เธอตอบ ก.ไก่ ฉันตอบ ข.ไข่ และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอตอบ ก.ไก่ ฉันตอบ ข.ไข่ และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าแสงเป็นคลื่น ฉันว่าแสงเป็นอนุภาค และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าลูกค้าคือพระเจ้า ฉันว่าลูกค้าไม่รู้หรอกว่าตัวเองต้องการอะไร และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าตายแล้วไปเจอพระเจ้า ฉันว่าตายแล้วไปเกิดใหม่ และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าท่านไม่ได้น่าเทิดทูนแล้ว ฉันว่าท่านยังน่าเทิดทูนอยู่ และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ฉันว่าความจริงขึ้นอยู่กับมุมมอง และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

ความเชื่อที่ว่าถ้าเธอถูกฉันต้องผิด ถ้าเธอผิดฉันต้องถูก ทำให้เธอกับฉันต้องประหัตประหารกันมานานเท่าไหร่

ประเด็นไม่ใช่การเอาชนะ ประเด็นไม่ใช่การเป็นคนถูกที่สุด

ชนะแล้วได้อะไร ถูกที่สุดแล้วเรากลายเป็นคนแบบไหน

ฉันไม่ได้ถูกไปกว่าเธอ เธอไม่ได้ถูกไปกว่าฉัน

เราก็แค่ถูกทั้งคู่ประมาณนึง ผิดทั้งคู่ประมาณนึงเท่านั้นเอง


จากความรู้สึกที่ตกค้างมาจากวันพุธที่ 13 ตุลาคม 2564

นิทานขอทาน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เศรษฐีคนหนึ่งกำลังเตรียมตัวใส่บาตร ขอทานผอมโซคนหนึ่งรี่เข้ามาขอข้าวกินสักจาน

“ได้ๆ แต่รอฉันทำบุญก่อน แล้วจะทำทานให้เจ้า”

ขอทานจึงยืนรออยู่ตรงนั้น ครู่ใหญ่พระบิณฑบาตก็มาถึง เศรษฐีใส่บาตรเสร็จขอทานจึงขยับตัวจะตามเศรษฐีเข้าในบ้าน เศรษฐีรีบบอกว่า

“เดี๋ยวนะ เจ้ารออีกแป๊บเดียวให้ฉันกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลก่อน”

ขอทานจึงรออยู่ที่เดิม เศรษฐีตรงไปที่ศาลพระภูมิเริ่มอธิษฐานจิตขอโน่นขอนี่ ขอให้ร่ำรวย ขอให้มีเงินปลีกเงินปึก ขอให้มีตึกมีปราสาทใหญ่โตเท่านั้นเท่านี้ มีช้างม้าวัวควายไร่นาสาโท ตายไปให้ไปเกิดบนสวรรค์มีเทพบุตรนางฟ้าห้าร้อยหกร้อยเป็นบริวาร

เวลาผ่านไปนานแสนนาน เศรษฐีอธิษฐานไม่จบสักที ได้แต่ขอให้รวยๆๆ อยู่นั่นเอง

ขอทานจึงลุกขึ้น เศรษฐีเห็นเข้าจึงหยุดอธิษฐานหันมากล่าวกับขอทานว่า

“เดี๋ยวซิ จวนจบแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้ทาน เจ้าจะรีบไปไหนเล่า”

ขอทานหันหลังกลับมาตอบว่า

“ข้าคงไม่ต้องรับทานจากท่านแล้ว ท่านจนกว่าข้าซะอีก เห็นท่านต้องการโน่นต้องการนี่มากมายจาระไนไม่หมด ส่วนข้าต้องการแค่ข้าวจานเดียว ไปขอที่ไหนก็ได้”


ขอบคุณนิทานจากเพจเซน: ใครคือขอทาน

มนุษย์วางแผนอย่างละเอียดลออ ส่วนเทวดาก็หัวร่อชอบใจ

“Man plans and God laughs”*

Yiddish proverb

ถ้าใครได้อ่านบทความ “Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม” ในบล็อกนี้ จะเข้าใจว่าทุนนิยมนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานของการเจริญเติบโต (growth)

ธนาคารจึงสามารถปล่อยกู้ได้ถึง 10 เท่าของเงินฝากที่ธนาคารฝากมีอยู่จริง เพราะเชื่อว่าเงินกู้เหล่านั้นจะไปสร้างความเจริญเติบโตและออกดอกออกผลให้กับทุกคนได้

เมื่อเราเชื่อว่าอนาคตจะดีกว่านี้ เราจึงลงมือทำ ออกเหงื่อออกแรง สร้างคุณค่า สร้างงานสร้างรายได้ ก็เลยเกิดความเจริญเติบโตขึ้นมาตามที่เชื่อไว้จริงๆ

แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หลายธุรกิจที่เคยสดใสเมื่อสองปีที่แล้วตอนนี้กลับเจ็บหนักและแทบเอาตัวไม่รอด

ถ้ามองในหน่วยย่อยลงมา หลายคนชอบมีแผนการในชีวิต ตั้งแต่การมี New Year’s Resolutions การวางแผนเกษียณ การทำ projection รายได้และเงินเก็บของเราล่วงหน้าไป 30 ปีลงในไฟล์เอ็กซ์เซล

แต่คนเรานั้นเปราะบาง หักรถผิดนิดเดียวชีวิตที่เคยหงายก็อาจกลายเป็นคว่ำได้ วางแผนไว้ 10 อย่างอาจจะมีแค่ 1 อย่างเท่านั้นที่เป็นไปตามแผน

ไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรวางแผนและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย แผนการนั้นควรมี แต่ต้องมี margin of safety เอาไว้บ้าง อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะเป็นดั่งใจ

ยิ่งถ้าเราผ่านความสำเร็จมามากเท่าไหร่ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะทะนงตนมากขึ้นเท่านั้นซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เราประมาทกว่าเดิม ทำอะไรที่เสี่ยงกว่าเดิม และมีโอกาสจะล้มดังกว่าเดิม

ในขณะที่เรากำลังวางแผนอย่างละเอียดลออ เทวดาก็กำลังเฝ้าดูและหัวร่อชอบใจ พร้อมกับพูดเปรยๆ ว่า “มันบ่แน่ดอกนาย”

วางแผนได้ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมแผนการสำคัญที่เรามักละเลย

นั่นคือแผนการที่บอกว่าเราควรทำอย่างไรในวันที่แผนไม่เป็นไปตามแผนครับ


* “Der mentsh trakht und Gott lakht”

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Psychology of Money by Morgan Housel

เด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้

นี่เป็นคำพูดของพี่โจน จันใด

ซึ่งผมคิดว่ามีความจริงอยู่ไม่น้อย

ในวัยเด็กเราก็อยากได้ของเล่นเป็นรถบังคับหรือตุ๊กตา

โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เราเปลี่ยนของเล่นเป็นรถแต่งหรือตุ๊กตาหน้ารถ

พอทำงานเป็นผู้ใหญ่ของเล่นเราก็ชิ้นใหญ่ขึ้น อาจเป็นธุรกิจหรือคริปโต

พอแก่ชรา บางคนก็ถูกคัดออกจากเกม บางคนก็ยังอยู่ในเกมและเล่นกับประเทศชาติและประชาชนแทน

ตั้งแต่นอนเปลจนถึงนอนเตียงโรงพยาบาล เราโหยหาของเล่นมาโดยตลอด อะไรที่เราเรียกว่าหน้าที่หรือการงานนั้น อาจจะเป็นแค่เพียงของเล่นที่ปลอมตัวมาอย่างดีเท่านั้น

เมื่อเป็นเด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้ เราจึงอยู่ไม่สุข จนบางทีก็ทำของเล่นพังคามือ

และบางทีเราก็พังคามือของเล่นครับ

เร็วได้แบบไม่รีบ

อ่านเจอใน Newsletter ของ James Clear ชอบมาก เลยเอามาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

“เราสามารถทำอะไรเร็วๆ อย่างระมัดระวังได้

แต่ถ้าเรารีบเมื่อไหร่ ความระมัดระวังจะหายไปทันที

ในทางกลับกัน ถ้าเราระมัดระวังจนชักช้า นั่นแสดงว่าเราคิดเยอะเกินไป เป็นการผัดวันประกันพรุ่งอีกรูปแบบหนึ่ง

จงอย่ารีบ แต่ก็จงอย่ารอเช่นกัน”