การตัดสินมันง่ายกว่าการเข้าใจ

20190602_judge

ประโยคนี้คุณทราย เจริญปุระ พูดเอาไว้ใน a day ฉบับเดือนเมษายน 2019 – The Reader’s Secret

การตัดสินมันง่ายกว่าการเข้าใจ…

อาจเป็นเพราะคนเราถูกออกแบบมาอย่างนี้

เป็นเวลาหลายแสนปีที่เราหาอยู่หากินด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์ กว่าจะได้มาแต่ละมื้อนั้นยากลำบาก หากพลาดพลั้งก็อาจหมายถึงความตาย

เราเลยต้องตัดสินใจให้เร็วไว้ก่อน เพียงได้ยินเสียงพุ่มไม้ เราก็ต้องรีบหันไปดู ถ้าเห็นเงาอะไรไหวๆ ก็ต้องรีบคิดว่าจะสู้หรือจะเผ่น

“การตัดสิน” หรือการตัดสินใจในชั่วพริบตานี้ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง Daniel Kahneman เรียกว่า System 1 thinking

แต่ “การเข้าใจ” นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ System 2 thinking ต้องใช้การคิดวิเคราะห์อย่างมีเจตนา ซึ่งต้องใช้เวลาและพลังงานเยอะกว่ากันมาก ถ้าเอาแต่ใช้ System 2 thinking วันๆ เราคงทำอะไรเสร็จแค่ไม่กี่อย่าง

System 1 thinking จึงมีประโยชน์สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่มันก็มีจุดอ่อนตรงที่มันมีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่าเช่นกัน

พอเราเจอคนที่แตกต่างจากเรา ทั้งผิวสี หน้าตา เสื้อผ้า หรือความคิด สมองส่วนลึกของเราก็จะบอกว่า “อันตราย” และ System 1 thinking ก็จะทำงานและตัดสินให้อย่างรวดเร็ว

แต่ถ้าเราดึงสติไว้ทัน ให้เวลากับตัวเองอีกสักหน่อย ใช้ System 2 thinking ในการพิเคราะห์ คนแปลกหน้าคนนี้อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราตัดสินไปตอนแรก

การตัดสินมันง่ายกว่าการเข้าใจ…

หากเจอสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เมื่อตัดสินเรียบร้อยแล้ว ลองพยายามทำความเข้าใจด้วยก็ดีนะครับ

เพราะแม้การตัดสินนั้นจะสะดวกและรวดเร็ว แต่เราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ทำเพื่อคนอื่นด้วยการดูแลตัวเอง

20190528_takecareofmyself

คนทำงานหนักมักจะลืมความจริงข้อนี้ คิดว่าการทำงานหามรุ่งหามค่ำ พักผ่อนไม่เพียงพอ ข้าวปลาไม่เคยกินตรงเวลานั้นเป็นการเสียสละอย่างหนึ่ง

เสียสละความสุขของตัวเองเพื่ออนาคตที่ดีของคนที่เรารัก

แต่เคยหยุดถามมั้ยว่าคนที่เรารักต้องการอะไรขนาดนี้รึเปล่า

คนที่เรารักและรักเราย่อมอยากให้เรามีสุขภาพที่ดี ไ่ม่อยากเห็นเราต้องลำบากและทนทุกข์เกินความจำเป็น

หากกรำงานจนร่างกายเริ่มประท้วง บางทีเราก็ต้องยอม “เสียสละ” ด้วยการหันกลับมาใส่ใจตัวเองบ้าง

กายและใจเราจะได้ดีพอที่จะอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ ครับ

นิทานสองม้า

20190530_twohorses

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ม้าสองตัวขนสัมภาระ

ม้าตัวหน้าขยันขันแข็ง ส่วนม้าตัวหลังนั้นขี้เกียจและอิดออด

คนงานเลยย้ายสัมภาระจากม้าตัวหลังไปใส่ม้าตัวแรก

เมื่อย้ายสัมภาระจนหมด ม้าตัวหลังพบว่าตัวเองเดินตัวปลิว จึงกล่าวกับม้าตัวหน้า

“ขยันเยอะๆ นะเพื่อนเอ๋ย! ยิ่งแกออกแรงมากเท่าไหร่ ยิ่งทรมานมากเท่านั้น!”

เมื่อถึงที่พัก เจ้าของม้าก็นึกขึ้นได้

“จะมีม้าสองตัวไปทำไมในเมื่อตัวเดียวก็ขนไหว สู้เอาอาหารให้ตัวนึงกินให้อิ่มท้อง และฆ่าอีกตัวนึงทิ้งเสียดีกว่า อย่างน้อยก็เอาหนังมันไปขายได้”

ว่าแล้วเขาก็ลงมือ

ขอบคุณนิทาน Two Horses ของ Leo Tolstoy

เลิกพูดได้แล้ว

20190528_shhh

ว่าอยากเขียนหนังสือ

ว่าอยากวิ่งมาราธอน

ว่าอยากมีธุรกิจของตัวเอง

เพราะถ้าอยากทำจริงๆ เราคงทำไปนานแล้ว

ที่ยังไม่ได้ทำ เพราะว่าเรายังไม่ได้อยากทำจริงๆ ต่างหาก เราก็เลยมักอ้างว่า “ไม่มีเวลา” (แต่มีเวลาดูเน็ตฟลิกซ์นะ)

ถ้าไม่ได้อยากทำจริงๆ ก็อย่าพูดให้เสียเวลาคนฟัง

แต่ถ้าอยากทำจริงๆ ก็จงจัดสรรเวลา แล้วลงมือทำไปเลย

พูดแล้วไม่ทำ กับทำแล้วไม่พูด อย่างหลังเสียงดังกว่ากันเยอะนะครับ

เปิด Google Maps แล้วอย่าเพิ่งเหยียบคันเร่ง

20190527_googlemaps

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที

เมื่อมันแสนสะดวกสบาย มนุษย์กิเลสหนาอย่างเราก็เลยใช้มันอย่างเต็มที่

แต่บางทีการใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีสมองกำกับก็อาจนำพาผลเสียมาให้

กี่ครั้งแล้วที่เราหลงทางเพราะ Google Maps?

เดี๋ยวนี้เวลาผมเปิด Google Maps ผมจะดูเส้นทางก่อนว่ามันจะพาเราไปทางไหน มันเมคเซ็นส์มั้ย และถ้าไม่ใช่ทางที่ผมรู้จัก ผมก็จะคลิ้กเข้าไปดูรูปในแต่ละจุดเพื่อสร้างความคุ้นเคยเอาไว้ก่อน

แค่เสียเวลาเพิ่มไม่ถึงนาที โอกาสที่จะโดน Google Maps ทำร้ายก็ลดลงไปเยอะ

—–

สมัยเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ฝรั่ง เวลาเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้จัก ผมมักจะถามอาจารย์ว่าคำนี้แปลว่าอะไร

แทนที่จะตอบคำถาม อาจารย์มักจะถามผมกลับว่า “แล้วคิดว่าคำนี้แปลว่าอะไรล่ะ”

ผมต้องกลับไปอ่านประโยคนั้นใหม่อีกรอบ แล้วลองอนุมานจากบริบทเพื่อเดาความหมายของคำๆ นั้น

บางทีก็เดาผิด บางทีก็เดาถูก แต่พออาจารย์เฉลย ผมก็จะจำศัพท์ใหม่นั้นได้แม่นเลยทีเดียว

มาสมัยนี้ เรามีอาจารย์อย่าง Google ที่เราถามได้ทุกอย่าง เวลาเจอคำไหนไม่รู้จัก ก็แค่หยิบมือถือขึ้นมาแล้วพิมพ์คำว่า define: ต่อด้วยคำศัพท์ที่เราต้องการค้น ก็จะได้คำแปลมาอย่างง่ายดาย หรือถ้าใครลงแอป Google Translate เอาไว้ แค่เอากล้องไปจ่อคำๆ นั้นมันก็จะแปลให้แบบ real-time เลยทีเดียว

แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์มากกว่าถ้าเราจะถามคำเดียวกับกับอาจารย์ฝรั่งที่ผมเคยเรียนด้วย

“แล้วคิดว่าคำนี้แปลว่าอะไรล่ะ”

แล้วก็ลองเดาดู ผิดหรือถูกไม่ใช่ประเด็น แต่อย่างน้อยเราจะได้ประโยชน์จากมันสองข้อ

หนึ่งคือเราจะจำคำนั้นได้นานกว่า

สองคือเราจะไม่เคยตัวกับการใช้เทคโนโลยีจนละเลยการใช้สมองครับ

ติดตามทางไลน์ : bit.ly/tgimline