วิธีคำนวณว่าเราควรมี net worth อยู่เท่าไหร่

คำศัพท์หนึ่งทางการเงินที่ฝรั่งใช้บ่อยแต่คนไทยมักจะไม่ได้พูดถึงกันคือคำว่า net worth

Net worth หรือความมั่งคั่งสุทธิ คือการเอาทรัพย์สินที่เรามีอยู่ทั้งหมด ลบด้วยหนี้สินที่เรามีอยู่ทั้งหมด

เวลาสื่อพูดว่า Elon Musk หรือ Jeff Bezos กลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลก เขาก็มักจะดูกันที่ net worth นี่แหละครับ โดยตัวแปรที่สำคัญที่สุดสำหรับคนเหล่านี้ก็คือราคาหุ้นอย่าง Tesla หรือ Amazon ที่พวกเขาถืออยู่นั่นเอง

สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ net worth น่าจะดูได้จากเงินเก็บ พอร์ตการลงทุน รถ บ้าน หรือคอนโดที่เราซื้อเอาไว้ หักด้วยหนี้ผ่อนบ้านหรือหนี้ผ่อนรถต่างๆ

สมมตินาย A มีเงินเก็บอยู่ 1 ล้านบาท
มี SSF/LTF/RMF อยู่ 1 ล้านบาท
มี Provident Fund อยู่ 1 ล้านบาท
มีบ้านชานเมือง ราคาตลาด 6 ล้านบาท
มีรถที่ซื้อมา 3 ปี ถ้าขายต่อน่าจะราคา 5 แสนบาท

นาย A ก็จะมีทรัพย์สินอยู่ทั้งสิ้น 9.5 ล้านบาท

ส่วนฝั่งหนี้สิน นาย A มีหนี้ผ่อนรถอยู่ 5 แสนบาท และหนี้ผ่อนบ้านอยู่ 5 ล้านบาท รวมเป็น 5.5 ล้านบาท

ดังนั้น net worth ของนาย A ก็คือ 9.5-5.5 = 4 ล้านบาทนั่นเอง

คำถามก็คือมันเป็น net worth ที่เหมาะสมรึยัง

ในหนังสือ The Millionaire Next Door บอกว่า วิธีคำนวณว่าเราควรมี net worth เท่าไหร่ คือให้เอาอายุคูณด้วยรายได้ทั้งปี แล้วหารด้วย 10

สมมติว่านาย A อายุ 40 ปี มีรายได้ทั้งปี 1,500,000 บาท (เงินเดือน โบนัส เงินปันผล และรายได้อื่นๆ)

Net worth ที่นาย A ควรจะมี ก็คือ (40*1,500,000)/10 = 6 ล้านบาท

แต่ net worth ของนาย A มีอยู่แค่ 4 ล้านบาท ดังนั้นถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ และนาย A อาจจะต้องเร่งเครื่องขึ้นอีกหน่อยด้วยการมีเงินเก็บให้มากขึ้นหรือปิดหนี้ให้เร็วกว่าเดิม

แน่นอนว่าสูตรนี้ไม่ใช่บัญชาจากสวรรค์ เราไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมันมากจนเกินไป

แต่ผมชอบตรงที่มันคำนวณง่ายดีและทำให้เรารู้ว่าสุขภาพทางการเงินของเราควรได้รับการใส่ใจมากกว่าเดิมในปี 2022 หรือไม่ครับ

Pics & Pause: Japan Only

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทาน แต่มีรูปจากญี่ปุ่นที่เจอจากในเน็ตมาแชร์ครับ รูปไหนที่ต้องอธิบายเพิ่มจะมี caption ให้ด้วยนะครับ

สุขสันต์วันคริสต์มาสอีฟครับ

ประหยัดน้ำ
อาหารโรงพยาบาลหลังคลอดลูกเสร็จ
มีมีคนลืมเงินทอนไว้ในตู้กดน้ำ เลยมีคนเก็บใส่ถุงและเขียนโน๊ตแปะไว้ให้

เรื่องร้ายๆ ที่ไม่ได้เกิด

ความทุกข์ใจของเรามักจะมาจากสองเรื่อง คือเรื่องที่อยากได้แล้วไม่ได้ กับเรื่องที่ไม่อยากได้แล้วดันได้

ส่วนความสุขใจของเรานั้นมักจะมาจากเรื่องเดียว คืออยากได้แล้วได้

เรื่องที่เรามักมองข้ามเสมอ ก็คือเรื่องที่เราไม่อยากได้แล้วเราไม่ได้

พูดอีกอย่างก็คือเรื่องร้ายๆ ที่ไม่ได้เกิดนั่นเอง

ในวันวันหนึ่งมีเรื่องร้ายๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้มากมาย แต่มันก็ไม่ได้เกิดกับเรา

ขับรถไปข้างนอก รถอาจจะชนก็ได้ แต่รถเราไม่ชน
คอมที่ใช้ทำงานอาจจะแฮงค์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่มันไม่แฮงค์
มือถือหลุดมือตกพื้นหน้าจออาจจะแตกก็ได้ แต่จอไม่แตก
เราอาจจะติดโควิดก็ได้ แต่เราไม่ติด
คนที่เรารักอาจจะป่วยก็ได้ แต่เขาไม่ป่วย
บริษัทที่เราอยู่อาจจะเจ๊งก็ได้ แต่มันไม่เจ๊ง

Many things could have gone wrong, but they didn’t.

แต่เรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้นับมันเป็นโชคดี เพราะเรา take them for granted คิดว่าเป็นของตาย คิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้องได้อยู่แล้ว

แต่ชีวิตไม่ได้แน่นอนขนาดนั้น หลายอย่างที่เรามั่นใจหนักหนาก็พลิกล็อคต่อหน้าต่อตามาแล้ว

ถ้าเราเข้าใจในความอนิจจังของชีวิต เราจะรู้สึกขอบคุณสิ่งร้ายๆ ที่ไม่ได้เกิด และเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันมากกว่านี้

และเราจะรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วเราเป็นคนโชคดีแค่ไหนครับ

เหตุผลที่มังกรอ้าปาก

“ถ้าท่านไปที่ถ้ำอชันตาที่อินเดียจะพบภาพอุปมาของอหิงสา เขาทำเป็นรูปมกร (มังกร) อ้าปาก มังกรเป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ มีอำนาจมหาศาล แต่ก็อนุญาตให้ปลาตัวเล็กๆ เข้าไปว่ายน้ำเล่นในปากโดยไม่ทำร้าย ทั้งช่วยปกป้องคุ้มครอง”
-เขมานันทะ หนังสือดวงตาแห่งชีวิต

สิ่งที่มาพร้อมกับอายุงาน คือความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่

เมื่อมีอำนาจสูงส่ง ก็ให้คุณให้โทษได้มากเป็นเงาตามตัว

หากผู้นำใช้อำนาจไปในทางที่ดี คนจำนวนมากก็จะได้อานิสงส์และร่วมอนุโมทนาไปด้วย

หากผู้นำใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ผู้นำคนนั้นย่อมไม่ได้รับการสรรเสริญ

เมื่อเราได้เป็นใหญ่ มีปลาเล็กปลาน้อยมาพึ่งพิง จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด สิ่งทีเราเลือกกระทำจะเป็นตัวบอกว่าเราคือมังกรหรือเป็นตัวอะไรครับ

หัวหน้าที่ดีต้องรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร

นอกจากรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร ต้องมีอีโก้ที่ต่ำพอที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ด้วย

เพราะหากหัวหน้ามีอีโก้สูง ต้องการเป็น the smartest person in the room เสมอ ก็จะยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเอง และพาทีมออกทะเลไปได้ไกล

หากหัวหน้าทำเป็นรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ และสร้างความเสียหายหรือเสียเวลา ก็ย่อมสูญเสียความเชื่อมั่นของลูกทีม ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่หัวหน้าคนนั้นต้องการเลยด้วยซ้ำ

หมดยุคที่คนหนึ่งคนต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่างแล้ว ความรู้และข้อมูลถูก democratized โดย Google ไปเรียบร้อย คุณค่าของหัวหน้าจึงไม่ใช่ความรู้ที่มีมากกว่าใคร คุณค่าของหัวหน้าคือการมอบหมายงานให้ถูกกับคน รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล และตัดสินใจเมื่อได้ไตร่ตรองปัจจัยต่างๆ อย่างครบถ้วนแล้ว

หัวหน้าที่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ และเอ่ยปากถามคนที่รู้ นั่นคือหัวหน้าที่ลูกน้องส่วนใหญ่อยากทำงานด้วยครับ