ผมได้ยินประโยคนี้ครั้งแรกจากการไปทริปของ IMET MAX ที่เมืองจันทบุรีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นประโยคชวนคิด ว่าเวลาของนาฬิกามันมาเกี่ยวพันกับความเป็นตัวกูของกูได้อย่างไร
คนที่แนะนำประโยคนี้ให้เราได้รู้จักคือ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการบริหารแม่ฟ้าหลวง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
พี่ก็เล่าให้ฟังว่ารู้จักคอนเส็ปต์นี้จากนิทรรศการของศิลปินนาม “คามิน เลิศชัยประเสริฐ” ที่เชียงใหม่
เวลาคือสิ่งที่เรา “รู้สึก” อยู่ทุกวัน ถ้าอยากเห็นอัตตาตัวเองให้ชัดๆ ให้ดูความรู้สึกที่เรามีต่อเวลา
หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ร้อนใจ หรือหงุดหงิด รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาเสียเวลากับเรื่องนี้ นั่นแสดงว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญ (priority) กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่อัตตาของเรากำลังให้ค่ากับสิ่งอื่นมากกว่า
ผมนึกถึงตัวเองเวลาที่กำลังเขียนบล็อกแบบเข้าด้ายเข้าเข็ม แล้วลูกๆ ก็วิ่งเข้ามาในห้องอยากจะเล่นด้วย บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกขุ่นเคืองใจ แม้ปากจะตอบคำถามลูก แต่สายตาก็ยังจ้องจอมอนิเตอร์อยู่ ถ้ามองลึกลงไป ณ ขณะนั้น อัตตาของผมกำลังให้ความสำคัญกับการเขียนบล็อกมากกว่าการคุยกับลูก
ไม่ได้บอกว่าเราจะต้องสลายอัตตาและอยู่แบบคนไม่ห่วงเวลา เพียงแต่เราสามารถใช้ “การรับรู้ของเวลา” เป็นระฆังเตือนให้เรามองเห็นตัวเอง
เมื่อเห็นตัวเองชัด ด้วยใจที่เป็นกลาง สติก็จะเกิด เราจะเห็นสิ่งตรงหน้าอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่อัตตาเราอยากให้เป็น
ใจที่บีบคั้นจะคลี่คลาย และเราจะทำหน้าที่ด้วยความเบาสบายกว่าเดิมครับ
