พุทธคยาจาริก (ตอนที่ 1)

ผมเพิ่งกลับมาจากพุทธคยาครับ

พุทธคยาเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ใกลัเมืองคยา (Gaya) ในรัฐพิหารทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

ช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม การบินไทยมีบินตรงจากกรุงเทพถึงคยา ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ไกลกว่าบินไปสิงคโปร์เพียง 30 นาที

จะว่าไปก็น่าแปลก ที่ผมเคยได้ไปเยือนนครวาติกันถึงสองครั้ง แต่ไม่เคยไปพุทธคยาเลย และเชื่อว่าชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็น่าจะเป็นอย่างผม ที่ได้ไปเยือนมหาวิหารสำคัญของชาวคริสต์ก่อนจะได้ไปเยือนสังเวชนียสถานของชาวพุทธอันได้แก่ลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (ตรัสรู้) สารนาถ (ปฐมเทศนา) และ กุสินารา (ปรินิพพาน)

ผมเองเคยมีความคิดที่อยากจะมาเยือนพุทธคยาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความปรารถนาที่ “เอาไว้ก่อน” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเดินทางมาอินเดียมันดูน่าจะลำบาก ทั้งเรื่องของกิน ห้องน้ำ การเดินทาง และการรับมือกับคนอินเดีย

อีกส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเชื่อว่า ไม่ได้มีความจำเป็น เพราะถ้าเราตั้งใจจะปฏิบัติภาวนาเสียอย่าง จะทำที่ไหนก็คงเหมือนๆ กัน

“มันไม่เหมือนกันหรอกนะ” หลวงพ่อแห่งวัดเนรัญชราวาส ซึ่งคณะของเราเข้าไปเยี่ยมในวันที่สองของการเยือนพุทธคยากล่าว

“เวลากินอ้อย โคนอ้อยกับปลายอ้อยมันหวานไม่เท่ากัน” หลวงพ่ออธิบายต่อ

การมาที่พุทธคยา จึงเป็นการได้มาลิ้มรสอ้อยถึงต้นทาง ได้มานั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในจุดที่เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ได้มากราบพระพุทธเมตตา ได้มาเห็นบรรยากาศของพระสงฆ์องค์เจ้าและสาธุชนจากหลากหลายประเทศมารวมตัวกัน

เสียงบทสวดที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นนโมตัสสะฯ อรหังสัมมาฯ หรือ อิติปิโสฯ ล้วนถูกเอื้อนเอ่ยอย่างอื้ออึง แม้ถ้อยคำจะเหมือนกัน แต่จังหวะและลีลากลับแตกต่างไปจากที่เราคุ้นหู นี่คือโรงมหรสพแห่งศรัทธาที่ต้องไปสัมผัสเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

มันทำให้เราได้สัมผัสถึงความมีอยู่จริงของบุรุษผู้หนึ่งที่สอนให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าสามารถพบความสุขที่แท้จริงได้


เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

คณะของเรามีกันอยู่ 16 คน โดยมี “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นหัวหน้าคณะ และ “เชอรี่” เข็มอัปสร สิริสุขะ เป็นรองหัวหน้า

เมื่อต้นปี 2568 ผมมีโอกาสได้ร่วมรับประทานอาหารกับพี่ก็ จึงได้สอบถามเรื่องการภาวนา และได้ฟังวรรคทองจากพี่ก็:

“เพราะสิ่งต่างๆ มันอนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก”

(อ่านต่อได้ในบทความ “เป็นผู้นำต้องบริหารใจคน“)

ผมเห็นว่าพี่ก็เพิ่งไปเยือนพุทธคยามาเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผมเลยบอกพี่ก็ว่า ถ้าพี่ก็จะไปอีกครั้ง ผมขอโอกาสร่วมคณะไปด้วยนะครับ

มารอบนี้ผมกับผึ้ง (ภรรยา) จึงมีโอกาสได้ร่วมเดินทางมาด้วยในวันที่ 8-12 มกราคม 2569

เพื่อไม่ให้หลงลืม ผมขอจดชื่อของทุกคนที่ร่วมคณะนี้ไว้เสียหน่อย

พี่ก็ พี่เม่น พี่เด่น พี่แตง พี่ปุ้ย พี่ชาย พี่ณัฐ พี่ต้า พี่ปลา เชอรี่ ผึ้ง รุตม์ จอย เตย มล ภูมิ

หญิง 9 ชาย 7 รวมเป็น 16 เวลาขึ้นรถริกชอว์ (ตุ๊กตุ๊กอินเดีย) คันละ 4 คนได้พอดีไม่ต้องกลัวว่าจะตกหล่นใคร

ผู้โดยสารริกชอว์

ก่อนออกเดินทาง พี่ก็ (ผู้มาพุทธคยาเกิน 10 ครั้ง) และเชอรี่ (ที่เคยมาเยือนแล้ว 2 ครั้ง) ช่วยบรีฟพวกเราว่าเราควรเตรียมอะไรมาบ้าง

เครื่องกันหนาว หมวกมุ้ง ยากันยุง หน้ากากกันฝุ่น เบาะรองนั่งสมาธิ ผ้าใบรองนั่ง ถุงเท้าดำ (เพราะต้องถอดรองเท้าเดินในบริเวณวัด) และแว่นตาดำ (ใส่ป้องกันการสบตาเวลาเด็กๆ มาขอเงินหรือผู้ใหญ่มาขายของ)

เมื่อปี 2013 เกิดเหตุวางระเบิด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงไม่อนุญาตให้นำมือถือหรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เข้าไป จึงต้องซื้อนาฬิกาเข็มราคาร้อยกว่าบาทไปใช้ตอนอยู่ในวัด ส่วนกล้องถ่ายรูปดิจิตัลหรือ DSLR เอาเข้าได้ แต่ต้องซื้อบัตร 100 รูปี (35 บาท)

ส่วนเรื่องโรงแรม แค่คิดว่าต้องนอนโรงแรมในอินเดียก็หวั่นๆ แต่ไม่นานมานี้มีโรงแรม Hyatt Place Bodh Gaya มาเปิด นั่งรถเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงวัด เราจึงมาพักที่นี่กัน ราคาอาจจะสูงหน่อย แต่คุ้มค่าเพราะห้องพักสะอาด อาหารอร่อย บริการดีเยี่ยม รู้สึกปลอดภัย

เรามีไกด์นำทางชื่อ “รามจี” ของบริษัททัวร์ Magadh Travels & Tours ที่พี่ก็ใช้บริการมา 15 ปีแล้ว รามจีน่าจะอายุประมาณสี่สิบปลายๆ มีหนวดจุ๋มจิ๋ม ผิวคมเข้ม หน้าตาใจดี มีเงินรูปีให้แลก

จริงๆ ถ้าจะมาพุทธยา จะไม่แลกเงินมาเลยก็ยังได้ เพราะที่นี่เขารับเงินไทยเกือบทุกร้าน ส่วนผมเองก็แลกเงินกับรามจีแค่ครั้งเดียว 200 บาท แลกได้ 560 รูปี เอาไว้ซื้อบัตรเอากล้องเข้าวัดเป็นหลัก ส่วนการเดินทางก็เป็นรถบัสของบริษัททัวร์ตลอด จะมีขึ้นริกชอว์บ้างก็ตอนที่จะเข้าไปที่วัดหลักในพุทธคยา (main temple) เท่านั้น เพราะเขาไม่ให้รถใหญ่เข้า

พี่ก็แนะนำว่า ถ้าได้อ่าน “จาริกบุญ-จารึกธรรม” โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็จะเป็นการเตรียมตัวที่ดี ผมเองมีซื้อหนังสือมาสักพักใหญ่ (หลังจากที่ “ปัง” น้องที่ไปกับพี่ก็เมื่อรอบที่แล้วพูดถึงหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน) แต่ก็เล่มหนามาก จึงยังอ่านไปได้ไม่ถึงไหน โชคดีที่ผมกับแฟนมีพ็อกเก็ตบุ๊คอีกเล่มคือ “Buddhist Holy Day หนีตามพระพุทธเจ้า” ที่เขียนโดยโจ้ บองโก้ และ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ที่เล่าเรื่องมาสักการะสังเวชนียสถานเช่นกัน

อีกสองอย่างที่สำคัญคือต้องทำ e-Visa ซึ่งขอบอกว่าเว็บไซต์ล่มบ่อยมาก แนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าตอนกรอกใบสมัครให้ก๊อป application ID เอาไว้ ถ้าเกิดมันค้างจะได้ไม่ต้องกรอกใหม่ตั้งแต่เริ่ม อีกอย่างที่ช่วยได้คือใช้เว็บช่วงดึกๆ หรือตอนเช้าตรู่ก็จะเสถียรกว่า ใช้เวลาไม่กี่วันก็จะได้เมลตอบว่าวีซ่าผ่านแล้ว ต้องกดเข้าไปพิมพ์ออกมา

ก่อนวันเดินทาง ควรทำ Arrival Card อันนี้รวดเร็วไม่มีอะไร แต่ต้องพิมพ์ออกมาเช่นกัน ตอนตรวจคนเข้าเมืองเขาจะขอดูทั้งพาสปอร์ต e-Visa และ Arrival Card


วันที่ 1 – มหาโพธิเจดีย์-ต้นพระศรีมหาโพธิ์-พระพุทธเมตตา

เรามีเรื่องให้ลุ้นตั้งแต่วันออกเดินทาง ไฟลท์ 11 โมงเช้า แต่คนที่มาถึงตอน 8.30 กลับพบว่าเคาท์เตอร์ยังไม่เปิด ให้มาเช็คอีกทีตอน 9.30 เหตุเพราะว่าที่กายาหมอกลงหนา ยังไม่แน่ว่าเครื่องจะลงจอดได้หรือไม่ แต่พอถึงเวลา 9.20 เคาท์เตอร์ก็เปิด และเครื่องก็ได้ออกบินตอนเที่ยงกว่าๆ ในเครื่องมีแถวว่างเยอะมาก ผู้โดยสารน่าจะประมาณ 60% ของความจุเท่านัั้น ซึ่งก็ขอขอบคุณการบินไทยมา ณ ที่นี้ที่ยังจัดเที่ยวบินรูทนี้อยู่ เพราะคุณค่าของไฟลท์ Bangkok-Gaya นี้มากกว่าแค่กำไร-ขาดทุนทางการเงิน

ถึงสนามบิน Gaya ที่เวลาช้ากว่าเรา 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็มีรถทัวร์ 24 ที่นั่งและรามจีไกด์ผู้แสนดีมารอรับ จากสนามบินถึงโรงแรมใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที เช็คอินเรียบร้อยก็ลงมากินข้าวเย็นและเตรียมออกไปเยือนวัดเป็นครั้งแรกตอนทุ่มตรง

รายชื่อเมนูอาหารมื้อแรกในพุทธคยาที่ถ่ายจากมือของรามจี

ลงจากรถบัส รามจีก็เรียกรถริกชอว์ 4 คันมาจอด ทุกคนต้องรีบกระโดดขึ้นรถไปรอ ก่อนที่รามจีจะเดินจ่ายตังค์จนครบแล้วรถก็ออกเดินทาง

ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงบริเวณหน้าวัดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีขอทานทั้งหญิง ชายและเด็ก ผู้พิการ คนขายของที่ระลึก คณะทัวร์ คณะสงฆ์จากหลากหลายประเทศ เรียกได้ว่าวุ่นวายจอแจตั้งแต่หน้าประตู

รามจีวิ่งไปซื้อบัตรเอากล้องเข้าวัดให้ผม จากนั้นเราก็ไปต่อคิวที่แยกหญิงชาย มีเครื่องเอ็กซ์เรย์กระเป๋าและมีคนคอยตรวจร่างกายไม่ต่างอะไรจากตอนอยู่สนามบิน ถ้าจะต่างก็คือที่วัดนี้มีถึงด่านตรวจถึงสองรอบ และแถวของผู้หญิงมีผ้าม่านคล้ายๆ ห้องลองเสื้อผ้าเพื่อความเป็นส่วนตัวในการตรวจร่างกาย

เมื่อเดินไปถึงบริเวณวัด เห็นมหาโพธิเจดีย์อยู่ห่างออกไปราว 50 เมตร ผมก็ตกใจพร้อมอัศจรรย์ในความสวยสง่าของตัวเจดีย์ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเจดีย์ทรงนี้มาก่อน แล้วก็นึกได้ว่าหน้าตาคล้ายๆ กับวัดธรรมมงคลตรงสุขุมวิท 101 (ปุณณวิถี) มาอ่านประวัติดูทีหลังถึงได้รู้ว่าวัดธรรมมงคลได้แรงบันดาลใจมาจากที่นี่

เราถอดรองเท้าแตะและเดินเข้าไปใกล้ตัวเจดีย์ที่มีพระพุทธเมตตาประดิษฐานอยู่ เรายังไม่ได้เข้าไปในตัวเจดีย์เพราะคิวยาวเหยียด แล้วเดินตามเข็มนาฬิกาไปจนกระทั่งเจอกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ คณะของเราจึงนั่งลงปูเสื่อและนั่งลงปฏิบัติภาวนาบริเวณนั้น

ความอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ก็คือบริเวณใต้ต้นโพธิ์นี้ไม่ได้มีที่ว่างให้นั่งเยอะมากนัก เต็มที่ไม่น่าเกิน 50 คน แต่เรามาที่นี่ 6 ครั้งในก็มีพื้นที่ว่างให้นั่งทุกครั้ง ทั้งที่มีคนมาเยือนวันละหลายพันคนเป็นอย่างน้อย

บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ผมไม่เคยนั่งสมาธิอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ ที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญ ทั้งฆราวาสและนักบวช ไหนจะมีหมาวัดอีกหลายตัวที่วิ่งไปวิ่งมารอบเจดีย์ มีขู่ฮึ่มๆ จะกัดกันอยู่ใกล้ๆ ขณะที่เรากำลังนั่งขัดสมาธิหลับตา มีชาวธิเบตไหว้พระด้วยท่าอัษฎางคประดิษฐ์ที่ต้องไหว้แล้วนอนแนบตัวลงไปกับพื้น ลุกขึ้นยืน เดินหนึ่งก้าว แล้วก็ไหว้ด้วยท่าเดิม มีเสียงพระไทย พระธิเบต พระภูฐาน พระพม่า และอีกหลายสัญชาติสวดพระพุทธมนต์ กลิ่นกำยานฟุ้งๆ ยุงเยอะๆ อากาศหนาวยะเยือกที่ 12 องศา ไม่มีความเป็นสัปปายะแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้นผม (และน่าจะเกือบทุกคนในคณะ) กลับรู้สึกว่าเรานั่งภาวนาได้ และนั่งได้นานกว่าปกติด้วย

อาจจะเพราะพลังศรัทธาที่มารวมกันตรงนี้ อาจจะเพราะมีพระบรมสารีริกธาตุประดับอยู่ อาจเป็นเพราะเราอินกับต้นพระศรีมหาโพธิ์และเรื่องราวเล่าขานที่เคยอ่านเคยฟังแต่ในตำราและในตำนาน แต่ตอนนี้เราได้มานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้นจริงๆ

ถามว่าได้สัมผัสอะไรพิเศษหรือเปล่า ก็ไม่ ถามว่าชอบบรรยากาศแบบนี้มั้ย ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่ที่แน่ๆ มันคือประสบการณ์ที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

ประมาณสองทุ่มครึ่ง ผู้คนเริ่มซาลง คณะของเราเข้าไปในตัวเจดีย์เพื่อกราบพระพุทธเมตตา นำพานพุ่มสีชมพูที่เชอรี่เตรียมจากเมืองไทยมาถวาย พี่ก็บอกว่าพระพุทธเมตตาท่านศักดิ์สิทธิ์มาก หากอยากได้อะไรให้ตั้งจิตอธิษฐานกับท่าน (การอธิษฐานไม่ใช่การขอ แต่คือการแสดงความตั้งใจว่าเราจะทำอะไร)

เราเดินรอบเจดีย์กันอีกหน่อย ก่อนจะมาถ่ายรูปร่วมกันโดยมีรามจีเป็นตากล้อง วินาทีที่รามจีกดชัตเตอร์ ผมรู้สึกขึ้นมาเองว่า “เราไม่ได้ถ่ายรูป/บันทึกภาพนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก” พวกเราน่าจะเจอกันที่ไหนมาก่อนถึงได้มารวมตัวกันที่มหาโพธิเจดีย์แห่งนี้

ก่อนออกจากวัด พวกเราเดินไปสระมุจลินท์ขนาดใหญ่ที่มีพระพุทธเจ้าปางนาคปรกอยู่กลางสระ มองไปด้านขวามีสิ่งประดิษฐ์คุ้นตาคือกังหันชัยพัฒนา ถ่ายรูปกันอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากวัด กระโดดขึ้นรถริกชอว์มาขึ้นรถบัสกลับเข้าโรงแรม


วันที่ 2 – ดงคสิริ-เนรัญชราวาส-วัดไทยพุทธคยา

เราออกจากโรงแรมตอนตี 4.45 เพื่อไปนั่งปฏิบัติที่วัดเช่นเดิม (วัดเปิดตีห้าถึงสามทุ่ม)

ก่อนออกจากโรงแรม เชอรี่ รองหัวหน้าทัวร์ที่จะช่วยสอดส่องดูแลทุกคนในคณะ เจอผมกับผึ้งพอดี เชอรี่เลยทักผึ้งว่าเสื้อผ้าที่ใส่มาอุ่นพอมั้ย ข้างในมีเสื้อ heattech รึเปล่า ผึ้งตอบว่าใส่เรียบร้อย

ตอนแรกนึกว่ามาตอนเช้าคนจะน้อยกว่าตอนค่ำ แต่ปรากฎว่ามีกลุ่มชาวธิเบตจำนวนมากมาต่อคิวยาวรออยู่แล้ว แถวผู้ชายสั้นกว่าเลยได้เข้าไปก่อน ส่วนกลุ่มผู้หญิงต้องต่อแถวยาวหน่อย ผมบอกแฟนไปว่าซักตีห้าครึ่ง จะออกไปรอรับหน้าเจดีย์ (เพราะเบาะรองนั่งอยู่กับผม)

ผมมาถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วก็กะว่าจะนั่งซัก 10-15 นาทีแล้วค่อยออกไปรับ แต่ปรากฏว่านั่งเลยเวลา แฟนไปรอแล้วไม่เจอจึงเดินเข้ามาตามหาผม ที่เล่าให้ฟังเพื่อจะบอกว่า ถ้าใครมาเป็นคู่แล้วต้องพลัดกันตรงทางเข้า ให้มาเจอกันที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เลยน่าจะง่ายที่สุด เพราะทุกคนนั่งสงบเรียบร้อย หาตัวเจอง่ายแน่นอน

ตอนเช้าหนาวกว่าตอนกลางคืน อุณหภูมิประมาณ 7 องศา นั่งไปก็คิดขึ้นได้ว่าสมัยพุทธกาลไม่มี heattech พระท่านทนหนาวขนาดนี้ได้ยังไง

เราอยู่ที่วัดถึง 7 โมงเช้า ก่อนจะกลับเข้าโรงแรมมาอาบน้ำ รับประทานอาหารเช้า และออกไปยัง “ดงคสิริ” ซึ่งเป็นที่ที่เชื่อกันว่าสมณโคดมบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยมีปัญจวัคคีย์คอยปรนนิบัติ จนกระทั่งท่านได้พบว่านี่ไม่น่าจะใช่ทางที่ถูกต้อง จึงเริ่มกลับมาเสวยอาหารอีกครั้งจนปัญจวัคคีย์เสื่อมศรัทธาและตีจากไป

จุดที่เราจะไปต้องเดินขึ้นเขา พอเราลงจากรถบัสเด็กๆ ก็กรูเข้ามาขอเงิน โชคดีที่เรามีแว่นตาดำ และนึกถึงคำที่พี่ก็หัวหน้าทัวร์ย้ำว่าห้ามให้เงินหรือให้ขนมเด็กๆ เพราะถ้าให้หนึ่งคน ที่เหลือจะกรูเข้ามารุมล้อมทันที เราจึงต้องทำตัวเหมือนคนไม่มีอัธยาศัยเดินตรงไปอย่างมีจุดหมาย แต่ก็มิวายมีเด็กคนหนึ่งเดินตามพี่ปุ้ยที่หน้าตาใจดีที่สุดในกลุ่มตลอดทางที่ขึ้นมา

จุดที่เราเข้าไปไหว้เป็นถ้าเล็กๆ มี “พระพุทธรูป” ที่เป็นสมณะโคดมที่ร่างกายผ่ายผอมจนหนังหุ้มกระดูกนั่งสมาธิอยู่ ก่อนจะออกมาถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

ลงจากดงคสิริ เราก็ไปต่อที่ Sujata Temple หรือวัดนางสุชาดา วัดเล็กๆ ที่แทบจะเรียกว่าวัดไม่ได้ด้วยซ้ำ มีหุ่นปั้นแสดงเหตุการณ์ที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่สมณโคดม ด้านหน้าตรงบันไดมีคนท้องถิ่นมาขอเงิน แต่ด้านในเงียบสงบ มองผ่านกำแพงวัดออกไปเป็นทุ่งนาข้าวกว้างใหญ่ ลมโกรกเย็นสบาย พวกเราจึงนั่งลงภาวนาอยู่ครู่ใหญ่

ที่อยากจะโน้ตไว้เสียหน่อยก็คือรูปปั้นพระพุทธเจ้าและนางสุชาดานั้นเป็นสไตล์ “บ้านๆ” มากๆ ไม่ได้มีความงดงามหรือฝีมือทางวิจิตรศิลป์ แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธนั้นมีที่ยืนในอินเดียน้อยมาก

ออกจากวัดนางสุชาดา เราผ่านสถูปนางสุชาดาที่มีขนาดใหญ่โต และน่าจะเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยได้มาสักการะ

ระหว่างทริป พี่ก็มีเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมาพุทธคยาช่วงวันวิสาขบูชา อากาศร้อนถึง 47 องศา อยู่ข้างนอกแทบไม่ได้ ทำได้แค่ออกมาปฏิบัติที่มหาโพธิเจดีย์ตอนเช้าตรู่ ระหว่างวันต้องเก็บตัวอยู่ในที่พัก แล้วตอนค่ำค่อยออกไปที่เจดีย์อีกครั้ง

ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ในวันที่สมณโคดมตรัสรู้เมื่อสองพันหกร้อยปีที่แล้ว อากาศจะร้อนอบอ้าวขนาดไหน

จุดหมายต่อไปของเราคือวัดเนรัญชราวาส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้วัดนี้ ที่มีความหมายว่า “วัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา”

ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 นางสุชาดานำข้าวมธุปยาสมาถวายสมณโคดม เมื่อเสวยเสร็จแล้วท่านได้ทรงนำถาดทองคำที่ใส่ข้าวมธุปายาสนั้นไปลอยน้ำในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิษฐานว่า ถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองคำนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป

เราแวะเข้าห้องน้ำที่วัดแห่งนี้ และผมก็ได้คำตอบว่าการที่พุทธคยามีวัดไทยมาสร้างอยู่หลายแห่ง ก็เพื่อช่วยให้คนไทยมีจุดแวะพักระหว่างทาง รวมถึงเป็นที่หลับที่นอนสำหรับการมาสักการะสังเวชนียสถานด้วย

เราเข้าไปกราบท่านพระครูวิเศษพุทธกิจบรรหาร เจ้าอาวาสวัดเนรัญชราวาส และได้ฟังเทศน์ที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

  • เป็นเรื่องดีที่เราได้มาเยือนพุทธคยา ถ้าเป็นไปได้ควรจะมาบ่อยๆ
  • คนอาจจะคิดว่าจะปฏิบัติหรือไหว้พระที่ไหนก็เหมือนๆ กัน แต่มันไม่เหมือนกันหรอก เวลากินอ้อย โคนอ้อยกับปลายอ้อยมันหวานไม่เท่ากัน
  • คนอินเดียยากจนมาก ถึงเราจะสอนธรรมะไป แต่ถ้าท้องเขายังหิวอยู่ เขาก็ไม่มีแรงมาสนใจเรื่องธรรมะ
  • หลวงพ่อเคยอยู่วัดไทยที่นิวยอร์ค ฝรั่งเขามีชีวิตที่สะดวกสบาย เลยไม่สนใจเรื่องธรรมะ
  • เราคนไทยโชคดี ที่ไม่ลำบากเกินไป ไม่สบายเกินไป จึงมีทั้งความสนใจและศักยภาพที่จะศึกษาธรรมะได้
  • มาอินเดียมันจะมีอะไรให้เราขัดอกขัดใจได้ตลอด ให้คิดเสียว่ามาไหว้พระ มาสวดมนต์ มาภาวนา แล้วเราจะสบายใจ
  • ถึงชาติหน้าไม่มีจริง การทำทาน รักษาศีล ภาวนา ก็ไม่เสียเปล่า เพราะมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้เลยในวันนี้
  • แต่ถ้าชาติหน้ามีจริง การทำทานจะทำให้เรามีกินมีใช้ การรักษาศีลจะทำให้เราเกิดมาสมประกอบ หน้าตาดี และการภาวนาจะทำให้ภพชาตินั้นสั้นลง
  • อย่าคิดว่าเวียนไหว้ไปเรื่อยๆ แล้วจะหลุดพ้น มันไม่มีทางหลุดถ้าเราไม่ใส่ใจ หลวงพ่ออยู่อินเดียมาสามสิบปีแต่พูดภาษาอินเดียได้นิดเดียวเพราะไม่ได้ใส่ใจกับการเรียนภาษาอินเดีย ดังนั้นให้ใส่ใจกับการภาวนา
  • อย่าประมาทในการทำดี ถึงเล็กน้อยก็ควรทำ อย่าประมาทในการทำชั่ว ถึงเล็กน้อยก็ไม่ควรทำ
  • แต่ละคนมีบทบาทของตัวเอง บทพ่อ บทแม่ บทลูก บทผู้บริหาร บทผู้ประกอบการ เล่นบทบาทของเราให้ดี แต่อย่าไปอินมากนัก เหมือนโรงละครที่พอนักแสดงแสดงจบก็แยกย้ายกลับบ้าน
  • เวลา 10 ปีผ่านไปเร็วมาก แล้วลองคิดดูว่าเราจะมี 10 ปีได้อีกกี่ครั้ง

และประโยคที่ผมประทับใจที่สุด

  • เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเคยพบพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้ว แต่ตอนนั้นเราอาจกำลังวิ่งเล่นอยู่ ไม่ตั้งใจฟังสิ่งที่ท่านสอน ส่วนคนที่ตั้งใจเขาไปนิพพานกันหมดแล้ว พวกเราถือว่าเป็นผู้ที่มาสาย แต่ก็ยังได้อานิสงส์จากครานั้นถึงได้มีโอกาสมาเยือนดินแดนพุทธภูมิในครานี้

เมื่อออกจากวัดเนรัญชราวาส เราได้ไปกราบท่านพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า การได้มาพุทธคยาเหมือนได้มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ นั่นคือพระพุทธเจ้า

ท่านได้เล่าให้ฟังถึงโครงการต่างๆ ที่จะช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “วัดสุวรรณภูมิ” ที่จำลองสังเวชนียสถานเอาไว้ และนักเดินทางสามารถมองเห็นได้จากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนพระภิกษุนานาชาติ บาลี-สันสกฤต” ที่เชิญพระจากสายบาลี (เช่น ศรีลังกา) และสายสันสกฤต (เช่น ทิเบต-อินเดีย) มาทำกิจกรรมร่วมกันที่สวนโมกข์กรุงเทพ และท่านยังเอ่ยปากชวนให้พวกเรามาทำพิธียกช่อฟ้าใบระกาในวันอาทิตย์

กลับถึงที่พัก รับประทานอาหารแล้วเราก็ไปนั่งปฏิบัติที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์จนถึงสามทุ่มเช่นเคย ก่อนจะกลับมาดื่มช็อกโกแล็ตร้อนให้อุ่นท้อง และจับกลุ่มนั่งคุยกับพี่ก็ถึงประสบการณ์ที่พี่ก็เคยบวช พุทธประวัติต่างๆ ความหมายของบางบทสวดที่เราคุ้นเคย และประสบการณ์การภาวนาของแต่ละคนในกลุ่ม ก่อนจะแยกย้ายขึ้นไปพักผ่อนตอนห้าทุ่ม

เป็นอันจบวันที่ 2 ของการมาเยือนพุทธคยา

ตอนหน้า – ซึ่งจะเป็นตอนจบ – ผมจะมาเล่าถึงวันที่ 3-4-5 ที่น่าประทับใจไม่แพ้กันครับ