นิทานพารา

20170914_para

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เช้าวันหนึ่ง

ประชาตื่นมา โทร.ไปลางาน กินพาราสองเม็ด แล้วนอนต่อ

วิมลตื่นมา กินพาราอีกสองเม็ด แล้วเดินเข้าครัว

ทั้งสองมีไข้ หนึ่งในนั้นเป็นแม่คน

[จบบริบูรณ์]

ชีวิตที่ดี

20170921_goodlife

คือชีวิตที่เราเป็นคนเลือกเองว่า “ดี” คืออะไร

โลกทุนนิยมนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ

เชื่อว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ พรุ่งนี้ธุรกิจเราจะโตกว่าวันนี้ พรุ่งนี้เราจะมีเงินมากกว่าวันนี้

นั่นคือเหตุผลที่ธนาคารยอมให้คนกู้เงิน เพราะธนาคารเชื่อว่าในอนาคตคนที่กู้เงินจะมีกำลังเอาเงินมาจ่ายคืนธนาคารได้ทั้งต้นและดอก

และนั่นคือเหตุผลที่คนธรรมดากล้ากู้เงินมาลงทุน เพราะเชื่อว่าเงินที่เขาจะได้จากธุรกิจนั้นจะมากพอจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย แถมยังมีเงินเหลือให้เขาจับจ่ายใช้สอยอีกด้วย

ถ้าความเชื่อมั่นในอนาคตไม่มี ธนาคารก็จะไม่กล้าปล่อยกู้ เศรษฐกิจก็จะชะลอตัวหรือถึงขั้นถอยหลัง

โลกทุนนิยมจึงมีประโยชน์ตรงที่มันเปิดโอกาสให้เงินได้เปลี่ยนมือและเปิดให้โอกาสคนบางกลุ่มได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

แต่ข้อดีนี้ก็มาพร้อมกับข้อเสีย เพราะกงล้อแห่งทุนนิยมนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มันจึงจำเป็นต้องป่าวประกาศให้ทุกคนเชื่อว่า ชีวิตจะได้ดีได้ก็ต่อเมื่อคุณซื้อให้มากขึ้น เสพให้มากขึ้น

สมัยเราเด็กๆ เราจึงได้ยินโฆษณาในวิทยุ ได้ดูโฆษณาในทีวี ว่าชีวิตของคุณตอนนี้มันยังไม่โอเคหรอกนะ จนกว่าจะได้ซื้อผลิตภัณฑ์นั้นหรือใช้บริการนี้

สมัยนั้นเราอาจใช้เวลาประมาณวันละ 2-3 ชั่วโมงในการเสพโฆษณาชวนเชื่อนี้ ซึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะพาเราแต่งตัวออกจากบ้านวันเสาร์อาทิตย์เพื่อไปหาซื้อสิ่งของเหล่านั้นมาใช้

มาสมัยนี้สถานการณ์ยิ่งเข้มข้นมากกว่าเดิม เมื่อ “โฆษณาชวนเชื่อ” มาอยู่ในมือเราวันละนับสิบชั่วโมง

แถมโฆษณาชวนเชื่อนี้ไม่ได้มาจากแค่แบรนด์ใหญ่ๆ อีกต่อไป แต่ยังมาจากแบรนด์เล็กแบรนด์น้อย, กูรูโลกออนไลน์, เน็ตไอดอล รวมถึงเพื่อนของเราหลายๆ คนด้วย

ยิ่งส่องเฟซเท่าไหร่ เราจึงยิ่งสุขน้อยลงเท่านั้น เพราะมีแต่เพื่อนได้กินอาหารอร่อยๆ ได้เที่ยวที่สวยๆ ได้ขับรถป้ายแดง

ถ้าเราปล่อย “ชีวิตที่ดีของเขา” มากำหนด “ชีวิตที่ดีของเรา” ความพอใจจะกลายเป็นสิ่งหายาก เพราะเราเอาสถานภาพของเราไปเปรียบกับสถานภาพ (ที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว) ของคนอื่นตลอดเวลา

เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง?

ผมเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจมากนัก เพราะผมก็เป็นหนูที่อยู่ในกงล้อนี้ไม่ต่างกับคุณ แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าน่าจะพอช่วยได้บ้าง ก็คือการตั้งคำถามอยู่เสมอ ว่าไอ้ที่เขาว่าดีๆ กันน่ะ เราจำเป็นต้องมีเหมือนเขารึเปล่า

เพราะ “ไอ้ที่เขาว่าดี” มันเปลี่ยนตลอด แล้วแต่ว่าอะไรจะอยู่ในกระแส และการวิ่งตามกระแสนั้นเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ

แต่หากเราค้นพบ “สิ่งที่ดีสำหรับเราจริงๆ” ชีวิตก็จะง่ายขึ้นและเหนื่อยน้อยลง

โลกทุนนิยมนั้นซับซ้อน แต่ความสุขนั้นไม่เคยซับซ้อนเลย

ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่เราเป็นคนเลือกเองว่า “ดี” คืออะไร

อย่าปล่อยให้ใครมาเลือกแทนนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Good Life Project: Seth Godin On Books, Business And Life

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผมได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

ไม่เคยมีใครยากจนจากการเป็นผู้ให้

20170920_poor

“No one has ever become poor by giving.”
Anne Frank

ความจนของคนเราเกิดจากอะไรได้บ้าง?

เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน

ขาดความรู้

ขาดโอกาส

ไม่ขยัน ไม่ขวนขวาย

ใช้ชีวิตอย่างประมาท

ทำธุรกิจผิดพลาดจนล้มละลาย

วิกฤติเศรษฐกิจ

แต่การเป็น “ผู้ให้” ไม่น่าจะใช่หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้เรายากจนได้

ในทางฟิสิกส์พลังงานและสสารนั้นไม่มีวันหายไปไหน มันแค่แปรรูปไปเท่านั้น

การที่เราให้อะไรบางอย่างกับใครบางคน เงินหรือเวลาของเราจึงแปรรูปเป็นสิ่งของหรือการกระทำ และแปรรูปเป็นความรู้สึกดีๆ หรือคำอนุโมทนาของผู้ที่ได้รับจากเรา

ความรู้สึกดีๆ ที่เขามีต่อเรานั้นเป็นเหมือน “บัญชีเงินฝากทางอารมณ์” (emotional bank account) ยิ่งเราทำดีกับเขามากๆ ยอดในบัญชีก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันหนึ่งเราต้องการความช่วยเหลือบ้าง เราก็จะสามารถถอนเงินในบัญชีนี้กลับมาได้ แถมบางทีได้มากกว่าที่เราให้เขาเสียอีก เพราะกรรมดีบางอย่างนั้นมีดอกเบี้ยทบต้น

อย่ารอให้มีเงินเสียก่อนถึงจะเป็นผู้ให้ได้ เพราะจริงๆ แล้วการให้ต่างหากที่จะทำให้เรามีมากขึ้นในภายหลัง

“No one has ever become poor by giving.”

ไม่มีใครเคยจนเพราะการให้

แต่คนรวยทุกคนล้วนผ่านการให้มาหมดแล้ว

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

เราเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก

20170919_hardtolivewith

“A happy marriage is the union of two good forgivers.”
การสมรสที่แช่มชื่นเกิดจากคนสองคนที่ให้อภัยเก่งทั้ังคู่
-Ruth Graham

Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องท้าทายกว่าที่เราคิด

เพราะเราทุกคนล้วนเป็นคน “ไม่ปกติ” เราต่างมีนิสัยหรือความคิดอะไรบางอย่างแปลกๆ ทั้งนั้น แต่เรามักคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเป็นคนปกติ เพราะพ่อแม่ที่รักเรามากก็ไม่เคยบอกเรา ส่วนเพื่อนก็ไม่บอกเพราะไม่อยากทำให้เราไม่สบายใจ ส่วนคนรักเก่าเขาจะบอกเราก็ต่อเมื่อเราทะเลาะจนมองหน้ากันไม่ติดและไม่คิดจะฟังอีกฝ่ายแล้วเท่านั้น

เราแต่ละคนก็เลยตกอยู่ใน “ฟองอากาศ” ของตัวเอง และคิดว่าปัญหาในความสัมพันธ์นั้นมีต้นเหตุมาจากอีกฝ่ายเสมอ

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า “เราเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก” เราก็อาจจะเริ่มตระหนักได้ว่าปัญหาต่างๆ ไม่ได้เกิดจากอีกคนเพียงฝ่ายเดียว เราเองก็มีส่วนทำให้มันเกิดเช่นกัน

เมื่อคิดได้อย่างนี้ เราก็อาจเต็มใจที่จะเอ่ยปากขอโทษมากขึ้น เต็มใจที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองมากขึ้นเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้ไปต่อได้

“A happy marriage is the union of two good forgivers.”

สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตคู่จึงอาจไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการยอมรับความไม่เพอร์เฟ็คท์ของตัวเอง และความไม่เพอร์เฟ็คของอีกคน เพื่อที่เราจะได้ยกโทษให้กันได้เสมอครับ

—–

สมัครเรียน Time Management คลาสสุดท้ายของปีนี้ได้ที่ https://goo.gl/R1PJAT

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ไม่อยากทำ

20170918_dontwanttodo

ป่านนี้เราคงมีทุกอย่างที่เราอยากมีไปเรียบร้อยแล้ว

“If you only ever did the things you don’t want to do, you’d have everything you’ve ever wanted.”
-Mel Robbins

ประโยคนี้ผมต้องอ่านซ้ำสองรอบเพราะมันค่อนข้างขัดกับสามัญสำนึก

ยิ่งยุคนี้คนชอบบอกว่าให้ follow your passion หรือทำแต่สิ่งที่เรารักด้วย การมาบอกว่าให้เราทำสิ่งที่เราไม่ชอบเพื่อจะได้มีทุกอย่างที่เราอยากมีนี่มันคืออะไร?

แต่ถ้าเราแปลความหมายประโยคนี้ดีๆ จะเข้าใจได้ว่า

ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิต จงทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ (แต่รู้ว่าจำเป็นต้องทำ)

อยากหุ่นดี แต่ไม่อยากออกกำลังกาย

อยากจะมีแฟน แต่ไม่อยากโดนปฏิเสธ

อยากมีธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่อยากเสี่ยง

อยากขึ้นเงินเดือน แต่ไม่อยากทำงานให้ดีกว่านี้

อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่อยากเก็บตังค์

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่เราไม่อยากทำ ป่านนี้เราคงหุ่นดี มีแฟนสวย มีธุรกิจของตัวเอง มีเงินใช้ และได้ไปเที่ยวต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

การ follow your passion ของเด็กรุ่นใหม่ มักตีความเข้าข้างตัวเองว่าฉันจะเลือกทำเฉพาะแต่สิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น พอเจอเรื่องที่ตัวเอง(ยัง)ไม่ถนัดหรือไม่ชอบ ก็พร้อมจะวิ่งไปหาสิ่งอื่นทันที

แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะเก่ง เมื่อไหร่จะเติบโต?

ลองคิดดูดีๆ ที่ชีวิตคนบางคนไปไม่ถึงไหนก็เพราะว่าเราทำแต่สิ่งที่อยากทำไม่ใช่เหรอ?

ส่องเฟซ ซื้อมือถือใหม่ เดินห้าง ดูซีรี่ส์ ล้วนเป็นสิ่งที่เราอยากทำทั้งนั้นเลย

“If you only ever did the things you don’t want to do, you’d have everything you’ve ever wanted.”

หากวันนี้เรายอมกัดฟันทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ

พรุ่งนี้เราจะมีสิ่งที่เราอยากมีครับ

—–

สมัครเรียน Time Management คลาสสุดท้ายของปีนี้ได้ที่ https://goo.gl/R1PJAT

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise