เป็นผู้นำต้องบริหารใจคน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนอีก 4 คนได้มีโอกาสร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วงปี 2558-2563

ผมเคยได้พบพี่ก็ครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และนำมาเขียนถึงในบทความ “เวลาคืออัตตา” ด้วยความประทับใจว่าคนที่จบด็อกเตอร์จากฮาร์วาร์ดและประสบความสำเร็จทางโลกมามากมายทำไมถึงมีความลึกซึ้งเรื่องธรรมะได้ขนาดนี้

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมได้กินกาแฟกับ “ปัง” ดร.เพิ่มสิทธิ์ นําประสิทธิผล ที่เป็น mentee ของพี่ก็ในโครงการ IMET MAX แล้วปังก็เล่าให้ฟังเรื่องที่พี่ก็พาปังกับเพื่อนๆ ไปเยือนพุทธคยาที่อินเดีย ผมเลยไหว้วานปังว่าถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากได้นั่งคุยกับพี่ก็เช่นกัน ซึ่งปังก็น่ารักมาก ช่วยจัดแจงประสานงานทุกอย่างจนพวกเราได้มาร่วมโต๊ะอาหารกับพี่ก็

นี่คือบางช่วงตอนที่ขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

1. เหตุผลที่เลิกกินสัตว์บก

ปังบอกผมมาว่าพี่ก็ไม่กินสัตว์บก ตอนที่เริ่มสั่งอาหารจึงถามพี่ก็เพื่อความแน่ใจว่าเน้นกินอาหารทะเลและเน้นอาหารมังสวิรัติใช่มั้ย

พี่ก็คอนเฟิร์มว่าใช่ แต่ถ้าเราจะสั่งเมนูอื่นๆ ก็สั่งได้ตามสบาย

ผมถามต่อว่า พี่ก็ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยใช่มั้ยครับ ซึ่งพี่ก็ก็ตอบว่าใช่อีก

“คนชอบนึกว่าผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์เพราะผมปฏิบัติธรรม แต่จริงๆ แล้วผมเลิกดื่มแอลกอฮอล์เพราะว่าผมแพ้แอลกอฮอล์”

โดยพี่ก็เริ่มจากแพ้ไวน์ขาวก่อน ดื่มแล้วจะมีผื่นขึ้นตามตัว จากนั้นก็เริ่มแพ้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ ด้วย จึงตัดสินใจเลิกดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย ซึ่งก็ได้พบว่า เวลานั่งสมาธิแล้วจิตนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนเหตุผลที่เลิกกินสัตว์บก เพราะพี่ก็เคยไปเที่ยวอินเดีย 1 สัปดาห์ และที่อินเดียคนกินมังสวิรัติกันเยอะ พี่ก็จึงคิดว่ากินมังสวิรัติสักหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะดี พอกลับมาเมืองไทยก็เลยลองกินมังสวิรัติต่ออีกสักพัก แล้วพอได้กลับมากินเนื้อหมู เนื้อวัว กลับรู้สึกว่ากลิ่นแรงและท้องไม่ค่อยจะรับแล้ว จึงตัดสินใจเลิกกินเนื้อสัตว์บกตั้งแต่นั้น และพบว่านอนหลับดีขึ้น และผลค่าเลือดต่างๆ ก็ดีขึ้นอย่างชัดเจน

2. เหตุผลที่เริ่มสนใจธรรมะ

พวกเราถามพี่ก็ว่าเริ่มศึกษาธรรมะตอนไหน พี่ก็ตอบว่าตอนที่เรียนปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ด เพราะตอนนั้นหนักและเครียดมาก เลยได้อ่านหนังสือธรรมะที่ขนไปจากเมืองไทยและที่ญาติชอบส่งมาให้อ่าน โดยพี่ก็ชอบอ่านหนังสือของพระอาจารย์ชยสาโรเป็นพิเศษ

พอกลับมาอยู่เมืองไทย พี่ก็จึงไปศึกษาเรื่องการทำสมาธิกับพระป่า

“การนั่งสมาธิก็เหมือนการลับมีด ช่วยให้ความคิดและการตัดสินใจของเราคมมาก ทำงานได้ productive มากๆ”

แต่เมื่อปฏิบัติมาถึงจุดหนึ่งก็เหมือนเจอเพดาน ไปต่อไม่ได้ ไม่ได้รู้สึกว่านิ่งขึ้น คมขึ้น หรือ productive ขึ้น จึงไปปรึกษาพระอาจารย์ท่านหนึ่ง แล้วพระอาจารย์ก็ถามกลับว่า

“ที่โยมมาปฏิบัติไม่ใช่เพราะว่าอยากทุกข์น้อยลงหรอกหรือ?”

เป็นคำถามที่พี่ก็จำได้ไม่ลืม จากนั้นจึงปรับเจตนาใหม่ และเริ่มศึกษาการวิปัสสนาเพื่อจะได้เข้าใจชีวิตมากกว่าจะเน้นเรื่องความ productive

“แล้วใครเป็น mentor ของพี่ก็ครับ?” ผมถาม

“ยูทูปาจารย์” พี่ก็ตอบยิ้มๆ โดยพระอาจารย์ที่พี่ก็ชอบฟังก็เช่นหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชโช หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี หลวงปู่สรวง ปริสุทฺโธ และหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

พี่ก็ทำทั้งสมาธิและวิปัสสนา โดยขึ้นอยู่กับว่าจิตใจแต่ละวันเป็นอย่างไร ถ้ารู้สึกว่าช่วงนี้ใจไม่ค่อยนิ่ง ไม่ค่อยมีพลัง ก็ทำสมาธิเยอะหน่อย ถ้าใจนิ่งดีแล้วก็ค่อยทำวิปัสสนา

3. วิธีวัดความก้าวหน้าทางธรรมของคนทำงาน

ผมบอกกับพี่ก็ว่า ตัวผมเองเคยไปฝึกวิปัสสนากับอาจารย์โกเอ็นก้ามาสองครั้ง แต่หลังจากแต่งงานและมีลูก ต้องทำงานอยู่ในธุรกิจที่หมุนเร็วตลอดเวลา ก็ไม่เคยได้ลางานไปฝึกสติแบบยาวๆ อีกเลย ทุกวันนี้ที่พอทำได้คือทำสมาธิโดยการดูลมหายใจ และฝึกสติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน แต่ก็มีความท้อแท้อยู่ลึกๆ เพราะไม่รู้สึกว่ามีความก้าวหน้า ไม่ได้มีหมุดหมายอะไรที่คอยบอกให้ใจชื้นว่าเรามาถูกทางแล้ว

พี่ก็บอกว่าพี่ก็เข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะพ่อแม่ของพี่ก็เองก็มีอายุเยอะแล้ว (คุณพ่อของพี่ก็อายุ 90 ปี) พี่ก็เลยต้องให้เวลากับคุณพ่อคุณแม่ ไม่สามารถปลีกวิเวกได้นานๆ เช่นกัน

คำหนึ่งที่พระอาจารย์เคยสอนพี่ก็ก็คือ ให้ “ธุดงค์รอบเตียง”

ในความหมายที่ว่า ถ้าแม่ของพี่ก็นอนอยู่บนเตียง พี่ก็ก็ควรธุดงค์อยู่รอบเตียงนั้น ใช้เวลากับคนที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด และนั่นก็ถือเป็นการปฏิบัติแล้ว

คำของพี่ก็ทำให้ผมคิดได้ว่า ผมเองก็สามารถทำสิ่งที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือเวลาอยู่กับลูก อยู่กับภรรยา ก็ควรใส่ใจเขาและอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด (อย่ามัวแต่ทำงาน!) ซึ่งไม่ง่ายเลย แต่ก็ต้องคอยเตือนตัวเอง

ส่วนวิธีวัดว่าเรามีความก้าวหน้าในทางธรรมบ้างหรือยัง พี่ก็ให้ดูว่าเวลาเจออะไรที่เราไม่ชอบใจ ไม่พอใจ เรารู้ตัวเร็วขึ้นมั้ย แล้วเราวางมันลงได้เร็วแค่ไหน ถ้ารู้ตัวเร็วกว่าเดิม และวางลงได้เร็วกว่าเดิม ก็แสดงว่าการปฏิบัติของเรามีความก้าวหน้าแล้ว

แต่พี่ก็ก็เตือนเช่นกันว่า

“เรื่องคนใกล้ตัว วางได้ยากที่สุด”

4. ทำไมคนแก่บางคนยิ่งปฏิบัติธรรมยิ่งขี้หงุดหงิด

เพื่อนผมถามว่า เห็นญาติผู้ใหญ่บางคนจริงจังกับการปฏิบัติธรรมมาหลายสิบปี แต่ทำไมช่วงหลังๆ ถึงดูหงุดหงิดขึ้น

คำตอบของพี่ก็ใจกว้างและน่าสนใจมาก พี่ก็บอกว่าเหตุผลที่เขาหงุดหงิดอาจจะเกิดได้จากหลายปัจจัย

หนึ่ง ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยน

สอง เขาเคยมีตำแหน่งหน้าที่การงาน มีลูกน้องมีบริวาร แต่พอเกษียณหรือหยุดทำงาน สิ่งที่เขาเคยทำได้ เขากลับทำไม่ได้ดั่งใจอีกต่อไป

สาม โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมาก สิ่งที่เขาเคยคิดว่ามันถูกต้อง ว่ามันน่าจะเวิร์ค มันกลับไม่ใช่อย่างนั้นอีกแล้ว

สี่ เขารู้ตัวว่าเวลาในชีวิตเหลือไม่มาก ดังนั้นถ้ามีอะไรเข้ามาทำให้เขาเสียเวลา เขาย่อมรู้สึกหงุดหงิด เพราะเขาอยากเอาเวลาไปทำในสิ่งที่สำคัญกับเขาอย่างแท้จริงมากกว่า

5. อย่าด่วนตัดสิน ฟังให้เยอะ และพูดเป็นคนสุดท้าย

พี่ก็บอกว่า การศึกษาไทยชอบสอนให้เราฝึกพูดหน้าห้องเรียน แต่ไม่เคยให้เราฝึกการฟัง ทั้งที่การฟังนั้นเป็นทักษะที่สำคัญมาก

“เวลาลูกน้องมีปัญหาอะไรมา เราแค่ฟังเขาอย่างเดียว ไม่ต้องแนะนำอะไร พอเขาพูดจบ บางทีเขาพบทางออกเองด้วยซ้ำ”

พี่ก็บอกว่า เวลาเราเป็นประธานในที่ประชุม เราต้องพูดให้น้อย ฟังให้เยอะ ตอนที่พี่ก็เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เวลาประชุมกันเรื่องปัญหาหนักๆ ทีมงานมักจะเห็นว่าพี่ก็นั่งเงียบ ไม่พูดอะไร จนร่ำลือกันเองว่าที่พี่ก็ไม่พูดอะไรเพราะรู้คำตอบอยู่แล้ว

จนกระทั่งมีน้องมาถาม พี่ก็จึงเฉลยว่าพี่ก็ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทางออกคืออะไร น้องก็เลยถามต่อว่า แล้วทำไมพี่ก็ดูไม่ panic เลย ทั้งที่ปัญหาวิกฤติขนาดนี้

พี่ก็มองว่า การ panic ไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าหัวหน้า panic ลูกน้องก็จะยิ่ง panic ไปด้วย เพราะพลังงานของหัวหน้าจะเป็น “ตัวคูณ” พลังงานของทีม

สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ คือตั้งใจฟัง อย่าตัดบท และอย่าด่วนตัดสิน

พี่ก็บอกว่าคนเราจะมีอคติในใจอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจาก “สัญญา” (ความจำได้หมายรู้หรือ perception/memory) และ “สังขาร” (ความคิดปรุงแต่ง หรือ mental formations)

พี่ก็บอกว่า เราต้องระวังอย่าให้สัญญากับสังขารมันมาหลอกเรา เมื่อเรารู้ทันอคติ เราก็จะมีใจที่เป็นกลางมากขึ้น มองเห็นปัญหาอย่างที่มันเป็น และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

6. เป็นผู้นำต้องบริหารใจคน

พี่ก็ชวนคิดว่า ตอนเราเป็นพนักงานระดับล่าง เวลาเราทำงานได้ดี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสายงานของเรา และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เราก็มักจะได้รับการโปรโมตให้เป็นหัวหน้า

แต่เวลาเรามีลูกน้อง ถ้าเราไม่ได้รับการสอนหรือพัฒนาเรื่องการเข้าใจคนอื่น เราจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ยาก เพราะเราคุ้นชินกับการใช้ความรู้ด้าน technical และการทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นหลัก แต่สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถลงไปทำอะไรเองได้ทุกอย่าง เราต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อให้งานของเราสำเร็จ

“ยิ่งถ้าได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร งานของเราแทบจะเป็นการบริหารใจคนล้วนๆ เลย”

พี่ก็บอกว่าการศึกษาพุทธศาสนาช่วยให้พี่ก็เป็นผู้บริหารที่ดีขึ้น เพราะธรรมะสอนให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

7. หาที่ยืนให้อีโก้

เราถามพี่ก็ว่า แล้วเราจะบริหารใจคนที่มีอีโก้สูงๆ ได้อย่างไร

พี่ก็บอกว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าคนคนนั้นเด็กกว่าเรามากๆ เราก็น่าจะยังพอสอนเขาได้

แต่ถ้าคนที่มีอีโก้สูงคนนั้นทำงานมานาน เผลอๆ จะอยู่มานานกว่าเราด้วยซ้ำ สิ่งที่พี่ก็แนะนำก็คือ

“ระวังอย่าไปเหยียบอีโก้ของเขา และหาที่ยืนให้อีโก้ของเขาด้วย”

เวลาเจอคนที่อีโก้สูง หรือปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเรา เราต้องหาให้เจอว่าเขากลัวอะไร

คนเรามักจะกลัวอยู่ 3 อย่าง หนึ่งคือกลัวไม่เป็นที่รัก (not being loved) สองคือกลัวไม่เข้าพวก (not belonging) และสามคือกลัวว่าจะดีไม่พอ (not good enough)

ถ้าเราเข้าใจว่าเขากลัวอะไร เราก็จะสามารถเลือกทำในสิ่งที่จะลดความกลัวของเขาลงได้ นี่คือการบริหารใจคนที่จะเพิ่มโอกาสให้เราทำงานได้สำเร็จ

8. เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดที่ธรรมะสอนพี่ก็ ก็คือทุกปัญหาล้วนมีทางออก

เพราะโลกนี้มันอนิจจัง (impermanent) ไม่มีอะไรแน่นอน วันนี้ปัญหาเป็นแบบนี้ แต่พรุ่งนี้มันจะมีปัจจัยใหม่ๆ มีผู้เล่นใหม่ๆ มีเงื่อนไขใหม่ๆ เข้ามา เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง โจทย์และทางออกย่อมมีความลื่นไหล เหตุผลที่เราทุกข์ใจเพราะเราไปยึดมั่นว่าปัญหาที่เรามีมัน “นิจจัง” (permanent) เราจึงเสียพลังงานไปกับความกังวลหรือกับความเครียดโดยไม่จำเป็น

อีกสิ่งหนึ่งที่พี่ก็บอกว่าจะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ดีขึ้น คือการถอดถอนตัวตนออกจากสมการ

ถ้าเราปล่อยให้อัตตาตัวตนอยู่ในสมการของปัญหา ความคิดของเราจะเต็มไปด้วยความกลัวและความกังวลว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรกับเราหรือไม่

แต่ถ้าเราถอดตัวเองออกจากสมการได้ เราจะมองปัญหาด้วยใจที่เป็นกลาง เราจะเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดตามธรรมชาติของปัญหานั้นโดยที่ไม่มีตัวเรา-ของเราเข้าไปข้องเกี่ยว

ขอบคุณ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพที่มอบทั้ง สติ และ ปัญญา ให้กับพวกเราในค่ำคืนที่มีความหมาย

ขอบคุณ “ปัง” อีกครั้งที่เป็นธุระช่วยนัดหมาย ขอบคุณเอ็ม อ้อ และสายใยที่มาใช้เวลาร่วมกันครับ


ปลายเดือนนี้ Anontawong’s Musings กำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่ “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” พรีออเดอร์ในราคาพิเศษได้ที่เพจนิ้วกลมครับ

ไม่คิดว่าหนังสือธรรมะจะช่วยให้ผมทำงานดีขึ้นได้ขนาดนี้

ปีที่แล้ว นอกจากหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas แล้ว หนังสืออีกเล่มที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผมมากที่สุดคือหนังสือ “พุทธธรรม” ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ยอมรับตามตรงว่าผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ เพราะใช้วิธีเปิดอ่านแบบสุ่ม ไม่ได้อ่านจากหน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย

แต่ช่วงตอนหนึ่งซึ่งมีผลต่อมุมมองและวิธีการทำงานของผมมาก คือ “บทเพิ่มเติม:: เรื่องเหตุปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท และกรรม

ฟังชื่ออาจดูเหมือนเป็นธรรมะจ๋า แต่อยากให้ลองเปิดใจอ่านต่อ เพราะผมเชื่อว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

โดยผมขอยกถ้อยคำบางส่วนจากในหนังสือมาไว้ตรงนี้ โดยขอออกตัวว่าแม้จะตัดทอนแล้วแต่ก็ยังยาวอยู่ดีสำหรับการอ่านบนมือถือ ถ้าใครอยากปริ๊นท์ออกมาอ่าน ก็เข้าเว็บเสิร์ชคำว่า anontawong ก็จะเจอบทความนี้ครับ


ความหมายของ เหตุ และ ปัจจัย

ในที่ทั่วไป หรือเมื่อใช้ตามปกติ คำว่า “เหตุ” กับ “ปัจจัย” ถือว่าใช้แทนกันได้

แต่ในความหมายที่เคร่งครัด ท่านใช้ “ปัจจัย” ในความหมายที่กว้าง แยกเป็นปัจจัยต่างๆ ได้หลายประเภท ส่วนคำว่า “เหตุ” เป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายจำกัดเฉพาะ กล่าวคือ

“ปัจจัย” หมายถึง สภาวะที่เอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เปิดโอกาส เป็นที่อาศัย เป็นองค์ประกอบร่วม หรือเป็นเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะให้สิ่งนั้นๆ เกิดมีขึ้น ดำเนินต่อไป หรือเจริญงอกงาม

ส่วนคำว่า “เหตุ” หมายถึง ปัจจัยจำเพาะ ที่เป็นตัวก่อให้เกิดผลนั้นๆ

“เหตุ” มีลักษณะที่พึงสังเกต นอกจากเป็นปัจจัยเฉพาะ และเป็นตัวก่อให้เกิดผลแล้ว ก็มีภาวะตรงกับผล (สภาวะ) และเกิดสืบทอดลำดับ คือตามลำดับก่อนหลังด้วย

ส่วน “ปัจจัย” มีลักษณะเป็นสาธารณะ เป็นตัวเกื้อหนุนหรือเป็นเงื่อนไข เป็นต้น อย่างที่กล่าวแล้ว อีกทั้งมีภาวะต่าง (ปรภาวะ) และไม่เกี่ยวกับลำดับ (อาจเกิดก่อน หลัง พร้อมกัน ร่วมกัน หรือต้องแยกกัน-ไม่ร่วมกัน ก็ได้)

ตัวอย่างเช่น เม็ดมะม่วงเป็น “เหตุ” ให้เกิดต้นมะม่วง และพร้อมกันนั้น ดิน น้ำ อุณหภูมิ โอชา (ปุ๋ย) เป็นต้น ก็เป็น “ปัจจัย” ให้ต้นมะม่วงนั้นเกิดขึ้นมา

มีเฉพาะเหตุคือเม็ดมะม่วง แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่พร้อม หรือไม่อำนวย ผลคือต้นมะม่วงก็ไม่เกิดขึ้น

ตามหลักธรรม ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเกิดมีขึ้นได้ ต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ หลากหลายประชุมกันพรั่งพร้อม (ปัจจัยสามัคคี)


ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก

ตามหลักแห่งความเป็นไปในระบบสัมพันธ์นี้ ยังมีข้อควรทราบแฝงอยู่อีก โดยเฉพาะ

ขณะที่เราเพ่งดูเฉพาะผลอย่างหนึ่ง ว่าเกิดจากปัจจัยหลากหลายพรั่งพร้อมนั้น ต้องทราบด้วยว่า ที่แท้นั้น ต้องมองให้ครบทั้งสองด้าน คือ

๑. ผลแต่ละอย่าง เกิดโดยอาศัยปัจจัยหลายอย่าง

๒. ปัจจัย (ที่ร่วมกันให้เกิดผลอย่างหนึ่งนั้น) แต่ละอย่าง หนุนให้เกิดผลหลายอย่าง

ในธรรมชาติที่เป็นจริงนั้น ความสัมพันธ์และประสานส่งผลต่อกันระหว่างปัจจัยทั้งหลาย มีความละเอียดซับซ้อนมาก จนต้องพูดรวมๆ ว่า “ผลหลากหลาย เกิดจากเหตุ (ปัจจัย) หลากหลาย” หรือ “ผลอเนก เกิดจากเหตุอเนก” เช่น จากปัจจัยหลากหลาย มีเมล็ดพืช ดิน น้ำ อุณหภูมิ เป็นต้น ปรากฏผลอเนก มีต้นไม้ พร้อมทั้งรูป สี กลิ่น เป็นต้น

ย้ำว่า ความเป็นเหตุปัจจัยนั้น มิใช่มีเพียงการเกิดก่อน-หลังตามลำดับกาละหรือเทศะเท่านั้น แต่มีหลายแบบ รวมทั้งเกิดพร้อมกัน หรือต้องไม่เกิดด้วยกัน ดังกล่าวแล้ว

เมื่อเห็นสิ่งหรือปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง เช่นตัวหนังสือบนกระดานป้ายแล้ว มองดูโดยพินิจ ก็จะเห็นว่าที่ตัวหนังสือตัวเดียวนั้น มีเหตุปัจจัยแบบต่างๆ ประชุมกันอยู่มากมาย เช่น คนเขียน (เจตนา+การเขียน) ชอล์ก แผ่นป้าย สีที่ตัดกัน ความชื้น เป็นต้น แล้วหัดจำแนกว่าเป็นปัจจัยแบบไหนๆ

ขอให้ดูตัวอย่างคำอธิบายของท่านสักตอนหนึ่งว่า

“แท้จริงนั้น จากเหตุเดียว ในกรณีนี้ จะมีผลหนึ่งเดียว ก็หาไม่ (หรือ) จะมีผลอเนก ก็หาไม่ (หรือ) จะมีผลเดียวจากเหตุอเนก ก็หาไม่; แต่ย่อมมีผลอเนก จากเหตุอันอเนก”

หลักความจริงนี้ปฏิเสธลัทธิเหตุเดียว ที่เรียกว่า “เอกการณวาท” ซึ่งถือว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากต้นเหตุอย่างเดียว

แม้แต่ในสมัยปัจจุบัน คนก็ยังติดอยู่กับลัทธิเหตุเดียวผลเดียว ดังปรากฏชัดในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งผลเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วศึกษาและนำความรู้ความเข้าใจในเหตุปัจจัยมาประยุกต์ให้เกิดผลที่ต้องการ แต่เพราะมองอยู่แค่ผลเป้าหมาย ไม่ได้มองผลหลากหลายที่เกิดจากปัจจัยอเนกให้ทั่วถึง (และยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะมองเห็นอย่างนั้นด้วย) จึงปรากฏบ่อยๆ ว่า หลังจากทำผลเป้าหมายสำเร็จผ่านไป บางที ๒๐–๓๐ ปี จึงรู้ตัวว่า ผลร้ายที่พ่วงมากระทบหมู่มนุษย์อย่างรุนแรง จนกลายเป็นได้ไม่เท่าเสีย

ในการดำเนินชีวิตของตน ความเข้าใจหลัก “ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก” จะช่วยให้จัดการกับชีวิตของตน ให้พัฒนาทั้งภายใน และดำเนินไปในโลกอย่างสำเร็จผลดี


ทำเหตุปัจจัยให้ครบที่จะให้เกิดผลที่ต้องการ

ตามหลักความพรั่งพร้อมของปัจจัย อะไรจะปรากฏเป็นผลขึ้น ต้องมีปัจจัยพรั่งพร้อม ตรงนี้จะช่วยให้ไม่ไปติดในลัทธิเหตุเดียวผลเดียว

หลักหรือกฎไม่ได้บอกว่า เมื่อเอาเม็ดมะม่วงไปปลูกแล้ว ต้นมะม่วงจะต้องงอกขึ้นมา ท่านพูดแต่เพียงว่า จากเม็ดมะม่วง ต้นไม้ที่จะงอกขึ้นมา ก็เป็นมะม่วง นี้คือ เหตุ → ผล หรือ ปัจจัยตัวตรงสภาวะ → ผล

การที่เม็ดมะม่วงจะงอกขึ้นมาเป็นต้นมะม่วงนั้น ไม่ใช่มีแต่เม็ดมะม่วงอย่างเดียวแล้วจะได้ต้นมะม่วง ต้องมีดิน มีปุ๋ยในดิน มีน้ำ มีแก๊ส (เช่น ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์) มีอุณหภูมิพอเหมาะ เป็นต้น พูดสั้นๆ ว่า เมื่อปัจจัยพรั่งพร้อมแล้ว ต้นมะม่วงจึงจะงอกขึ้นมาได้

นอกจากผลที่เรามองจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่างพรั่งพร้อมแล้ว ปัจจัยแต่ละอย่างที่มาพรั่งพร้อมนั้น ก็สัมพันธ์ไปสู่ผลอย่างอื่นที่เราไม่ได้มองขณะนั้นด้วย

ตอนนี้ก็มองดูว่ามีปัจจัยตัวไหนบ้างที่จะต้องทำให้ครบที่จะเกิดผลนี้ ต่อจากนั้น เมื่อยังต้องการผลดีด้านไหนอีก เช่นในทางสังคม เป็นต้น ก็พิจารณาให้ครบ แล้วทำกรรมดีให้ได้เหตุปัจจัยพรั่งพร้อมที่จะเกิดผลดีตามที่ต้องการนั้น


ฝึกฝนปรับปรุงตนให้ทำกรรม (ได้ผล) ดียิ่งขึ้นไป

ถ้าผลดีในความหมายหรือในแง่ที่เราต้องการไม่ออกมา ก็วิเคราะห์สืบสาวว่า ทำกรรมนั้นแล้ว แต่สำหรับผลดีแง่นี้ๆ ปัจจัยอะไรบ้างขาดไป หรือยังบกพร่องส่วนไหน จะได้แก้ไขปรับปรุง เพื่อว่าคราวต่อไปจะได้ทำให้ตรง ให้ถูกแง่ ให้ครบ

ยกตัวอย่าง เช่น นายชูกิจได้ยินข่าวสารจากวิทยุ พูดถึงปัญหาของบ้านเมือง ที่ว่าป่าลดน้อยลงจนน่ากลัว จะต้องช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากๆ และมีข่าวด้วยว่า บางแห่งคนมากมายช่วยกันปลูกต้นไม้ มีการนำมายกย่อง บางทีมีการให้รางวัลด้วย

นายชูกิจได้ยินได้ฟังข่าวแล้ว ก็เกิดศรัทธา เที่ยวดูสถานที่เหมาะๆ ใกล้หมู่บ้านของเขา แล้วหาต้นไม้เหมาะๆ มาปลูก ต้นไม้ก็ขึ้นงอกงามดี เขาปลูกไปได้หลายต้น

เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เขามานึกดูว่า เขาทำความดีนี้มาก็นานแล้ว ไม่เห็นมีใครสนใจ ก็เลยชักจะท้อ และน้อยใจว่า “เราอุตส่าห์ทำดี เหนื่อยไปมากมาย ไม่เห็นได้ดีอะไร”

พอมองลึกลงไปในใจของคุณชูกิจ ปรากฏว่าเขาอยากได้ความนิยมยกย่อง และหวังจะได้รางวัลด้วย

เมื่อวิเคราะห์ตามหลักความสัมพันธ์สืบทอดเหตุปัจจัยสู่ผลต่างๆ ที่ตรงกัน ก็เห็นได้ว่า

  • ผลตามกฎธรรมชาติ หรือผลตามธรรม ก็เกิดขึ้นแล้ว คือ เขาปลูกต้นไม้ เมื่อทำเหตุปัจจัยของมันครบ ต้นไม้ก็ขึ้นมา
  • ผลตามธรรมแก่ตัวเขาเอง ที่เป็นผู้ทำการนั้น เขาก็ได้แล้ว เช่น เกิดและเพิ่มความรู้ความเข้าใจความชำนาญในเรื่องต้นไม้และการปลูกต้นไม้ ตลอดจนผลพ่วง เช่น ร่างกายแข็งแรง
  • ผลตามธรรมแก่สังคม คือ ท้องถิ่นของเขา ตลอดถึงโลกมนุษย์ทั้งหมด ได้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีงามเพิ่มขึ้น

แต่ผลที่ตัวเขาว่า “ดี” ที่เขาไม่ได้ คือผลทางสังคม ได้แก่ เสียงยกย่อง และรางวัล หรือเงินทองของตอบแทน ซึ่งมิใช่เป็นผลที่ตรงตามเหตุปัจจัยของการปลูกต้นไม้

ถ้าคุณชูกิจต้องการผลทางสังคมที่ว่านี้ ก็ต้องดูและทำปัจจัยเหล่านั้นด้วย เริ่มตั้งแต่ดูว่า การทำความดีด้วยการปลูกต้นไม้นี้ เข้ากับกระแสนิยมของท้องถิ่นของตนเองหรือไม่ ถ้าจะให้ได้รับคำยกย่องและรางวัล จะต้องทำปัจจัยอะไรประกอบเพิ่มเข้ามากับการทำความดีคือการปลูกต้นไม้นั้น แล้วทำให้ครบ


และนั่นคือเนื้อหาบางส่วนที่ผมยกมาจากหนังสือพุทธธรมครับ

คำถามถัดมาก็คือ แล้วมันช่วยให้เราทำงานดีขึ้นได้อย่างไร

อย่างแรก ผมคิดว่าเราอาจจะเคยชินกับวิธีคิดแบบ “ลัทธิเหตุเดียว” คือเหตุ 1 อย่าง นำไปสู่ผล 1 อย่าง เป็นความสัมพันธ์แบบ one to one เหมือนที่เราเรียนในคณิตศาสตร์ตอนมัธยมปลายว่า y เป็น function ของ x ยกตัวอย่างเช่น

y = x2 + 2x + 1

มี x เป็น input มี y เป็น output

ดังนั้น ถ้าอยากได้ y ก็แค่ทำ x ให้ดีแล้ว y จะตามมาเอง

แต่ความเป็นจริงแล้ว การทำงานของโลกนี้คือ “ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก” นั่นคือปัจจัยที่หลากหลาย นำไปสู่ผลที่หลากหลาย

y ไม่ได้เป็น function ของ x อย่างเดียว แต่เป็น function ของปัจจัยอีกมากมาย ทั้งในส่วนที่เราคุมได้และไม่ได้

และปัจจัยอันมากมาย ก็ไม่ได้นำไปสู่ y ตัวเดียวด้วย แต่นำไปสู่ output อีกมากมายที่เรามุ่งหวัง ที่เราไม่มุ่งหวัง และที่เราคาดไม่ถึง

มันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบ one to one หรือ one to many แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ many to many

เมื่อคำนึงได้เช่นนี้แล้ว ว่าผลหลากหลาย เกิดจากปัจจัยอเนก เราก็จะไม่ประมาทในการทำงาน

ผมใช้หลักคิดนี้ตอนที่ทำโปรเจ็กต์ย้ายออฟฟิศใหม่เมื่อปีที่แล้ว

บริษัทผมมีพนักงานอยู่พันกว่าคนในสามออฟฟิศ เราต้องย้ายทุกคนไปอยู่ที่เดียวกันที่โครงการ One Bangkok ตรงถนนวิทยุ มีเรื่องต้องคิดมากมาย ทั้งการก่อสร้างที่ต้องให้เสร็จทันเวลา การตรวจรับมอบ การเทสต์ดวงไฟและแอร์ การเช็คสัญญาณอินเทอร์เน็ต การเช็คการทำงานของอุปกรณ์ในห้องประชุม ฯลฯ

พอสถานที่พร้อมแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสื่อสารกับพนักงาน ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จะต้องเก็บของเมื่อไหร่ เดินทางอย่างไร จอดรถตรงไหน วันที่มาถึงวันแรกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

ช่วง 1 เดือนก่อนย้ายออฟฟิศผมมีประชุมกับทีมงานแทบทุกวัน และสิ่งที่ผมบอกทุกคน คือ

  1. ให้ลิสต์รายการที่ต้องทำออกมาให้มากที่สุด ซึ่งควรจะมีไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยรายการ
  2. ให้คิดว่าพนักงานจะมีคำถามอะไรบ้าง และเตรียมการสื่อสารและ FAQ ที่จะตอบคำถามพนักงานให้ได้มากที่สุด
  3. ให้คิดว่าถ้าการย้ายออฟฟิศครั้งนี้มัน “พัง” จากเรื่องอะไรได้บ้าง เช่นอินเทอร์เน็ตช้า พนักงานเข้าตึกไม่ได้ โต๊ะทำงานไม่พอ แอร์ไม่เย็น ฯลฯ แล้วพยายามหาทางปิดความเสี่ยงเหล่านี้ และพร้อมตั้งรับปัญหาที่เราคาดไม่ถึง

ผลลัพธ์รวบยอดที่เราต้องการมีเพียงหนึ่งเดียว คือให้พนักงานพอใจกับการย้ายออฟฟิศครั้งนี้ แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ ต้องอาศัยปัจจัยอเนกอนันต์ ดังนั้น หน้าที่ของเราคือสร้างปัจจัยที่จะเอื้อให้เราไปสู่เป้าหมายนั้นได้มากที่สุด

ซึ่งการย้ายออฟฟิศก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และราบรื่นกว่าที่คาดไว้เสียอีก

ดังนั้น ในการทำการงานใดๆ อย่าคิดแค่ว่าแค่ปลูกเม็ดมะม่วงก็จะได้ต้นมะม่วง เพราะเรามีแนวโน้มที่จะคิดแค่นี้ว่าทำแค่ x แล้วจะได้ y แล้วพอผลออกมาไม่เป็นดังหวังเราก็เฟลและมีแนวโน้มที่จะโทษฟ้าโทษฝน

แต่ถ้าเรารู้ตัวว่า นอกจากปลูกด้วยเม็ดมะม่วงแล้ว เรายังต้องใช้ดินที่ดี ดูสภาพอากาศ รดน้ำใส่ปุ๋ย เราก็จะสามารถ “เพิ่มความน่าจะเป็น” ที่จะได้ต้นมะม่วงที่เติบโตและมีผลที่อร่อย

ในความเป็นจริง ยังมีเหตุปัจจัยอีกมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเราต้องรู้จักเผื่อใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ประมาทและมีความเพียรที่จะทำทุกอย่างในขอบเขตที่เรายังพอทำได้

ทำเหตุปัจจัยให้ครบ แล้วจึงจะเกิดผลที่เราต้องการครับ

มากกว่าความคุ้มค่าคือความอุ่นใจ

วาเลนไทน์ที่ผ่านมา ผมพาภรรยาไปกินข้าวที่ร้านประจำแถวพัฒนาการ

อาหารยังอร่อยเหมือนเดิม แถมเชฟเจ้าของร้านยังใจดี ให้ไวน์มาเพิ่มสองแก้วและเมนูพิเศษอีกหนึ่งเมนู

ก่อนออกจากร้าน น้องชายของเชฟก็เดินมาขอบคุณที่เรามาทุกปีเลย

จะว่าไป แม้กระทั่งช่อดอกไม้ที่ผมสั่งมาให้ภรรยาวันวาเลนไทน์ ก็มาจากร้านประจำที่ผมใช้บริการมา 5 ปีแล้ว

ช่วงนี้โบนัสใกล้จะออก ผมกับภรรยาเลยมีโปรเจ็กต์จะปรับปรุงบ้านที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 10

อยากเปลี่ยนผ้าม่าน เปลี่ยนวอลล์เปเปอร์ ทำตู้เก็บของใหม่ ซ่อมแซมชานบ้าน เปลี่ยนบานตู้ในครัว ฯลฯ

ตอนแรกเราก็ไปตามวิธีปกติ คือเข้าเน็ตแล้วหาผู้รับเหมาเข้ามาดูพื้นที่และตีราคา

แต่ภรรยาก็นึกขึ้นได้ว่าผมน่าจะยังมีเบอร์คนที่เคยติดผ้าม่านให้เราเมื่อ 9 ปีที่แล้ว รวมถึงคนที่เคยทำชั้นหนังสือให้ผมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมเลยลองหาเบอร์โทรในมือถือ พอโทรไปก็พบว่าพวกเขายังรับงานกันอยู่ และทั้งดีใจและแปลกใจที่พวกเรายังจำเขาได้

เราเรียกช่างที่เคยให้บริการที่บ้าน คุยกันถูกคอและเข้าใจความต้องการอย่างรวดเร็ว แถมยังให้คำแนะนำว่าตรงไหนยังไม่ต้องทำใหม่ ผมกับภรรยาก็เลยคิดว่าเราน่าจะไปกับเจ้าเดิมนี่แหละ แม้จะไม่ได้ร่วมงานกันมาเกือบสิบปีแล้วก็ตาม


สมัยนี้เราเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายดายกว่าแต่ก่อน อยากได้ของชิ้นไหนก็แค่เข้าแอปแล้วค้นหา ก็จะมีร้านค้ามากมายที่เสนอขายสินค้าชิ้นเดียวกัน เราก็แค่เลือกร้านที่ราคาดีที่สุดและเรตติ้งดีมากพอ

เมื่อการซื้อขายเป็นเช่นนี้มากขึ้น ความสัมพันธ์ของผู้ขายกับผู้ซื้อจึงเป็นแบบ transactional ที่ซื้อหนึ่งครั้งแล้วอาจไม่ต้องข้องแวะกันอีก เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ใช้ตรรกะนำและแทบไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ซึ่งจะว่าไปก็มีประสิทธิภาพดี แต่ประสิทธิภาพอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการในทุกจังหวะของชีวิต

ยิ่งในยุคที่เราใช้เวลากับหน้าจอและ AI ผมเชื่อว่าสุดท้ายคนเราจะโหยหาการได้เชื่อมโยงกับคนตัวเป็นๆ

ซึ่งการเชื่อมโยงไม่ใช่แค่การพบปะหรือเห็นหน้าค่าตา แต่เป็นการสานความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และยังคงอยู่ตรงนั้นแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันอีกหลายปี


หนึ่งในประเด็นที่ผมเคยเขียนถึง คือคำแนะนำของ Naval Ravikant ที่บอกให้เรา play long-term games with long-term people.

เมื่อเราได้ใช้เวลากับ “คนพันธุ์เดียวกัน” มากพอ เราจะรู้ว่าคนนี้ไว้ใจได้ มีเคมีเดียวกับเรา คุยกันรู้เรื่อง เรื่องความคุ้มค่า ความรวดเร็ว หรือราคาก็กลายเป็นเรื่องรอง

ร้านประจำที่ผมกับภรรยาไปกินวันวาเลนไทน์ ร้านดอกไม้ที่ผมใช้บริการ ช่างทำผ้าม่านหรือช่างทำตู้ไม้ ถามว่าถ้าผมใส่แว่นตาของนักแสวงหาดีลที่คุ้มค่าที่สุด ผมจะหาร้านที่อร่อยกว่านี้ ให้ดอกไม้ช่อใหญ่กว่านี้ ทำของคุณภาพดีกว่านี้ ในราคาที่ถูกกว่านี้ได้มั้ย – คำตอบก็คือผมย่อมทำได้

แต่บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป แค่รู้ว่าร้านนี้อร่อย ร้านนี้จัดดอกไม้สวย ช่างคนนี้จะไม่ทิ้งงาน สำหรับเรานั่นอาจเพียงพอแล้ว

ยิ่งถ้าคำนึงว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในยุคที่ผันผวนและคาดการณ์ไม่ได้ยิ่งกว่ายุคใดที่ผ่านมา

เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราต้องการมากกว่าความคุ้มค่าคือความอุ่นใจครับ

สรุปเรื่องสุขภาพที่ต้องรู้ จากหนังสือเปลี่ยนชีวิต

ในหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมสนใจอ่านหนังสือและฟังพ็อดแคสต์เรื่องสุขภาพเยอะขึ้น

เหตุผลสำคัญก็คือผมได้อ่านหนังสือ Outlive: The Science & Art of Longevity by Peter Attia ที่ผมยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023 และผมทยอยสรุปลงในบล็อกนี้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 เป็นบทความไว้ 9 ตอน

ปลายเดือนนี้ผมจะพูดเกี่ยวกับ Outlive ให้น้องๆ ที่บริษัท ก็เลยคิดว่าเป็นเวลาอันสมควรที่จะ “สรุปรวบยอด” สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดปี 2024 เพื่อเป็นการซ้อมใหญ่

ที่สำคัญ เริ่มปี 2025 มาไม่ถึงสองเดือน มีคนวัยเดียวกันที่รู้จักห่างๆ เสียชีวิตก่อนวัยอันควรไปแล้วหลายคน ทำให้ผมต้องหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก

บทความนี้จะเขียนเป็นสไตล์ bullet points ความลื่นไหลทางภาษาหรือการเล่าเรื่องอาจไม่มากนัก แต่น่าจะได้ความกระชับ ตรงประเด็น และนำไปปรับใช้ได้จริง

เริ่มครับ!

การเสียชีวิตมีสองแบบ คือตายไว (quick death) และ ตายช้า (slow death)

ต้นเหตุของ quick death อาทิ การติดเชื้อรุนแรงจนเสียชีวิต โรคติดต่อที่ทำให้เสียชีวิต หรือการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนในการคลอดบุตร

หลังจากมนุษย์เข้าใจว่าโรคหลายอย่างเกิดจากเชื้อโรค และหลังจากเราค้นพบยาปฏิชีวนะ อัตราการเสียชีวิตแบบ quick death นั้นลดลงไปเยอะมาก ทำให้อายุคาดเฉลี่ยของมนุษย์สูงขึ้นทั่วโลก

แต่การเสียชีวิตแบบ slow death ที่เกิดจากโรคเรื้อรังนั้น แทบไม่ลดลงเลยในรอบร้อยปีที่ผ่านมา

จึงอนุมานได้ว่า พวกเราส่วนใหญ่ รวมถึงผู้เขียนและทุกคนที่อ่านบทความนี้ มีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิตจากโรคเรื้อรัง

สามโรคเรื้อรังที่มีโอกาสทำให้เราเสียชีวิตได้มากที่สุด คือโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

แม้โรคเบาหวานหรือภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิต แต่การเป็นเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับทั้งสามโรคที่กล่าวมาทั้งหมด

ดังนั้น การดูแลร่างกายไม่ให้เป็นเบาหวาน และไม่ให้น้ำหนักเกิน จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมาก

ไขมันที่จับตัวอยู่ตามแขน ขา หรือก้น เป็นไขมันที่ไม่อันตราย แต่ไขมันที่อยู่ในช่องท้องนั้นอันตราย เพราะมันจะไปเกาะตับและทำให้เกิดภาวะอักเสบ

ในหนังสือ The Cancer Code บอกไว้ว่า เซลล์มะเร็งนั้นอยู่ในร่างกายเรามาแต่ไหนแต่ไร และอยู่มาก่อนมนุษยชาติเสียอีก

เพราะเซลล์มะเร็งนั้นมีพฤติกรรมเหมือนกับสัตว์เซลล์เดียว นั่นคือการเพิ่มจำนวนแบบไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่เซลล์ปกติในสัตว์ทั่วไปนั้นจะมีกลไกควบคุมที่ทำให้เซลล์หยุดการเพิ่มจำนวน

การที่เซลล์ปกติกลายร่างเป็นเซลล์มะเร็งนั้น เกิดจากการอักเสบที่ทำให้เซลล์นั้นเกือบตาย แต่กลับมาได้ เซลล์ก็เลย “ปลดล็อค” สัญชาตญาณดึกดำบรรพ์และทำตัวเหมือนเซลล์ในสัตว์เซลล์เดียวนั่นเอง

ใครที่อายุเกิน 40 ให้นึกภาพชาวไซย่าที่บาดเจ็บสาหัสและกลับมาแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้ง และเมื่อสถานการณ์กดดันถึงขีดสุดก็กลายเป็นซูเปอร์ไซย่าที่ไม่มีใครหยุดได้ เซลล์มะเร็งก็เป็นแบบนั้น

นั่นคืออีกเหตุผลที่ทำไมคนสูบบุหรี่เยอะๆ ถึงมีโอกาสเป็นมะเร็งสูง เพราะการพ่นควันเข้าร่างกายย่อมทำให้เซลล์เสียหายจนใกล้ตายและมีโอกาสกลายร่างเป็นเซลล์มะเร็งนั่นเอง

นอกจากเพิ่มจำนวนไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่เซลล์มะเร็งต่างจากเซลล์ปกติก็คือมันใช้กระบวนการเผาผลาญไม่เหมือนกัน

เซลล์ปกติใช้กระบวนการที่เรียกว่า oxidative phosphorylation (OXPHOS) ที่เกิดในไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ที่แปลง 1 โมเลกุลในกลูโคสเป็นพลังงาน 36 ATP (ATP เป็นหน่วยพลังงานในร่างกาย)

แต่เซลล์มะเร็งใช้กระบวนการ aerobic glycolysis ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำกว่ามาก เปลี่ยน 1 โมเลกุลของกลูโคสให้เป็นพลังงานได้เพียง 2 ATP แต่ผลพลอยได้คือกระบวนการนี้จะสร้าง by-products อื่นๆ เช่น nucleotides และ amino acids ที่เป็น building blocks ของเนื้องอกนั่นเอง

ดังนั้นเซลล์มะเร็งจึงชอบน้ำตาลเอามากๆ และนี่คือเหตุผลที่ทำไมคนเป็นโรคเบาหวานจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคมะเร็ง

การรักษามะเร็งแบบคีโม หรือ chemotherapy คือการส่งสารเคมีแรงๆ ไปทำลายเซลล์มะเร็ง แต่มันก็จะทำลายเซลล์ปกติด้วยเช่นกัน แถมฆ่าแล้วก็ยังไม่หมดจดและมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้ตลอด

วิธีการรักษาโรคมะเร็งที่มีโอกาสหายขาด คือการรักษาแบบ immunotherapy ที่ใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายไปจัดการเซลล์มะเร็ง ศึกษาเพิ่มได้ด้วยการเสิร์ช CAR-T Cell Therapy และ Checkpoint Inhibitors

เบาหวาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทุกโรคนั้น เกี่ยวพันกับกระบวนการเผาผลาญที่ผิดปกติ หรือ metabolic syndrome เพราะตัว mitochondria ซึ่งทำหน้าที่เผาผลาญกลูโคสและสร้างพลังงานให้ร่างกายนั้นไม่แข็งแรง เราสามารถทำให้มันแข็งแรงและเพิ่มจำนวนขึ้นได้ด้วยการออกกำลังกายใน Zone 2 เป็นประจำ

Zone 2 training สามารถทำได้ด้วยการวิ่งจ็อกกิ้ง เดินเร็ว หรือว่ายน้ำ โดยรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้คงที่ ถ้าใครที่วิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว ให้วิ่งอยู่ที่ประมาณ 70%-80% ของ maximum heart rate หรือถ้าใครไม่มีนาฬิกาจับอัตราการเต้นของหัวใจ ก็ให้วิ่งในสปีดที่ว่ายังพอคุยกับคนข้างๆ ได้

ถ้าไม่อยากเป็นเบาหวาน สิ่งที่ต้องระวังไม่ให้เกิดบ่อยๆ คือ glucose spike ซึ่งหมายถึงภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สิ่งสำคัญที่สุด คือห้ามกินของหวานหรือแป้งเวลาท้องว่าง (เพราะแป้งและน้ำตาลคือสิ่งเดียวกัน) แต่ให้กินแป้งหรือของหวานหลังจากได้กินผักหรืออาหารที่มีโปรตีนไปก่อนแล้ว

การดื่มน้ำผลไม้ตอนท้องว่างก็ไม่ดีต่อร่างกาย เพราะจะทำให้เกิด glucose spike ได้เช่นกัน เป็นการดีกว่าที่เราจะกินผลไม้เพราะในผลไม้นั้นมีกากใยและไฟเบอร์ที่ช่วยให้กระบวนการการดูดซึมนั้นค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่น้ำผลไม้นั้นไม่มีกากใยเพราะถูกทิ้งไปพร้อมกับเปลือกแล้ว

วิธีลด glucose spike ได้อีกอย่าง คือหลังจากทานข้าวเสร็จแล้ว ให้ไปเดินเล่น เก็บบ้าน หรือทำอะไรก็ได้ให้ร่างกายได้ใช้พลังงานเป็นเวลา 10 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยดูดซึมกลูโคส

โรคหลอดเลือดหัวใจที่เรารู้จักกันดี คือหัวใจวาย (heart attack) และ สโตรค (stroke หรือจะเรียกอีกชื่อนึงว่า brain attack ก็ได้)

ทั้งหัวใจวายและสโตรค เกิดจากการที่เส้นเลือดมีอะไรไปกีดขวาง ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจ หรือหล่อเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้เซลล์สมองหรือเซลล์หัวใจเสียหายหรือแม้กระทั่งตายไป

สโตรคส่วนใหญ่เกิดจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (blood clots) หรือไม่ก็ภาวะหลอดเลือดตีบ (Atherosclerosis) เนื่องจากมีไขมันสะสม (คราบพลัค)

ไขมันสะสมเกิดจาก LDL เป็นตัวการหลัก ดังนั้นเราควรระวังค่านี้ให้ไม่เกิน 130 แต่ถ้ามีภาวะเสี่ยงอื่นๆ อีกเช่นความดันสูง ก็ควรลดให้ต่ำกว่า 100 หรือยิ่งน้อยยิ่งดี

การออกกำลังกายไม่ช่วยลด LDL การคุมอาหารอาจช่วยได้บ้าง แต่ถ้าคุมแล้ว LDL ยังไม่ลด ก็อาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ การใช้ยา Statin เป็นทางเลือกที่ควรปรึกษาหมอและพิจารณา (ตัวผมเองเคยเลี่ยงยานี้มานาน เพราะอยากลดด้วยวิธีการอื่นมากกว่า แต่พอลองแล้วไม่เวิร์คก็เลยทานสแตติน และผลเลือดปีล่าสุดก็ดีขึ้นเป็นอย่างมาก)

สิ่งที่จะลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้มากที่สุด คือการไม่สูบบุหรี่ การมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และการมีค่า VO2 Max ที่ดี

หลังวัย 40 ปี ถ้าเราไม่ทำอะไร กล้ามเนื้อจะค่อยๆ ฟีบลงเรื่อยๆ

กล้ามเนื้อที่อ่อนแอ เป็นสาเหตุสำคัญที่คนวัยชราล้มกัน และการล้มจนกระดูกหักคือสาเหตุสำคัญที่สุดของการเสียชีวิตในวัยชรา โดยถ้าเราอายุ 65 แล้วล้มจนกระดูกสะโพกหัก เราจะมีโอกาสประมาณ 15%-30% ที่จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี

และถึงแม้ล้มแล้วจะไม่เสียชีวิต แต่เกินกว่าครึ่งก็จะสูญเสียการเคลื่อนไหวลงไปหนึ่งระดับ หมายความว่าถ้าเคยเดินได้ก็ต้องใช้ไม้เท้า ถ้าเคยใช้ไม้เท้าก็ต้องใช้วอล์คเกอร์สี่ขา ถ้าเคยใช้วอล์คเกอร์ก็ต้องนั่งรถเข็น ดังนั้นอย่าล้มจะดีที่สุด

การเพิ่มกล้ามเนื้อที่ทำได้ที่บ้านเลยโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ ก็คือ 1 วิดพื้น (ถ้าวิดพื้นไม่ไหวให้เริ่มจากวิดกำแพงก่อน) 2 สควอท (เป็นท่าที่จำเป็นมากถ้าเราอยากลุกขึ้นจากโถส้วมได้เองในวัยชรา) 3 แพลงค์ และ 4 lunge (ก้าวขาไปข้างหน้าแล้วย่อเข่าลง)

ส่วน VO2 Max นั้นคือความสามารถในการใช้อ็อกซิเจนของร่างกาย วัดได้คร่าวๆ ด้วยนาฬิกาที่นิยมใช้กันในหมู่นักวิ่ง ถ้าค่า VO2 Max ต่ำเกิน 20 เราจะเป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้แล้ว

VO2 Max จะลดลงทุกปี ถ้าเราเป็นคนปกติ VO2 Max ของเราในวัย 40, 50, 60, และ 70 ปีจะได้แก่ 37, 34, 31, และ 28 ตามลำดับ ดังนั้นเราควรจะออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วเพื่อรักษา VO2 Max ให้ไม่น้อยกว่า 35 หรือถ้าให้ดีควรเกิน 45 แล้วเราจะมีโอกาสมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าคนทั่วไปมาก

โรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อม เป็นโรคที่ไม่มียารักษา เราลดความเสี่ยงได้ด้วยการนอนหลับให้เพียงพอ และให้สมองได้ออกกำลังด้วยการเรียนรู้ภาษาที่สาม เรียนดนตรี หรือฝึกเต้นรำ

ในอนาคต ผมคงจะเขียนบทความเรื่องสุขภาพอีก เพราะตัวเองก็อยู่ในวัยที่มีความเสี่ยง และอยากโตไปเป็นคนชราที่ช่วยเหลือตัวเองได้

หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพให้มากขึ้น จะได้อยู่กับคนที่เรารักและรักเราไปนานๆ ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก

  1. หนังสือ Outlive: The Science & Art of Longevity by Peter Attia
  2. หนังสือ The Cancer Code ถอดรหัสสะกัดมะเร็ง by Jason Fung สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป
  3. หนังสือ Stronger by David Vaux
  4. พ็อดแคสต์ The Diary of a CEO with Peter Attia
  5. พ็อดแคสต์ The School of Greatness with Jessie Inchauspé

เหตุผล(ใหม่)ที่เรารักวันศุกร์และไม่ชอบวันจันทร์

วลีหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดีคือ “Thank God It’s Friday!” เพราะใกล้ถึงเวลาสุดสัปดาห์ที่จะได้พักผ่อนและออกไปสนุกกันแล้ว

ส่วนอีกคำหนึ่งที่เราอาจคุ้นน้อยกว่าคือ Monday Blues ซึ่งหมายถึงความรู้สึกในเช้าวันจันทร์ที่ไม่อยากกลับไปทำงาน

คำอธิบายง่ายๆ ก็คือการทำงานมันหนัก มันเหนื่อย ต้องเจอคนมากมาย เราเลยไม่อยากให้วันจันทร์มาถึง

แต่ผมเพิ่งพบอีกคำอธิบายหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจ แม้อาจไม่ได้อธิบายทุกแง่มุมของปรากฏการณ์นี้ แต่ก็น่าสนใจและควรค่าแก่การบอกต่อ

แต่ก่อนอื่น เราต้องไปทำความรู้จักกับโดพามีนกันก่อนครับ


โดพามีน (dopamine) เป็นฮอร์โมนสำคัญในร่างกายที่ถูกหลั่งออกมาเพื่อกระตุ้นและสร้างแรงผลักดันให้เราออกไปไขว่คว้าอะไรบางอย่าง

ย้อนกลับไปเมื่อแสนปีที่แล้ว สมัยที่มนุษย์ยังไม่ได้เริ่มทำกสิกรรม จึงยังหาอาหารด้วยการออกล่าสัตว์ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง

ในช่วงที่เราไล่ตามสัตว์ที่เป็นเหยื่อ สมองของเราจะค่อยๆ หลั่งโดพามีนออกมาเพื่อให้เรามีแรงใจที่จะติดตามเหยื่อต่อไป และเมื่อล่าได้สำเร็จโดพามีนก็จะหลั่งเพิ่มอีกเช่นกัน

โดพามีนจึงเป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นให้มนุษย์ลงมือทำสิ่งที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด

เคยมีงานวิจัยที่นักทดลองปรับสมองของหนูทดลองไม่ให้หลั่งโดพามีน ถ้าเอาอาหารไปป้อนให้หนูทดลองถึงปากหนูจะกินอาหารนั้น แต่ถ้าเอาอาหารวางห่างออกไปแค่หนึ่งช่วงตัว หนูทดลองไม่แม้แต่จะลุกเดินไปกินอาหาร และสุดท้ายมันก็จะอดตาย


อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือในสมองของเรานั้น ส่วนที่รับรู้ความเจ็บปวดและความความสุข (Pain/Pleasure) จะวางอยู่ติดกันในส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)

Pain กับ Pleasure จึงเป็นเหมือนไม้กระดกที่อยู่คนละฝั่ง เป็นเหมือนตาชั่งที่มีสองแขนถ่วงสมดุลกันอยู่ ถ้าร่างกายเจอ pain มาเยอะ สมองจะพยายามพามันกลับสู่จุดสมดุลด้วยการกดไม้กระดกฝั่ง pleasure

มองย้อนกลับไปสมัยที่เรายังต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการล่าสัตว์ เป็นงานที่ยากลำบากและเสี่ยงภัยอันตราย พูดง่ายๆ ก็คือมันเป็นงานที่ pain มาก

เมื่อล่าสัตว์สำเร็จ (หรือแม้กระทั่งไม่สำเร็จ) สมองจะกระตุ้นความสุข (pleasure) เพื่อชดเชยความเจ็บปวด (pain) ที่เผชิญมาก่อนหน้านี้ พอเรามีความรู้สึกดีเกิดขึ้น วันรุ่งขึ้นเราจึงยังมีแรงจูงใจที่จะออกไปล่าสัตว์อีกครั้ง เพราะแม้ว่าช่วงแรกมันจะเหน็ดเหนื่อย แต่ตอนท้ายจะรู้สึกดีขึ้นเสมอ แม้ว่าวันนั้นจะกลับบ้านมือเปล่าก็ตาม กลไกทางสมองเช่นนี้เองที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์รอดชีวิตมาได้เรื่อยๆ

ตลอดแสนปีที่ผ่านมา โดพามีนจะหลั่งต่อเมื่อเราออกไปทำอะไรที่ต้องลงมือลงแรงจนกว่าจะได้ “รางวัล” มา

แต่หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เราสามารถเข้าถึง “รางวัล” ได้ง่ายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งอบายมุขอย่างสิ่งเสพติดและการพนัน

เรารู้ดีว่าคนที่เสพติดอะไรบางอย่างนั้นมีความทุกข์มหาศาล เพราะแม้ตอนเสพจะมีความสุขมาก แต่อย่างที่บอกว่า pain กับ pleasure เป็นเหมือนไม้กระดกหรือตาชั่งที่ต้องคอยบาลานซ์กันและกัน พอหยุดเสพหรือไม่ได้เสพ ไม้กระดกฝั่ง pain ก็จะออกฤทธิ์ ซึ่งทำให้คนที่เสพยาหรือติดการพนันนั้นรู้สึกทุรนทุราย และหลายคนที่เลิกยาหรือเลิกการพนันไม่ได้ ก็เพราะว่า “ตาชั่งพัง” ต้องเสพยามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ pleasure เท่าเดิม หรือเสพเพียงเพื่อจะหยุดยั้ง pain ที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ก็ได้รู้จักกับสิ่งเสพติดชนิดใหม่ นั่นคือโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ไม่ว่าจะเป็นอีเมลฉบับใหม่ ข้อความ คอมเมนต์ รวมถึงยอดไลค์ ยอดแชร์ พอเราได้ notifications ว่ามีความเคลื่อนไหวในสิ่งที่เราโพสต์เอาไว้ สมองของเราก็จะหลั่งโดพามีน และโดพามีนนั้นเป็นฮอร์โมนที่เรารู้สึกว่าไม่เคยมีพอ เมื่อได้มาแล้วก็อยากได้อีก โทรศัพท์มือถือจึงเป็นสิ่งเสพติดที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยกว่าทุกสิ่งเสพติดที่เคยมีมา


เราแต่ละคนจะมีระดับโดพามีนขั้นพื้นฐานที่เรียกว่า Baseline Dopamine Level

และเมื่อเราทำอะไรที่จะนำไปสู่ “รางวัล” ระดับโดพามีนก็จะไต่ระดับสูงขึ้น ก่อนจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับปกติอีกครั้ง

เวลาทำอะไรที่ต้องลงมือลงแรง โดพามีนจะหลั่งอย่างช้าๆ เราเรียกว่า Slow Dopamine

เช่นการอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย การเขียนบทความ ช่วงเริ่มต้นเราอาจไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก แต่โดพามีนก็จะค่อยๆ หลั่งออกมา และเมื่อเราใช้เวลากับมันสัก 10-15 นาที โดพามีนจะสูงพอที่จะทำให้เรามีแรงผลักดันมากขึ้นโดยธรรมชาติ อารมณ์เหมือนเครื่องที่จุดติดแล้ว และนำพาให้เราทำสิ่งนั้นต่อไปได้เรื่อยๆ จนครบเวลาหรือจนงานนั้นสำเร็จ แล้วโดพามีนจึงจะค่อยๆ ลดลงมาอยู่ในระดับปกติ

แต่มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า Quick Dopamine ด้วย นั่นคือการได้รางวัลมาแบบทันทีทันใดโดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม เช่นดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เสพสื่อสำหรับผู้ใหญ่ รวมถึงการเล่นโซเชียล

กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ระดับโดพามีนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อสิ้นสุดลง ระดับโดพามีนจะลดลงอย่างฉับพลันและลงไปต่ำกว่าค่าปกติเสียอีก เราเรียกสิ่งนี้ว่า Dopamine Crash

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเมื่อเราเล่นมือถือนานๆ เราจึงรู้สึกว่า “พลังงานไม่ดี” เอาเสียเลย เพราะว่าการเสพของเรานำไปสู่ Dopamine Crash จนโดพามีนต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นนั่นเอง


ขอพาผู้อ่านกลับสู่หัวข้อประจำวันนี้ นั่นคือเหตุผล(ใหม่)ที่เรารักวันศุกร์และไม่ชอบวันจันทร์

เรารักวันศุกร์ไม่ใช่เพียงเพราะสุดสัปดาห์ใกล้เข้ามา แต่เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเผชิญกับงานที่ท้าทาย กระตุ้นการหลั่ง Slow Dopamine อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงจูงใจยังอยู่ในระดับสูง เมื่อถึงวันศุกร์จึงเกิดความรู้สึกโล่งใจและตื่นเต้นจนต้องอุทาน Thank God It’s Friday!

และเหตุผลที่เราเกลียดวันจันทร์ ก็อาจไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ชอบงานที่ทำอยู่ แต่เป็นเพราะว่าวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เราอาจทำกิจกรรมที่สร้าง Quick Dopamine เยอะเกินไปจนนำไปสู่ Dopamine Crash ที่ทำให้เรามี Monday Blues นั่นเอง

อย่างที่บอกไปว่าเหตุผลเหล่านี้คงไม่ได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน บางคนก็ไม่อยากไปทำงานเพราะว่าไม่ชอบงานนั้นหรือไม่อยากเจอคนที่ทำงานจริงๆ

แต่สำหรับใครที่มีงานที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่โอเค แล้วยังพบว่าตัวเองมีอาการขยาดวันจันทร์เป็นครั้งคราว ก็ขอให้ลองสังเกตตัวเองดูว่ามันเกิดจากการที่เราใช้ชีวิตช่วงสุดสัปดาห์ที่เอื้อต่อการเกิด Dopamine Crash หรือไม่

หากเราอยากรู้สึกดีกับวันจันทร์หรือแม้กระทั่งกับทุกวันให้มากกว่าเดิม ก็ขอให้ระลึกไว้เนืองๆ ว่าการทำสิ่งที่ยากและมีความหมายนั้นมีรางวัลเป็นของตัวเอง และการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสำราญนั้นก็มีบทลงโทษในตัวมันเองด้วยเช่นกัน

ขอให้ใช้ชีวิตช่วงสุดสัปดาห์นี้ในการทำให้เราเป็นคนที่รักวันจันทร์มากขึ้นนะครับ


ขอบคุณความรู้เรื่องโดพามีนจากหนังสือ The Dose Effect by TJ Power และพ็อดแคสต์ The Diary of a CEO with Dr.Anna Lembke (author of Dopamine Nation)