นิทานผีหลอก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นานมาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่งรักกันมาก ต่อมาภรรยาเกิดล้มป่วยหนักจะไม่รอดแล้ว จึงได้ขอร้องสามีว่า ถ้านางตายจากไปแล้วขออย่าได้ไปมีหญิงอื่นอีก ถ้าไม่เชื่อนางก็จะเป็นผีมารบกวนไม่หยุด

หลังจากภรรยาตายไปแล้ว ชายผู้นั้นก็ได้ปฏิบัติตามคำขอร้องด้วยดี จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 3 เดือน ก็ได้พบรักกับหญิงคนใหม่จนถึงกับทำการหมั้นหมายกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น พอตกกลางคืน ผีภรรยาเดิมก็มาตัดพ้อต่อว่าต่างๆ นานา แม้ชายผู้นั้นจะชี้แจงอย่างไร ผีภรรยาเดิมก็ไม่ยอม เขาไปทำอะไรๆ มาแม้จะลับอย่างไรผีภรรยาก็รู้หมด เป็นเช่นนี้ทุกคืน เขาจึงกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอม ญาติมิตรก็ได้แต่ปลอบโยน แต่ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้

เมื่อสุดที่จะทน ชายผู้นั้นจึงได้ไปหารือกับอาจารย์เซ็น ซึ่งอยู่วัดใกล้ๆ บนเขา ท่านอาจารย์นั่งฟังอย่างเห็นใจ ท่านรู้อยู่เต็มอกว่าผีภรรยาที่มาหาเขาทุกคืนนั้นคืออะไร แต่จะอธิบายให้เขาฟังคงยาก

“โอ ผีเมียเจ้านี่ช่างรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเลยรึ ตอนนี้ถ้ามันมาอีกเจ้าลองให้มันทายปัญหาดู และสัญญาไว้เลยว่า ถ้าหากผีตอบปัญหาได้ เจ้าจะยอมถอนหมั้นและอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต” หลวงพ่อแนะ

“จะให้ผมถามอะไรล่ะครับ?” ชายผู้นั้นสงสัย

“เจ้าจงหาเมล็ดถั่วไว้กำมือใหญ่ แล้วให้ผีทายว่ามีกี่เมล็ด หากผีทายไม่ได้ เจ้าจะได้รู้เสียที ว่าผีที่เจ้ารู้เห็นนั้นคืออะไร”

ตกคืนนั้นผีก็มาอีก ชายผู้นั้นก็กล่าวยกย่องว่าผีฉลาด รู้อะไรไปเสียหมดทุกอย่าง

“แน่ละซี วันนี้เธอไปหาอาจารย์บนเขาฉันยังรู้เลย” ผีรับคำ

ชายผู้นั้นจึงรีบถามคำถามที่หลวงพ่อแนะนำมา

“เธอรู้ดีอย่างนั้น ลองบอกมาซิว่า ถั่วในกำมือนี้มีกี่เมล็ด ?”

ในที่สุด ชายผู้นั้นก็ทราบว่า “ผี” ที่มาหลอกทุกคืนนั้นคืออะไร

ผีตอบไม่ได้ เพราะตัวเขาเองไม่ได้นับถั่วไว้ก่อนนั่นเอง


ขอบคุณนิทานจากเว็บประตูสู่ธรรมเรื่องของผี http://www.dharma-gateway.com/misc/misc-zen-34.htm

ติมาก็วางไว้ ชมมาก็วางไว้

ที่บอกอย่างนี้เพราะเราชอบเข้าไปถือ

ใครติเราเพียงนิดเดียว หัวเราจะร้อน อยากกระโดดออกไปปกป้องชี้แจง

ใครชมเราเพียงนิดเดียว ตัวเรามักจะลอย ขาไม่ค่อยติดดิน

บางทีการที่เราโดนติ ก็ไม่ใช่เพราะเราทำผิด และก็ไม่ใช่เพราะเขาเข้าใจผิด แต่มีหลายๆ ปัจจัยรวมกัน หน้าที่ของเราคือแยกแยะส่วนที่มีประโยชน์เอาไปปรับปรุงตัวเองต่อ

บางทีการที่เราโดนชม ก็ไม่ใช่เพราะว่าเราเก่ง หรือเพราะว่าเขาชมชอบเรา บางทีอาจเป็นเพียงแค่จังหวะหรือโชคดี อย่าไปคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป อย่าไปหิวกระหายที่จะได้รับการยอมรับเพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้

ติมาก็วางไว้ ชมมาก็วางไว้ครับ

นี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย

สมัยเด็กๆ เราจะมีเพื่อนข้างบ้านที่ออกไปเล่นด้วยกันอยู่เสมอ

เจอหน้ากันเกือบทุกวัน เล่นเสร็จก็ไปกินน้ำกินขนมของบ้านใครบ้านหนึ่ง ได้รู้จักพ่อแม่ของเพื่อน เพื่อนก็รู้จักพ่อแม่ของเรา สนิทสนมกันยิ่งกว่าญาติบางคน

แล้ววันที่เราได้เจอเพื่อนคนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก็มาถึง โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันคือครั้งสุดท้าย เผลอๆ ไม่ได้บอกลากันด้วยซ้ำ

หลายๆ อย่างในชีวิตที่เกิดขึ้นจากนี้ไป อาจเป็นครั้งสุดท้ายโดยที่เราไม่รู้ตัว

ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น

ครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

ครั้งสุดท้ายที่ได้กอดคนที่เรารัก

ชีวิตนั้นไม่แน่นอน ถ้าเราตระหนักได้ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของอะไรบางอย่าง ใจเราอาจ”อยู่ตรงนี้” ได้มากกว่าที่ผ่านมาครับ

เมื่อลูกน้องไม่ได้ดั่งใจ

ให้กลับมาดูตัวเองว่าเราเองก็เป็นลูกน้องที่ไม่ได้ดั่งใจของหัวหน้าเราเช่นกัน

ดูว่าเรายังขาดตกบกพร่องตรงไหน แล้วปรับปรุงตัวเองก่อน

เมื่อเราดีขึ้น ลูกน้องก็จะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ต่างอะไรกับที่เวลาเราเก็บห้องให้เรียบร้อย แล้วคนอื่นๆ ในบ้านก็หันมาเก็บห้องของตัวเองบ้าง

วิธีการนี้ใช้ได้กับคนที่ไม่ใช่ลูกน้องด้วย

เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อแฟนไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อคนในครอบครัวไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เพราะเราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราใช้ความบกพร่องของคนอื่นเป็นตัวเตือนสติให้เราเปลี่ยนตัวเองได้ครับ

อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดคือความหิว

หนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดมื้อนึงในชีวิตของผม คือเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมูที่เพิงร้านอาหารตามสั่งตรงปากซอย

จำได้ว่าวันนั้นทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน นั่งรถไฟฉึกฉักมาลงสถานีหัวหมากและต้องเดินอีกกิโลเมตรกว่าๆ กว่าจะมาถึงร้าน ตอนสั่งอาหารก็รอนานเพราะวันนั้นลูกค้าเยอะ แต่พอได้กินแล้วอร่อยสุดๆ ผมจำได้แม้กระทั่งว่าวันนั้นนั่งอยู่โต๊ะไหน

เมื่อถูกที่ ถูกเวลา ผัดซีอิ๊วจานละ 40 บาทก็อาจติดตาตรึงใจกว่าอาหารเหลา

ยานอนหลับที่ดีที่สุดคือกายที่เหนื่อยกำลังดีและใจที่ไม่มีอะไรติดค้าง

ในวันที่เราทำงานมาเต็มที่ พอตกกลางค่ำกลางคืน อาบน้ำหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย

แต่ถ้าวันไหนเราไม่ค่อยได้ทำอะไร นั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน ตอนกลางคืนก็จะนอนไม่หลับเพราะร่างกายยังเหนื่อยมาไม่พอ

และถ้าวันไหนทำมาเยอะและยาวนานเกินไป หัวถึงหมอนแล้วแต่สมองยังคิดเรื่องงานไม่หยุด เราก็นอนไม่หลับเช่นกัน

นาฬิกาปลุกที่ดีที่สุดคือการนอนหลับอย่างเพียงพอและตื่นเป็นเวลา

ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว หากเราตัดทอนสิ่งล่อตาล่อใจยามดึกไปได้ บอกตัวเองว่าหลังสามทุ่มจะไม่เปิดจออิเลคโทรนิกส์ใดๆ การตื่นนอนตี 5 จะเป็นเรื่องที่ง่ายดายจนไม่ต้องพยายาม

เราจึงควรกินเมื่อหิว นอนเมื่อง่วง ตื่นเมื่อนอนมาเต็มอิ่ม

หลายสิ่งหลายอย่างในร่างกายคนเรามันลงตัวอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

มีแต่เรานี่แหละที่ทำให้ผิดธรรมชาติครับ