The Curious Case of Benjamin Button คือหนึ่งในหนังที่ผมรัก
หนังเรื่องนี้แสดงนำโดย Brad Pitt (แสดงเป็น เบนจามิน บัตตัน) และ Cate Blanchett (แสดงเป็น เดซี่)
เบนจามิน บัตตันเกิดในคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 ซึ่งตรงกับวัน Armistice Day หรือวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1
ความแปลกประหลาด (the curious case) ของเบนจามิน คือเกิดมาแล้วก็แก่เลย เป็นเด็กทารกที่หน้าตาเหี่ยวย่นเหมือนชายชราอายุ 85 ปี
อีกหนึ่งความแปลกประหลาดของเด็กชายเบนจามิน ก็คือนาฬิการ่างกายของเขานั้นเดินถอยหลัง ตอนแรกเขาต้องนั่งรถเข็น แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไม้เท้า ก่อนจะเริ่มเดินได้ด้วยตัวเองในวัย 7 ขวบ (อายุร่างกาย 85-7 = 78)
พอเบนจามินอายุ 12 ขวบ เขาก็ได้พบกับเดซี่ที่เด็กกว่าประมาณ 5 ปี และนั่นคือรักแรกพบของเบนจามิน
แล้วโชคชะตาก็พาให้เบนจามินต้องเดินทางไกลไปกับเรือลากจูง ไปอาศัยอยู่ในรัสเซีย และไปเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง กว่าจะได้กลับมาอเมริกาและเจอเดซี่อีกครั้งก็ปี 1947 ที่เบนจามินอายุ 29 ปี (แต่ว่าร่างกายเหมือนคนอายุ 85-29 = 56 ปี) ส่วนเดซี่นั้นเป็นสาวสะพรั่งอายุเพียง 24 และกำลังไล่ตามความฝันของการเป็นนักบัลเล่ต์มืออาชีพ
ปี 1954 เดซี่ในวัย 31 ปี ประสบอุบัติเหตุจนทำให้ไม่สามารถเต้นบัลเล่ต์ได้อีก เบนจามินพยายามไปเยี่ยมเดซี่ แต่เธอก็ผลักไสเขาเพราะไม่อยากให้เห็นสภาพของตัวเอง
ปี 1962 เบนจามินอายุ 44 ปี (แต่อายุร่างกายคือ 85-44 = 41) ก็ได้กลับมาเจอกับเดซี่ในวัย 39 ปี นี่คือช่วงที่เวลาของทั้งคู่ “เคลื่อนเข้าใกล้กันมากที่สุด” จึงได้ลงเอยใช้ชีวิตร่วมกัน
ปี 1967 เดซี่เปิดโรงเรียนสอนบัลเล่ต์และบอกข่าวดีกับเบนจามินว่าเธอตั้งครรภ์ ปีถัดมาเธอก็ให้กำเนิดลูกสาวนามแคโรไลน์ แต่เบนจามินรู้ตัวว่าเขาไม่น่าจะเป็นพ่อที่ดีได้ เพราะเขามีแต่จะเด็กลงเรื่อยๆ และจะกลายเป็นภาระให้เดซี่ในภายหลัง เบนจามินจึงขายทรัพย์สินและยกให้กับเดซี่ทั้งหมดก่อนจะออกเดินทางไกลอีกครั้งอย่างเงียบๆ ในทศวรรษ 1970
วัยของทั้งสองห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เดซี่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนและวัยเกษียณ ส่วนเบนจามินก็หนุ่มขึ้นทุกปี จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1990 เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์พบเบนจามินในร่างเด็กชายวัย 13 ปีที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อม เดซี่จึงตัดสินใจย้ายเข้าบ้านคนชรา และดูแลเบนจามินจนกระทั่งเขาจากไปในร่างกายของเด็กทารก
และนี่คือความแปลกประหลาดของเบนจามิน บัตตัน ที่เวลาเดินสวนทางกับคนอื่น
แม้จะผูกพันกันตั้งแต่เด็กจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต แต่เบนจามินกับเดซี่ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแค่ 6-7 ปีเท่านั้น (1962-1969) นี่คือช่วงชีวิตที่คาบเกี่ยวกัน เป็น golden window ที่แสนสั้นและเปี่ยมไปด้วยความทรงจำที่ดี
ช่วงนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายของผมอายุ 8 ขวบแล้ว
ใกล้รุ่งเริ่มเรียนเตะบอลมาได้ประมาณปีกว่าๆ และชอบบอกผมว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นนักฟุตบอลระดับโลก
วันไหนที่ผมทำงานที่บ้าน ถ้าตอนเย็นไม่ติดประชุม ผมจะแวบไปเตะบอลกับใกล้รุ่งประมาณ 30-45 นาทีตรงสวนหย่อมในหมู่บ้าน
ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งบอลเลียดพื้นกันไปมา หรือไม่ผมก็จะโยนบอลให้เขาพยายามใช้เท้าจับบอล อาจจะมีฝึกทำชิ่งกันบ้าง หรือถ้าเหนื่อยสุดก็คือให้เขาพยายามแย่งบอลจากเท้าของผม
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นว่าใกล้รุ่งเตะบอลได้ดีขึ้นมาก ส่งบอลได้ตรงเป้าและมีน้ำหนัก เก่งกว่าผมตอน 8 ขวบมากมายนัก
และผมก็คิดได้ว่าใกล้รุ่งคงจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผมนั้นมีแต่จะทักษะเท่าเดิมหรือด้อยลงตามร่างกายที่อยู่ในวัยสี่สิบกลางๆ
ถึงจุดหนึ่งใกล้รุ่งก็จะเก่งทันผม เราน่าจะเล่นบอลอยู่ทีมเดียวกันได้สักประมาณ 3-4 ปี ก่อนที่ผมจะเข้าสู่วัย 50 ต้นๆ และไม่สามารถวิ่งทันเด็กหนุ่มอายุ 15 ได้อีกต่อไป
เวลาของผมกับใกล้รุ่งจึงเดินสวนทางกัน
หรืออีกนัยหนึ่ง ลูกคือ Benjamin Button ของพ่อแม่นั่นเอง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ทำให้ตระหนักว่า ช่วงเวลาที่อายุเราจะคาบเกี่ยวกัน ที่ยังสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้นั้นน่าจะสั้นและมีความเป็น golden window ไม่ต่างจากที่เบนจามินมีกับเดซี่เหมือนกัน
เมื่อใกล้รุ่งเป็น Benjamin Button ของผม ผมเองก็เป็น Benjamin Button ของพ่อแม่เช่นกัน ซึ่งถ้าโชคดีเราก็ยังมี golden window ที่พอจะทำอะไรและไปไหนต่อไหนด้วยกันได้อีกสัก 10 ปี
หากเรามีบางคนเป็น Benjamin Button ในชีวิต หรือเราเป็น Benjamin Button ของใครบางคน ก็ขอให้ระลึกได้เนืองๆ ว่านี่คือโอกาสอันแสนสั้นที่จะได้สร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันครับ
ป.ล. * ฉากที่เดซี่โดนรถชน อันเกิดจากปัจจัยหลากหลายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผมนึกถึงคอนเซ็ปต์สำคัญใน Fluke – หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2024 ที่บอกว่าหากเราเปลี่ยนปัจจัยอะไรแม้แต่นิดเดียว เรื่องราวทุกอย่างก็อาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย
