การ Work Hard ของผู้บริหารหน้าตาเป็นอย่างไร

บทความนี้จุดประกายมาจากเฟซบุ๊คสเตตัสของพี่แท้ป รวิศ หาญอุตสาหะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2024 ซึ่งมีคนแชร์ไปแล้วสองหมื่นกว่าครั้งภายในสองวัน:

“ดูจากบรรยากาศเศรษฐกิจ 1-2 ปีต่อจากนี้ บอกเลยว่าใครยังทำงานชิล work life balance slow life อยู่ไม่รอดแน่นอน ตอนนี้ต้องกลับเข้าสู่บรรยากาศ work hard to survive แล้ว”

วันถัดมาพี่แท้ปก็อัปโหลดคลิปบน YouTube ชื่อ “ขยายความประเด็น Work Hard (และ Work Smart) ในการทำงานและการใช้ชีวิต | Mission To The Moon EP.2169

ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยมีหลายคนตั้งแง่ว่าเจ้าของหรือผู้บริหารก็อยากให้ลูกน้องทำงานหนักอยู่แล้ว ซึ่งผมคงไม่แตะประเด็นนั้น

ประเด็นที่ผมสนใจ และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็คือ การ Work Hard ของผู้บริหารนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

ผมเองอายุ 40 กว่า ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนก HR ให้บริษัท tech ที่มีพนักงานพันกว่าคน คิดว่าน่าจะพอจะเข้าใจคนที่หน้าที่การงานเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ระดับหนึ่ง

จากประสบการณ์ ผมคิดว่าคนที่เป็นระดับ Director, Head, VP หรือ C-Suite นั้นเป็นคนทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ (แน่นอนว่าบางคนก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ผมเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย)

สิ่งหนึ่งที่คนในตำแหน่งเหล่านี้หนีไม่พ้น ก็คือต้องเข้าประชุมเยอะมาก ตารางแน่นเกือบทั้งวันจนแทบไม่มีเวลากินข้าวหรือเข้าห้องน้ำ กว่าจะมีเวลาเคลียร์อีเมลหรือไล่ตอบ Slack ก็เป็นช่วงหัวค่ำแล้ว สัปดาห์หนึ่งน่าจะได้ทำงานเกือบ 50 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น

ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจมันแย่และมีความเสี่ยงรออยู่มากมาย เราจะ work hard หรือ work even harder ได้อย่างไร?

คำว่า “Musings” ใน Anontawong’s Musings แปลว่า “การคิดไปเรื่อยๆ”

ผมจึงขอพาผู้อ่านออกเดินทางไกล แต่สัญญาว่าจะพากลับเข้าฝั่งในตอนท้ายนะครับ


เมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน รายการทีวีหลายรายการมักจะเอาโฮมวีดีโอมาเปิดให้พวกเราดู

“โฮมวีดีโอ” คือคลิปที่มักถูกถ่ายจากกล้องวีดีโอประเภท camcorder ที่คนในบ้านถ่ายเอาไว้ดูเอง ถ้าอันไหนฮา ก็จะส่งมาให้รายการทีวีเผยแพร่

มีโฮมวีดีโอตัวหนึ่งน่ารักมาก และผมยังจำได้มาจนถึงวันนี้

เป็นคลิปของเด็กผู้หญิงฝรั่งอายุไม่เกิน 4 ขวบ สวมชุดกระโปรง สะพายกระเป๋าถือที่มีสายสะพายยาวๆ

เด็กคนนี้ออกวิ่งไปได้นิดเดียวก็ล้มปุ! โชคยังดีที่เป็นสนามหญ้า

สาเหตุที่ล้มก็เพราะว่าสายสะพายกระเป๋ามันยาวมาก ตัวกระเป๋าจึงไปรั้งที่เข่าเธอและทำให้เธอวิ่งแล้วสะดุด

สิ่งที่เด็กคนนี้ทำคืออะไรรู้มั้ยครับ?

เธอก้มลงผูกเชือกรองเท้าใหม่ให้แน่นขึ้น

แล้วก็ออกวิ่ง เพียงเพื่อที่จะล้มลงอีกครั้ง

แล้วเธอก็พยายามผูกเชือกรองเท้าอีก

ผมจำได้ว่าผมดูวีดีโอนี้แล้วก็ขำในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย

แต่ก็เข้าใจเด็กนะว่าทำไมเธอถึงคิดว่ารองเท้าเป็นปัญหา ในเมื่อหนูใช้เท้าวิ่ง ถ้าเกิดวิ่งไม่ไป หนูก็ต้องแก้ที่รองเท้าสิ

ต้องล้มถึงสามครั้ง เด็กคนนี้ถึงจะถึงบางอ้อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

เธอจึงดึงกระเป๋าสะพายให้ไปห้อยด้านหลังแทน แล้วก็ออกวิ่งโดยไม่ล้มอีกเลย

ในฐานะคนทำงาน พอเรารู้สึกว่าต้อง work harder เรามีความเสี่ยงที่จะเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

ทุกครั้งที่ล้ม เราจะคิดว่ารองเท้าไม่ดี เราเลยพยายามผูกเชือกรองเท้าใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อจะล้มอีกครั้งแล้วครั้งเล่า


“ปีนี้จะไม่ง่าย เราจึงต้องมีเวลาคิดเยอะๆ”

ประโยคนี้เป็นคำพูดของพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภา และ mentor ของผมในโครงการ IMET MAX

พี่อ้นบอกว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่ขึ้นมาถึงเรามักจะเป็นปัญหายากๆ ทั้งนั้น เพราะปัญหาง่ายๆ ลูกน้องแก้ให้หมดแล้ว

เมื่อต้องพบเจอปัญหาระดับตัวบอสวันละหลายปัญหา แถมต้องมีประชุมเกือบทั้งวัน โจทย์สำคัญคือเราจะจัดการตัวเองอย่างไรเพื่อจะมีสมาธิ พลังงาน และเวลาในการขบคิดเรื่องที่สำคัญต่อองค์กร และต่อชีวิตตนเอง


ครั้งหนึ่งผมเคยได้ไปร่วมโต๊ะกินข้าวกับพี่เล้ง ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ MFEC และผู้ทำให้คนทำงานหันมาสนใจการบริหารสไตล์เต้าเต๋อจิง

พี่เล้งถามพวกเราว่า รู้มั้ยว่า “ความรู้” กับ “ปัญญา” ต่างกันอย่างไร

หลังจากฟังคำตอบจากรอบวงแล้ว พี่เล้งก็เฉลยว่า

ความรู้เกิดจากความมี ปัญญาเกิดจากความว่าง


Naval Ravikant นักลงทุนสาย venture capital ในบริษัทอย่าง Twitter, Uber, และ Stack Overflow เคยกล่าวไว้ว่า

“การตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จริงๆ แล้ว คนที่ตัดสินใจถูกต้อง 80 เปอร์เซ็นต์แทนที่จะเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ จะได้รับค่าตอบแทนจากตลาดมากกว่าเป็นร้อยเท่า

ถ้าผมบริหารเงิน 1 พันล้านดอลลาร์และผมคิดถูกมากกว่าคนอื่น 10 เปอร์เซ็นต์ การตัดสินใจของผมจะสร้างมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แรงงานจำนวนมาก และเงินทุน การตัดสินใจของเรามี leverage มากขึ้นเรื่อยๆ”


Scott Galloway เล่าไว้ในหนังสือ The Algebra of Wealth ว่า ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมักไม่ใช่คนที่ตัดสินใจถูกที่สุด แต่เป็นคนที่ตัดสินใจบ่อยที่สุดต่างหาก

“It’s not the person who makes the best decisions who comes out ahead, it’s the person who makes the most decisions. Making more decisions means you get more feedback, and you get better at it. Each decision you make is an opportunity to pivot, and the more decisions there are, the lower the stakes of any wrong decision you make.”

คุณต้นสน สันติธาร เสถียรไทย ก็เขียนเอาไว้ในหนังสือ Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม ว่า

“If you have to forecast, forecast often. – หากคุณต้องพยากรณ์ ก็จงพยากรณ์บ่อยๆ

สิ่งที่อันตรายที่สุดในการคาดการณ์อนาคตคือ การยึดติดกับมุมมองเดียว ไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ที่เข้ามา แม้วันนี้มุมมองนั้นอาจะทำให้เราทายอนาคตถูก แต่วันหน้าโลกปรับ บริบทเปลี่ยน มุมมองนั้นอาจทำให้เราทายผิดก็ได้ โดยศัตรูสำคัญคืออีโก้ของเราเองที่ไม่ยอมรับว่าทายผิด

เทคนิคที่ผมใช้แก้ปัญหาอีโก้ตรงนี้คือ จะคอยทำนาย 2-3 ความเป็นไปได้เสมอ เสมือน “แทงม้า” ทีละ 2-3 ตัวแทนที่จะแทงตัวเดียว โดยม้าแต่ละตัวคือ สถานการณ์ (scenario) ที่อาจจะเกิดขึ้น และกำหนดว่า ปัจจัยกับข้อมูลอะไรบ้างที่เราต้องคอยติดตามเพื่อดูว่าม้าตัวไหนจะ “เข้าวิน”

โดยข้อดีของวิธีนี้คือ ม้าเหล่านี้ล้วนเป็นตัวที่เราแทงไว้ จึงทำให้เราเปลี่ยนใจจากม้าตัวหนึ่งไปอีกตัวได้ โดยอีโก้ไม่ฉุดรั้งให้เรายึดติดกับตัวเดียว”


เมื่อเราตัดสินใจแล้ว เราไม่สามารถลงมือเองได้คนเดียว เราต้องพึ่งพาลูกทีมของเราให้ลงมือทำ หรือ execute ให้ภาพที่เราคิดเอาไว้มันเกิดขึ้นจริง

ดังนั้น ความฝันของหัวหน้า คือการมีลูกทีมที่พึ่งพาได้

หน้าที่ของผู้บริหารคือการสร้างทีมของตัวเองให้เต็มไปด้วยคนที่พึ่งพาได้ เราจะได้ไม่ต้องไปแบกงานของน้อง และเราจะได้มีแรงและเวลาไปคิดและมองในสิ่งที่น้องมองไม่เห็นเพราะไม่ได้ยืนอยู่ในจุดเดียวกับเรา

Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google ก็เคยกล่าวไว้ในหนังสือ How Google Works ว่า หน้าที่สำคัญที่สุดของหัวหน้า คือการสรรหาคนเข้าทีม

“Hiring is the most important thing you do. For a manager, the right answer to the question “What is the single most important thing you do at work?”, is hiring.”

นอกจากสรรหาคนที่เหมาะสมเข้าทีมแล้ว หัวหน้าและผู้บริหารยังต้องกล้าจัดการคนที่ไม่เหมาะสมกับองค์กรด้วย เพื่อสุดท้ายเราจะได้มีทีมที่ศีลในการทำงานเสมอกัน


พอเราอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร ทำงานสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงอยู่แล้ว การทำงานให้หนักกว่าเดิม การสรรหาความรู้ให้มากกว่าเดิม อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

สิ่งที่ผู้บริหารควรแสวงหาไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นปัญญา ซึ่งจะผุดขึ้นมาได้เมื่อเรามี “ความว่าง” อยู่ในตารางชีวิต

เพราะสถานการณ์ต่อจากนี้มันยากลำบาก เราจึงต้องมีเวลาคิดให้เยอะ เราต้องดูแลตัวเองให้ดี จะได้มีความนิ่งและความเฉียบคมในการตัดสินใจให้บ่อยและพร้อมจะปรับเปลี่ยนเมื่อบริบทไม่เหมือนเดิม โดยต้องมีทีมงานที่ศีลเสมอกันช่วยลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง

แน่นอนว่าไม่ง่าย เพราะเราเคยชินกับการทำงานหนักมานาน

แต่ก็เหมือนกับที่ Kevin Kelly อดีตบ.ก.ของ Wired Magazine เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่งในชีวิต การทำงานให้ต่างไปจากเดิม อาจมีประโยชน์กว่าการทำงานให้หนักขึ้น

“Working differently is usually more productive than working harder.”

ในฐานะผู้บริหาร เราจึงควรหมั่นถามตัวเองว่าจากนี้ไปเราจะทำอะไรให้ต่างออกไปจากเดิม เพื่อสร้างผลที่ดีให้กับองค์กรและตัวเองครับ

ทำ 8 สิ่งนี้ตอนอายุ 40 แล้วอายุจะยืนขึ้นได้ 24 ปี

ผมเพิ่งได้ฟังรายการ Edge Invest ของดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ชื่อตอน “ออกกำลังกายยังไงไม่ให้แก่” ซึ่งลงใน YouTube มาตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 2023

ในตอนท้าย ดร.ศุภวุฒิมีพูดถึงงานวิจัยที่บ่งบอกถึงนิสัย 8 อย่างที่จะช่วยให้เราอายุขัยยืนขึ้นได้มากถึง 24 ปี

8 สิ่งนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่น่าสนใจตรงที่มีการเรียงลำดับด้วยว่า Lifestyle แบบไหนที่มีผลต่ออายุที่ยืนยาวขึ้นมากที่สุด

ขอไล่เรียงทั้ง 8 นิสัยดังต่อไปนี้ครับ

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำ – 56%
  2. ไม่ติดยาแก้ปวดในกลุ่ม Opioid – 38%
  3. ไม่สูบบุหรี่ – 29%
  4. บริหารความเครียดได้ดี – 22%
  5. กินอาหารที่มีประโยชน์ – 21%
  6. ไม่ดื่มหนักเกินไป – 19%
  7. นอนหลับเพียงพอ – 18%
  8. มีความสัมพันธ์ที่ดี – 5%

การศึกษานี้น่าเชื่อถือตรงที่มันทำกับกลุ่มตัวอย่างถึง 720,000 คนที่เป็นทหารผ่านศึกในอเมริกาเป็นเวลาสิบกว่าปี

ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ห้อยท้าย บ่งบอกถึงความเสี่ยงที่ลดลงจากการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (all-cause mortality)

คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จึงมีโอกาสเสียชีวิตในปีใดก็ตามน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยถึง 56%

จะเห็นได้ชัดว่า การออกกำลังกายนั้นมีผลต่ออายุขัยที่ยืนยาวมากกว่า 7 ข้อที่เหลือ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Dr.Peter Attia เขียนเอาไว้ในหนังสือ Outlive ที่ผมเคยสรุปลงในบล็อกนี้

ถ้าเราทำได้ครับทั้ง 8 ข้อ เราจะลดโอกาสการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลง 87% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ทำทั้ง 8 ข้อนี้เลย

ในงานวิจัยบอกว่าหากเราอายุ 40 ปี แล้วทำครบทั้ง 8 ข้อนี้ จะอายุยืนยาวมากขึ้น 24 ปีสำหรับผู้ชาย และ 21 ปีสำหรับผู้หญิง (ผู้หญิงอาจจะมีผลน้อยกว่าหน่อยเพราะโดยปกติผู้หญิงก็อายุยืนกว่าผู้ชายอยู่แล้ว)

แต่แม้เราจะมาปรับตัวทีหลังก็ยังไม่สายเกินไป หากเราทำ 8 ข้อนี้ตอนอายุ 50 ก็จะอายุยืนขึ้น 21 ปี และถ้าทำตอนอายุ 60 ก็จะอายุยืนขึ้น 18 ปี

บางคนอาจจะบอกว่า ไม่ได้อยากมีอายุยาวนานขนาดนั้น แต่ผมคิดว่าสิ่งสำคัญของ 8 นิสัยนี้ ก็คือมันไม่ได้ช่วยให้เราอายุยืนขึ้นอย่างเดียว (lifespan) แต่ยังช่วยให้สุขภาพของเรายั่งยืนขึ้นอีกด้วย (healthspan)

ดังนั้นการมีสุขภาพที่ดีตลอดอายุขัยน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ดีกว่าต้องนั่งรถเข็นหรือเป็นผู้ป่วยติดเตียงเพราะใช้ชีวิตโดยประมาทหรือชะล่าใจ

อีกประเด็นที่อยากชี้เอาไว้ตรงนี้ คือนิสัยที่ 2 – ไม่ติดยาแก้ปวดในกลุ่ม Opioid (อ่านว่า โอพิออยด์) ที่ช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ถึง 38%

คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยกับประเด็นนี้เท่าไหร่นัก แต่ที่อเมริกานั้นผมเข้าใจว่าเขาใช้ยาประเภท Opioid กันเยอะมากจนน่าจะเป็นห่วง โดยชาวอเมริกันใช้โอพิออยด์เป็นอันดับที่ 7 ของโลก มากกว่าชาวไทยที่อยู่อันดับที่ 61 ถึง 5 เท่า

ยาแก้ปวดที่คนไทยกินกันบ่อยสุดคือยาพารา ซึ่งไม่นับว่าเป็น Opioid

ดังนั้นการไม่ใช้ Opioid ก็ถือได้ว่าคนไทยทำได้โดยแทบไม่ต้องพยายาม แถมยังมีผลดีต่ออายุที่ยืนยาวมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากการออกกำลังกายอีกด้วย

ใครคิดว่าทำทั้ง 8 ข้อไม่ไหว ก็เลือกทำแค่ 3 ข้อแรก ออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ และไม่ติดยา Opioid ก็น่าจะช่วยให้อายุขัยยืนยาวขึ้นได้ประมาณสิบปีแล้ว

ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ จะได้เป็นคนแก่ที่มีคุณภาพและมีความสุขครับ

อย่ามองหาความหวานในถุงพริก

อย่ามองหาความหวานในถุงพริก

“One who looks for sweetness in a sack of chillies will be disappointed. One who looks for a dropped key in a place that is easy to search, rather than where it was lost, will not find it.”
-Ajahn Jayasāro

คำกล่าวเบื้องต้นมาจากหนังสือ “from heart and hand” ของพระอาจารย์ชยสาโร (พระพรหมพัชรญาณมุนี) ที่เพื่อนคนหนึ่งให้ผมมาตอนนัดกินข้าวกัน

อ่านประโยคข้างต้นแล้วผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่หลายท่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันมา

คุณยายอาศัยอยู่กับหลานสาวที่กำลังเรียนอยู่ปี 4

หลานคนนี้ติดเที่ยวกลางคืน ทิ้งให้ยายอยู่บ้านคนเดียวเป็นประจำ

กลางดึกคืนหนึ่ง หลานกลับมาเห็นคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าบ้าน

“ยายทำอะไรอยู่คะ?”

“ยายกำลังหากุญแจอยู่”

หลานสาวจึงช่วยยายหากุญแจด้วย แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

“ยายทำกุญแจหล่นตรงไหนนะ หนูจะได้ช่วยหาดีๆ”

“หล่นในห้องนอนน่ะ”

“อ้าว แล้วยายมาหาตรงนี้ทำไม?”

“ยายเห็นว่าตรงนี้มันสว่างดี จะได้หาเจอง่ายๆ”

“ยายตลกอ่ะ ทำกุญแจหล่นในห้อง มาหาหน้าบ้าน แล้วมันจะเจอได้ไง?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ทีหลานทำความสุขหล่นหาย ยังไปตามหาในผับได้ทุกวันเลย”


จะว่าไป ทุกสิ่งที่เราทำล้วนเพื่อบรรลุอะไรบางอย่าง เรากินเพื่อให้ร่างกายมีกำลังวังชา เรานอนเพื่อให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อน เราจีบสาวเพราะว่าอยากมีคนเคียงข้าง เราทำงานเพื่อจะได้มีปัจจัยมาหล่อเลี้ยงชีวิต

แต่หลายครั้งหลายครา สิ่งที่เราทำก็ใช่ว่าจะนำมาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยเขียนจดหมายบอกลูกชายไว้ว่า

“ลูกอาจจะคิดว่าลูกอยากได้รถแพงๆ นาฬิกาหรูๆ และบ้านหลังใหญ่ แต่พ่อขอบอกลูกไว้เลยว่าลูกไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นหรอก สิ่งที่ลูกต้องการคือความเคารพและความชื่นชมจากคนรอบตัว และลูกก็คิดไปเองว่าการมีของแพงๆ จะทำให้ได้สิ่งเหล่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วมันแทบไม่เคยนำพาสิ่งเหล่านั้นมาให้เลย โดยเฉพาะจากคนที่ลูกอยากให้เคารพและชื่นชมลูก

เวลาลูกเห็นคนขับรถเท่ๆ ลูกคงแทบไม่เคยคิดว่า “โห พี่คนนั้นเท่จังเลย” แต่ลูกจะคิดว่า “โห ถ้าเราได้ขับรถคันนั้นเราคงเท่น่าดู” เห็นความย้อนแย้งนี้มั้ย? ไม่มีใครสนใจคนที่นั่งอยู่ในรถหรอกนะ

จะซื้อของดีๆ มาใช้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ขอให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่คนเราแสวงหานั้นคือความเคารพนับถือ และความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นจะสร้างความนับถือได้มากกว่าความโอ้อวด”


หากลองกลับมาสำรวจชีวิตและนิสัยของตัวเอง เราอาจพบว่าเรากำลังพยายามทำ A เพื่อให้ได้ B ทั้งที่จริงแล้วโดยส่วนลึกเราก็รู้อยู่แก่ใจ A ไม่ได้นำไปสู่ B หรอก แต่พอเราเห็นคนอื่นเขาทำกัน เราก็เลยทำแบบเขาบ้าง

เหมือนมองหากุญแจตรงหน้าบ้าน เหมือนมองหาความหวานในถุงพริก

ต่อให้พยายามมากเท่าไหร่ก็หาไม่เจอครับ

ชีวิตนี้เรายังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย

หนึ่งในวงดนตรีไทยที่ผมชอบมากที่สุดคือวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ซึ่งอยู่ในวงการมา 21 ปีแล้ว

เพลงที่น่าจะแมสที่สุดของวงคือเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ “ดา เอ็นโดรฟิน” กับ “ป๊อป ปองกูล” นำมาคัฟเวอร์

ที่ผมชอบวงนี้ เพราะว่าเนื้อหาและลีลาการเขียนเพลงของ “พี่ตุล” ตุล ไวทูลเกียรติ ผู้เป็นนักร้องนำของวงนั้นมีความเป็นกวีและมีความเป็นนักต่อสู้สูงมาก

ผมเคยได้ฟังพี่ตุลมาออกรายการ “ป๋าเต็ดทอล์ก” เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้ไปร่วมงาน Sacred Mountain Festival และได้ใช้เวลาท่ามกลางผู้คนที่สนใจด้านจิตวิญญาณและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

พี่ตุลเล่าถึงจังหวะที่เดินเข้าไปในร้านน้ำชาในงานนี้ และได้พูดคุยกับคนขายชาซึ่งเป็นแฟนเพลงวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า

น้องคนนั้นถามคำถามหนึ่งที่พี่ตุลคิดว่าดีมาก:

“ชีวิตนี้พี่ยังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย”

ซึ่งพี่ตุลก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า

“ผมได้ทำในสิ่งที่ผมควรจะทำมาแล้ว และผมก็จะแฮปปี้ถ้าผมได้ทำต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามันจะจบลงวันนี้ ผมก็แฮปปี้นะ เพราะกิจกรรมที่ผมต้องการจะทำต่อมันก็คือกิจกรรมเดิมนี่แหละ ผมไม่เคยคาดหวังที่จะทำอะไรมากไปกว่างานเขียน ดนตรี และสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้”


วัย 30-45 ปีคือวัยที่เรายุ่งเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นช่วงของการสร้างเนื้อสร้างตัว ยิ่งถ้าใครมีลูกเล็ก แค่จะหาเวลานอนยังยาก แถมหน้าที่การงานก็ไม่ง่าย ต่อให้มีเทคนิคการบริหารเวลาที่ดีแค่ไหน หลายคนก็รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ

พอรู้สึกว่าเวลามีน้อยเหลือเกิน สิ่งที่ต้องทำมีมากมายเหลือเกิน เราจึงมองได้ไม่ไกลมากนัก แค่เอาตัวให้รอดในเดือนนี้หรือในสัปดาห์นี้ได้ก็เก่งแล้ว

เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่บน timescale ที่ค่อนข้างสั้น ด้วยความหวังว่าสักวันเราจะยุ่งน้อยลง เราจึงมักผัดผ่อนสิ่งที่รู้ว่าควรทำมาตลอด

บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่เราเคยรับปากกับคนอื่นเอาไว้ บางเรื่องก็สิ่งที่เราเคยรับปากกับตัวเองเอาไว้ แต่ด้วยหลายปัจจัยเราจึงไม่เคยได้ทำสิ่งเหล่านั้น

คำถามคือหากวันนี้เวลาของเราหมดลง หรือเวลาของคนที่เราเคยรับปากเขาไว้นั้นหมดลง เราจะมีความค้างคาใจหรือไม่

และถ้ามันจะเกิดความรู้สึกเสียดายหรือเสียใจในภายหลัง มันมีอะไรที่เราจะพอทำได้ในวันนี้พรุ่งนี้เพื่อลดความคาใจนั้นหรือเปล่า

แน่นอนว่าคำตอบไม่เคยง่าย เรื่องบางอย่างเราก็ยังทำไม่ได้จริงๆ แต่กับบางเรื่อง ถ้าเราลดข้อแม้ลงบ้าง ก็อาจมีหนทางมากกว่าที่เราคิด

ชีวิตนี้เรายังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย

ขอให้คำถามนี้ผุดขึ้นในใจบ่อยๆ เพื่อช่วยนำทางในการเลือกใช้เวลาต่อจากนี้ครับ

3 ระยะของหน้าที่การงาน (วัดจากการประชุม)

Jay Ferro เคยกล่าวติดตลกเอาไว้ว่า คนทำงานนั้นมี 3 ระยะด้วยกัน (There are three stages of career development.)

ระยะที่ 1: อยากถูกเชิญเข้าร่วมการประชุม

นี่คือระยะของเด็กจบใหม่ เพิ่งเข้าทำงาน ได้รับงานทำเป็นชิ้นๆ ไป นอกจากพี่เลี้ยงแล้วไม่ค่อยได้คุยกับใครมากนัก

แต่ถ้าทำผลงานได้ดี หัวหน้าก็อาจจะหนีบเข้าร่วมประชุมด้วย โดยอาจจะได้นั่งแถวหลัง ไม่ได้มีโอกาสออกความคิดเห็นอะไร หน้าที่หลักคือตั้งใจฟังและซึมซับสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาคุยกัน

แต่แค่ได้เข้าร่วมประชุมก็ถือว่าเราได้ถูก recognize จากหัวหน้าแล้วว่าเขาเห็นเรามีแวว และทำให้คนทำงานมีกำลังใจที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

.

ระยะที่ 2: อยากเป็นคนดำเนินการประชุม

หลังจากทำงานมาได้สักพัก มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ อาจได้รับการโปรโมตเป็นหัวหน้าทีมหรือผู้จัดการทีม จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลโปรเจ็กต์ และสิ่งที่ตามมาก็คือเราจะได้เป็นคนนัดหมายการประชุม

เมื่อเราได้เป็น host เราก็จะเป็นคนกำหนดวาระว่าจะคุยเรื่องอะไรบ้าง จะทำยังไงให้ทุกคนมีส่วนร่วม จะทำอย่างไรกับคนที่ชอบพาออกทะเล จะพาที่ประชุมหาข้อสรุปอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไรต่อหลังจากจบการประชุม

นี่คือระยะที่คนทำงานรู้สึกภูมิใจเพราะมีอำนาจ (authority) ประมาณหนึ่งในการขับเคลื่อนให้งานเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ผิดกับระยะแรกที่เราเป็นได้แค่ผู้ฟังและผู้ตามเท่านั้น

.

ระยะที่ 3: อยากหลีกเลี่ยงการประชุม

เมื่อทำงานมาได้ระดับสิบปี เราอาจจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหาร หน้าที่หลักของเราไม่ใช่การลงมือทำแล้ว แต่เป็นการตั้งเป้าหมาย สื่อสาร ตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

เมื่อหนึ่งในหน้าที่หลักคือการตัดสินใจ เราจึงถูกเชิญเข้าร่วมประชุมมากมาย เพราะเราต้องทำงานกับหลายทีม ทั้งแนวดิ่งและแนวขวาง แนวดิ่งคือคนใต้บังคับบัญชา แนวขวางคือแผนกอื่นๆ

ผู้บริหารบางคนประชุม วันละ 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น เวลาพักกินข้าวหรือเข้าห้องน้ำยังแทบไม่มี เพราะตารางแน่นเหลือเกิน

ถ้าใครประชุมเยอะขนาดนี้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะเราได้เดินทางมาถึงระยะที่ 3 ของวิชาชีพแล้ว – ระยะที่เราอยากหนีประชุม!

เราจะเริ่มถามว่า หาข้อสรุปโดยไม่ต้องประชุมได้มั้ย หรือประชุมนี้โดยไม่มีเราได้มั้ย หรืออย่างน้อยที่สุด ช่วยทำให้การประชุมมันมีประสิทธิภาพและกระชับกว่านี้ได้มั้ย

เพราะสิ่งที่เราขาดแคลนที่สุดในระยะนี้ของหน้าที่การงานก็คือ “เวลาเป็นก้อนๆ” สำหรับการทำงานชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้สมาธิ

และนี่คือ 3 ระยะของหน้าที่การงาน โดยวัดจากความรู้สึกที่เรามีต่อการประชุม

ระยะแรก อยากเข้าร่วม

ระยะที่สอง อยากควบคุม

ระยะที่สาม อยากลดทอน

คุณผู้อ่านอยู่ระยะไหนกันบ้าง มาแชร์กันได้นะครับ