฮปปี้แมน 🙂 #ความสุขของอาทิฯ #ใช้ชีวิตให้สนุกครับ”

ผมเชื่อว่า “เด็กชายตูน” เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ต้องเคยมองพี่ป้อม-พี่โต๊ะเป็นฮีโร่เหมือนที่เด็กๆ หลายคนมองบอดี้แสลมในวันนี้ และเด็กชายตูนในวันนั้นก็อาจเคยมีความฝันว่าซักวันหนึ่งได้ร่วมงานพี่ๆ เขา

มาวันนี้ความฝันของเด็กชายตูนใกล้ความจริงขึ้นอีกนิดแล้ว

—–

ตอนเด็กๆ หากใครมาถามผมว่ามีความฝันอะไร คำตอบของผมน่าจะหนีไม่พ้นการได้ไปเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศอะไรไม่รู้สวยไปหมด บ้านก็สวย น้ำก็ใส ภูเขาก็ปกคลุมไปด้วยหิมะ เป็นประเทศที่ดีงามเสียจนพี่เบิร์ดธงไชยยังต้องไปซื้อบ้านพักตากอากาศที่นั่น

แต่ตอนนั้นผมก็รู้ด้วยว่าความฝันคงเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะค่าครองชีพสวิตเซอร์แลนด์แพงติดอันดับต้นๆ ของโลก คงต้องรอให้เรียนจบ มีงานทำ และใช้เวลาซักพักเพื่อเก็บเงินได้ก้อนโตถึงจะพอมีโอกาสได้ไปท่องประเทศในฝันนี้

แต่แล้ววันหนึ่งสวิตเซอร์แลนด์ก็มาเคาะประตูโดยไม่ได้ตั้งตัว

ตอนผมเรียนอยู่ปี 3 อาจารย์ท่านหนึ่งมาบอกพวกเราเรื่องทุนไอเอสเต้  (IAESTE – International Association for the Exchange of Students for Technical Experience) โครงการนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ

ผมจึงกับเพื่อนจึงไปสอบข้อเขียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (สมัยนั้นยังใช้ “สถาบัน” นำหน้า) พอสอบข้อเขียนผ่านก็ได้สอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ จะด้วยความฟลุ้คหรือวาสนาอันใดไม่รู้ ผมดันสอบได้อันดับหนึ่งในสายวิศวกรรมไฟฟ้า

ทุนฝึกงานต่างประเทศสายวิศวกรรมไฟฟ้าในปีนั้นมีอยู่ประมาณ 13 ทุน โดยทุนส่วนใหญ่มาจากบริษัทในเยอรมันนี แต่ก็มีหนึ่งทุนที่มาจากบริษัท ABB ในสวิตเซอร์แลนด์ ผมได้คะแนนอันดับหนึ่งเลยมีโอกาสได้เลือกเป็นคนแรกว่าอยากจะฝึกที่ไหนใน 13 บริษัทนี้ ซึ่งคำตอบผมก็มีเพียงคำตอบเดียวอยู่แล้ว

จากความฝันที่จะได้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ในอนาคตอันห่างไกล จู่ๆ ก็กลายเป็นจริงกว่าที่คิดเป็นสิบปี แถมยังได้ไปอยู่ที่นั่นถึง 3 เดือนแทนที่จะแค่ได้ไปเที่ยวเฉยๆ เสียด้วย

—–

เมื่อปี 2558 ตอนที่เริ่มเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ ผมก็มีความฝันเล็กๆ ว่าจะได้ออกหนังสือเป็นของตัวเอง (กลับไปอ่าน “ร่องรอย” ของความฝันนั้นได้ในบทความ “ทำตามความฝัน”  ) ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าหากเขียนบล็อกวันละตอนไปซัก 3 ปี ผมก็น่าจะมีบทความที่ดีเพียงพอจะนำไปรวมเล่มได้บ้างแหละ

ปรากฎว่าเขียนไปได้แค่ปีกว่าๆ เท่านั้น “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade และผู้เขียนหนังสือ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” ก็ติดต่อมาชักชวนให้ผมออกหนังสือกับเขา โดยพี่ปิ๊กอาสาดูแลเรื่องการจัดหาทีมงานและค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เรารวมตัวกันเมื่อกันยายนปี 2559 และหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ก็คลอดออกเมื่อเดือนที่แล้ว กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของผม และเล่มแรกของสำนักพิมพ์ “อะไรเอ่ย” ของพี่ปิ๊กด้วย

—–

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความฝันกันทั้งนั้น

อาจมีหลายความฝันที่ไม่มีวันเป็นไปได้

และบางความฝันก็ยากที่จะเป็นไปได้

แต่ก็อาจมีบางความฝันที่กลายเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” หากโอกาสมาถึงในตอนที่เราพร้อม

เหมือนตอนที่ผมได้โอกาสเลือกว่าจะฝึกงาน IAESTE ที่ไหน นาทีที่ผมเลือกสวิตเซอร์แลนด์ ความฝันที่จะได้ไปเยือนสวิตฯ ก็กลายเป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปทันที

โอกาสจะมาถึงเมื่อไหร่ หรือจะมากถึงหรือเปล่า เราไม่มีทางรู้

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้ถึงพร้อม

ถ้าจะเล่นดนตรีก็เล่นให้ดี แล้วคุณอาจได้ขึ้นเวทีกับฮีโร่ในวัยเด็ก

ถ้าเรียนก็เรียนให้ดี แล้วคุณอาจได้ทุนไปทำงานประเทศในฝัน

ถ้าคิดจะเขียนก็เขียนให้ดี แล้วคุณอาจจะได้ออกหนังสือ

ไม่มีอะไรการันตี มีแต่การเพิ่มความน่าจะเป็นเท่านั้น

ขอเพียงรู้ว่าต้องการอะไร และลงมือทำอย่างตั้งใจ

วันหนึ่ง ความฝันอาจจะมาเคาะประตูครับ

นิทานแมวศักดิ์สิทธิ์

20170914_holycat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เรื่องราวเริ่มต้นในค่ำคืนหนึ่ง ณ วัดประจำเมืองในนครเอโดะ

ขณะที่เจ้าอาวาสและลูกศิษย์กำลังทำวัตรเย็น ปรากฎว่าแมวที่วัดเลี้ยงเอาไว้เดินเข้ามาป้วนเปี้ยนเพ่นพ่านรบกวนการสวดมนต์ภาวนาของพระหลายรูป

วันถัดมา เจ้าอาวาสจึงสั่งให้ลูกศิษย์นำแมวตัวนั้นไปผูกไว้กับเสาตรงระเบียงทุกครั้งที่มีการทำวัตรเย็น

หลายปีผ่านไป เมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพ แมวตัวนั้นก็ยังถูกผูกไว้ที่เสาต้นเดิมเวลามีการทำวัตรเย็น

10 ปีผ่านไป แมวตัวนั้นก็ได้ตายลง ลูกศิษย์จึงหาแมวตัวใหม่มาผูกไว้ที่เสาต้นนั้น

100 ปีผ่านไป วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเรื่อง “แมวประจำพิธี” ที่จะถูกผูกไว้ที่เสาต้นนั้นทุกครั้งที่ทำวัตรเย็น ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่แหนมากราบไหว้และขอพรจากแมวตัวนี้โดยเชื่อว่าจะได้รับโชคลาภและสิริมงคลกลับบ้านไปทุกคน

—-

ขอบคุณนิทานจาก Katinka Hesselink.Net: Ritual Cat

คนขับรถไร้มารยาท

20170914_baddrivers

ผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

ผมเคยวิ่งผ่านทางม้าลายโดยไม่ได้จอดรอให้คนข้ามถนน

ผมเคยนั่งเหม่อรอรถติดไฟแดงแถวๆ เหม่งจ๋ายจนโดนคันหลังบีบแตรไล่เพราะไปขวางทางเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดของเขา

ผมเคยขับคร่อมเลนจนคนขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่วิ่งแซงขึ้นมาแล้วหันมาส่งสัญญาณมือว่าทำไมวิ่งไม่ชิดซ้าย

ผมเชื่อว่าเราทุกคนที่ขับรถเป็นล้วนเคยทำผิดพลาดจนโดนคันอื่นบีบแตรใส่หรือโดนคนเดินถนนค้อนใส่มาแล้วทั้งนั้น

ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่ได้เป็นคนแย่อะไรนะ เพียงแต่ในจังหวะนั้นอาจจะฟังเพลงเพลินไปหน่อย หรือกำลังไปสาย หรือกำลังโดน Google Maps สับขาหลอกอยู่

คราวหน้าที่เราเจอคนขับรถไร้มารยาท การคิดว่าเราเองก็อาจเคยเป็น “คนขับรถไร้มารยาท” เช่นกันอาจจะช่วยให้เราใจเย็นลงได้บ้างนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ทุกอย่างนั้นเยี่ยมยอด

20170913_amazing

และทุกคนก็ยังไม่มีความสุข

“Everything is amazing and nobody is happy.”
– Louis C.K.

ทุกๆ อย่างในตอนนี้มัน amazing จริงๆ นะครับ และมีแต่จะ amazing ขึ้นเรื่อยๆ (ถ้าเราไม่ทำร้ายธรรมชาติจนเละเทะไปซะก่อนนะ)

ลองนึกกลับไปสมัยผมเด็กๆ โลกแตกต่างจากนี้มาก

ทั้งบ้านจะมีโทรศัพท์อยู่เครื่องเดียว และเป็นเครื่องแบบหมุนเบอร์ทีละเบอร์ด้วย (เบอร์ 9 จะหมุนน้อยสุด เบอร์ศูนย์จะต้องออกแรงเยอะสุดเพราะต้องหมุนเกือบเป็นวงกลมเต็มวง) แถมเวลาโทร.ไปหากไม่มีคนอยู่บ้านก็จบ ไม่มีฝากข้อความ ไม่มี missed call ให้คนโทร.กลับ

ตอนเรียนประถมถ้าได้การบ้านให้ทำรายงานอะไรซักอย่าง ก็ไม่มี Google ให้หาข้อมูล แหล่งความรู้เดียวที่มีคือห้องสมุดของโรงเรียน เวลาทำการบ้านก็ไม่มีคอมหรือปริ๊นท์เตอร์ ต้องใช้การเขียนและการคัดล้วนๆ

ตอนจบชั้นประถม เรารู้เลยว่าเราจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว เลยเขียนสมุดเฟรนด์ชิปให้กันและกันโดยทิ้งที่อยู่และเบอร์บ้านเอาไว้ให้

ตอนเรียนม.ต้น เริ่มมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งาน floppy disk แผ่นนึงจุได้ 1.44 MB hard disk ก้อนนึงความจุอย่างมากก็ 100 MB ถ้าจะซื้อ harddisk ขนาด 1 GB ขึ้นไปต้องจ่ายเงินเป็นแสน (เพื่อนผมซึ่งพ่อเป็นเจ้าของบริษัทคอมพิวเตอร์บอก)

ตอนเรียนจบม.ปลาย ได้ลองใช้อินเตอร์เน็ตครั้งแรก ต้องใช้ 56K modem ต่อกับสายโทรศัพท์ ความเร็วในการดาวน์โหลดก็ตามชื่อเลย 56Kb ต่อวินาที เปิดเว็บๆ นึงใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีเป็นอย่างน้อย

ตอนผมจบมหาลัยใหม่ๆ นั้นอาหารญี่ปุ่นหากินยากมาก ใครจะกินต้องมีเงินถุงเงินถังเท่านั้น จำได้ว่าอาหารญี่ปุ่นมื้อแรกที่ได้ไปกินจริงๆ เป็นพ่อเพื่อนพาไปเลี้ยง กินกัน 6 คนราคาร่วมสองหมื่น

ตอนนี้เรามีไอโฟนความจุ 64Gb ต่อเน็ต 4G ถ่ายรูปจากร้านอาหารญี่ปุ่นโปรแรงลง Instagram ให้เพื่อนเก่าอิจฉาเล่น

แต่เราก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี

“Everything is amazing and nobody is happy.”

เพราะ happiness = reality – expectations

ไม่ว่าโลกแห่งความจริงจะดีขึ้นแค่ไหน คนก็ไม่วายที่จะปรับความคาดหวังให้สูงตามขึ้นไปด้วย

Louis C.K. บอกว่า เวลาเน็ตในมือถือคุณช้าน่ะ แทนที่จะบ่นกระปอดกระแปดก็หัดรอให็เป็นเสียบ้าง มันกำลังติดต่อกับดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศอยู่นะเฟ่ย

เราน่าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดนับตั้งแต่มนุษยชาติกำเนิดมาแล้ว ความปลอดภัย สาธารณูปโภค และเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ตอนนี้นั้นเป็นสิ่งที่คนที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่มีทางจะฝันถึงได้ด้วยซ้ำ

เพียงมองให้ออกว่าเราโชคดีขนาดไหน และหัดเรียกร้องให้น้อยลง เราก็น่าจะมีความสุขกันมากขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce