หากคิดว่าชีวิตตัวเองมันแย่นัก ขอแนะนำให้รู้จัก Walter Summerford

Walter Summerford เป็นทหารยศพันตรีที่รับใช้กองทัพอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

  1. ในปี 1918 ช่วงปีสุดท้ายของสงครามโลก ขณะที่ Summerford กำลังขี่ม้าในเบลเยี่ยม เขาถูกฟ้าผ่า ซึ่งทำให้ร่างกายนับตั้งแต่บั้นเอวลงมาเป็นอัมพฤกษ์อยู่ 1 ปี
  2. เนื่องด้วยสุขภาพไม่เอื้ออำนวย Summerford จึง early retire แล้วย้ายไปใช้ชีวิตอันแสนสงบใน Vancouver ประเทศแคนาดา ในปี 1924 เขาล่องเรือตกปลาในแม่น้ำและจอดเรือพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ระหว่างที่นั่งเย็นใจอยู่ใต้ต้นไม้ ฟ้าก็ผ่าลงมายังต้นไม้ต้นนั้นและเขาเองก็โดนไปด้วย ร่างกายซีกขวาเป็นอัมพฤกษ์ ต้องพักฟื้นอยู่ 2 ปีถึงจะกลับมาเดินได้
  3. ปี 1930 ระหว่างที่เดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะ เขาถูกฟ้าผ่าเป็นครั้งที่สาม รอบนี้รักษาไม่หาย และเกิดอาการแทรกซ้อนจนเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา ศพของเขาถูกฝังไว้ในสุสาน Mountain View Cemetery ในแวนคูเวอร์
  4. คืนหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1936 หินหลุมศพของ Summerford ก็ถูกฟ้าผ่า

หากคิดว่าชีวิตตัวเองมันแย่นัก ขอแนะนำให้รู้จัก Walter Summerford ชายผู้โดนฟ้าผ่า 4 ครั้ง

นี่สินะที่เรียกว่าฟ้ากลั่นแกล้ง


ขอบคุณข้อมูลจาก The Vintage News: The British officer who was struck by lightning four separate times

ถอดรหัสการทำงานของยอด ชินสุภัคกุล CEO บริษัท LINE MAN Wongnai

เมื่อปี 2018 ผมเขียนบทความ “ถอดรหัสการทำงานของยอด Wongnai” ของคุณยอด ชินสุภัคกุลเอาไว้

เมื่อเดือนกันยายนปี 2020 LINE MAN กับ Wongnai มีการควบรวมกัน ยอดยังได้เป็น CEO เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเรือลำใหญ่ขึ้น

เนื่องในโอกาส LMWN ครบรอบ 2 ปี และเพิ่งระดมทุนรอบใหม่จนขึ้นเป็น Tech Startup ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผมจึงขอนำบทความนี้มา rewrite อีกครั้ง โดยเพิ่ม “กระบวนท่า” ที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากยอดในช่วงสองปีที่ผ่านมาด้วยครับ

—–

เป็นเวลา 17 ปีแล้วที่ผมรู้จักกับยอด ชินสุภัคกุล ซึ่งเป็น CEO และ co-founder ของ Wongnai และ LINE MAN Wongnai

ผมแก่กว่าและเข้า Thomson Reuters มาก่อนยอด เราได้รู้จักกันตอนที่ผมย้ายตำแหน่งจาก software engineer มาเป็น support consultant ซึ่งมียอดเป็นหัวหน้าทีมอยู่ (ด้วยอายุเพียง 22 ปี ยอดเป็นหัวหน้าทีมที่เด็กที่สุดใน Thomson Reuters ประเทศไทย ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น LSEG)

พอปี 2007 ยอดได้ขึ้นเป็นผู้จัดการทีม (ที่เด็กที่สุดอีกเช่นกัน) และผมขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมแทนยอด พอปี 2008 ยอดลาออกเพื่อไปเรียนต่อ MBA ที่ UCLA Anderson School of Management

ปี 2010 ยอดกลับมาเมืองไทยและมีเป้าหมายที่จะทำ startup เพื่อตอบโจทย์ว่าวันนี้กินอะไรดี ยอดชวนเพื่อนวิศวะคอมจุฬาอีก 3 คนมาร่วมกันทำ และชวนเพื่อนในวัยเด็กอีกคนรวมถึงผมมาเป็นผู้ถือหุ้นด้วย เปิดบริษัทชื่อวงใน มีเดีย จำกัด เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2010

ช่วง 2-3 ปีแรก Wongnai ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ แต่ในช่วง 7 ปีต่อมา Wongnai ก็เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด ก่อนจะมาควบรวมกับ LINE MAN ในปี 2020 และเพิ่งได้รับสถานะ unicorn หรือสตาร์ตอัปที่มีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

มีสื่อมากมายที่มาขอสัมภาษณ์ยอดเพื่อเข้าใจวิธีคิดวิธีทำงานของยอด แต่การสัมภาษณ์ทั้งหมดเป็นคำถามจากคนนอกที่มองเข้ามา และคำตอบทั้งหมดก็มาจากปากของยอดเองในมุมของบุคคลที่หนึ่ง

ผมจึงคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ถ้ามี “คนวงใน” ที่เป็น “บุคคลที่สาม” อย่างผมมาเล่าให้ฟังว่า ยอดมีแนวทางการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง

มาเริ่มกันเลยครับ

เทคนิคการทำงาน

ทำงานเร็ว (#speed)

ทุกครั้งที่มีคนถามว่าจุดแข็งของยอดคืออะไร ยอดจะตอบเสมอว่าเขาเป็นคนทำงานเร็ว

“I’m not smarter than most of you, I’m just faster.”

ยอดบอกว่านี่ไม่ใช่ยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า

เร็วในที่นี้เป็นความเร็วในหลายมิติด้วย หนึ่งคือเร็วที่จะลงมือทำ (คิดแล้วทำเลย) สองคือพอเริ่มลงมือทำแล้วก็ทำจนเสร็จอย่างรวดเร็ว สามคือพอเสร็จแล้วก็มีการวัดผลและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว มันคือ build-measure-learn in fast cycle ตามหลักของ Lean Startup และ #InnovateFaster ก็เป็นหนึ่งใน core values ของ LINE MAN Wongnai

To Do List ของยอด

ยอดไม่ได้ใช้ app อะไรที่หวือหวาเลย

To do list หลักๆ ของยอดจะมีแค่สามอย่าง คืออีเมล, แอป Notes ในไอโฟน (ซึ่งซิงค์กับเครื่อง MacBook ที่ยอดใช้ทำงาน) และแอป Reminder

ที่ LMWN เราจะใช้ Google Workspace ดังนั้นอีเมลจึงเป็นระบบแบบเดียวกับ Gmail เวลามีเมลอะไรเข้ามาที่ต้อง take action ในภายหลัง ยอดจะ “ติดดาว” (star) เอาไว้

แอป Notes ยอดเอาไว้จดงานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Q2) ที่น่าสนใจคืองานยากๆ จะอยู่บรรทัดแรกๆ ส่วนงานง่ายๆ จะอยู่บรรทัดล่างๆ แล้วยอดจะไล่ทำจากล่างขึ้นบน

ส่วนแอป Reminder เอาไว้จดงานที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (งาน Q3) เพื่อจะได้ไม่ลืมที่จะทำให้เสร็จภายในเวลานั้น-เวลานี้

เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ ยอดเคยทำงานจน To do list กลายเป็น 0 เป็นสิบครั้งแล้ว ในขณะที่ผมยังไม่เคยทำอย่างนั้นได้เลยซักครั้งตลอดชีวิตการทำงาน

ลืมไม่ใช่ข้ออ้าง

ยอดไม่ใช้สมุดในการจดงาน เพราะมองว่ามีโอกาสตกหล่นสูง และขี้ลืมไม่ใช่เรื่องของนิสัยแต่เป็นเรื่องของความใส่ใจและวิธีการทำงาน

เวลาพูดคุยกันในที่ประชุม หรือคุยโทรศัพท์ หรือคุยกันทางแชท ยอดจะคิดทุกอย่างเป็น action แล้วใส่มันลงใน to do list ทันที

ออกจากการประชุมปุ๊ป ยอดจะ take action ปั๊ป เช่นส่งเมลสรุปหรือเดินไปสั่งงานปากเปล่า รวมถึงมีการจัดลำดับงานใหม่ (reprioritize) เพื่อให้แน่ใจว่างานทุกชิ้นจะยังส่งได้ตรงเวลา  

Inbox Zero เสมอ

ยอดพยายามไม่อ่านเมลซ้ำ (touch email only once) โดยเมลแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

  • อ่านจนกระทั่งรู้ว่าไม่ต้องอ่านก็ได้
  • อ่านแล้ว take action ทันที
  • อ่านแล้ว take action ทีหลัง
  • อ่านทีหลัง

ยอดจะตอบเมลทุกฉบับภายใน 1 วัน ตอบสั้นๆ และขึ้นต้นด้วยใจความสำคัญที่สุดเสมอ

เวลาสั่งงานยอดก็มักสั่งผ่านเมลเพื่อจะได้ไม่ตกหล่นและติดตามผลได้ง่าย หรือบางครั้งก็ใช้การส่งเมลเพื่อย้ำการตัดสินใจหลังจากที่ได้พูดคุยตกลงกันไปแล้ว และหลายครั้งยอดใช้วิธีส่งเมลคุยกันมากกว่านัดประชุมเพราะเร็วกว่ารอให้ทุกคนว่างตรงกัน

และแต่ละวันยอดจะจัดการอีเมลจนเป็น Inbox Zero เสมอ

การใช้ Calendar

  • ใช้ calendar ทุกครั้ง สำหรับ appointments
  • ใช้ calendar สำหรับ deadline สำคัญๆที่พลาดไม่ได้
  • ใช้ calendar สำหรับ block เวลาไว้สำหรับ Q2 task (งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน)
  • ดู calendar ของวันพรุ่งนี้ ล่วงหน้า 1 วัน ทุกวัน
  • ดู calendar ของทั้งสัปดาห์ ตอนต้นสัปดาห์

ไม่ใช้คอมในห้องประชุม

หากมีการประชุมหรือ training ยอดจะขอ (จริงๆ คือสั่ง) ไม่ให้คนใช้คอมเพื่อจะได้มีสมาธิกับการประชุม ถ้าใครมีงานด่วนและสำคัญมากจริงๆ  ยอดจะบอกว่าให้ออกไปนั่งทำงานข้างนอกให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามา

เวลายอดเข้าประชุมที่ตัวเองไม่ต้องเป็นคนนำการประชุม ยอดก็จะไม่ใช้คอมเช่นกัน จะหยิบมือถือขึ้นมาจดเฉพาะตอนที่มี action ที่ต้องเอาไปทำต่อเท่านั้น (แน่นอนว่าช่วง WFH ก็ต้องใช้คอมในการเข้า video call แต่ถ้าเป็นการประชุมที่ออฟฟิศยอดแทบจะไม่เคยพกคอมไปด้วยเลย)


หลักการในการทำงาน

Done is better than perfect

ยอดมักจะยกคำพูดนี้ของ Sheryl Sandberg มาเตือนพนักงานเป็นประจำ

งานหลายๆ อย่างไม่จำเป็นต้องทำให้เรียบร้อยไร้ที่ติ ทำได้ซัก 80-90% ก็โอเคแล้ว โดยเราควรเข้าใจ the law of diminishing returns นั่นคือ เมื่อเลยจุดๆ หนึ่งไปแล้ว คุณภาพของงานที่ได้เพิ่มขึ้นมามันจะไม่คุ้มกับแรงที่ลงไปอีกแล้ว

ยกตัวอย่างเช่นการทำสไลด์ให้ดูดีประมาณ 80% อาจใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่ถ้าจะทำให้เพอร์เฟ็คต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 2 ชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหากสไลด์นั้นถูกใช้เพื่อการพูดคุยกันภายในบริษัทแค่ครั้งเดียว

แม้จะไม่ได้คาดหวังว่ามันต้อง 100% แต่ถ้าคุณทำมาต่ำกว่า 50% ก็จะโดนยอดไล่ให้กลับไปทำมาใหม่เช่นกัน มาตรฐานของเราควรอยู่ที่ประมาณ 70-80% เสมอ

Sometimes perfect is the only option

แต่สำหรับงานที่ต้องออกไปข้างนอก เช่นงานพรีเซนต์ลูกค้าหรือ Press Release ยอดจะซีเรียสมาก เคยมีครั้งหนึ่งที่น้องทีม Corporate Communication ทำ Press Release ออกมาแล้วมีจุดสะกดผิด ยอดบอกกับน้องเลยว่า Press Release นี้ห้ามผิดเด็ดขาด จุดเดียวก็ไม่ได้

มอบหมายงานให้เป็น

ยอดมองว่าการมอบหมายงานคือการให้โอกาสลูกทีม แต่คนที่มอบหมายงานก็ต้องบอกให้ครบด้วยว่าเราต้องการอะไร ส่งภายในเมื่อไหร่ เพราะว่าอะไร

ความยากของงานก็ควรเหมาะสมกับความสามารถของคนคนนั้น หรือเกินความสามารถของเขาไปหนึ่งขั้น เมื่อมอบหมายแล้ว ก็ต้องคอยตรวจงานและให้ฟีดแบ็คอย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งคำสั้นๆ อย่าง “Well done” ก็สำคัญและมีความหมายต่อลูกทีมมาก

Customize การพูดคุยกับแต่ละทีม

ฝรั่งมีคำพังเพยที่ว่า “If all you have is a hammer, everything looks like a nail.” คือถ้าเรามีแต่ค้อน เราเห็นอะไรก็จะอยากทุบไปหมด เปรียบเหมือนผู้นำที่จัดการทุกคนด้วยสไตล์เดียวกันหมด

นับตั้งแต่ LINE MAN รวมกับ Wongnai ยอดไม่ได้มีแค่ค้อน แต่น่าจะมีเครื่องมือช่างเกือบครบชุด เพราะยอดจะ manage คนแต่ละคนและทีมแต่ละทีมด้วยวิธีแตกต่างกัน

ในช่วงปีแรก ยอดใจดีกับทีมงานที่มาจาก LINE MAN มากกว่าทีมที่มาจาก Wongnai เพราะว่าสำหรับทีมไลน์แมน ยอดถือเป็นผู้บริหารคนใหม่ จึงต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อใจกันพอสมควร

ยอดมักใจดีกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (น้องผู้หญิงบางคนอาจถามว่า “นี่ถือว่าใจดีแล้วเหรอ?” คำตอบคือใช่ครับ นี่คือใจดีแล้ว) ผมเคยอ่านบทความที่ยอดเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาเคยเรียนโรงเรียนชายล้วนซึ่งปลูกฝังว่าผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิง 

อีกอย่างคือยอดค่อนข้างเกรงใจคนที่ทำงานเก่ง แทบไม่เคยดุเลย เพราะคนเก่งนั้นหากทำพลาดก็จะรู้ตัวดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปตอกย้ำซ้ำเติมอะไร ถ้าไปดุด่าเขาแบบไม่ให้เกียรติกันก็อาจได้ผลลัพธ์ที่แย่ลงด้วยซ้ำ

Strong Opinions, Loosely Held

เวลาประชุม ยอดมักมีความเห็นที่ชัดเจนเสมอ ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกเลยว่าไม่ชอบ

ยอดเคยบอกผมว่าเขาไม่ใช่คนเอาแต่ใจนะ เขาแค่เป็นคน “มีความเห็น” (opinionated) เท่านั้นเอง

An opinionated person is certain about their beliefs and expresses their ideas strongly and often.

พอเป็นคนที่มีความคิดเห็นที่ชัดเจน แถมตัวเองก็เป็น CEO ด้วย บางทีก็ทำให้น้องๆ ไม่ค่อยกล้าเห็นต่างเท่าไหร่

แม้ความคิดเห็นจะแรงกล้า แต่ถ้าได้ข้อมูลใหม่มายอดก็พร้อมเปลี่ยนใจได้เสมอ

ฟังดูเหมือนคนโลเล แต่อาจเป็นเพราะยอดทำสตาร์ตอัพที่อยู่กับความไม่แน่นอนมาโดยตลอด จึงกลายเป็นคนที่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดเมื่อได้ข้อมูลชุดใหม่ที่ลบล้างหรือท้าทายความเชื่อชุดเดิม

“When the facts change, I change my mind. What do you do, sir?”

Johan Maynard Keynes

ไม่กลัวที่จะเป็นตัวร้าย

คำหนึ่งที่เหมาะกับยอดมากคือ “Disagreeable Giver” 

และคำหนึ่งที่ยอดไม่เป็นเลยก็คือ “People Pleaser”

Adam Grant ที่เขียนหนังสือ Think Again บอกว่า การเป็นคน disagreeable ในที่ทำงานนั้นมีประโยชน์ เพราะคนแบบนี้จะเป็นคนที่คิดอะไรด้วยตัวเอง (independent thinker) และมองเห็นปัญหาก่อนคนอื่น เขาพร้อมที่จะทำสิ่งที่คิดว่าถูกต้องแม้ว่ามันจะทำให้มีคนไม่พอใจก็ตาม

ยอดมักตั้งคำถามที่ทำให้คนทั้งห้องประชุมต้องนิ่งเงียบ และหากมีลูกน้องทำงานมาไม่ได้มาตรฐานยอดก็ไม่ลังเลที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ

คนฟังเจ็บแน่นอน แต่อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าออกจากห้องประชุมไปแล้วต้องทำอะไรบ้าง

แต่บางครั้งก็ร้ายเกินไปหน่อย

มีอย่างน้อยสองเหตุการณ์ที่ยอดดุน้องแรงเกินไปจนเป็นปัจจัยให้น้องตัดสินใจลาออก

ซึ่งยอดก็บ่นให้ผมฟังว่าเรื่องนี้เขาผิดเองเต็มๆ ไม่ได้ตั้งใจให้ผลออกมาแบบนี้ แต่ “กะพลังผิดไปหน่อย” จนน้องบาดเจ็บทางใจและกู้อะไรไม่ทันแล้ว 

อย่าทำให้คนส่วนใหญ่เสียเวลา

เนื่องจากเรามีพนักงานร่วมพันคนแล้ว เวลาที่เราจะสื่อสารออกไปให้พนักงานทำอะไร  ยอดจะย้ำเสมอว่างานที่เราขอให้พนักงานทำนั้นต้องเสียเวลาน้อยที่สุด

ทีม People เราเคยส่งแบบฟอร์มให้พนักงานกรอกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องประกันกลุ่มแล้วอัปโหลดขึ้นระบบ แต่แบบฟอร์มนั้นเป็น PDF ที่ edit ไม่ได้ หากพนักงานจะกรอกก็ต้องปริ๊นท์ออกมาแล้วกรอกมือ จากนั้นก็สแกนเป็นไฟล์เพื่อเอาขึ้นระบบอีกรอบ สมมติว่ากระบวนการนี้ใช้เวลา 15 นาที พนักงาน 1000 คนก็ต้องใช้เวลา 15,000 นาทีหรือ 250 ชั่วโมง

แต่ถ้าเราทำแบบฟอร์มให้กรอกออนไลน์ได้ตั้งแต่แรก ก็จะประหยัดเวลาของส่วนรวมไปได้มากมายมหาศาล

ถ้ามีงานบางอย่างต้องใช้เวลา 100 ชั่วโมง เราควรจะให้ทีมงาน 10 คนเสียเวลา 10 ชั่วโมงมากกว่าให้พนักงาน 1000 คนเสียเวลาคนละ 0.1 ชั่วโมง

ยุ่งแค่ไหนก็ว่างสำหรับพนักงาน

ธรรมดายอดจะนั่งทำงานในห้องส่วนตัว แต่ก็ใช้ open door policy คือใครก็สามารถเดินมาเคาะกระจกหน้าห้องแล้วเข้าไปคุยกับยอดเรื่องอะไรก็ได้ หากยอดไม่ได้ติดประชุมอยู่ ก็จะพยักหน้าเชื้อเชิญให้เข้ามาคุยงานได้เสมอ

ห้องส่วนตัวคือห้องส่วนรวม

แม้จะเป็นห้องส่วนตัว แต่เวลาที่ยอดไม่อยู่ออฟฟิศ พนักงานคนไหนก็เข้ามาใช้งานได้ เช่นเอาไว้ประชุม สัมภาษณ์ หรือคุย one-on-one ถ้าระหว่างที่คุยอยู่ยอดกลับมาพอดี ยอดก็จะนั่งทำงานรออยู่ข้องนอกจนกว่าพวกเราจะใช้ห้องเสร็จ


The Human Side

เสพติดชัยชนะ

น่าจะไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะบอกว่ายอดโปรดปรานการแข่งขันและชอบการเป็นที่ 1 เวลาทำธุรกิจก็เลยมุ่งมั่นมาก และทำให้คนอื่นๆ ติดเชื้อนี้ไปด้วย

ความต้องการเป็นที่ 1 ยังลามไปนอกเวลางาน เช่นตอนไป Outing ต่างจังหวัดแล้วมีการแบ่งทีมเก็บคะแนน ยอดจะบอกกับน้องในทีมว่า “คงรู้นะครับว่าผมคาดหวังอันดับที่เท่าไหร่” จนน้องๆ อดตัวเกร็งไม่ได้

แต่เมื่อแพ้ ก็ยอมรับว่าต้องการความช่วยเหลือ

สมัยที่บริษัทยังเล็กกว่านี้ เรามี townhall ทุกสามเดือน โดยมีตัวแทนแต่ละทีมขึ้นมานำเสนอผลงานและพูดถึงสิ่งที่จะทำต่อจากนี้

พอจบการประชุม เราก็จะส่งแบบสอบถามเพื่อหาจุดผิดพลาด และสำรวจด้วยว่าพนักงานชอบการพูดของใครมากที่สุด ซึ่งยอดได้คะแนนเป็นที่ 1 ทุกครั้ง โดยยอดก็รู้ตัวดีว่าคะแนนกว่าครึ่งนั้นได้มาเพราะเขาเป็น CEO

หลังจากครองแชมป์มานาน ยอดก็ตกบัลลังก์เป็นครั้งแรกในการประชุม Q1 2018 แล้วก็มาบ่นกับผมว่าเขาประมาทไม่ได้แล้ว อยู่เฉยๆ คงโดนแซงแน่ (ยอดมีเขียนประสบการณ์นี้เอาไว้อย่างละเอียดในบทความ Insider’s Day (วันของคนวงใน) คืออะไร จัดทำไม

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากแปะไว้ตรงนี้ คือยอดเคยมาขอให้ผมช่วยเป็นโค้ชโครงการ WeFit ซึ่งมีเป้าหมายช่วยพนักงานลดน้ำหนัก โดยยอดเปรยกับผมว่า “ผมว่าผมเป็น CEO ที่อ้วนที่สุดในวงการแล้วพี่”

ก่อนหน้านั้นยอดเคยพยายามลดน้ำหนักเองมาหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ แต่โครงการ WeFit ที่มีน้องๆ เข้าร่วมด้วยหลายคน ด้วยศักดิ์ศรีของ CEO ทำให้ยอดลดน้ำหนักจาก 92.5 เหลือ 80 กิโลกรัมภายในเวลา 3 เดือน (อ่านต่อได้ที่บทความ เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก)

Work-Life Integration

ประโยค work-life balance ที่เราคุ้นเคยกันทำให้เราคิดว่า งาน กับ ชีวิต เป็นสองสิ่งที่แยกกันอยู่คนละฝั่งของตาชั่ง

แต่ยอดเคยบอกว่าสำหรับตัวเอง งานกับเรื่องส่วนตัวมันกลายเป็นเนื้อเดียวกันไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่แปลกที่จะเห็นยอดยังทำงานและคุยแชทตอนสี่ห้าทุ่ม แต่ก็จะคุยกับกับเฉพาะ C-Level หรือ Co-Founders ด้วยกันเท่านั้น ผมยังไม่เคยเห็นยอดสั่งงานน้องตอนดึกๆ ดื่นๆ เลย

Relax!

ทำงานที่ LINE MAN Wongnai นั้นเหนื่อยเพราะการแข่งขันมันโหดมาก น้องบางคนถึงกับเครียด มาบ่นกับผมว่าวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องทำงานเพราะตัวเองแบกรับภาระเอาไว้มากมาย

ผมจะบอกกับน้องที่มาปรึกษาเสมอว่ายอดแบกมากกว่าเราเป็นสิบเป็นร้อยเท่า แต่ยอดก็ยังยิ้มได้ ยังมีเวลาพาลูกไปเที่ยว ดูบอลสดเชียร์ลิเวอร์พูลทีมโปรด และเล่น Fantasy Premier League จนได้อันดับต้นๆ ในออฟฟิศ

งานหนักจึงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือพนักงานบางคนยังไม่รู้จักวิธีผ่อนหนักผ่อนเบามากกว่า ซึ่งมันเป็นทักษะสำคัญที่ควรจะเรียนรู้ว่าเอาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ภาระหน้าที่ของเราจะมากไปกว่านี้

คุณชายเก็บขวด

ยอดมาจากครอบครัวที่มีฐานะ ใช้ของแบรนด์เนม รสนิยมดี จนบางทีก็ถูกพนักงานกล่าวถึงโดยใช้สรรพนามว่า “คุณชาย”

สมัยผมเข้ามาทำงานทีม People ใหม่ๆ เราได้ไปออกบู๊ธงาน job fair ที่จุฬา โดยรายการสุดท้ายของวันนั้นเป็นการเชิญยอดมาสัมภาษณ์บนเวที เมื่องานจบผมกับทีมงานก็เริ่มเก็บบู๊ธ พอยอดลงมาจากเวที ยอดก็มาช่วยพวกผมเก็บบู๊ธด้วยทั้งๆ ที่เขากลับไปเลยก็ไม่มีใครว่าอะไร

อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดในงาน townhall เมื่อหลายปีที่แล้ว วันนั้นหลังจบงานยอดยืนคุยกับทีม C-Level เพื่อประเมินว่างานเป็นอย่างไรบ้าง หันไปอีกทีเห็นว่าคนกลับไปหมดแล้ว ยอดเห็นขวดน้ำดื่มวางอยู่เกลื่อนกลาดในห้อง auditorium คนหนึ่งในกลุ่มเลยเดินไปยกถังขยะใบใหญ่จากข้างนอกมา แล้วยอดก็ไล่ตระเวนเดินหยิบขวดน้ำที่วางอยู่ตามเก้าอี้ โดยมีพวกเราอีกสามสี่คนช่วยกัน

จะมีซักกี่บริษัทที่ CEO ลงมาช่วยเก็บกวาดขวดน้ำที่พนักงานทิ้งเอาไว้

ชอบนัดกินข้าว

ช่วงสองปีที่ผ่านมา LMWN ทำงานที่บ้านเกือบจะ 100% ขณะเดียวกันก็รับคนเข้ามาหลายร้อยคน เมื่อไม่ได้เจอหน้ากันที่ออฟฟิศ ความสนิทใจหรือความสัมพันธ์ย่อมมีช่องว่าง

ยอดพยายามลดช่องว่างตรงนี้ด้วยการนัดกินข้าวกับทีมต่างๆ คราวละ 10-15 คน เพื่อจะได้เจอคนใหม่ๆ และเพื่อจะได้คุยกันในบริบทที่ไม่ใช่เรื่องงาน

ผมว่ายอดน่าจะดินเนอร์กับทีมงาน LMWN ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ดินเนอร์

เมื่อทีมงานได้เห็นยอดในมุมสบายๆ ตลกๆ เวลาต้องเจอกันในห้องประชุมก็จะได้ไม่เกร็งเท่าแต่ก่อน (แต่ก็ยังเกร็งอยู่ดี)

ยืนหนึ่งเรื่องปาร์ตี้

สมัยเป็น Wongnai และการแข่งขันไม่ดุเดือดเท่าตอนนี้ เราจะปาร์ตี้กันค่อนข้างบ่อย อย่างน้อยๆ ต้องมีปาร์ตี้ปีใหม่ ปาร์ตี้ครบรอบวันเกิด Wongnai และปาร์ตี้ตอน Outing

ซึ่งในการปาร์ตี้ทุกครั้ง ยอดจะเป็นคนแรกๆ ที่ไปเต้นอยู่กลางฟลอร์ ในมือถือขวดเหล้าเพื่อรินเหล้าให้คนนั้นคนนี้ และยอดจะทำแบบนี้ไปตลอดทั้งงาน

กว่าปาร์ตี้จะจบก็มักเลยไปถึงตีสองตีสาม เมื่อมีการถ่ายรูปหมู่ของ “ผู้รอดชีวิต” ยอดมักอยู่ในรูปนั้นเสมอ

การที่ยอดไปยืนเต้นกลางฟลอร์และชวนคนนั้นคนนี้ดื่มเหล้า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความชอบส่วนตัว แต่อีกส่วนหนึ่งผมว่ายอดทำไปเพราะ “หน้าที่” ใช้ความเป็น CEO ของตัวเองดึงคนออกมาจาก comfort zone และ break the ice เพื่อจะมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน

แต่พออายุมากเข้า จะให้ปาร์ตี้เยอะเท่าแต่ก่อนก็คงไม่ไหว ก็เลยต้องมีปฏิเสธบ้าง เช่นงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จโครงการคนละครึ่งเฟส 5 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทีมงานอยากเชิญยอดมาร่วมด้วย ยอดตอบกลับมาเป็นกลอนเปล่าดังนี้

อันพี่นั้น เดี๋ยวนี้ เหนื่อยง่าย

สัปดาห์นี้ สี่มื้อแล้ว ที่กินนอก

ถ้าพี่ไป พี่ต้องเต็มที่ เดี๋ยวเสียชื่อ

เพราะฉะนั้น กูไม่ไป ดีกว่าเอย

5555555

ทักษะที่สำคัญที่สุด

แต่ก่อนถ้าใครถามว่าจุดแข็งของยอดคืออะไร เขาจะบอกว่าเขาเป็นคนทำงานเร็ว (speed) และไม่ยอมแพ้ (never give up)

แต่จาก townhall ครั้งล่าสุดที่จัดไปเมื่อวันอังคารที่ 27 กันยายน 2022 ในช่วง Ask Me Anything กับ C-Level เมื่อยอดเจอคำถามว่า อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้

ยอดตอบว่า – “I surround myself with great people.”

ยอดเองเขียนโค้ดก็ไม่เป็น เรื่องการเงินก็ไม่รู้ ดังนั้นเขาเลยใช้วิธีหาคนที่เก่งเรื่องนั้นๆ มาช่วยทำงาน

“That’s all I do, really.” ยอดกล่าวทิ้งท้าย

คำพูดของยอดทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ลูฟี่พูดกับมนุษย์เงือกอารอนในการ์ตูน One Piece

“ฉันใช้ดาบเป็นที่ไหนล่ะเจ้าโง่ เทคนิคเดินเรือก็ไม่มี ทำอาหารก็ไม่เป็น โกหกก็ไม่เคย ฉันมั่นใจเลยว่าถ้าไม่มีคนช่วย ฉันไปไม่รอดแน่”

บทสรุป

ยอดเป็นคนทำงานเร็ว มาตรฐานสูงทั้งกับตัวเองและผู้อื่น เน้นผลลัพธ์และเป็น Disagreeable Giver ที่มีเครื่องมือและลูกเล่นแพรวพราวเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และทีมงานที่แตกต่างกันไป

แม้เป็นคนมุ่งมั่นและเด็ดขาด แต่ยอดก็ยังมีมุมน่ารักอยู่ กระทั่งภรรยาของผมที่ได้เจอยอดเพียงไม่กี่ครั้งก็ยังสังเกตเห็น และบอกว่ายอดเป็นเหมือนก้อนหินที่ผูกโบว์เอาไว้

หวังว่าข้อเขียนนี้จะมีประโยชน์ และผู้อ่านจะได้ข้อคิดอะไรบางอย่างไปปรับใช้ในการทำงานและในการใช้ชีวิตนะครับ

27 เรื่องควรรู้สำหรับการวิ่ง

  1. การวิ่งไม่ได้ทำให้เข่าเสื่อม อาการเข่าเสื่อมนั้นมักเกิดจากน้ำหนักตัวมากเกินไปและไม่ได้ออกกำลังกาย
  2. คำแนะนำยอดฮิตคือให้เราออกกำลังกายแบบแอโรบิค 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่การวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ค่อนข้างหนัก ดังนั้นการวิ่ง 75 นาทีต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้วสำหรับการดูแลสุขภาพ
  3. เรามักประเมินความสามารถของเราสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งสิ่งสำคัญคือเราต้องตั้งเป้าหมายไม่ให้รบกวนชีวิตประจำวันและสุขภาพของเรามากเกินไป เราไม่สามารถวิ่งให้ดีได้ทุกวัน บางครั้งเราอาจไม่สามารถทำตามตารางได้เพราะติดภารกิจหรือขี้เกียจ เมื่อมีการสะดุดเช่นนี้ให้วางแผนใหม่อีกครั้ง อย่ายึดตามแผนเดิมเพราะอาจจะทำให้เราเร่งซ้อมจนบาดเจ็บได้
  4. สำหรับการวอร์มอัพ – การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้นานๆ หรือ Static Stretching เช่นการยกขาพาดบาร์เพื่อยืดเหยียด ไม่ได้ช่วยลดอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด บางกรณีอาจเพิ่มโอกาสในการบาดเจ็บด้วย
  5. Static Stretching เป็นการยืดเหยียดเกินความจำเป็นหรับการวิ่ง เพราะการวิ่งไม่ได้ใช้มุมข้อต่อเยอะเหมือนกีฬายิมนาสติก
  6. เราจึงควรใช้ Dynamic Stretching หรือการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว โดยยืดในมุมที่เราต้องการและกำลังจะใช้จริงเพียงเล็กน้อย แต่ไม่จำเป็นต้องยืดให้สุด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการบาดเจ็บลงได้พอสมควร
  7. เปลี่ยนการจับศีรษะและดึงคอ (Static Stretching) เป็นการหันศีรษะสลับซ้ายขวาและขึ้นลงไปมา (Dynamic Stretching) – เปลี่ยนจากการก้มแตะขาเป็นการบิดหมุนตัว – เปลี่ยนจากการยืนไขว้ขาและยืดลำตัวไปด้านข้างเป็นการยืนแกว่งขาไปด้านข้าง – เปลี่ยนจากการดึงขาไปด้านหลังเป็นการแกว่งขาไปด้านหน้าและด้านหลัง – เปลี่ยนจากการก้มแตะปลายเท้าค้างไว้เป็นการก้มแตะปลายเท้าทีละข้าง
  8. Dynamic Stretching ให้ท่าหนึ่งทำ 10-12 ครั้ง หลายท่าต่อเนื่องกัน ใช้เวลา 10-15 นาที และไม่จำเป็นต้องทำทุกท่า
  9. เมื่อยืดเส้นเสร็จแล้วให้ทำดริล (drill) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ในการวิ่ง มี 5 ท่าที่แนะนำได้แก่ Low Knee, High Knee, Butt Kick, A-Skip และ B-Skip (ค้นดูใน Youtube ได้เลย)
  10. การคูลดาวน์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อวิ่งเสร็จแล้วไม่ควรหยุดนิ่งทันที เพราะจะส่งผลให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ รวมถึงมีโอกาสที่จะเกิด Blood Pooling หรืออาการที่เลือดซึ่งไปเลี้ยงที่ขาไม่สามารถกลับมาเลี้ยงสมองได้เพียงพอจนทำให้หน้ามืด
  11. วิธีคูลดาวน์แบบง่ายๆ คือเมื่อวิ่งครบระยะแล้วให้จ็อกกิ้งช้าๆ ต่อไปก่อน
    แล้วค่อยๆ ปรับเป็นการเดินเพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับได้ หลังจากนั้นจึงยืดเหยียดร่างกายให้กล้ามเนื้อคลายตัว (ซึ่งตอนนี้จะทำ Static Stretching ก็ทำได้แล้ว แถมจะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย) โดยการวอร์มอัพจะเริ่มจากส่วนบนลงล่าง ส่วนการคูลดาวน์จะเริ่มจากส่วนล่างขึ้นบน
  12. ท่าวิ่งที่ถูกต้องไม่มีอยู่จริง เพราะสรีระของคนเราไม่เหมือนกัน จึงไม่มีท่าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
  13. ท่าวิ่งที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ได้แก่ – Overstride ก้าวเท้ายาวและลงส้นในช่วงที่เข่าตึงอยู่ ที่ถูกต้องคือส่งตัวไปข้างหน้ามากขึ้นแทน – IT Band วิ่งขาไขว้กัน อาจส่งผลให้มีการบาดเจ็บของเส้นเอ็นเข่าด้านข้าง – Tip Toe วิ่งเขย่งหรือวิ่งลงปลายเท้ามากเกินไป ทำให้เกิดอาการเจ็บน่องและเอ็นร้อยหวาย – วิ่งตัวกระเด้งขึ้นลงทำให้แรงกระแทกลงเยอะเกินไป อาจเกิดอาการเจ็บหน้าแข้งหรือ Shin Splints
  14. หากไม่ได้บาดเจ็บอาจยังไม่ต้องปรับท่า เพียงแต่ควรสังเกตตนเองดูว่ามีการลงเท้าแบบใด เช่น วิ่งก้าวยาวแล้วลงส้นเท้า วิ่งเร็วแล้วลงหน้าเท้า ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดไม่ว่าจะลงส้นเท้าหรือหน้าเท้าก็มีโอกาสบาดเจ็บทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้กล้ามเนื้อส่วนไหนรับแรง
  15. แทนที่จะปรับท่าวิ่ง ที่จริงแล้วควรเสริมกล้ามเนื้อแต่ละส่วนเพื่อให้การวิ่งเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ
  16. 5 ท่า Strength Training เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้แก่ Leg Lunge, Lateral Band Walk, Heel Raise, Single Leg Bridge, และ Plank (มีท่าเสริมอีกสองท่าคือ Hip Abduction – ยืนและกางขาออกไปด้านข้าง เยื้องมาทางด้านหลังเล็กน้อย และ Clam Shell – นอนตะแคงข้าง งอเข่า แล้วเปิดเข่าออกจากกัน)
  17. นักวิ่งชอบซ้อมในจุดแข็งของตัวเอง เช่นชอบซ้อมยาวก็จะเลือกการวิ่งยาว ชอบซ้อมเร็วก็จะเน้นการวิ่งเร็ว แต่การซ้อมจุดแข็งมักจะมีลิมิต ดังนั้นถ้ารู้ว่าจุด
    อ่อนของตัวเองคืออะไรและฝึกซ้อมในจุดอ่อนนั้นแทน ก็จะทำให้เพดานของการพัฒนาสูงขึ้นเรื่อยๆ
  18. วิธีซ้อมวิ่งมี 4 แบบคือ Easy Run, Long Run, Tempo Run – วิ่งด้วยความเร็วมากขึ้นในเวลาประมาณ 20 นาที และ Interval Run ซึ่งเป็นการวิ่งเพิ่มความเร็วในระยะทางสั้นๆ สลับกับการพักซึ่งจะช่วยพัฒนาความเร็ว
  19. การซ้อมยาวเกิน 3 ชั่วโมงจะเพิ่มโอกาสการบาดเจ็บ ดังนั้นหากจะซ้อมวิ่งในระยะเวลานานก็ควรแบ่งออกเป็น 2 วันติดกัน หรือที่เรียกว่า ‘Back to Back’
  20. การวางแผนการซ้อมที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในการวิ่ง เพราะอาการบาดเจ็บมักเกิดจากการวิ่งที่เพิ่มระยะเร็วเกินไป หรือเพิ่มความเร็วเร็วเกินไป
  21. คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่ายิ่งซ้อมหนักยิ่งพัฒนาเยอะแต่ในความจริงถ้าเราซ้อมหนักโดยที่ไม่พักให้ร่างกายได้ฟื้นฟูซ่อมแซมอย่างเพียงพอแล้ว ร่างกายก็จะไม่พัฒนาเลย ดังนั้นจึงต้องจัดตารางให้มีวันพักด้วย
  22. เมื่อเราซ้อมหนักจะเกิดความเสียหายในเส้นใยกล้ามเนื้อบางส่วน เพราะเราใช้กำลังของกล้ามเนื้อมากกว่าความแข็งแรงที่เรามีอยู่ จึงควรพักอย่างน้อย 1 วันและนอนหลับให้เต็มอิ่มเพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหายไป
  23. ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ก่อนแข่ง จะมีการพักในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ Taper หรือการลดความหนักของการฝึกซ้อมลง เป็นการลดโอกาสบาดเจ็บโดยที่ร่างกายยังไม่ลืมการวิ่ง
  24. การโหลดแป้ง (Carb Loading) ควรทำ 24-36 ชั่วโมงก่อนแข่งก็เพียงพอ โดยให้ทานอาหารเท่าเดิมแต่กินแป้งเพิ่มประมาณ 80-90% ในมื้อนั้นๆ หรือจำง่ายๆว่าเปลี่ยนแค่สัดส่วน ไม่ต้องเพิ่มปริมาณ
  25. ควรซ้อมเติมน้ำและอาหารเพิ่มพลังงานในแต่ละรอบ และวางแผนว่าจะดื่มน้ำและกินอาหารทุกๆ กี่กิโลเมตร อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือเราไม่ควรดื่มน้ำเยอะเกินไป เพราะนํ้าจะเข้าไปเจือจางเกลือแร่ในร่างกาย
  26. ไม่ควรใช้ถุงเท้าที่ทำจากผ้าฝ้าย เพราะจะอมนํ้าและทำให้เกิดอาการเท้าพอง ควรใช้ถุงเท้าใยสังเคราะห์และควรเป็นผ้าเนื้อบาง
  27. ราคาของรองเท้าวิ่งไม่มีความสัมพันธ์กับการลดอาการบาดเจ็บ รองเท้าที่ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้ดีที่สุดคือรองเท้าที่เราใส่แล้วสบาย เราจึงควรเลือกรองเท้าด้วยตัวเองและลองใส่วิ่งดูก่อน วิธีการวัดไซส์ให้ใช้นิ้วโป้งวางขนานในแนวนอนบริเวณปลายเท้า หากมีพื้นที่ระหว่างนิ้วเท้ากับปลายเท้าไม่น้อยกว่าหนึ่งนิ้วโป้งก็ถือเป็นอันใช้ได้

ขอบคุณเนื้อหาจาก Cariber: Running 101 เปลี่ยนชีวิตด้วยการวิ่ง โดย นพ. ภัทรภณ อติเมธิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและ Running Analysis แห่ง Running Clinic โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท