ความสามารถสูง ความต้องการต่ำ

นี่คือทิศทางที่เราควรมุ่งไป

ลองมาดูอีกสามทางที่เหลือ

ความสามารถต่ำ ความต้องการต่ำ ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ใครมากนัก แต่ก็ไม่สร้างโทษให้กับใครมากมายเช่นกัน

ความสามารถต่ำ ความต้องการสูง จะทำให้เราเป็นคนที่ดิ้นรนและร้อนรน ใช้ทางลัดและทางที่มิชอบเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งนอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้วยังทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย

ความสามารถสูง ความต้องการสูง สามารถสร้างประโยชน์ได้มาก สร้างงาน-สร้างคน-สร้างเมืองได้ แต่ถ้ามีมิจฉาทิฏฐิก็สามารถสร้างโทษได้อย่างรุนแรงและกว้างไกลเช่นกัน

แต่ถ้าเราเป็นคนที่มีความสามารถสูง และมีความต้องการต่ำ เราจะใช้ชีวิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม เราจะบริโภคแต่น้อย เราจะไม่เบียดเบียนโลกโดยไม่จำเป็น มีชีวิตที่น่าอิจฉาเพราะไม่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ไม่ใช่แก่นสารครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายของพี่พศิน อินทรวงค์ บน Youtube

3 ไอเดียจากหนังสือ Future Mindset

เมื่อตอนต้นเดือน อาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ เจ้าของเพจและพอดคาสท์ Nopadol’s Story ได้กรุณาส่งหนังสือ “เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ (Future Mindset)” ของสำนักพิมพ์วีเลิร์นมาให้

ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะได้เริ่มเปิดอ่าน แต่พอได้อ่านก็อ่านจบอย่างรวดเร็ว

วันนี้เลยขอมาแชร์สามไอเดียจากหนังสือเล่มนี้ครับ อาจจะมีบางส่วนที่ผมเสริมไอเดียและสำนวนของตัวเองลงไปด้วยนะครับ

1. P-I Matrix

P คือ Performance เราทำได้ดีรึเปล่า
I คือ Importance มันสำคัญรึเปล่า

เมื่อรวมกันจะออกมาเป็นสี่ combinations
หนึ่ง เราทำได้ดี และมันเป็นเรื่องสำคัญ
สอง เราทำได้ดี แต่มันไม่สำคัญ
สาม เราทำได้ไม่ดี และมันไม่สำคัญ
สี่ เราทำได้ไม่ดี และมันเป็นเรื่องสำคัญ

เราควรจะใช้เวลากับเรื่องแรกให้มาก เพราะเราทำได้ดีและมันเป็นเรื่องสำคัญ นี่คือ sweet spot ที่เราจะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างสูงสุด

และเราควรจะให้เวลากับข้อสี่รองลงมา เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่เรายังไม่เก่งพอ เราจึงควรจัดการอย่างเร่งด่วน อาจจะเร่งพัฒนาตัวเอง อาจจะขอความช่วยเหลือ หรือมอบหมายให้คนอื่นทำก็ไม่เสียหาย

ส่วนวิธีการจัดการกับเรื่องที่เหลือ คือลดข้อสอง เพราะเรามีแนวโน้มที่จะทำมันเยอะเกินไปทั้งๆ ที่มันไม่สำคัญ ข้อสามไม่ต้องทำอะไรกับมัน ในเมื่อมันไม่สำคัญเราทำได้ไม่ดีก็ถูกแล้ว

2. คนที่ได้เกียรตินิยมไม่ใช่คนที่ได้ 100 เต็มวิชาเดียว แต่สอบตกวิชาที่เหลือ

เพราะความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง เราจึงไม่จำเป็นและไม่ควรมุ่งไปที่ความสมบูรณ์แบบจนทำให้มิติอื่นๆ ในชีวิตพัง

ถ้าการงานและการเงินก้าวหน้ามาก แต่สุขภาพแย่ทั้งกายและใจ อย่างนี้อาจจะเรียกได้ว่าสอบตกในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ไม่ต้องมุ่งไปที่ 100 คะแนนหรอก ทำให้ได้ซัก 80-90 คะแนนในหลายๆ วิชาน่าจะเป็นทางที่ยั่งยืนและฉลาดกว่า

3. Yes No Yes และ Plan B

คนไทยไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใคร แต่ถ้าอยากปฏิเสธคนให้เป็นเราควรใช้สูตร Yes No Yes

Yes แรกคือเราต้องรู้ก่อนว่าอะไรสำคัญในชีวิตเรา เมื่อเรา Yes กับสิ่งสำคัญในชีวิตเช่นเรื่องการมีเวลาให้ลูก เราก็จะมี “หลัก” ให้ยึดเมื่อต้องเจอสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ

No คือการตอบปฏิเสธ เช่นเจ้านายขอให้เราทำงานด่วนและจะเอาคืนนี้ แต่เมื่อเรา Yes กับการมีเวลาให้ลูกแล้ว เราจึงมีเหตุผลที่แข็งแรงพอที่จะเซย์ No กับเจ้านายได้

Yes สุดท้ายคือการหาทางออกให้กับคนที่มาขอความช่วยเหลือ เช่นขอผัดผ่อนเวลา หรือแนะนำให้คนอื่นช่วยแทน

ซึ่งก็เป็นไปได้อีกว่าเขาอาจจะไม่รับทางเลือกที่เราเสนอให้ก็ได้ เราจึงต้อง Plan B เช่นบอกกับเจ้านายอย่างจริงจัง สุภาพ และด้วยความเคารพว่าถ้าเขายังยืนยันจะให้เราทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็อาจต้องขออนุญาตลาออกแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำเลย สิ่งสำคัญคืออย่าให้เจ้านายตัดสินใจทันที เพราะจะเป็นการกดดันให้เขาพูดโดยใช้อารมณ์และแม้จะอยากเปลี่ยนใจภายหลังก็กลับคำไม่ทันแล้ว


ใครอ่าน 3 ไอเดียนี้แล้วคิดว่าเข้าท่า ลองไปหาหนังสือเล่มจริงมาอ่านดูได้นะครับ 😉

เมื่อการบ้านได้เกรด C

ในปี 1962 Frederick Smith เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Yale ในอเมริกา

ในคลาสหนึ่ง อาจารย์ให้นักศึกษาเขียนแผนธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัพ สมิธเลยออกแบบธุรกิจที่สามารถส่งพัสดุให้ถึงที่หมายภายในข้ามคืนแม้ว่ามันจะต้องส่งข้ามรัฐก็ตาม

สมิธได้เกรด C สำหรับรายงานชิ้นนั้น

อาจารย์ให้คอมเมนท์ว่า

“The concept is interesting and well-formed, but in order to earn better than a ‘C’, the idea must be feasible.”

“เป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจและสื่อสารได้ชัดเจน แต่ถ้านักศึกษาอยากได้คะแนนมากกว่า C ไอเดียนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริงด้วย”

ไม่กี่ปีต่อมา สมิธก็ก่อตั้ง FedEx

คำแนะนำของผู้มีประสบการณ์เป็นสิ่งที่เราควรเงี่ยหูฟัง แต่สิ่งที่เขาเห็นไม่เหมือนสิ่งที่เราเห็น เพราะเราโตมาในโลกที่แตกต่างกัน ดังนั้นถ้าเราเชื่อมั่นในไอเดียของเราก็อย่าให้ใครมา kill มันง่ายๆ นะครับ

แกะที่ราคาแพงที่สุดในโลก

สำหรับคนที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นพนักงานที่มีคุณภาพ เรียนจบปริญญามาหลายใบ ลองถามตัวเองดูนะครับว่ามีคนจะพร้อมซื้อเราในราคา $490,000 เท่ากับแกะในรูปนี้รึเปล่า

แกะตัวนี้มีนามว่า Double Diamond (ทวิวัชระ?) มีฟาร์มสามแห่งที่ลงขันกันเพื่อให้ได้ Double Diamond มาครอบครอง ซึ่งนับว่าเป็นการซื้อขายแกะที่แพงที่สุดในโลก

เหตุผลเดียวที่มันราคาสูงขนาดนี้เพราะว่ามันเป็นพ่อพันธุ์ชั้นเลิศ หน้าตาจัดได้ว่าหล่อเหลาสุดๆ สำหรับบรรดาแกะตัวเมีย

และนี่อาจเป็นบทเรียนสำหรับคนทำงาน ว่าเราไม่จำเป็นต้องเก่งเสียทุกอย่าง แต่ขอให้เก่งอย่างเดียวแบบสุดๆ แล้วจะมีคนที่พร้อมจะสู้ราคาเพื่อใช้บริการของเราครับ


ขอบคุณภาพจาก Texel – Sheep Society

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Asim Qureshi’s answer to What are some of the lessons one should definitely learn at their 20s?

จริงๆ แล้วมนุษย์ “ผมหงอก” ทุกคน

เวลาเราเห็นเพื่อนหรือตัวเองผมหงอก เรามักจะรำพึงว่า แก่แล้วสินะเรา

แต่รู้มั้ยครับว่าจริงๆ แล้วเส้นผมของเราทุกคนนั้นล้วนมีสีขาว

แต่ที่เห็นหัวดำ หัวน้ำตาล หัวทองนั้นเกิดจากการ “ย้อมสี” โดยธรรมชาติต่างหาก

“ปุ่มรากผม” (Hair follicle) ที่เส้นผมงอกขึ้นมานั้นจะมีเซลล์เม็ดสีที่เรียกว่า “เมลาโนไซต์” (melanocyte)

เมื่อผมงอกผ่านปุ่มรากผม เซลล์เมลาโนไซต์ก็จะผลิตเม็ดสีเมลานินเพื่อเคลือบเส้นผมให้เป็นสีผมที่เราเห็นกันอยู่

ถ้าผมบางเส้นโผล่ขึ้นมาแล้วเป็นสีขาว นั่นแสดงว่าปุ่มรากผมตรงนั้นขาดเซลล์เมลาโนไซต์ กระบวนการย้อมสีผมจึงไม่เกิดขึ้น

ซึ่งการทำงานที่ผิดปกติของเมลาโนไซต์เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นการขาดวิตามินบี 12 ความเครียดสะสม หรือเป็นกรรมพันธุ์

ดังนั้นหากเห็นใครกำลังวิตกกับผมขาว ให้บอกเขาว่าจริงๆ แล้วเขาอาจจะแค่ขาดวิตามินหรือแค่เครียดเกินไปเท่านั้นเองครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Britney Wu’s answer to What tiny detail have most people noticed but never bothered to stop and think about?

SciMath: ทำไม…ผมหงอก ??