นิทานบรรลุแล้ว

ในวัดเซนแห่งหนึ่ง ลูกศิษย์ที่เพิ่งออกจากสมาธิรีบวิ่งมาหาอาจารย์

“ผมเข้าใจแล้ว! ผมเข้าใจแล้ว! ผมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ผมคือทุกอย่าง และผมก็ไม่ได้เป็นอะไรซักอย่างด้วย!”

อาจารย์เอาไม้เท้าเคาะหัวลูกศิษย์เต็มแรง

“อาจารย์ตีผมทำไม? ผมเจ็บนะ!”

“อ้อ…แล้วใครกันนะที่เจ็บ” อาจารย์ถามกลับ

เมื่อผู้เขียน Sapiens ต้องให้คะแนนศาสนา

วันนี้ตอนขับรถผมได้ฟังคลิป Youtube การพูดคุยกันของ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind และ Natalie Portman ดาราฮอลลีวู้ดที่ทั้งสวยและฉลาด

ตอนท้ายของการพูดคุย พิธีกรเปิดโอกาสให้คนในห้องประชุมส่งคำถามขึ้นมา คำถามก่อนหน้านี้ถามเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว #metoo ซึ่ง Natalie Portman ตอบไว้ดีมาก

ส่วนนี่เป็นคำถามสุดท้ายจากผู้ชมในห้องส่งครับ

พิธีกร: เราเหลือเวลาแค่ 5 นาทีแล้ว จึงขอถามคำถามสุดท้าย จากคนที่ชอบจะได้พูดเป็นคนสุดท้าย (somebody who likes to have the last word). คำถามนี้มาจากพระเจ้า ซึ่งขอถามว่าโดยรวมแล้วศาสนาได้สร้างประโยชน์หรือสร้างโทษให้กับมนุษยชาติ จากคะแนนเต็ม 5 คุณให้คะแนนศาสนาเท่าไหร่

Harari: ไม่รู้สิ…ซัก 2 คะแนนมั้ง

(คนในห้องส่งหัวเราะ)

ศาสนาได้สร้างสิ่งดีๆ เอาไว้แน่นอน ทั้งด้านศีลธรรม ด้านมนุษยธรรม ด้านศิลปะ และการทำให้ผู้คนวางใจและร่วมมือกันก็เป็นผลจากศาสนา

แต่ศาสนาก็สร้างความเสียหายเอาไว้มากมายเช่นกัน สุดท้ายแล้วผมคิดว่าศาสนาไม่ได้มีความจำเป็นต่อการมีศีลธรรมหรือการร่วมมือกันอีกต่อไป

จริงๆ แล้วศีลธรรม (morality) ก็คือการพยายามลดความทุกข์ร้อนในโลกใบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าองค์นี้หรือพระเจ้าองค์นั้นเพื่อที่จะประพฤติตนให้ดี แต่คุณต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความทุกข์ยาก (suffering)

สำหรับผม ผมคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณ (spirituality) มากกว่าการมีศาสนา (religion) เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันหรือแทบจะตรงกันข้ามกันด้วยซ้ำ

Spirituality เป็นเรื่องของคำถาม

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ

Spirituality คือเวลาที่คุณมีคำถามใหญ่ๆ เช่นความตระหนักรู้คืออะไร (what is consciousness?) ความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร และคุณก็เริ่มออกเดินทางไปแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และคุณก็มีความกล้าและความพร้อมที่จะไปในที่ใดก็ได้ที่คำถามจะพาคุณไปเพราะมันสำคัญสำหรับคุณมาก

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ มันคือการที่มีคนเดินมาบอกคุณว่า นี่แหละคือคำตอบ คุณต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ถ้าคุณไม่เชื่อคุณก็จะถูกแผดเผาในนรกหรือไม่เราก็จะจับคุณเผาไฟเสียเอง และผมมองว่าวิธีคิดแบบนี้นั้นมันตรงกันข้ามกับ spirituality

เราอาจจำเป็นต้องมี spirituality หรือความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณมากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เพราะคำถามด้านจิตวิญญาณหรือคำถามด้านปรัชญาได้กลายมาเป็นคำถามในเชิงปฏิบัติไปแล้ว (spiritual questions and philosophical questions are suddenly becoming practical questions)

เจตจำนงเสรี (free will) และความหมายของการเป็นมนุษย์ล้วนเป็นประเด็นที่เราถกเถียงกันมานับพันปี แต่พอมันไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ทันที การขบคิดถึงคำถามเหล่านี้เลยเป็นแค่งานอดิเรกของพวกนักปรัชญามากกว่า

แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคำถามของวิศวกรแล้ว เพราะในไม่ช้าเราจะสามารถ reengineer มนุษย์ได้ ดังนั้นคำถามที่ว่าแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์คืออะไรจึงเป็นคำถามที่สำคัญมากและไม่ใช่คำถามสำหรับนักปรัชญาอีกต่อไป

นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราต้องขบคิดเรื่องเหล่านี้มากกว่าที่เคยเป็นมา รวมถึงองค์กรอย่าง Google, Facebook และอีกหลายองค์กรที่ผมเชื่อว่าเขาควรจะจ้างนักปรัชญาเอาไว้ด้วย องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณเพื่อจะได้เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรกันอยู่

ส่วนศาสนานั้น ผมคิดว่ามันได้ทำสิ่งดีๆ และสิ่งแย่ๆ เอาไว้หมดแล้ว และมันกำลังสูญเสียบทบาทของมันไป ในสมัยก่อนนั้นถ้าคุณป่วยคุณก็ไปหานักบวช ถ้าฝนไม่ตกคุณก็เข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์อ้อนวอน แต่โจทย์เหล่านี้กลับถูกแก้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรและคุณหมอไปแล้ว

บทบาทเดียวที่เหลืออยู่สำหรับศาสนาคือการมอบอัตลักษณ์ให้กับคนแต่ละกลุ่ม (defining collective identitities for human groups) ซึ่งสำหรับผมนั้นมักจะเป็นผลเสีย เพราะแทนที่จะสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีกันในประชาคมโลก สิ่งที่ศาสนาก่อให้เกิดในตอนนี้คือเผ่าพันธ์ุนิยมและชาตินิยม (tribalism and nationalism) ซึ่งเป็นอุปสรรรคต่อการร่วมมือร่วมใจกันของมนุษย์ในระดับที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่านี้

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: Natalie Portman and Yuval Noah Harari in Conversation

ขอบคุณภาพจาก Twitter: Yuval Noah Harari

วิธีดูว่าใครมั่นใจตัวเองสุดๆ

จอนกับไมค์นั่งติดกันในห้องเล็คเชอร์

อาจารย์ผู้ช่วยเอาข้อสอบที่ตรวจแล้วมาแจกคืน

ไมค์ถามจอน “ได้คะแนนเท่าไหร่อ่ะ?”

จอนชำเลืองดูคะแนนแล้วตอบ “90%”

ไมค์เกทับทันที “กูได้ 92% ว่ะ!”


ในบาร์แห่งหนึ่ง มีคนเข้ามาหลีแฟนของไมค์ ไมค์ลุกขึ้นมาเผชิญหน้าและแสดงความไม่พอใจ ไมค์รู้ว่าแฟนคงไม่คิดอะไรแต่ไมค์รู้สึกว่าจะปล่อยให้มาหยามกันอย่างนี้ไม่ได้

ในบาร์อีกแห่งหนึ่ง มีคนเข้ามาหลีแฟนของจอน จอนไม่ได้ว่าอะไร ยังคงจิบเครื่องดื่มและเพลินไปกับเสียงเพลง พอดึกแล้วก็พาแฟนกลับบ้าน


มีคนมาบอกไมค์ว่าปีหน้าจะเรียนจบพยาบาล ไมค์ตอบว่า “เก่งนี่ อาจจะได้เจอกันนะ เพราะผมจบหมอ”

มีคนมาบอกจอนว่าปีหน้าจะเรียนจบพยาบาล จอนตอบว่า “ยินดีด้วย ผมมั่นใจว่าคุณไปได้สวยแน่นอน” จอนก็จบหมอเหมือนกันแต่ไม่ได้พูดอะไร


ความปราศจากตัวตนในขณะที่คนอื่นๆ พยายามวางตัวเหนือกว่า การอยู่นิ่งๆ ในขณะที่คนอื่นอดไม่ได้ที่จะโอ้อวด

นี่คือสัญญาณของคนที่มีความมั่นใจอย่างแท้จริง


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What is the height of confidence?

3 คำถามก่อนพูดหรือเขียนอะไรออกไป

หลายครั้งเราก็พูดหรือเขียนโดยไม่ระวังและต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง

สามคำถามนี้จาก James Clear อาจจะช่วยป้องกันปัญหาได้

Does this need to be said?
Does this need to be said by me?
Does this need to be said by me right now?

เรื่องนี้ต้องพูดรึเปล่า?
เรื่องนี้ต้องเป็นเราพูดรึเปล่า?
เรื่องนี้เราต้องพูดตอนนี้รึเปล่า?

บางเรื่องก็รอเวลาได้ บางเรื่องเราไม่ต้องพูดเองก็ได้ และบางเรื่องไม่ต้องพูดเลยดีกว่า

จะได้ไม่สร้างความขุ่นข้องโดยไม่จำเป็นครับ

ถนอมตาเวลาทำงานด้วยสูตร 20-20-20

สูตร 20-20-20 ก็คือ ทำงาน 20 นาทีแล้วให้พักสายตา 20 วินาทีด้วยการมองสิ่งของที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุต

อาจจะนึกภาพไม่ออกว่า 20 ฟุตนั้นไกลแค่ไหน แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ 20 ฟุตครับ แค่มองอะไรที่อยู่ห่างออกไปไกลๆ ก็พอแล้ว อาจจะมองออกไปนอกหน้าต่างก็ได้

สถาบันจักษุวิทยาในอเมริกา (American Academy of Ophthalmology) ระบุว่าแม้การจ้องคอมนานๆ ไม่ได้ทำให้สายตาเสียก็จริง แต่ก็สามารถสร้างความตึงเครียดให้ดวงตาได้ (eye strain)

โดยปกติคนเราจะกะพริบตานาทีละ 15 ครั้ง แต่เวลาจ้องคอมหรือเล่นมือถือเราจะกะพริบตาน้อยลงมาก ซึ่งนำไปสู่อาการอย่างตาแห้ง ตาฉ่ำ ตาเบลอ หรือเวียนหัวได้

ดังนั้นเราจึงควรเตือนตัวเองให้พักสายตาทุก 20 นาที และพักอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อให้ตาผ่อนคลายอีกครั้งหนึ่งครับ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองทำดูเลยก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Healthline: How Does the 20-20-20 Rule Prevent Eye Strain?