ความเร็วของทีมขึ้นอยู่กับความเร็วของหัวหน้า

“The speed of the boss is the speed of the team.”

-Lee Iacocca

เวลาเข้าค่ายลูกเสือ แล้วต้องเข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง นายหมู่ต้องไปยืนอยู่หน้าสุด เพื่อให้ลูกหมู่ยืนต่อด้านหลัง ความห่างหนึ่งช่วงแขนจากคนข้างหน้า ส่วนรองนายหมู่จะต้องไปยืนอยู่ด้านหลังสุด

ความเร็วของการจัดแถวของแต่ละหมู่ รวมถึงความเร็วของหมู่ตอนเดินทางไกล ล้วนขึ้นอยู่กับความเร็วและความคล่องแคล่วของนายหมู่และรองนายหมู่ ถ้านายหมู่ช้า ลูกหมู่ก็ช้าไปด้วย ต่อให้ลูกหมู่อยากเดินเร็วแค่ไหน ก็ไม่สามารถเดินเร็วกว่านายหมู่ที่อยู่หัวแถวได้

การทำงานในองค์กรก็มีความคล้ายกันอยู่ในที ต่อให้ลูกทีมจะอยากขยับตัวเร็วแค่ไหน แต่ถ้าหัวหน้าไม่ขยับให้เร็วเท่ากันหรือเร็วกว่า ทั้งทีมก็จะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพได้

นี่คือความยากของการเป็นหัวหน้า ว่าจะวางบทบาทของตัวเองอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าทีมไม่แตกแถวและไม่หลงทาง

แต่ขณะเดียวกันก็ไม่กลายเป็นคอขวดจนทำให้โมเมนตั้มของทีมเสียไปครับ

อยู่คนเดียวดีกว่าอยู่กับคนแย่ๆ

Blaise Pascal นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เคยกล่าวไว้ว่า ปัญหาทั้งหมดของมวลมนุษย์เกิดจากการที่เราไม่สามารถนั่งเงียบๆ อยู่ในห้องคนเดียวได้

ย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว สมัยยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ เวลานัดเจอเพื่อนที่ห้าง ถ้าเพื่อนมาสาย เราทำได้แค่นั่งรออย่างเบื่อๆ ณ จุดนัดพบ

มาวันนี้ จุดนัดพบไม่มีความหมาย ถึงเพื่อนจะมาสาย เราก็เล่นมือถือหรือเดินดูอย่างอื่นได้ เรามีอะไรให้ทำตลอดเวลาจนไม่รู้จักการการนั่งรออย่างเบื่อๆ อีกต่อไป

เมื่อไม่รู้จักการอยู่กับตัวเอง จึงต้องหาอะไรทำอยู่ตลอด

และหลายครั้ง การหาอะไรทำมักจะกลายเป็นการหาเรื่องเข้าตัวและขาดทุนยิ่งกว่าเดิม

แทนที่จะอยู่คนเดียว เราเลยเลือกคบหาและยอมทนกับคนที่ไม่เหมาะกับเรา

แทนที่จะนอนเล่นๆ ใจลอยๆ เราเลยเลือกดูหนังหรืออ่าน content ที่เราไม่ได้ชอบด้วยซ้ำ

แทนที่จะพักผ่อนในวันหยุด เรากลับ “ออกวิ่ง” แบบไม่พักไม่ผ่อน

หลักเศรษฐศาสตร์บอกว่า อะไรที่หาได้ยาก ย่อมมีคุณค่าและมีราคาแพง

การอยู่เฉยๆ เป็นหนึ่งในทักษะที่หาได้ยากของยุคสมัย และควรมีติดตัวเอาไว้

“It’s better to be alone than to spend time with toxic people.
It’s better to do nothing than to work on something that doesn’t matter.
It’s better to rest than to climb the wrong mountain.”
-James Clear

อยู่คนเดียวดีกว่าอยู่กับคนแย่ๆ

อยู่เฉยๆ ดีกว่าขยันทำเรื่องที่ไม่มีประโยชน์

เฉยให้เป็น นิ่งให้เป็น แล้วเราจะไม่เสียแรงกับการปีนภูเขาผิดลูกครับ

ให้ความสำคัญกับการยืนระยะ

เมื่อเช้านี้ผมไปวิ่งครั้งแรกในรอบสัปดาห์ เนื่องจากเสาร์อาทิตย์ที่แล้วไปเที่ยวพัทยากับเพื่อน นอนดึก ตื่นสาย นาฬิการ่างกายก็เลยรวน เพิ่งจะมีเช้าวันนี้ที่รู้สึกว่าร่างกายน่าจะโอเคพอที่จะออกไปวิ่งได้

นาฬิกา Garmin แนะนำว่าวันนี้ผมควรวิ่งเป็นเวลา 35 นาทีที่เพซ 6:05

ข้อจำกัดของเทคโนโลยีคือมันมีแต่ข้อมูล แต่มันไม่อาจรู้ได้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ ไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อคืนผมเพิ่งไปกินเลี้ยงมา ตัวยังหนักๆ วิ่งไม่ค่อยออก แถมตัวเองไม่ได้วิ่งมาหนึ่งสัปดาห์ก็เลยไม่มั่นใจว่าการวิ่งที่เพซแบบนั้นมันจะทำให้เราเจ็บเสียก่อนหรือเปล่า

ผมเลยตัดสินใจไม่วิ่งตามโปรแกรมที่นาฬิกากำหนด แต่วิ่งในสปีดที่ตัวเองสบายใจแทน วิ่งไปแบบช้าๆ ชิลๆ จบกิโลแรกที่เพซ 7 จากนั้นก็วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่ตั้งใจเร่งความเร็ว แต่ยิ่งวิ่งกลับยิ่งรู้สึกดี และตัดสินใจหยุดตอนวิ่งครบ 7 กิโลเมตร เพซเฉลี่ย 6:35

ไม่ใช่การวิ่งที่ทำสถิติได้ดีที่สุด แต่เป็นการวิ่งที่ผมรู้สึกดีที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

แข่งกับตัวเอง – beat yesterday – New PB (Personal Best)

เหล่านี้คือข้อความที่พร่ำบอกว่าเราต้องดีขึ้นทุกวัน

แต่ชีวิตไม่เคยเป็นเส้นตรง มันมีขึ้นมีลงเสมอ

ผมเคยมีเป้าหมายว่าอยากจะวิ่ง Sub-2 Half Marathon (วิ่ง 21.1 กิโลเมตรภายในเวลา 2 ชั่วโมง) ซึ่งพอบรรลุได้แล้ว ผมก็ตั้งเป้าหมายถัดไปว่าอยากจะวิ่ง Sub-4 Marathon แต่ตอนนี้ผมได้ทิ้งเป้าหมายนั้นไปแล้ว

ไม่ใช่เพราะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่มันเริ่มจะไม่คุ้มเมื่อคิดว่ามันต้องแลกมากับอะไรบ้าง กี่ร้อยพันชั่วโมงที่ต้องฝึกซ้อม และการวิ่งไกลขนาดนั้นมันจะดีต่อสุขภาพจริงหรือ

การวิ่งอาจทำให้อายุเรายืนยาวขึ้นก็จริง แต่ถ้าเราเอาเวลาที่ยืนยาวขึ้นมาหมดไปกับการวิ่งมันก็อาจจะเป็น zero-sum game อยู่ดี

เพราะการทำลายสถิติเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ เมื่อทำ sub-4 ได้ก็จะถามตัวเองว่าแล้วยังไงต่อ ต้องปรับเป้าหมายไปเป็น sub-3.5 รึเปล่า แล้วถ้าทำได้แล้วยังไงต่อ มันคือคือวงจรแห่งการขยับเป้าหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงขีดจำกัดของตัวเอง และถึงวันนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าจะยังรู้สึกดีกับการวิ่งอยู่หรือไม่

แทนที่จะทำสถิติใหม่ ลองตั้งสติใหม่ แล้วถามตัวเองว่า เราวิ่งไปเพื่ออะไร

ถ้าเราจะวิ่งเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความเร็วหรือระยะทาง สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรเราถึงจะวิ่งได้เป็นประจำจนถึงวัยเกษียณ

เป้าหมายสำหรับชีวิตวัยกลางคนจึงอาจจะไม่ใช่การสร้างสถิติใหม่ แต่เป็นการหา “จุดกลมกล่อม” (sweet spot) ที่ทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจโดยที่เรายังมีความสุขกับสิ่งนั้นอยู่

ผมยกตัวอย่างเรื่องวิ่งก็จริง แต่เราสามารถนำเลนส์นี้ไปใช้ได้กับอีกหลายเรื่องในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน การลงทุน สุขภาพ และความสัมพันธ์

ให้ความสำคัญกับการยืนระยะ เพราะการทำน้อยแต่สม่ำเสมอนั้นจะให้ผลดีในระยะยาวมากกว่าการเร่งพิชิตเป้าหมายครับ

นิทานจับปลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ผู้เฒ่าเท็ดนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่งมานานหลายชั่วโมง

ไม่มีปลามากินเบ็ดสักตัว และด้วยความที่เขาดื่มเบียร์เข้าไปหลายขวด ผนวกกับแดดร้อนจัด เขาจึงนั่งสัปหงกตอนปลาตัวหนึ่งมากินเบ็ด

ปลาตัวนั้นกระตุกสายเบ็ดจนกระทั่งเขาตื่นขึ้น แล้วเขาก็ทรงตัวไม่อยู่ กว่าจะรู้ตัว เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในแม่น้ำเสียแล้ว

เด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์นี้ด้วยความสนใจ

ขณะที่ผู้เฒ่าเท็ดกระเสือกกระสนขึ้นมาจากแม่น้ำ เด็กชายตัวน้อยหันไปถามพ่อของเขาว่า

“พ่อครับ นั่นเขาจับปลา หรือปลาจับเขาอยู่กันแน่”

มนุษย์กำลังทำให้ชีวิตตัวเองกลับหัวกลับหางอยู่ ปลากำลังจับท่าน แล้วก็กำลังลากท่านลงไป ท่านไม่ได้กำลังจับปลา หากท่านมองเห็นแต่อำนาจ ชื่อเสียง และเงินทอง ท่านก็จะไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ เบิกบานยินดี by OSHO

คนที่ทำให้เราสุขได้มากที่สุด คือคนที่ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดเช่นกัน

พระเจ้านี่ก็ช่างมีอารมณ์ขัน ที่สรรค์สร้างให้เหรียญมีทั้งหัวและก้อยเสมอ

สิ่งที่ดีมากๆ จึงมาพร้อมสิ่งที่แย่มากๆ ด้วย

ในภาษาการลงทุน เรียกว่า high risk high return

ถ้าใครลงทุน (หรือวัดดวง) ในเหรียญคริปโต เวลาราคาทะยานก็ลิงโลด เวลาราคาตกก็จิตตกไปถึงตาตุ่ม

งานที่เราทำด้วย passion อย่างเต็มเปี่ยม ถ้ามันไม่ได้ออกมาอย่างที่หวังเราก็จะ fail มากๆ เช่นกัน

ลูกๆ คือความสดใสของคนเป็นแม่ แต่บางครั้ง ลูกคนเดียวกันก็ทำให้แม่อยากทำตัวใจดำอำมหิตเหมือนกัน

หัวหน้าที่ทำให้เราร้องไห้บ่อยที่สุด คือหัวหน้าที่ทำให้เราเก่งขึ้นมากที่สุด

คุณครูที่เข้มงวดกับเราที่สุด กลายมาเป็นคุณครูที่เรารักมากที่สุด

คนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด คือคนที่เราทะเลาะด้วยมากที่สุด

คนที่เราเคยรักมากที่สุด อาจเป็นคนที่เราเคยแค้นมากที่สุด

คนที่ทำให้เราสุขได้มากที่สุด คือคนที่ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดเช่นกันครับ